Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์ Home > Gallery > Taksin National Park (2)  
เมนูที่น่าสนใจในโฟโต้ออนทัวร์

Articles
I Outbound I Portrait I City Tour I Events I Gallery I Royal Photos I Flower & Nature I Photo Service I Free Wallpaper I
Today talk
แผนที่เดินทาง : ข้อมูลอุทยาน : เทคนิคการถ่ายภาพกลางคืน  : ถาม - ตอบ การถ่ายภาพกลางคืน : ต้องการ Save ภาพ อ่าน Home



Taksin Maharat National Park

อุทยานตากสินมหาราช จ.ตาก (ตอนที่ 2 )
(เดินทาง ธค.50)


อีกครั้งหนึ่งกับ อช.ตากสินมหาราช ที่คราวนี้มีโอกาสมานอนเต้นท์กันแบบจริงจัง หลังจากเมื่อปลายปีที่แล้ว (พย.2549) คราวที่ไปเที่ยวงานพืชสวนโลก มีโอกาสแวะเข้ามาชิมลาง จนเกิดความประทับใจที่เห็นทุกอย่างดูดีและสะดวกไปหมด จึงเก็บความหวังลึกๆว่า หากมีโอกาสก็จะมานอนชมดาวที่นี่กันสักคืน

มาปีนี้(2550) มีธุระต้องเดินทางมาภาคเหนืออีกครั้งหนึ่งตามถนนสายเอเชีย หรือทางหลวงหมายเลข 1 จึงได้วางแผนการเดินทางและท่องเที่ยวไปในตัว โดยกำหนดเดินทางก่อนสิ้นปี 2550 เพื่อหลีกหนีผู้คนในเทศกาลท่องเที่ยว และหนีเทศกาลการนับศพของผู้เสียชีวิตบนท้องถนน ที่เรียกว่า 7 วัน อันตราย จนปัจจุบันกลายเป็นเทศกาลที่กินเนสบุ๊คคงกำลังศึกษาและบรรจุลงให้เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่สุดในโลก เพราะมีการตั้งเป้านับศพและรายมีรายงานกันทุกชั่วโมงทางโทรทํศน์ หนังสือพิมพ์ก็นำไปพาดหัวกันทุกวัน ไม่ต่างกับรายงานเหรียญซีเกมส์ที่กำลังแข่งขันกันขณะนี้( 14 ธันวาคม 2550)

หลายประเทศคงนึกขำ จนชาวมาเลเซียที่ทราบข่าวก็แปลกใจ และตั้งคำถามว่าทำไมตายเยอะจัง เป็นเทศกาลแห่งความตายไปแล้วหรือ ( ปีที่แล้วตั้งแต่ 29 ธค.49 – 4 มค.50 ตาย 449 เจ็บ 4,943 ราย )


ไหนๆก็ไหนๆแล้ว อาจให้มันครึกครื้นกว่านี้ไปซะเลย เช่นมีโปรโมชั่นพิเศษ ” ตายช่วงนี้แถมโลงศพให้ฟรี ” ให้ท่านนายกฯ เป็นผู้มอบโลงชนิดพิเศษกับญาติๆ ของศพแรกที่ถือว่าถูกหวยรางวัลที่ 1 จะได้ออกข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลกว่า เมืองไทยเห็นเรื่องตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเรื่องครึกครื้น ไม่เครียดว่างั้นเถอะ

มองด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องดีที่ช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานที่กี่ยวข้องใส่ใจและหาทางป้องกัน แต่อีกด้านหนึงก็แสดงถึงความล้มเหลวหลายๆด้าน ทั้งในด้านความสำนึกและมารยาทของผู้ขับขี่ รวมไปถึงกฏหมายจราจรที่เอื้ออำนวยให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่นการกำหนดความเร็วไว้สูงกว่าอีกหลายๆประเทศ แต่คนขับรถในบ้านเราก็ตะบึงตะบันให้มันเร็วมากกว่าที่กฏหมายกำหนด แม้จะมีการตั้งจุดตรวจความเร็ว แต่ก็งั้นๆ คนขับรถส่วนใหญ่ถือว่า โชคดีก็ไม่ถูกจับ โชคร้ายก็แค่ค่าปรับ จากนั้นก็มันส์กันต่อ..

“ ขับช้าๆ มันเสียหน้า รถใหม่ เครื่องแรง เว้ย..... ”

นี่คือเรื่องการจราจรบนท้องถนนหลวงในบ้านเรา ที่รู้ๆกันอยู่

การตั้งจุดปรับที่เห็นๆ ดูไม่ต่างกับตั้งโต๊ะขายของเด็กเล่น จ่ายค่าปรับราวสี่ซ้าห้าร้อย พอรับใบเสร็จก็ถือว่าเสร็จเรื่อง จากนั้นก็ขับรถต่อไปได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความผิดก็เพียงค่าปรับเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่ผลลัพท์หากเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถเร็วมันมากมายมหาศาลเพียงใด ยิ่งรถมีประกันประเภท 1 ด้วย พวกนี้ก็ยิ่งคึกคะนองกันใหญ่ เพราะมีผู้ชดใช้ความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้เสร็จเรียบร้อย

คนใช้รถใช้ถนนอย่างเราๆท่านๆ ก็ได้แต่เพียงแค่บ่นๆเท่านั้นเอง นี่หากเทียบกับประเทศเวียดนามแล้วคนละเรื่องเลยทีเดียว

เล่าให้ฟังเป็นความรู้ก็ได้ว่า
- เวียดนามกำหนดความเร็วบนทางหลวงไม่เกิน 80 กม. เขตชุมชนไม่เกิน 40 กม.
- ทำผิดเรื่องความเร็วโดนค่าปรับราวพันกว่าบาท (คนขับรถสาธารณะกลัวมาก เทียบกับเงินเดือนทั้งเดือน)
- ใบขับขี่จะถูกเจาะเป็นรู (ครบ 3 รู เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้มีอาชีพการขับขี่รถ )
- รถถูกยึดไว้ที่โรงพัก จนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น (อาจถึงศาล)
- รถจอดไว้ที่โรงพักต้องเสียค่าเช่าตามระยะเวลา

เป็นไงครับ ประเทศที่ถือว่าการพัฒนายังเทียบไม่ได้กับไทยในขณะนี้ และเป็นประเทศที่มีประชากรมากกว่าบ้านเรา เงินเดือนข้าราชการระดับปริญาตรีประมาณ 3 พันกว่าบาท หรือจะเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่รวยกว่าเราก็คือมาเลเซีย ที่นั่นกำหนดความเร็วไม่เกิน 90 กม. สำหรับประเทศลาวกำหนดไว้เท่ากับเวียดนาม(นำต้นแบบมาจากเวียดนาม) ส่วนเขมรยังไม่กำหนด เพราะ..

ถนนยังสร้างไม่เสร็จ...(ล้อเล่นนะครับ)

การขับรถไปเที่ยว อช.ตากสินมหาราช ที่จังหวัดตากคราวนี้ แม้จะไม่ไช่ช่วงเทศกาลแต่ก็ถือว่าน้องๆ เพราะเป็นวันหยุดติดต่อหลายวันในช่วง 5 ธันวาคม และ 10 ธันวาคม หรือหยุดวันรัฐธรรมนูญ ลากันไม่กี่วันแต่ก็ได้ช่วงวันหยุดกันนานทีเดียว

ผมออกเดินทางวันที่ 4 ธันวาคม ถนนยังดูโล่งๆ แต่ก็พอจะเห็นพวกนักซิ่งประเภทแซงดะ แถมเปิดไฟไล่หลัง พร้อมบีบแตร ให้เป็นที่รบกวนประสาท ทั้งที่เราขับเร็วไม่น้อย แต่พี่แกขับรถปิคอัพคันใหม่ป้ายแดงมาเร็วกว่า (ราว 150 กม.) จี้หลังเราแถมเปิดไฟและบีบแตรไล่ ให้เราขับเลนซ้าย ดูัมัน..ดูมัน..

พวกนี้มารยาททรามมาก ในที่สุดก็ต้องหลบให้มันไป คิดเสียว่ามันเป็นพวกชะตาใกล้จะขาดแล้ว อย่าขวางทางนรกของพวกมันเลย ถนนก็โล่ง แทนที่มันจะหลบไปเลนซ้ายก็ไม่ทำ ดันมาไล่เรา

ในที่สุดก็ไปไม่รอดครับ เจอจุดจับความเร็วที่อยู่ข้างหน้าอีกราว 5 - 6 กม. ตำรวจทางหลวงสอยร่วงเรียบร้อยด้วยกล้องจับความเร็วแถวๆ เขตอุทัยธานี งานนี้หายซ่าเลยครับ ผมขับผ่านด่านนั้นไปซะไกลจนถึงนครสวรรค์ ก็ไม่เห็นมันขับตามมาอีกเลย

สมน้ำหน้า..พวกอยากอวดรถใหม่ป้ายแดง

ผมร่ายยาวเรื่องบนนถนนจนเพลินไปหน่อย สรุปว่าขับรถมาถึง อช.ตากสิน ในเขตจังหวัดตากราว 4 โมงกว่า งานนี้ได้นัดญาติๆที่ลำปางให้มาเจอกันที่อุทยาน ก็มาถึงในเวลาไม่ห่างกันนัก จากนั้นก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ขอเช่าเต้นท์และเครื่องนอน ปรากฏว่าขึ้นราคาครับ จากสองร้อยกว่าบาท เป็น 305 บาท ก็แซวเจ้าหน้าที่ว่าเมื่อ 2 วันก่อนโทรมาสอบถามแล้วนะว่าราคาเท่าไร แต่พอขับรถมาถึงก็ขึ้นราคาซะแล้ว ตามไม่ทันจริงๆ เจ้าหน้าที่ขอโทษขอโพยใหญ่บอกว่าทางอุทยานแจ้งราคาใหม่เมื่อวานนี้เอง เป็นราคาใหม่ที่ปรับใช้ทั่วประเทศ

ความจริงก็แซวเล่นเท่านั้นเอง เพราะราคาเต้นท์นอนประเภท 2 คน (แต่ใหญ่พอจะนอนได้ 4 คน) แถมแผ่นปูรอง และถุงนอนอย่างดี ก็ถูกแสนถูกอยู่แล้ว ตกคนละ 152.5 บาท เท่านั้นเอง มีเจ้าหน้าที่กางเต้นท์และตอกหมุดให้เสร็จ เพียงแต่ชี้นิ้วว่าจะนอนตรงไหนเท่านั้นเอง จะเอาตรงเชิงเขาประเภทรับลมหนาวแบบเต็มๆ หรือจะหลบไปด้านอื่นที่ลมสงบ หรือจะเอาใกล้ห้องน้ำถ่ายสะดวกเดินไม่ไกล หรือเอาอยู่ใกล้ๆถนนจะได้นอนเฝ้ารถและหยิบของสะดวก ก็เลือกได้ตามสบาย ต่างกับนอนที่โรงแรมลิบลับ เพราะแยกราคาไว้ชัดว่า ถ้าเป็นห้องพักประเภท Sea View เห็นวิว เห็นทะเล ราคาจะสูงกว่าปกติ ทั้งที่แค่ชะโงกหน้ามองทะเลไม่ถึง 10 นาที

เวลาี้ที่อุทยานขณะนี้ราว 5 โมง ก็รู้สึกว่าเย็นเอาเรื่องแล้วครับ แถมมีลมพัดแรงๆ ยิ่งไม่ต้องพูดเลย คืนนี้รับรองหนาวแน่ ดูสถานการณ์แล้วเดาได้เลยว่าคงน้อยคนนักที่คิดจะอาบน้ำเย็น อย่างมากก็ลูบๆตัวพอเป็นพิธีเท่านั้นเอง ใครมากับแฟนก็คงจะอบอุ่นทั้งร่างกายและหัวใจ ส่วนใครมากับเมีย ก็คงแค่นอนหลับสบายๆเท่านั้นเอง

ผมสาละวนเรื่องเต้นท์นอน และยกสัมภาระที่ขนมาจากกรุงเทพ ก็ใช้เวลาไปไม่น้อย (ของเยอะ) นึกในใจว่าไม่น่าเล้ยเรา..
ขนมาก็แค่นั้น ไม่ได้ใช้อะไรมากนักหรอกโดยเฉพาะหมอน ผ้าห่ม และผ้าปู ก็กลัวว่าจะหนาวมาก และไม่พอ ที่ไหนได้ สิ่งที่ทางอุทยานให้มานั้นพอเพียงจนไม่ต้องเตรียมอะไรมาเลย ไม่ว่าจะเป็นถุงนอน ของอุทยานก็อย่างดี อย่างหนา อบอุ่นแน่นอน หากหาซื้อในห้างกับเกรดเดียวกันนี้ ก็ตกราว 1 พันบาท

ดังนั้นที่ซื้อๆกันมาราคาสี่ซ้าห้าร้อย บอกเลยว่าสู้ของอุทยานไม่ได้เลยครับ ผมซื้อมาราคาถูกๆแค่ 450 บาท ก็ซื้อแบบติดตัวไว้ ปรากฏว่าไม่ได้แกะออกจากถุง แถมนึกในใจว่าไม่น่าพกมาเลย เปลืองพื้นที่ท้ายรถเปล่าๆ นอกจากนี้ยังมีผ้านวมผ้าห่มอีกหลายผืน งานนี้ก็ได้แต่ขนไปขนมาเหมือนพวกบ้าหอบฟาง มาคราวนี้ถือว่าเก็บเกี่ยวประสพการณ์ ครั้งต่อไปน่าจะลงตัวกว่านี้แน่

ก็บอกกล่าวให้ผู้ที่กำลังจะตัดสินใจซื้อ ว่าหากจะใช้บริการของอุทยานแล้วไม่ต้องพกอะไรมามากนัก อาจแค่หมอนใบเล็กๆไว้หนุนเสริมเท่านี้ก็พอ ผ้าห่มก็ไม่ต้อง เพราะถุงนอนจะอุ่นกว่าผ้าห่มมาก ความร้อนจากตัวเราจะไม่เล็ดลอดออกไปเหมือนผ้าห่ม ในถุงนอนจึงอุ่นตลอดเวลา

ขอจบเรื่อง อช.ตากสินภาค 2 แต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ตอนนี้ญาติมาถึงแล้ว และต้องออกไปซื้อของที่ตลาดมูเซอเพื่อเตรียมทำอาหารมื้อเย็นและมื้อเช้า คืนนี้ขอนอนดูดาวรับลมหนาวกันก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันไหม่ ภาพชุดแรกถือว่าเรียกน้ำย่อย ดูภาพยามค่ำคืน ก่อนที่จะเปิดฟ้ารับอรุณในตอนต่อไป รับประกันว่ามีภาพสวยๆของอุทยานเพียบ ชนิดที่ใครเห็นก็อยากมาเที่ยว

สำหรับข้อมูลการถ่ายภาพสำหรับผู้สนใจ ด้านล่างๆผมเขียนไว้ค่อนข้างละเอียดสำหรับคนมีกล้อง จะได้สนุกสนานกับการท่องเที่ยว และมีภาพสวยๆของสถานที่ เป็นกิจกรรมที่ควรจทำ แล้วคุณจะรู้ว่ากล้องที่คุณมีอยู่นี้มันสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด


สำหรับเรื่องราวของ อช.ตากสินมหาราชตอนต่อไป(ตอนที่ 3 )จะตามมาติดๆ จะเป็นภาคกลางวัน
ส่วนตอนที่ 1 ที่ลงไว้เมื่อ 3 - 4 เดือนก่อน จะดูภาพและอ่านเรื่องราวถึงความป็นมาของอุทยาน คลิกที่นี่ครับ




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์

14 ธันวาคม 2550



ติดตาม อช.ตากสินภาค 3 ได้ที่นี่



...........................................................................................................................................................................................................


ข้อมูลอุทยานตากสินมหาราช
หมู่ 10 ถนนตาก-แม่สอด ต.แม่ท้อ อ. เมืองตาก จ. ตาก 63000
โทรศัพท์ 05-551 1429
โทรสาร 05-5511429
อีเมล์ krabakyai@hotmail.com

ค่าเช่าเต้นท์และเครื่องนอนหลังละ 305 บาท (นอน 2 คน) ราคา ปี 2550


...........................................................................................................................................................................................................


ข้อมูลการถ่ายภาพ (กลางคืน)
- กล้องดิจิตอล Nikon D80
- ISO 1000 - 1600
- Shutter B / บางภาพใช้วิธีกดค้าง
- เลนส์ 18-135 มม.
- ขาตั้งกล้อง Gitzo
- เปิดหน้ากล้องให้กว้างสุด (F 3.5)
- ใช้เวลาโดยการนับในใจ ระหว่าง 10 - 20 วินาที



เทคนิคการถ่ายภาพกลางคืน
ใช้ได้ทั้งกล้องดิจิตอลคอมแพค / Like SLR / หรือ DSLR
- อุปกรณ์ที่จำเป็นที่สุดคือขาตั้งกล้องที่แน่นหนาแข็งแรง (ป้องกันลม)
- การเลือกซื้อขาตั้งกล้องควรเลือกที่แน่นหนา แข็งแรง สามารถใช้ได้นานวัน
- สายลั่นชัตเตอร์ ถ้ามีก็ดี ถ้าไม่มี ก็ไม่เป็นไร
- พกนาฬิกาข้อมือไปด้วย หรืออาจฝึกการนับในใจจนมีความแม่นยำ
- พกไฟฉายไปด้วย เผื่อใช้ส่องวัตถุสำหรับโฟกัส
- กล้อง DSLR ควรปรับโฟกัสแมนนวลโดยซูมให้ใกล้หาจุดโฟกัสก่อน แล้วซูมออก
- ตั้ง ISO ที่ 400 สำหรับกล้องคอมแพคที่กำหนดไว้สูงสุด
- กล้อง Like SLR หรือ DSLR ให้ตั้งความไวแสงที่ 1000 - 1600
- ตั้ง Shutter B
- การตั้งเวลาด้วย Self timer ควรเลือกใช้ เพื่อป้องกันกล้องสั่น
- ระวังสายกล้องที่พัดตามลมไปกระทบขาตั้งกล้อง
- การตั้งเวลาให้ทดสอบไปเรื่อยๆ ตามกล้องแต่ละประเภท เช่น 10 วิ 20 หรือ 30
- ดูผลจากจอ LCD แล้วจะได้ภาพประหลาดที่สว่างกว่าตาเห็น
- ถ่ายหลายๆมุม หลายๆภาพ แม้แต่มุมมืดที่เห็นแสงเลือนลาง แล้วจะได้ภาพที่สว่าง
- ควรทดสอบการถ่ายในโหมด Shutter B ก่อนเดินทาง โดยศึกษาจากคู่มือ และฝึกจนคล่อง
- รับประกันว่าทุกคนจะตื่นเต้นกับภาพที่สว่างกว่าความจริง แม้แต่แสงที่เลือนลางก็อาจได้ภาพ OVER
- ขอให้สนุกกับการถ่ายภาพกลางคืน แล้วจะรู้ว่า น่าจะหัดถ่ายกันตั้งนานแล้ว


...........................................................................................................................................................................................................


Q & A ถาม – ตอบ การถ่ายภาพกลางคืน

ถาม ถ้าต้องการตั้งความไวแสงที่ ISO 200 หรือ 400 ได้หรือไม่ ภาพจะได้ไม่แตก (Noise)
ตอบ ได้ แต่จะต้องใช้เวลาถ่ายนานขึ้น ข้อดีคือได้ภาพที่เกรนละเอียดขึ้น แต่ข้อเสียคือไม่สามารถบันทึกแสง-สีได้ครบถ้วน ภาพ
จะดูจืดๆ ผิดกับการตั้งความไวแสงให้สูงๆ ซึ่งจะบันทึกแสงได้มากกว่าที่ตาเห็น และครบทุกเฉดสี ความหมายของคำว่าความไวแสง ก็คือจะให้ความสว่างในที่มืดได้ดีกว่าไวแสงต่ำเช่นระดับ ISO 100 หรือ 200 หลักการนี้เช่นเดียวกับภาพที่ถ่ายด้วยฟิล์ม

ถาม การถ่ายภาพดวงดาวควรตั้งความไวแสงเท่าใด

ตอบ ใช้หลักการเดียวกันกับคำถามแรก คือภาพในที่แสงน้อยหรือที่มืดๆ ควรตั้งความไวแสงให้มาก เพื่อเก็บสีทุกเฉด ดวงดาวบนท้องฟ้านับล้านๆดวง มีระยะไกล หรือใกล้แตกต่างกัน จึงเห็นสีแตกต่างกัน แต่ตาคนเราไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆได้ จึงเห็นแต่สีขาวเป็นส่วนใหญ่ กล้องฟิล์มหรือดิจิตอล สามารถถ่ายภาพดวงดาวให้เห็นสีต่างๆได้ โดยการเลือกใช้ฟิล์มไวแสงสูงๆ เช่น 800 หรืออาจ Push ไปถึง 1600 หรือ 3200 เพื่อให้เห็นสีชัดเจนขึ้น กล้องดิจิตอลปัจจุบันสามารถตั้งความไวแสงให้สูงได้เช่นกัน

หากสังเกตุภาพดวงดาวทางดาราศาสตร์จะเห็นว่าเป็นภาพที่เกิด Noise หรือภาพเกรนหยาบๆ ดูไม่ละเอียด แต่จะเห็นดวงดาวแยกสีสันได้ชัดเจน หากตั้งความไวแสงที่ระดับ 100 หรือ 200 จะเห็นแต่ดาวทุกดวงเป็นสีขาวเหมือนกันหมด

ถาม มีกล้องแต่ไม่มีความรู้เรื่องการตั้งความไวแสง
ตอบ ถือหลักง่ายๆ แสงน้อยให้ตั้งความไวแสงมาก ( ISO 400 – 800 )
และในทางตรงข้าม หากแสงมาก หรือสภาพแดดจัด ให้ตั้งความไวแสงต่ำๆ ( ISO 100 – 200)

ถาม ภาพที่ตั้งความไวแสงต่างกัน จะดูแตกต่างกันหรือไม่

ตอบ หากตั้งใกล้เคียงกันเช่น ISO 100 หรือ 200 อาจดูยากในระดับจอมินิเตอร์ หรืออัดขยายภาพในระดับปกติ เช่น 4 * 6 นิ้ว ความแตกต่างจะเห็นชัดเจนต่อเมื่อขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น ภาพที่ตั้งความไวแสงไว้สูงๆ จะปรากฏ Noise ให้เห็น การตั้งความไวแสงให้เหมาะสมกับสภาพแสงที่แท้จริงจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
- แดดจัด ควรตั้งที่ 100
- แสงน้อย ควรตั้งที่ 200
- แสงน้อยมาก ควรตั้งที่ 400

ถาม เรื่องเลนส์มีผลกับการถ่ายภาพกลางคืนหรือไม่
ตอบ เลนส์ที่เหมะสมกับการถ่ายภาพกลางคืนได้ดีที่สุดคือเลนส์ไวแสง หรือเลนส์ที่เปิดรูรับแสงได้กว้างกว่าเลนส์ทั่วไป แต่ราคาจะสูงกว่าเลนส์ปกติถึงเท่าตัว ข้อดีคือใช้เวลาถ่ายน้อยกว่าปกติ เช่นเลนส์ทั่วไปใช้เวลาถ่ายภาพกลางคืนนานถึง 20 วิ แต่เลนส์ไวแสงอาจใช้เวลาเพียง 10 วิ และคุณภาพของภาพก็คมชัดกว่าเลนส์ทั่วไป เลนส์ไวแสงบางคนอาจเรียกว่าเลนส์โปร (โปรเฟสชันนอล) เป็นเลนส์สำหรับช่างภาพอาชีพ ที่ต้องการคุณภาพ


...........................................................................................................................................................................................................









copyright © 2007 www.photoontour.com, All rights reserved