I Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Royal Photos I Portraits IToday Talk I Photo Services I Wallpapers I Free e-card I About site I Site update I Outbound toour I Tips I Books I
 
    Wat Chong Klang, Wat Chong Kham เที่ยววัดจองกลาง วัดจองคำ ท่ามกลางสายหมอก
Home > Gallery > Wat Chong Klang     
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
เขื่อนภูมิพล
ล่องเรือ 1
ล่องเรือ 2
ออบหลวง
กะเหรี่ยง
ตักบาตร
วัดจองกลาง
ดอยกองมู
อช.ถ้ำปลา
ถนนบนดอย
ปางมะผ้า
   
Gallery ภาพจากทริปแม่ฮ่องสอนบนถนนสาย Unseen เขื่อนภูมิพล - เชียงใหม่ - แม่ฮ่องสอน
เขื่อนภูมิพล :: บนเเรือรอยัลไดมอนด์ (1) :: บนเรือรอยัลไดมอนด์ (2) :: ออบหลวง สวนสนบ่อแก้ว แม่สะเรียง ::
กะเหรี่ยงคอยาว
:: ตักบาตรตอนเช้า :: วัดจองกลาง วัดจองคำ ::วัดพระธาตุดอยกองมู :: ถ้ำปลา :: ถนนบนดอย ภูโคลน วัดน้ำฮู้
โป่งเดือด ท่าปาย :: ปางมะผ้า โค้งที่ 1548
  แผนที่/ข้อมูล จากทริป Unseen แม่ฮ่องสอน
แผนที่เขื่อนภูมิพล ::  ภาพเขื่อนจากดาวเทียม ::แผนที่ จ.แม่ฮ่องสอน
ข้อมูลชาวกระเหรี่ยง :: Karen People :: แผนที่หมู่บ้านกะเหรี่ยง ไทย-พม่า ::  ภาพกระเหรี่ยงในพม่า
   Wat Chong Klang, Wat Chong Kham เที่ยววัดจองกลาง วัดจองคำ ท่ามกลางสายหมอก
 
 
     
   
 
 



วัดจองกลาง วัดจองคำ ในม่านหมอก
(บันทึกการเดินทางเมื่อวันที่ 31 ธค.50)





แม่ฮ่องสอน จังหวัดที่ได้รับฉายาว่าเป็นเมืองในหมอก จะมีหมอกลงทุกวันหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ แต่คงพอจะเดาได้ว่า ใครมาเที่ยวเมืองนี้แล้วคงไม่ผิดหวังแน่นอน เช่นเดียวกับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2551 ที่เช้าตรู่ของวันนี้ก็มีโอกาสเห็นหมอกกันสมใจอยาก ออกจากโรงแรมที่พักราวตีห้ากว่าๆ ก็เห็นหมอกปกคลุมทั้งเมือง ยิ่งสายก็ยิ่งลงหนักกว่าตอนเช้าๆ แบบนี้ต้องบอกว่าเป็นเมืองในหมอกประเภทตัวจริงเสียงจริง

ต่างกับหลายจังหวัดทางภาคเหนือที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ บางครั้งบางปีในช่วงปีใหม่ก็ไร้หมอก แต่บางปีหรือวันอื่นๆกลับมีหมอกลงอย่างหนา ชนิดที่ชาวบ้านก็ยังสงสัยว่าวันนี้เป็นวันที่แปลกประหลาด ตรงข้ามกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ได้ยินเสียงร่ำลือว่าเป็นเมืองในหมอกมานานหลายปี ใครมาเที่ยวแล้วก็น่าจะรับประกันว่าไม่มีผิดหวังแน่นอน

ในทางภูมิศาสตร์แล้วจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง อากาศจึงพัดผ่านไม่สะดวกเหมือนจังหวัดอื่นๆที่ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นราบ หรือหากมีภูเขาบ้างก็ไม่ไช่เป็นลักษณะแอ่งกะทะ ส่วนหน้าร้อนที่แม่ฮ่องสอนจะร้อนหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ หากเดาก็น่าจะร้อนอบอ้าว เพราะมีภูเขาสูงปิดบังทิศทางลม

มีอีกแห่งหนึ่งที่พอจะนึกออกว่าเป็นเมืองในหมอก เรียกว่าน้องๆแม่ฮ่องสอน ก็คืออำเภอเบตง จังหวัดยะลา จังหวัดที่อยู่ใต้สุดติดชายแดนมาเลเซีย ที่เบตงมีภูมิประเทศคล้ายๆกับแม่ฮ่องสอน แต่ภูเขาไม่สูงนัก หากเป็นแอ่งกระทะ ก็ต้องเรียกว่ากระทะใบเล็ก ตอนเช้าๆหากขึ้นไปอยูบนตึกสูงก็จะเห็นหมอกปกคลุมอยู่ทั่วทั้งเมือง พอให้เห็นว่าเป็นเมืองในหมอกของภาคใต้

น่าเสียดายที่เหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้ทำเอาหลายคนลืมอำเภอเบตงไปโดยปริยาย ทั้งที่เป็นเมืองที่มีเสน่ห์แห่งหนึ่งในดินแดนทางภาคใต้ บรรยากาศของอำเภอเล็กๆที่ส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาวจีน ต่างจากจังหวัดอื่นๆที่เข้มข้นไปด้วยสำเนียงของคนใต้ที่พูดภาษายาวี

ที่เบตงยังจำได้กับร้านอาหารชาวจีนขึ้นชื่อ ได้แก่ ไก่เบตง แรกทีเดียวนึกว่าเป็นไก่ย่าง แต่ที่ไหนได้เป็นไก่ต้ม แบบเดียวกับข้าวมันไก่ทั่วไป แต่จะราดน้ำออกสีดำๆ คล้ายๆกับน้ำราดขนมคุยฉ่าย อร่อยมากครับ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเบตงก็คือนกนางแอ่น ช่วงหัวค่ำถึงเช้าตอนสายๆจะออกมาเกาะตามสายไฟ หรือตามเสาไฟฟ้ากลางเมืองเป็นจำนวนมาก สร้างความแปลกตาให้กับนักท่องเที่ยว แม้เหตุการณ์ภาคใต้จะยังไม่สงบ และไม่มีโอกาสได้ไปเยือน แต่เข้าใจว่าทั้งไก่เบตงและนกนางแอ่นน่าจะยังคงมีอยู่

เมื่อหลายปีก่อน... หรือสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 เคยปรามาสโจรใต้ที่โขมยอาวุธไปจากคลังแสงของทหารจำนวนหลายร้อยกระบอกว่า “ โจรกระจอก “ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาหลายปี โจรกระจอกก็ทำเอาสามจังหวัดภาคใต้กลายเป็นดินแดนที่น่าสพรึงกลัว เศรษฐกิจก็ย่ำแย่ตามไปด้วย ทหาร ตำรวจ ครู นักเรียน ข้าราชการ นักข่าว พยาบาล และประชาชนทั่วไปต่างประสพเคราะห์กรรมกันถ้วนหน้า บาดเจ็บ เสียชีวิตกันเป็นรายวัน ไม่ต่างกับแดนวิสัญญี ทุกวันนี้ก็ยังไม่สิ้นเสียงระเบิดและเสียงปืน

นี่แหละโจรกระจอก ในความเข้าใจของอดีตนายกฯที่ดูถูกดูแคลนเหตุการณ์ภาคใต้ ทุกวันนี้ตัวเองก็แทบไม่รอด ต้องกระหกระเหินหนีคดีความของแผ่นดินไปหลบๆซ่อนๆอยู่ต่างประเทศ จนหมดรูปหมดราศีของความเป็นอดีตนายกฯ สุดท้ายต้องหย่าขาดกับเมีย ตามข่าวบอกว่าเพื่อผลทางกฎหมายในเรื่องของทรัพย์สินและกองมรดก ที่ถูกอายัดไว้ แต่จะไปรอดหรือไม่ก็ต้องติดตามดูกัน ทำอย่างไร แก้อย่างไร ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรดีขึ้น ทำพิธีกรรมทั้งแบบไทยและแบบเขมรก็แล้ว หย่าขาดกับเมียก็แล้ว เรียกว่าแพ้ทุกประตู

คนแถวๆบ้านมักเรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่า “ เสียหมา “ มีความหมายว่า สูญเสียจนหมดทางชนะ

ยิ่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัติย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับคำว่า “ นิติรัฐ “ ก็คงคาดเดาได้เลยว่า กระบวนการยุติธรรมในคดีความต่างของอดีตนายกทักษิณ คงจะเดินหน้าชนิดที่ไร้ขวากหนาม และคงไม่มีทนายหน้าไหนแอบมอบกล่องขนม (แต่มีเงินเป็นล้าน) ให้กับผู้พิพากษาเหมือนที่ผ่านมา จนคนมอบติดคุกติดตารางกันครบถ้วน คงนึกว่าผู้พิพากษาระดับนี้จะซื้อตัวได้ละมั้ง

ส่วนคดีต่างๆของอดีตนายกฯ มีมากจนจำไม่หวาดไม่ไหว(ปวดหัว) ข่าวระยะนี้ก็เป็นเรื่องทรัพย์สินมูลค่าถึง 76,000 ล้านบาท ที่กำลังจะตกเป็นของรัฐ เหตุมาจากการทุจริตโกงชาติและพิสูจน์ที่มาไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีคดีอื่นๆอีกหลายคดีที่กำลังรอขึ้นเขียง..เอ้ยขึ้นศาล เรียกว่าเป็นหนังม้วนยาวที่จบยาก ไม่ต่างกับภาพยนตร์ยอดฮิตในอเมริกา เรื่อง Prison Break
(ขอสารภาพว่าผมติดงอมแงม ขอบอก)

ณ วันนี้ก็ต้องบอกว่าการเมืองได้พลิกผันไปในทางที่น่าจะดีขึ้น ไม่มีสีเหลือง ไม่มีสีแดงแบ่งแยกสีของคนในชาติ แม้สีแดงยังหลงเหลืออยู่บ้าง ก็ต้องเรียกว่าลิเกหลงโรง ไม่นานก็คงจะแผ่วไปในที่สุด เพราะน้ำหล่อเลี้ยงมันร่อยหรอจนแห้งขอด หาคนลงขันคงลำบาก รูปการณ์มันเห็นทนโท่ว่า ขืนดันทุรังก็คงไม่ไหวแน่ เส้นทางการเมืองตามระบอบทักษิณ มันไปไม่รอด มันปิดฉากแล้ว และท้ายที่สุด ธรรมมะ ย่อมชนะ อธรรม เรียกว่าจบแบบหนังจีน

เหมือนกับที่นายเนวินพูดสายตรงกับท่านแม้ว ก่อนฟอร์มจัดตั้งรัฐบาลมาร์ค 1 ว่า “ เรื่องมันจบแล้วครับนาย ”

ท่านแม้วได้ยินอดีตมือขวาที่ไว้ใจที่สุดตอบรับแบบนี้ เห็นที่จะหงุดหงิดน่าดู อุตส่าห์ส่งเจ้าแม่ตะเคียนทองจากอังกฤษมาจัดทัพด้วยตัวเองก็ไม่สำเร็จ แถมไม่ยอมรับสายจากท่านเนวินด้วย แบบนี้เรียกว่ากรรมสนอง เพราะการฟอร์มรัฐบาลสมัยสมชาย 1 ก็หักหลังกันมาครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้เลยได้โอกาส ล้างแค้นซะเลย...

ใครเดินผิดทางก็น่ากลับตัวกลับใจ หันมาทำบุญให้กับประเทศโดยสร้างการเมืองให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่ แล้วปล่อยให้คนทำบาป โกงชาติ รับชะตากรรมไปตามลำพังจะดีกว่า ขืนใกล้ชิดมากไปตัวเองก็อาจพลอยรับเคราะห์ไปด้วย แถมซวยอีกต่างหาก ตัวอย่างก็เห็นๆกันอยู่ อุปโลกให้มานั่งตำแน่งนายกฯ ตามที่สั่งการมาจากต่างประเทศ หรือที่เรียกว่านายกฯนอมินี แล้วเป็นไง โดนศาลเชือดทั้งสองหน่อจนไม่เหลือหรอ เป็นการก้าวลงจากตำแหน่งนายกฯอย่างไม่สง่างามและไร้ศักดิ์ศรี คนหนึ่งใช้ตำแหน่งความเป็นนายกฯจัดรายการอาหารทางโทรทัศน์ " ชิมไปด่าไป " ถือว่าเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญครับท่าน..

ก็ดีแล้วที่ศาลท่านสอยร่วงจากเวที เพราะปากคอจัดจ้านเหลือหลาย คำพูดแต่ละคำฟังแล้วไม่เป็นมงคล คำก็หอก สองคำก็กระเหี่ยนกระหือรือ แถมสายตาก็ทะมึงตึงผิดมนุษย์มนา ตอนนี้ได้ยินว่า แอบหนีไปนอนเกาสะดือเล่นอยู่ต่างประเทศแล้ว ส่วนอีกรายหนึ่งก็โดนศาลตัดสินยุบพรรคเนื่องจากกรรมการพรรคโกงการเลือกตั้ง จนต้องตุรัดตุเหร่ไปนั่งอมเมี่ยงอยู่ที่เจียงใหม่..ปู้น

แหมวันนั้น (2 ธค.51) คอการเมืองซืดซ๊าดกันใหญ่ เพราะวันเดียวโดนยุบตั้ง 3 พรรคแน่ะ.. ประเทศไทยโชคดีอะไรจะปานนั้น หลายคนไม่เชื่อหูตนเอง และหลายคนไม่เชื่อสายตาตนเอง ว่าฝันไปหรือเปล่าว่าที่นี่ประเทศไทย...แต่เบื้องหลังของคดียุบพรรค ปรากฏว่าผู้เฒ่าผู้แก่บางพรรค ร้องให้สะอึกสะอื้นกันระงม เห็นข่าวแล้วน่าเวทนา แต่ก็ชวนให้สมเพชเป็นอย่างยิ่ง ทีตอนเลือกตั้งแล้วไม่คิด มาคิดได้เอาตอนที่ศาลตัดสิน แล้วมาตีโพยตีพายกันทีหลัง น่าอายเด็กๆจังเลย สุภาษิตไทย(ล่าสุด)
เรียกว่า "รำไม่ดี โทษปี่ กับ โทษกฏหมายรัฐธรรมนูญ "

ความจริงอยากให้แก้กฏหมายรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคโดยตัดสิทธิ์นักการเมืองจาก 5 ปี เป็น 50 ปี น่าจะดี จะได้มีนักการเมืองหน้าใหม่ๆขึ้นมาทำหน้าที่กันบ้าง ถือว่าเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยที่คิดว่าต่างชาติอาจเอาเป็นแบบอย่าง (ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น)

นี่แหละการเมืองบ้านเราก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องชั่วร้ายไม่มีจบมีสิ้น กรรมก็ตกอยู่กับประเทศชาติ พูดไปก็อายต่างประเทศที่เมืองไทยมีแต่นักการเมืองชั้นสวะ ประชาธิปไตยบ้านเราจึงมีแต่มนุษย์พันธ์แบบนี้อยู่เต็มสภา



มาเที่ยวกันต่อดีกว่า ขืนเขียนต่อกลัวจะมันส์มือจนติดลมบน

เช้านี้หลังจากที่ทำบุญตักบาตรในวันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม 2551 ที่หน้าตลาดสดเมืองแม่ฮ่องสอนแล้ว จากกนั้นก็เดินทางมาที่วัดจองกลาง และวัดจองคำ ที่อยู่ภายในตัวเมือง เพียงแค่เดินจากโรงแรมที่พักแค่ 200 เมตรก็ถึงแล้ว

พอเข้าไปในเขตวัดก็แปลกใจ หมอกขาวโพลนเต็มบึง เห็นเจดีย์แบบพม่าเลือนรางเต็มที หน้าวัดเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ มีไอหมอกค่อยๆก่อตัวขึ้นตลอดเวลา จึงทำให้บริเวณนี้มีหมอกมากกว่าในพื้นที่อื่นๆ

วัดจองกลาง และวัดจองคำ เป็นวัดแบบพม่าที่มีพื้นที่ติดกัน สังเกตเห็นว่ามีประตูเข้า 2 ประตู ด้านหนึ่งเข้าด้านข้างวัดจองกลาง อีกประตูหนึ่งเข้าด้านหน้าวัดจองกลาง แต่เมื่อเข้ามาข้างในแล้วก็พบว่า ทั้งสองวัดนี้มีพื้นที่เชื่อมต่อกัน ในอดีตอาจเป็นไปได้ว่าทั้งสองวัดนี้มีรั้วรอบขอบชิด แต่เพื่อความสะดวกของนักท่องเที่ยว และผู้มาทำบุญจึงได้เอารั้วออก จะได้ไม่ต้องเดินอ้อม

ทั้งวัดจองกลางและวัดจองคำสร้างแบบวัดพม่า สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของช่างพม่าจากเมืองมัณฑเลย์ เมืองที่ชื่อเสียงในเรื่องของวัดที่สวยงาม และวัดพม่าทางภาคเหนือของไทยหลายวัดก็นำช่างจากเมืองมัณฑเลย์นี้มาสร้าง หรืออาจถอดแบบวัดสำคัญๆของมัณฑเลย์มาเป็นต้นแบบ เช่นวัดศรีรองเมืองในจังหวัดลำปาง

เมืองมัณฑเลย์ คนไทยหลายคนอาจคุ้นชื่อนี้ เพราะหากพูดถึงวัดพม่าแล้วก็อาจได้ยินคำว่าเมืองมัณฑเลย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ทำให้รู้สึกว่าเมืองนี้น่าจะมีวัดสำคัญๆและปราสาทสวยๆแน่นอน

เมื่อเข้ามาภายในวัดจองคำ และวัดจองกลาง ทุกอย่างดูเหมือนจะมีบรรยากาศแบบพม่า ที่โดดเด่นก็เห็นจะเป็นเชิงชาย หรือชายคาโบสถ์วิหารต่างๆประดับด้วยโลหะฉลุลายเป็นชั้นๆ เป็นศิลปกรรมของพม่า และโดดเด่นมากสำหรับวัดนี้

มองด้วยสายตาแล้วเหมือนทำจากแผ่นอลุมมีเนียม ตัดเป็นลวดลาย แล้วปั้มขึ้นรูป หรือหากเป็นวิธีการแบบโบราณก็อาจตอกให้เป็นลวดลายนูนต่ำ ลักษณะเดียวกับช่างเครื่องเงินแถวๆเชียงใหม่ ที่ตอกลายลงบนขันเงินหรือภาชนะที่ทำจากเงิน

ลายฉลุเชิงชายนี้รู้สึกว่าจะมี้ชื่อเรียกอยู่เหมือนกัน แต่ก็จนปัญญา หาข้อมูลเรื่องนี้ไม่เจอ ไม่นานนี้ก็มีข่าวแว่วๆว่าช่างฉลุลายของแม่ฮ่องสอนได้รับรางวัลในการอนุรักษ์ศิลปะของท้องถิ่น หากช่างบ้านเราสืบสานลวดลายฉลุนี้ก็นับว่าดีทีเดียว เพราะวัดพม่าหลายแห่งทางภาคเหนือคงต้องการช่างที่มีความชำนาญเฉพาะด้านแบบนี้อยู่

วัดจองคำ และวัดจองกลาง เป็นวัดที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องเดินทางมาชม เพราะอยู่ในตัวเมืองแค่นี้เอง มาแล้วก็จะได้เห็นได้สัมผัสกับบรรยากาศของวัดในแบบพม่า อาจเรียกได้ว่ามีบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับวัดในประเทศพม่ามาก น่าสนใจมากทีเดียวครับ

สำหรับตอนต่อไปจะพาขึ้นดอยเตี้ยๆ ไปนมัสการพระธาตุดอยกองมู แค่ชื่อวัดก็ดูแปลกแล้ว แต่ในวัดนี้มีแปลกๆน่ารู้น่าเห็นหลายอย่าง ติดตามชมกันนะครับ





เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
26 ธันวาคม 2551

                                   








 
     
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved