I Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Royal Photos I Portraits IToday Talk I Photo Services I Wallpapers I Free e-card I About site I Site update I Outbound toour I
 
        Royal Diamond Cruise (2) : ชมทิวทัศน์ทะเลสาบเหนือเขื่อนภูมิพลกับเรือรอยัลไดมอนด์ ปลายทางที่ทะเลสาบดอยเต่า จ.เชียงใหม่
Home > Gallery > Royal Diamond Cruise (2)     
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
เขื่อนภูมิพล
ล่องเรือ 1
ล่องเรือ 2
ออบหลวง
กะเหรี่ยง
ตักบาตร
วัดจองกลาง
ดอยกองมู
อช.ถ้ำปลา
ถนนบนดอย
ปางมะผ้า



 
 
   



ล่องเรือสำราญชมทิวทัศน์เหนือเขื่อน ตอนที่ 2
(บันทึกการเดินทางเมื่อวันที่ 30 ธค.50)



ภาพจากเรือสำราญรอยัลไดมอนด์ (Royal Diamond) ตอนที่สองนี้ เป็นบรรยากาศในยามเย็น เรื่อยไปจนถึงตอนกลางคืน และต่อด้วยตอนเช้ามืดที่ทะเลสาบดอยเต่า ซึ่งเป็นการสิ้นสุดการเดินทาง 140 กม. นับจากจุดเริ่มต้นที่เขื่อนภูมิพลจนถึงอำเภอดอยเต่า จ.เชียงใหม่ รวมเวลาที่อยู่บนเรือนี้ประมาณ 20 ชั่วโมง

ในช่วงเย็นๆของการเดินทาง หรือราวครึ่งหนึ่งของระยะทาง เรือค่อยๆพาลัดเลาะหุบเขาที่คดเคี้ยวและคับแคบ สังเกตได้จากหน้าผาหรือภูเขาจะอยู่ใกล้ตัวเรือมากกว่าในช่วงอื่นๆของการเดินทาง หากดูจากแผนที่ Google บริเวณนี้น่าจะอยู่ระหว่างแก่งอาบน้ำจนถึงวัดพระธาตุแก่งสร้อย

เวลานี้แดดยามเย็นอ่อนตัวลงมาก ทำให้ผู้โดยสารออกมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกัน หลายคนที่กำลังหลับไหลต่างก็ออกมาชมวิวกันเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับวิวทิวทัศน์ในขณะนี้มีความสวยงามกว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา จนบางครั้งก็แทบไม่น่าเชื่อว่าที่นี่เป็นประเทศไทย เพราะภาพทะเลสาบยามนี้เรียกว่าสวยและคลาสสิคมากทีเดียว ไม่ต่างกับภาพสวยๆที่เห็นในต่างประเทศ

อาจเป็นไปได้ว่าภูเขาแถบนี้อยู่ในเขตการดูแลของเขื่อนภูมิพล จึงไม่มีชาวบ้านเข้ามารบกวนธรรมชาติหรือเข้ามาบุกรุก จึงทำให้ป่าเขาแถบนี้ไม่ถูกทำลาย ความสวยงามจึงดำรงอยู่ได้

ในที่สุดเรือได้พาเรามาถึงวัดพระธาตุแก่งสร้อยในบริเวณที่เป็นคุ้งน้ำ หรือแอ่งน้ำที่มีบริเวณกว้าง มองเห็นวัดและเจดีย์อยู่ไกลๆ

ถึงตรงนี้นักท่องเที่ยวก็ต้องเตรียมตัวขึ้นฝั่ง ขณะที่เรือค่อยๆหมุนตัวหาตำแหน่งเข้าเทียบบันใดทางขึ้นสู่พระธาตุเจดีย์ จากจุดนี้สามารถมองเห็นเจดีย์สีขาว สีทอง พระนอน และวิหารต่างๆของวัดกระจายอยู่ 3-4 แห่ง เข้าใจว่าน่าจะพึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ ตามกำลังศรัทธาของชาวบ้าน และจากศรัทธาของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทำบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่ากันเป็นประจำทุกปี ทำให้ทางวัดได้รับเงินบริจาคเพียงพอที่จะสร้างศาสนสถานต่างๆในที่ห่างไกลจากผู้คนเช่นนี้ได้

ไกด์บอกว่าเดิมวัดพระธาตุแก่งสร้อยอยู่ต่ำกว่านี้ แต่เนื่องจากการสร้างเขื่อนฯทำให้น้ำท่วมวัดทั้งหมดจึงต้องย้ายมาสร้างใหม่บนที่สูง แต่ก็ยังเห็นร่องรอย หรือตำแหน่งที่ตั้งเดิมของวัดเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่แช่อยู่ในน้ำ กลายเป็นของแปลกสำหรับสถานแห่งนี้
(ความเห็นส่วนตัว..หากเป็นพระพุทธรูปหรือองค์พระประธานจากวัดเดิมที่จมอยู่ในน้ำแล้ว ชาวบ้านน่าจะย้ายขึ้นมาอยู่วัดที่สร้างใหม่ได้ ไม่ควรปล่อยให้เป็นอยู่สภาพเช่นนี้ ดูๆแล้ว ก็เข้าใจว่าจะเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อให้เป็นของแปลกมากกว่า และหากเป็นการสร้างด้วยวัตถุประสงค์ที่ว่านี้ก็ดูจะไม่บังควร เพราะพระพุทธรูปเปรียบเหมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้า จึงควรสร้างหรือนำมาตั้งไว้ในที่เหมาะสม เพื่อให้ดูงามแก่การสักการะกราบไหวู้)

วัดพระธาตุแก่งสร้อยเดิมเป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ในเขตตำบลบ้านนา จังหวัดลำพูน อยู่ห่างจากตัวเขื่อนภูมิพลประมาณ 70 กม.(ตามข้อมูลของเว็บไซต์ บริษัท ท่องนที จำกัด แต่ข้อมูลของ ททท.ระบุอยู่ห่างจากเขื่อนภูมิพลประมาณ 56 กม.)


กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของแคว้นหริภุญไชย เมื่อ 800 กว่าปีมาแล้ว มีชื่อว่า “ เวียงสร้อย” เพราะการเดินทางสมัยก่อนต้องเดินทางตามลำน้ำแม่ปิง เวียงสร้อยมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีวัดมากมายถึง 99 วัด โดยมีผู้ครองนครหลายชั่วอายุคน มีชาวพื้นเมืองเป็นชาว “ ลั้วะ” เจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายมีชื่อว่า “ พญาอุตุม” ปัจจุบันหลักฐานทางโบราณคดีส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ จะปรากฏให้เห็นบ้างเมื่อน้ำลดลงมากๆ

ตามที่กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่า ก่อนที่จะมีการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลเมื่อราว พ.ศ. 2496 ลำน้ำปิงสายนี้เคยเป็นเส้นทางค้าขายของผู้คนในสมัยก่อน จึงพอจะคาดเดาได้ว่าวัดพระธาตุแก่งสร้อยรวมทั้งชุมชนแถบนี้น่าจะเป็นที่จอดแวะพักเรือสินค้า ทั้งพ่อค้าและลูกเรือก็คงมากราบไหว้พระธาตุ ครั้นเมื่อการเดินทางบนลำน้ำปิงสายนี้ถูกปิดลงอันเนื่องจากการสร้างเขื่อน จึงทำให้วัดพระธาตุแก่งสร้อยไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันมากนัก เว้นแต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในระแวกนี้เท่านั้น

นับจากเดินทางมากับเรือรอยัลไดมอนด์ตั้งแต่เช้า นักท่องเที่ยวก็พึ่งจะมีโอกาสยืดเส้นยืดสาย พร้อมกับมีโอกาสกราบไหว้พระธาตุเพื่อเป็นศิริมงคลสำหรับตนเองเป็นการส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ 2551 ไปในตัว

น่าแปลกที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากมายลงจากเรือเพื่อไหว้พระธาตุ แต่ภายในพระอุโบสถและในบริเวณวัดกลับไม่เห็นเจ้าหน้าที่ของวัด และไม่เห็นพระสงฆ์แม้แต่รูปเดียว ซึ่งหากไม่เห็นร่องรอยการก่อสร้างสิ่งใหม่ๆเช่นเจดีย์หรือศาลาอุโบสถต่างๆแล้ว ก็คงเข้าใจว่าน่าจะเป็นวัดร้างอยู่กลางป่ากลางเขา

นึกแล้วก็เสียดายทีทางวัดไม่จัดหาเจ้าหน้าที่มาต้อนรับหรือแนะนำประวัติความเป็นมาของวัดพอสังเขป เป็นการให้ความรู้แก่ท่องเที่ยว ทั้งที่สถานที่แห่งนี้มีประวัติความเป็นมา และอยู่คู่กับดินแดนล้านนามาช้านาน ขณะเดียวกันก็เป็นผลดีสำหรับทางวัดในอนาคตที่อาจมีผู้ศรัทธาเดินทางมาทำบุญกันมากขึ้น

เรื่องนี้ก็ดูไม่น่าจะยุ่งยากอะไรมากนัก เพราะเรือจะมาถึงวัดตามเวลาที่ค่อนข้างแน่นอน และมีเวลาขึ้นไปนมัสการกราบไหว้พระเพียงแค่ 45 นาทีเท่านั้นเอง หากบริษัทท่องนทีมีโอกาสพูดคุยกับทางวัดได้ก็น่าจะทำ เพราะจะทำให้การเดินทางที่แสนจะยาวนานนี้มีสาระ มีความหมายขึ้นมาบ้าง

และก็น่าแปลกมากที่ตลอดระยะการเดินทาง ทางเรือรอยัลไดมอนด์ ไม่ได้อธิบายเรื่องราวต่างๆของสถานที่แม้แต่แห่งเดียว นักท่องเที่ยวจำนวนนับร้อยๆไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย ภาระการเป็นไกด์บนเรือนี้ต้องถือว่าเป็นหน้าที่ของทางเรือ จะหวังพึ่งไกด์จากกรุ๊ปทัวร์คงไม่ได้ เพราะลูกทัวร์แต่ละบริษัท ต่างก็กระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ ผิดกับทางเรือที่มีเครื่องขยายเสียง สามารถทำหน้าที่นี่ได้เป็นอย่างดี

่นั่งเรือมาหลายชั่วโมงนี้ก็ยังนึกตำหนิบริษัทเรืออยู่ในใจ ว่าไม่ได้ใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ตนเอง และไม่ได้ให้สาระความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่นักท่องเที่ยวเลยแม้แต่น้อย ดูแล้วมันแปลกๆชอบกล จะบอกว่ามือใหม่หัดทำก็ไม่น่าไช่ เพราะบริษัทนี้เปิดดำเนินการมาถึง 25 ปีแล้ว ผิดกับการล่องเรือที่ตลาดดอนหวายหรือตลาดน้ำลำพญา ของจังหวัดนครปฐม ที่ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆเพียงแค่ 1 ชั่วโมง แต่ก็มีไกด์แนะนำสถานที่สำคัญๆไปตลอดทาง ทำให้นักท่องเที่ยวได้ความรู้ในเรื่องราวของท้องถิ่นมากขึ้น


ถือว่าสอบตกครับ..ผมให้คะแนนว่าต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น บริษัทตั้งมานานถึง 25 ปี ทำได้แค่นี้ถือว่าแย่ครับ

ขณะเดียวกันเสียงตามสายของทางเรือจะทำหน้าที่เพียงเรียกเมื่อถึงเวลาอาหารเท่านั้น..เท่านั้นจริงๆ และก็เป็นเสียงจากห้องอาหารทีมีนักดนตรีคอยเล่นคอยควบคุมเครื่องเสียงสำหรับร้องคาราโอเกะอยู่หน้าเวที ดูๆแล้วก็ไม่ต่างกับฉิ่งฉับทัวร์เท่าใดนัก

ก็คงไม่สายเกินไปที่บริษัทเดินเรือ ท่องนที จะปรับปรุงการบริการให้ดีกว่านี้ ทำง่ายๆแบบไม่ต้องลงทุนมากโดยใช้วิธีเปิดเทปเสียงแบบเดียวกับรถไฟใต้ดินก็ได้ ที่จะประกาศเมื่อถึงสถานีต่างๆ และทางบริษัทก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มคนเพิ่มงบแต่อย่างใด สาระที่นักท่องเที่ยวควรรู้ก็มีมากมายตั้งแต่ประวัติเขือนภูมิพล ภูเขาที่สำคัญๆ สถานที่สำคัญในระหว่างเส้นทางที่ผ่าน ฯลฯ



อาจมีผู้สงสัยว่ากลางค่ำกลางคืนเรือยังวิ่งอยู่หรือไม่

ตอบว่าไม่ครับ ถ้าจำไม่ผิดราวเที่ยงคืนเรือจะหยุดวิ่ง และตีห้าก็จะเดินทางต่อ เข้าใจว่าดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องการควบคุมเวลาเพื่อให้ไปถึงปลายทางในตอนเช้ามืดมากกว่า

แต่ก็จะขอบอกให้ทราบก่อนว่า แม้ว่าเรือกำลังแล่นหรือจอดอยู่นิ่งๆ ความรู้สึกไม่ได้แตกต่างกันนัก เพราะขณะที่เรือจอดสนิทก็ยังได้ยินเสียงน้ำในเขื่อนไหลกระทบกับตัวเรือตลอดเวลา ไม่ต่างกับเรือกำลังแล่นอยู่

ไม่น่าเชื่อนะครับว่าน้ำในเขื่อนที่คิดว่าอยู่นิ่งๆ แต่ความจริงแล้วกำลังไหลสู่ปลายน้ำ หรือไหลไปทางเขื่อนอยู่ตลอดเวลา และดูเหมือนว่าจะไหลค่อนข้างเร็วด้วย ดังนั้นไม่ว่าเรือจะจอดนิ่งหรือกำลังเคลือนตัวจึงไม่รู้สึกแตกต่างกันแต่อย่างใด ถ้าอยากรู้ว่าเรือยังวิ่งอยู่หรือไม่ ก็ต้องสังเกตจากหน้าผาหรือภูเขาที่อยู่ใกล้ๆว่ากำลังเคลื่อนที่หรือไม่ หากไม่เพ่งสายตาฝ่าความมืดดูก็ไม่สามารถรู้ได้ ความจริงถ้าพกไฟฉายชนิดส่องได้ระยะไกลๆก็น่าสนุกไม่น้อย


เช้ามืดกลางหุบเขา


ราวตี่สี่กว่าๆนักท่องเที่ยวก็เริ่มตื่นกันบ้างแล้ว เป็นการตื่นตอนเช้าที่แสนจะสดชื่นคุ้มค่ากับการเดินทาง บรรยากาศกลางป่าเขาในฤดูหนาวตอนเช้าๆของวันที่ 31 มกราคม 51 ต้องบอกว่าหนาวเอาเรื่อง แต่ก็พอทนได้โดยไม่ต้องสวมเสื้อกันหนาว (สำหรับคนที่อยากสะใจกับความหนาว)

นั่งที่หัวเรือทนหนาวไปไม่นานก็ได้เวลาน้ำชากาแฟ ทานกับขนมครกร้อนๆที่ได้รับบริการเป็นมื้อแรก กาแฟเป็นแบบง่ายๆ เรียกว่า Three in one ประเภทฉีกซองแล้วชงกับน้ำร้อน ใครที่ชอบกินกาแฟแบบไทยๆหรือกาแฟแท้ อาจเสียความรู้สึกไปบ้าง ยังนึกในใจว่าหากมีมุมกาแฟไทย กาแฟถุง ก็น่าจะถูกใจผู้โดยสารประเภทคอกาแฟไม่น้อย เพราะบรรยากาศแบบนี้กับกาแฟสำเร็จรูป รู้สึกว่าไม่ค่อยเข้ากับบรรยากาศเท่าใดนัก หรือใครที่ชอบทานกาแฟคั่วบดชนิดใช้กระดาษกรองแบบง่ายๆ จะพกไปด้วยก็ต้องบอกว่าคุ้มค่ากับการพกพา น้ำร้อนของห้องอาหารก็มีพร้อมบริการ หากทำได้รับรองว่ากลิ่นจะหอมฟุ้งจนหลายคนต้องแอบอิจฉาแน่นอน


ปลายทางที่ดอยเต่า


พอฟ้าสางเรือก็เคลื่อนมาถึงทะเลสาบดอยเต่า มองไกลๆจะเห็นไฟจากแพที่พักเป็นจุดๆ แพไหนไม่เปิดไฟก็จะเห็นดำตะคุ่มๆ คนขับเรือบอกว่าถึงช่วงนี้ต้องระวัง อาจขับไปชนแพได้ จึงต้องเปืดไฟสปอตไลท์ดวงใหญ่ส่องข้างหน้าเป็นครั้งคราว

เมื่อเรือเทียบท่า ลูกเรือทุกคนก็ก็จัดแจงตระเตรียมกระเป๋าขนออกจากเรือ จากนั้นก็แยกย้ายกันขึ้นรถเพื่อเดินทางกันต่อตามโปรแกรม ซึ่งมีทั้งเดินทางเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ และเดินทางไปแม่ฮ่องสอน ต่อด้วยเมืองปาย ในเส้นทางสาย Unseen

อยากทราบว่าผมไปเที่ยวที่ไหนต่อ ก็ต้องติดตามในภาคต่อไปครับ รับรองว่าสนุกแน่นอน และมาพร้อมกับภาพสวยๆจากการเดินทางทีไม่ทำให้ผู้อ่านต้องผิดหวัง




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
30 ตุลาคม 2551




แผนที่ดาวเทียมทะเลสาบเหนือเขือนภูมิพล และเส้นทางเดินเรือ 140 กม.(9.00 - 05.00 น.) คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย

   
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved