Photoontour โฟโต้ออนทัวร์  
Home : Gallery : Pra Mongkol             

" อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน " อาณาจักรกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมานานถึง 417 ปี ต่อมาพระเจ้าตากฯ ทรงย้ายราชธานีมาตั้งอยู่ที่กรุงธนบุรี หลังถูกพม่าเผายับเยินเมื่อ พ.ศ. 2310 มาถึงยุคปัจจุบัน
  ดินแดนที่เรียกว่าอุทยานประวัติศาสตร์กรุงศรีฯ กำลังถูกชาวอยุธยา หรือชาวกรุงเก่า เผาเมืองซ้ำอีกรอบหนึ่ง  และกำลังจะลุกลามไปทั่วทั้งพื้นที่ของอุทยานฯ   หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ อนาคตเราอาจ
มีร้านไก่ย่าง ร้านหมูปิ้ง กางเต้นท์ขายกันข้างเจดีย์เก่าแก่จนเห็นเป็นเรื่องปกติ เรามีของดีแต่ไม่รักษา เรามีมรดกโลกแต่ปล่อยปละละเลย ก็สมควรแล้วที่เนสโกน่าจะพิจารณาถอนออกจากมรดกโลก

  
เรื่องราวจังหวัดอยุธยา ในโฟโต้ออนทัวร์
 
พระราชวังบางปะอิน
  
สร้างสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ.2175
  ใช้เป็นที่แปรพระราชฐานของราชตระกูล

  
บทความน้ำท่วมอยุธยา ปี 45
  
ตค.45 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ของภาคกลาง
  ชมภาพความเสียหายรอบเกาะเมืองอยุธยา


ภาพชุดน้ำท่วมอยุธยาครั้งใหญ่ ปี 45
  หลายจุดหลายมุมที่ประสบปัญหาน้ำท่วม
  ครั้งใหญ่ และนานนับเดือน


บทความวัดใหญ่ชัยมงคล ปี 41
  
วันที่มาเที่ยววัดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อต้นปี 2541

ภาพชุดวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา ปี 41
   ภาพวัดใหญ่ชัยมงคล ถ่ายเมื่อต้นปี 41
   เห็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากันมากมาย


วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา ปี 49
   
อนุสรณ์แห่งชัยชนะหลังทำสงครามกับพม่า
   ของสมเด็จพระนเรศวร พร้อมกับสร้างเจดีย์
   ให้สูงกว่าเดิม

  

เที่ยวรอบเกาะอยุธยา ปี 49
   
อีกครั้งหนึ่งกับน้ำท่วมอยุธยา จึงเดินทาง
   มาดูน้ำท่วม โดยเช่าเรือนั่งเรือรอบเกาะเมือง


วัดชุมพล อ.บางปะอิน
  
ตำนานรักของพระเอกาทศรถ เมื่อครั้งหลบ
   พายุมาขอพักกับชาวบ้าน จนพบกับสาวงาม
   ที่ชื่อ อิน
อันเป็นที่มาของคำว่า บางปะอิน

วัดตาลเอน บางปะหัน
  
วัดปฏิบัติธรรม ตั้งอยู่ในชุมชนของชาวลาว
  อพยพเมื่อหลายร้อยปีก่อน และนำกังหันน้ำ
  มาใช้ จนกลายเป็นที่มาของคำว่า
บางปะหัน


 
 
 




วัดพระมงคลบพิตร อยุธยา แผนที่อยุธยา
(บันทึกการเดินทางเมื่อวันที่ 5 มีค.53)



เมื่อเดือนมีนาคม 53 หรือไม่กี่เดือนที่พึ่งผ่านไป  ได้มีโอกาสไปเที่ยวอยุธยา  พร้อมกับแวะไปที่วัดพระมงคลบพิตร  ซึ่งครั้งสุดท้ายเคยพาลูกๆมาเที่ยวเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน  ก็ถือว่านานมาแล้ว  และภาพที่เห็นในวันนี้ต้องบอกว่าแตกต่างกับเมื่อครั้งนั้น อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ที่เห็นชัดๆก็คือมีเด็กนักเรียนจากจังหวัดใกล้เคียงมาเที่ยวกันมาก เสียงแตรรถบัสที่เป็นเสียงประหลาดๆ บีบเรียกคนจนหนวกหู ยิ่งมาเจออากาศร้อนๆตอนใกล้เที่ยงด้วย ยิ่งทำให้รู้สึกหงุดหงิด

ฤดูร้อนปี 53 ปีนี้  ต้องใช้คำว่า ปีแห่งโลกร้อน อย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่บ่นกันทั้งประเทศ  ประเทศอื่นๆไม่ว่าซีกโลกไหนก็ร้อนไม่แพ้กัน แม้แต่ประเทศเวียดนามที่อากาศเย็นสบายกว่าไทย และมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์กว่าไทยมาก  แต่ปีนี้ก็ต้องประสบกับอากาศที่ร้อนเป็นบ้าเป็นหลัง  และดูเหมือนว่าจะหนักกว่าไทยด้วยซ้ำไป  เพราะนอกจากแม่น้ำสายสำคัญๆจะเหือดแห้งจนคนลงไปเดินเล่นได้แล้ว  ก็ได้ยินว่าแอร์บ้านขายดิบขายดีจนผลิตไม่ทัน

แอร์ในประเทศเวียดนามขายดีจนผลิตไม่ทัน ขอย้ำอีกที

บ้านเราถึงจะร้อน  แต่ก็คงไม่ถึงกับแอร์ขาดตลาด อย่างมากก็ขายดีเท่านั้นเอง  บริษัทผลิตแอร์ของไทยทราบข่าวนี้แล้วก็พอจะเห็นลู่ทางในการทำตลาดในเวียดนาม  รับประกันไม่เจ้งแน่นอน  เพราะคนเวียดนามเริ่มมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น  เศรษฐกิจโตขึ้น คนที่ขี่จักรยานก็มีเงินซื้อมอเตอร์ไซด์จากจีนในราคาถูก  ใครที่เคยใช้มอเตอร์ไซด์ที่ผลิตจากจีน (ชนทีเศษเหล็กกระจุย) ก็หันมาซื้อมอเตอร์ไซด์จากไทย เพราะคุณภาพดีกว่า (แต่ปัจจุบันบริษัทญี่ปุ่นเช่นยามาฮ่าไปตั้งโรงงานในเวียดนามแล้ว)  คนมีฐานะดีหน่อยก็หันมาซื้อรถเก๋งราคาถูกๆจากเกาหลี   ส่วนรถเก๋งจากค่ายญี่ปุ่นยังถือว่ามีราคาแพงในความรู้สึกของคนเวียดนาม

เวียดนามเป็นประเทศที่อากาศไม่ร้อนมากหากเทียบกับอากาศในบ้านเรา  ยิ่งตอนภาคกลางและภาคเหนือที่เคยไปเที่ยว  ต้องบอกว่าอากาศค่อนข้างดี  บางครั้งอากาศภายนอกกลับเย็นสบายกว่าในโรงแรมที่ติดแอร์ด้วยซ้ำไป 

ติดแอร์ในบ้านเราถือเป็นเรื่องปกติ และเป็นความจำเป็น และประเทศเวียดนามก่อนหน้านั้นถือว่ายังไม่จำเป็นนัก  แต่ปี 53 นี้ มันร้อนถึงขนาดที่คนเวียดนามทนไม่ได้  จึงต้องกัดฟันซื้อแอร์มาติดที่บ้าน
 
ในบ้านเราตั้งแต่เดือนมีนาคม 53 จนถึงมิถุนายน ซึ่งเริ่มเข้าหน้าฝนแล้วนั้น  ดูเหมือนอากาศจะร้อนไม่ต่างแตกกันนัก  อากาศมันวิปริตไปแล้วหรืออย่างไร  ดีขึ้นมาหน่อยก็เฉพาะวันที่มีฝนตกเท่านั้น 

เขียนเรื่องอากาศร้อนๆ   เพราะคราวที่ไปเที่ยวอยุธยาเมื่อ 3 เดือนก่อนมันร้อนจริงๆ  และยิ่งเป็นอยุธยาแล้วก็ต้องบอกว่าีอากาศร้อนกว่ากรุงเทพ  ไปเที่ยวกี่ครั้งดูเหมือนว่าจะร้อนจนน่ารำคาญ  ยังคิดว่าหากให้ย้ายบ้านมาอยู่ที่อยุธยาแล้วก็คงไม่เอาแน่

น่าแปลกที่อยุธยาเป็นเกาะที่มีแม่น้ำน้ำล้อมรอบ แต่อากาศกลับร้อนกว่ากรุงเทพ  หรืออาจเป็นเพราะกรุงเทพอยู่ใกล้ทะเลมากกว่า  จึงมีอากาศพัดผ่านได้สะดวก ก็น่าจะเป็นไปได้

วัดมงคลบพิตร  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีหลวงพ่อมงคลบพิตรเป็นพระองค์ประธาน  ตอนเด็กๆเคยได้ยินว่าชาวบ้านจะเรียกว่าพระองค์ดำ  หรือหลวงพ่อองค์ดำ  และยังจำภาพเดิมๆว่า  ก่อนนั้นพระมงคลบพิตรองค์ใหญ่ทาด้วยสีดำ  จะมีสีทองบ้างก็ส่วนที่เป็นพระเนตรและบางจุดเท่านั้น แต่หลังจากนั้นต่อมาก็ปิดทองเหลืองอร่ามเหมือนกับที่เห็นในปัจจุบัน

หากความจำในอดีตไม่เลอะเลือน  ก็คิดว่าชาวบ้านแถวอยุธยาจะเรียกกันว่าหลวงพ่อองค์ดำมาตลอด

แต่คำๆนี้กลับหาไม่เจอจากเว็บไซต์ต่างๆ  แม้ Search Google ค้นหาแล้วก็ยังไม่พบ น่าแปลกที่ไม่มีการกล่าวถึง  ถึงตอนนี้ก็ยังยืนยันว่า ก่อนนั้นชาวบ้านเรียกพระมงคลบพิตรว่า  หลวงพ่อองค์ดำแน่นอน

บทความนี้คงไม่กล่าวถึงเกร็ดทางประวัติศาสตร์ของพระมงคลบพิตร  แต่จะพูดถึงความเสื่อมโทรมที่ปรากฏอยู่โดยรอบวัด เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้คำว่า เลวร้ายแตกต่างจากที่เคยเห็นเมื่อราว 10 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

อุทยานยานประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา เคยตกเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และทางโทรทัศน์ว่า  อาจถูกถอนออกจากมรดกโลก สาเหตุเป็นเพราะปล่อยให้มีการตั้งร้านขายของ (ราว 300 ร้าน) จนเป็นภาพที่ไม่สวยงาม และบดบังทัศนีย์ภาพ หากดูจากข่าวโทรทัศน์ก็ี่น่าจะเรียกว่า  สลัมกลางมรดกโลกด้วยซ้ำไป นี่ขนาดเป็นพื้นที่มรดกโลกก็ยังทำกันได้ถึงขั้นนี้  และหากเป็นที่อื่นๆละจะหนักหนาสาหัสกันขนาดไหน 

ข่าวนี้คิดว่าคงพอจำๆกันได้  ซึ่งก็ฮือฮากันไประยะหนึ่งหรือราว 1 ปีน่าจะได้ จนหลายคนคิดว่าทุกอย่างน่าจะดีขึ้น เพราะเห็นมีตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานาน  เรียกว่าหากไฟไม่ลนก้นก็คงปล่อยให้สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์  ถูกย่ำยีกันชนิดไม่ต่างกับเมื่อปี พ.ศ. 2310 สมัยที่พม่าบุกเผากรุงศรีอยุธยาจนราบเป็นหน้ากลอง 

พม่าเผากรุงศรีเมื่อ 243 ปีก่อน  คนไทยคงจดจำประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาติไทยในสมัยนั้นได้  เพราะพม่าเผาทั้งวัดและวังจนแทบไม่เหลือซาก  ขณะเดียวกันก็ยังลอกทองออกไปจากองค์พระสำคัญๆตามวัดต่างๆอีกมากมาย   ชาวกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้นก็ต้องเร่งระดมหาปูนมาปิดองค์พระที่เป็นพระทองคำหรือโลหะผสมเพื่อหลอกพม่าว่าเป็นพระปูน จะได้ไม่ถูกเผา   บางวัดก็นิมนต์ยกเอาพระพุทธรูปหนีออกไปจากในเมือง ให้ไปอยู่ในที่ห่างไกลไว้ชั่วคราว  เพราะรู้ว่าพม่ากำลังเคลื่อนทัพบุกกรุงศรี

ในยุคหลังๆเราจึงพบเห็นพระพุทธรูปจมอยู่ใต้น้ำอยู่หลายๆแห่ง  บ้างก็ลือกันว่า พระลอยน้ำมาบ้าง จนเกิดเป็นตำนานทางความเชื่อมากมาย  แต่ตวามจริงก็คือชาวกรุงเก่านิมนต์พระพุทธรูปหนีพม่ามาทางเรือ  บางครั้งขณะเดินทางก็เกิดพายุฝนจนพระจมน้ำ  และเอาขึ้นไม่ได้  มาถึงยุคหลังๆก็มีผู้ค้บพบกันโดยบังเอิญ  กลายเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อๆมา 

คนไทยเมื่อสองร้อยกว่าปีน้ำตาตกมาแล้ว  ในคราวที่เสียกรุงแก่พม่า

ครั้นมาถึงปี 2552-2553  คนไทยไม่น้อยก็น้ำตาตกอีกครั้งหนึ่ง  ที่เห็นคนไทยด้วยกันเองย่ำยีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  ที่เคยเป็นศูนย์กลางราชธานีกรุงศรีอยุธยา  ซึ่งเป็นทั้งพระราชวัง และเป็นวัดของพระมหากษัตริย์ไปพร้อมๆกัน

ใครมาเห็นก็ต้องตกใจว่า ผ่านไปหลายเดือนแล้วก็ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาตามที่เป็นข่าว ร้านค้าร้านขายปลูกเพิงขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันรอบๆวัดมงคลบพิตร  จากที่เคยเห็นเป็นวัดที่สง่างามกลับมีสิ่งรกรุงรุงรังปิดทางเดิน  ไม่ต่างกับเป็นเส้นทางบังคับว่า  เมื่อลงจากรถในบริเวณลานจอดแล้วก็ต้องเดินผ่านตลาดนัดกันก่อนแล้วค่อยขึ้นไปไหว้พระ  ทั้งของกินของใช้ เสื้อผ้า กางเกงใน  แขวนขายกันข้างวิหารพระมงคลบพิตร กันอย่างหน้าตาเฉย

มาเห็นของจริงในวันนี้แล้วรู้สึกว่า มันเสื่อมโทรม  และทุเรศทุรังกว่าที่คิดไว้มากทีเดียว  แสดงว่าหลังจากตกเป็นข่าวและถูกวิพากษ์วิจารณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็แทบไม่ได้ทำอะไรเลย
 
มันต่างกับมรดกโลกที่เคยไปเที่ยวในประเทศต่างๆที่อยู่รอบๆบ้านเรา  ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวงพระบางของลาว  นครวัด-นครธมของเขมร  หรือเมืองเก่ามะละกาของมาเลเซีย  ไกลหน่อยก็เป็นประเทศเวียดนาม  และอีกหลายๆแห่งในประเทศจีน

ทุกประเทศต่างเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่คนรุ่นหลังจะต้องรักษาไว้ แต่บ้านเรากลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม  โดยเฉพาะหน่วยงานที่ดูแล  ปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้อย่างไร 

กว่าจะได้เป็นมรดกโลก  เราก็ต้องทำการบ้านขนาดไหน  เพื่อให้ยูเนสโกเห็นว่ามีความสำคัญ  เหมาะสมที่จะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษย์ชาติ  แทบจะเรียกว่ากราบกรานคณะกรรมการกันเลยทีเดียว  เพราะผลลัพธ์หลังจากได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วก็ต้องถือว่า  คุ้มค่าคุ้มราคา ชนิดประเมินค่ามิได้ อนาคตก็คาดการณ์ได้เลยว่าจะทำเงินจากการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล

ทุกประเทศเขาเห็นความสำคัญ  ไม่ต่างกับได้ใบรับรอง หรือได้รับการประทับตราแล้วว่ามีคุณค่าจริงๆ  เมื่อได้เป็นมรดกโลกแล้วก็ต้องทำให้สมฐานะ ต้องปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ของยูเนสโก พร้อมกับรักษาไว้ไม่ให้เสื่อมสลายหรือถูกทำลาย  เพราะคำว่า มรดกโลก มันมีค่ายิ่งกว่าการออกไปโรดโชว์ต่างประเทศเพื่อป่าวประกาศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวยังสถานที่นั้นๆ  ไม่ว่าเราจะลงทุนทำโฆษณาประชาสัมพันธ์กันมากมายขนาดไหน  ก็ยังไม่สำคัญเท่ากับการที่ยูเนสโกประกาศให้โลกรู้เพียงครั้งเดียว

การประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ไม่ต่างกับข่าวสำคัญที่ชาวโลกให้ความสนใจติดตามฟัง  และมีไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ได้รับคัดเลือก จากจำนวนรายชื่อนับร้อยๆแห่งที่เข้าสู่ขบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ

บ้านอื่นเมืองอื่นเขาเห็นคุณค่ากับคำว่ามรดกโลกด้วยกันทั้งนั้น  ก็คงมีแต่บ้านเราเท่านั้นละมั้ง  ที่ไม่ค่อยจะสนใจใยดี  ไม่ต่างกับทิ้งๆขว้างๆกับใบประกาศเกียรติคุณอันทรงเกียรติจากองค์การยูเนสโก

ไม่กี่วันมานี้ก็มีข่าวการสร้างถนนขึ้นเขาใหญ่  ซึ่งอาจกระทบกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ของมรดกโลก นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า  เมืองไทยเราไม่ค่อยจะให้ความสนใจกับคำว่ามรดกโลกกันนัก 

ให้ยูเนสโกถอนอุทยานประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ออกไปจากมรดกโลกดีไม๊ 

หากเป็นผมแล้วก็ต้องตอบว่า  อยากให้ยูเนสโกถอนออกไป หรือให้ยูเนสโกคาดโทษน่าจะดีกว่า

จะได้เป็นบทเรียนให้กับคนไทยและประเทศไทยว่า  หากดูแลรักษากันไม่เป็นแล้ว  ก็ไม่สมควรจะได้เกียรตินี้มาครอง  จากสภาพที่เห็นก็อยากให้เจ้าหน้าที่ของยูเนสโกมาดูให้เห็นกับตาว่ามันแหลกเหลวอย่างไร  เพราะนอกจากทางภาครัฐจะไม่สนใจแล้วชาวกรุงเก่าทั้งหลายก็ดูเหมือนจะย่ำยีคนไทยด้วยกันเอง  ไม่ต่างกับการลบหลู่สถานที่  อันเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เทียบกับยุคกรุงรัตนโกสินทร์แล้วก็ไม่ต่างกับพื้นที่ในเขตพระบรมมหาราชวัง โดยมีวัดพระแก้วรวมอยู่ในพื้นที่นี้ด้วย

งานนี้จะโทษใครดี 

เหลี่ยวซ้ายแลขวา  ก็หนีไม่พ้นที่ส่วนราชการของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะต้องตกเป็นจำเลย  ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการ ลงไปจนถึงหน่วยงานที่ดูแลอุทยานประวัติศาสตร์  รวมไปถึงเจ้าหน้าทีของทางวัดพระมงคลบพิตร  ที่รู้ปัญหาได้ดีกว่าใครทั้งหมด   

ยังครับ ยังไม่หมด  กรมศิลปากรก็หนีไม่พ้นที่ต้องตกเป็นจำเลยด้วย  เพราะที่นี่เป็นสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์  และยังขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากรเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย

คำว่าขึ้นทะเบียนกรมศิลป์แล้วดูเหมือนว่าจะดี ดูศักดิ์สิทธิ์ วัดไหนหรือสถานที่ใด ได้ขึ้นทะเบียนแล้วก็น่าจะภูมิใจ

แต่ในความเป็นจริงแล้วดูเหมือนว่าสถานที่เหล่านั้น  มักถูกเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรเป็นผู้ทำลายเสียเอง  อาศัยว่าเป็นข้าราชการ ที่ชาวบ้านเขานับถือว่าเป็นผู้รู้  จะพูดจาอย่างไรชาวบ้านก็เชื่อ  ในที่สุดก็ยัดเยียดความเป็นมาตรฐานและแนวคิดจากส่วนกลาง (กรุงเทพฯ)  โดยละเลยคำว่าวัฒนธรรม และความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น 

ไม่ต่างกับบังคับให้คนภาคเหนือหรือภาคใต้กินแกงกะหรี่ซึ่งเป็นอาหารภาคกลาง  แทนที่จะเค้ากินแกงโฮ๊ะ หรือกินแกงเหลืองซึ่งเป็นอาหารของท้องถิ่นนั้นๆ

สังเกตุง่ายๆว่า หากใครเคยเห็นพระประธานของวัดสำคัญๆในต่างจังหวัด  ก็อาจไม่เห็นภาพเดิมๆที่เคยเห็นเนื้อปูนเนื้อทองแบบเก่าๆ  หรือเห็นความงดงามในเชิงพุทธศิลป์  ที่แสดงถึงถึงวัฒนธรรมของท้องถิ่นประจำภาคนั้นๆกันอีกต่อไปแล้ว  เพราะกรมศิลปากรได้นำทองจังโก หรือทองวิทยาศาตร์ ไปปิดทับพระพุทธรูปสำคัญๆจนแทบจะเรียกว่า เกือบทั่วประเทศ 

ความงดงามของศิลปะวัฒนธรรมที่คนสมัยก่อนถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของพระพุทธรูป  ถูกกรมศิลปากรทำลายเรียบร้อยไปหมดแล้ว  ลองสังเกตให้ดีว่าทำไมพระพุทธรูปเก่าแก่ตามวัดต่างๆจึงเป็นแบบพิมพ์เดียวกันหมด  หรือดูแล้วก็คล้ายๆกัน  พระพุทธรูปปูนปั้นหายไปไหน  แต่ละวัดเห็นมีแต่พระทองคำเหลืองอร่ามเข้ามาแทน  ครั้นจะบอกว่าพระพุทธรูปองค์นี้อายุ 400- 500 ปี แล้วใครจะเชื่อ  เพราะเห็นแต่ทองจังโกซึ่งเป็นศิลปะสมัยใหม่เข้ามาแทน 

ผมนับถือคนลาว  นับถือประเทศลาว ที่รักษามรดกทางวัฒนธธรมให้เห็นว่ามีความบริสุทธิใจ ใสสะอาด  ที่ถ่ายทอดออกมาให้ปรากฏตามวัดวาอารามต่างๆ  น่าชื่นชมกับคนลาวที่ไม่ไปแตะต้องความเก่าความแก่  ซึ่งเป็นของดั่งเดิม   คนรุ่นหลังๆทำหน้าที่เพียงดูแลรักษาไม่ไห้มันผุพังลงมาเท่านั้น  ใครเข้าไปในวัดของลาวก็จะรู้สึกศรัทธาน่าเลื่อมใส ตรงกันข้ามกับวัดเก่าแก่ในเมืองไทย ที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยแสงสี ดูแล้วขาดความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ไปไม่ไช่น้อย

น่าแปลกที่กรมศิลปากรมองไม่เห็นคุณค่าของวัดสำคัญๆที่ขึ้นทะเบียนไว้  มักจะทำเพิ่มเสริมแต่ง  ไม่ต่างเอากิเลสของตนเองไปพอกองค์พระสำคัญๆทั่วทั้งประเทศ  ไปเที่ยววัดสำคัญทางภาคเหนือก็คงไม่เห็นพระที่สร้างด้วยศรัทธาของชาวบ้านในสมัยก่อนที่ใช้ปูนปั้นแล้วปิดด้วยทองเปลว(ทองแท้)แบบดั่งเดิม    ทุกวันนี้ไปวัดไหนก็เห็นแต่ทองผสมแบบสมัยใหม่ อาจดูสวยดีแต่วิธีการแบบนี้มันทำลายคุณค่าทางทางจิตใจของผู้คนในอดีต

พระที่ชาวบ้านเขาสร้างและช่วยปั้นกันในสมัยก่อนอาจไม่ถูกสัดส่วนหรือขาดความสมดุลย์ในเชิงศิลป์ แต่อย่าลืมว่า  พระพุทธรูปนั้นเป็นตัวแทนความศรัทธาของชาวบ้าน  กรมศิลปากรมีสิทธิ์อะไรที่จะไปชี้ผิดชีถูกว่า  ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  เป็นการอวดภูมิปัญญาหรือดูถูกคนบ้านนอกไช่หรือไม่

กรมศิลปากรอาจปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องเพราะเป็นเรื่องของทางวัด  หากตอบแบบนี้แล้วถามหน่อยว่า  วัดที่พบเห็นนี้ล้วนเป็นวัดสำคัญ  และขึ้นทะเบียนให้อยู่ในความดูแลของกรมศิลป์มาแล้วทั้งนั้น  มีหรือที่กรมศิลปากรจะไม่รู้ไม่เห็นด้วย  และโดยกฏระเบียบแล้วการที่จะปรับปรุงบูรณะวัดที่ขึ้นทะเบียนฯ ก็จะต้องขออนุญาตจากกรมศิลป์ก่อนทุกครั้งไป

เขียนมาถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงพระองค์หนึ่งที่วัดสวนดอกเชียงใหม่เมื่อปี 2547

ยังจำคำพูดของหลวงตาได้แม่นยำว่า  กรมศิลปากรร่วมกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำการลอกทองคำของพระเจ้าเก้าตื้อ  ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์องค์สำคัญของล้านนาเชียงใหม่  ซึ่งสร้างด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้านในสมัยพระเมืองแก้ว กษัตริย์ในราชวงศ์มังรายองค์ที่ 13 หรือเมื่อ 514 ปีก่อน

เรื่องนี้ถือว่ากรมศิลปากรทำร้ายและย่ำยีจิตใจชาวบ้าน  และยังเป็นผู้ทำลายศิลปะวัฒนธรรมของล้านนาอย่างไม่น่าให้อภัย

ขอนำความบทความบางตอนที่เคยเขียนไว้เมื่อคราวที่ไปเที่ยววัดสวนดอก เชียงใหม่ เมื่อเดือนสิงหาคม 2547 มาถ่ายทอดอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งเป็นคำบอกเล่าของ หลวงปู่บุญมา อนิญชโต อายุ 81 ปี (เมื่อปี 47)

ความจริงของพระเจ้าเก้าตื้อที่ไม่ได้ปรากฏในที่สาธารณะ

ท่าน(หลวงปู่บุญมา) เล่าว่าพระเจ้าเก้าตื้อที่เห็นนี้ได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่แทนของเก่า โดยมีคณะศรัทธาญาติโยมซึ่งมีหัวเรือใหญ่ เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ (ม.เชียงใหม่)  มีตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์ ร่วมกับผู้มีฐานะร่ำรวยมั่งคั่ง ได้ไปปรึกษาหารือกับท่านเจ้าอาวาส เพื่อจะทำการลอกทองคำที่หุ้มพระเจ้าเก้าตื้อออก และปิดใหม่ให้ดูสวยงามขึ้น ซึ่งในขณะนั้นเห็นว่าทองเก่าได้หลุดลอกออกบางส่วน และการปิดทองใหม่ก็ได้ให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการ โดยใช้ทองชนิดพิเศษเรียกว่าทองวิทยาศาสตร์ ์ซึ่งจะทำให้องค์พระมีสีทองสุกใสแวววาว

การบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งนี้ ชาวบ้านที่ศรัทธาวัด ต่างไม่เห็นด้วยที่ต้องลอกทองเก่าซึ่งเป็นทองบริสุทธิ์ออก และปิดทองใหม่ซึ่งเป็นทองผสม ไม่ได้เป็นทองคำบริสุทธิ์เหมือนแต่แรก แต่ชาวบ้านใกล้เคียง คนเฒ่าคนแก่ และพระในวัดที่เป็นคนท้องถิ่นไม่สามารถทัดทานความตั้งใจนั้นได้ จึงต้องปล่อยให้บูรณะจนแล้วเสร็จ ท่ามกลางความเสียดายของชาวบ้าน ซึ่งการบูรณะครั้งนี้กระทำเมื่อปลายปี 2539 และมาเสร็จเมื่อต้นปี 2540

แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุกับอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้นี้หลายเรื่อง เช่นมีญาติเสียชีวิตอย่างกระทันหัน และเจ้าตัวประสบเคราะห์กรรมต่างๆนานา จนต้องลาออกจากหน่วยงานและได้มาบวชชีที่วัดนี้เพื่อเป็นการขอขมา (ปัจจุบันได้สึกแล้ว)

จะเป็นอาถรรพ์ด้วยเหตุจากการลอกทองพระเจ้าเก้าตื้อหรือไม่  คงเป็นเรื่องที่พิสูจน์ยาก แต่จากคำร่ำลือของชาวบ้านวัดสวนดอก และชาวเชียงใหม่ที่ทราบเรื่องนี้ ต่างกล่าวว่าเป็นเพราะการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำและเป็นการฝืนมติของชุมชน

จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อพอจะจับประเด็นได้ว่า วัดสำคัญๆของเชียงใหม่เมื่อจะมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ก็จะมีการพิจารณาตามขั้นตอนของคณะสงฆ์ ที่ไม่ต่างจากการแต่งตั้งในทางโลก ดูยศ ดูตำแหน่ง แล้วก็แต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส ทำให้ขาดความรู้สึกผูกพันกับวัดนั้นมาก่อน เหมือนเป็นพระจากที่อื่นที่มาอยู่ใหม่ เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสก็พยายามสร้างผลงาน ให้เป็นที่ปรากฏ การสร้างถาวรวัตถุ การระดมทุนรับบริจาค ก็ถือเป็นผลงานที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้

การที่ลอกทองคำเก่าดั่งเดิมของพระเจ้าเก้าตื้อออกและปิดทองใหม่นี้ เป็นการฝืนความรู้สึกของชาวบ้านที่มีความผูกพัน และหวงแหนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองนับถือ และสิ่งนี้ยังเป็นเรื่องที่ค้างคาใจชาวบ้านและชาวเชียงใหม่มาจนถึงทุกวันนี้

จากการที่ได้สนทนากับหลวงพ่อ ทำให้สิ่งที่ผมสงสัยในใจนั้นกระจ่างขึ้น เพราะก่อนหน้าที่จะมาพูดคุยกับหลวงพ่อ มีคนบอก ว่าพระเจ้าเก้าตื้อนั้นเป็นพระเก่าแก่มาก แต่เมื่อมาเห็นแล้วก็รู้สึกว่าเป็นพระใหม่เหมือนวัดทั่วๆไป เพียงแต่มีการจัดฉากและเปิด ไฟให้ดูสวยงาม ปิดบังร่องรอยของอดีตจนหมดสิ้น

การที่หลวงพ่อปู่กวักมือเรียกอยู่หลายครั้งในตอนแรกนั้น ก็พอจะเข้าใจว่าท่านคงต้องการเล่าความจริงให้ฟัง เล่าแทนชาวบ้าน ที่รักและหวงแหนพระพุทธรูปที่ตนเคารพนับถือมาหลายชั่วอายุคน

               


ผมเข้าไปอ่านบทความที่ตนเองเขียนไว้เมื่อ 6 ปีก่อน เรื่องวัดสวนดอก เชียงใหม่ ก็รู้สึกเศร้าใจแทนชาวบ้าน 

ว่าพระเก่าพระแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าเมืองแก้ว กษัตริย์ล้านนาในราชวงค์เม็งรายเมื่อปี พ.ศ. 2047  จนถึงปัจจุบันก็มีอายุถึง 504 ปี นับว่าเป็นพระที่เก่าแก่มาก  แต่อนิจจา  กรมศิลปากรได้ทำการเล่นแร่แปรธาตุไปเรียบร้อยแล้ว   ตอนนี้หากใครถามว่าพระเจ้าเก้าตื้อสร้างเมื่อ พ.ศ.ใด  ก็คงต้องตอบว่า ปีที่สร้าง พ.ศ.2539  สร้างเสร็จ พ.ศ.2540  นับจนถึงปัจจุบันก็มีอายุ  13 ปี

คนเชียงใหม่ฟังแล้วน่าชื่นชมไหมละครับ 

ทองเก่าที่ศรัทธาชาวบ้านร่วมกันบริจาคเงินหาซื้อมาปิดไว้ในอดีต พร้อมกับได้กราบไหว้กันมาหลายชั่วอายุคน บัดนี้ทองคำที่ว่านี้ถูกลอกออกไปหมดแล้ว


และนี่เป็นเพียง 1 ตัวอย่าง เป็นความพยายามของกรมศิลปากรที่ต้องการให้คนทางภาคเหนือหันมากินแกงกะหรี่ ซึ่งเป็นอาหารของภาคกลาง  แทนที่จะสนับสนุนให้คนภาคเหนือกินน้ำพริกหนุ่มหรือใส้อั่ว ตามวัฒนธรรมของตนเอง

จากวัดสวนดอกเชียงใหม่   มาถึงวัดพระมงคลบพิตร  จึงไม่ต้องแปลกใจว่ากรมศิลปากรได้ทำหน้าที่ของตนได้ดีเพียงได้  ได้ทำให้ชาวบ้านเขาศรัทธาขนาดไหน  และได้ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลคุ้มครองศาสนสถานของชาติสมกับเจตนารมณ์หรือไม่ ทำไมจึงปล่อยให้ศาสนสถานแห่งนี้ต้องมัวหมอง มีสลัมและร้านขายของอยู่รอบวัดเต็มไปหมด ทั้งที่กรมศิลปากรมีหน้าที่ที่ต้องปกป้องคุ้มครองไม่ไห้ใครมารุกล้ำ

วัดมงคลบพิตรอยู่ในพื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศเข้ามาชมเป็นจำนวนมาก และน่าจะเรียกว่าเ้ป็นศูนย์กลางของอุทยานฯกลางกรุงเก่า ไม่ได้อยู่ในซอกในหลืบ ใครผ่านไปผ่านมากต้องเห็นทั้งวัด และเห็นสลัมควบคุ่กันไป

หากกรมศิลปากรยังไม่แน่ใจว่าจะรักษาสมบัติของชาติที่เป็นมรดกโลกแห่งนี้กันอย่างไร ก็แนะนำว่า   ควรไปศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องของการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ประเทศลาว  และคงไม่ต้องไปสอบถามเจ้าหน้าที่ของลาว  เพียงแค่ไปเห็นสภาพก็จะเข้าใจเองว่าควรจะทำอย่างไร หรือควรปรับวิธีคิดอย่างไร 

เอาอีกแห่งหนึ่งก็ได้ว่าการบริหารจัดการกับโบราณสถานที่เป็นมรดกโลก  ประเทศอื่นๆเค้าดูแลกันแบบไหน  ชาวบ้านจึงอยู่กันได้โดยไม่มีปัญหาเหมือนกับที่เกิดขึ้นในประเทศไทย  ไปดูว่าทำไมสถานที่เป็นมรดกโลกจึงไม่สกปรกรกรุงรัง  และเต็มไปด้วยสลัมขายของเหมือนกับที่เกิดขึ้นกับอุทยานประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา 

และไม่ต้องไปไกลมาก  แค่เขมรนี่แหละครับ

ไช่เลย นครวัด-นครธม ที่อดีตเคยเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของพวกขอม  ไปขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของเขมรก็ได้ว่า  เค้าจัดระเบียบการขายของให้กับนักท่องเที่ยวกันอย่างไร  เรื่องนี้คงต้องไปขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่เขมรครับ  เพราะเค้าทำได้ดีจนอยากให้ข้าราชการระดับสูง เช่นอธิบดีกรมศิลปากรไปศึกษาด้วยตัวเอง  จะได้นำมาปรับวิธีคิด ปรับรูปแบบการจัดการให้มันทันสมัยขึ้น  จะได้มีมาตรฐานตามที่ยูเนสโกเค้ากำหนด 

อยู่แต่ในบ้านในประเทศ โดยไม่เห็นโลกภายนอก  ก็ไม่ต่างกับสุภาษิตไทยที่เรียกว่า   “กบในกะลา “ 

" รู้น้อยว่ามากรู้ เริงใจ
กลกบเกิดอยู่ใน สระจ้อย
ไป่เห็นชเลไกล กลางสมุทร
ชมว่าน้ำบ่อน้อย มากล้ำลึกเหลือ
"

ลาวและเขมร อาจเป็นประเทศที่ยังไม่พัฒนาจนก้าวไกลเหมือนประเทศไทย  แต่เรื่องการจัดการ การรักษาศาสนสถานหรือโบราณสถานที่เป็นของเก่าแก่  เค้ามีความเข้าใจและทำได้ดีกว่าบ้านเรา  

กรมศิลปากรอาจมีความคิด อยากทันสมัย อยากพัฒนา อยากมีเงินงบประมาณมากๆ  แต่คิดว่าเอาเงินมาใช้ในทางที่เกิดประโยชน์และถูกทางน่าจะดีกว่า  ไม่ใช้ยิ่งมีงบประมาณมากก็เหมือนกับจะทำลายศาสนสถานสำคัญๆลงไปมากเช่นกัน 

ความหวังดี  หากคิดไม่ถูก คิดไม่เป็นแล้ว มันอาจกลายเป็นหวังร้ายและทำลายเสียมากกว่า 




โฟโต้ออนทัวร์
21 มิถุนายน 2553




แผนที่อยุธยาอย่างละเอียด (2500*1798 pixels) คลิกที่ภาพ






ดาวน์โหลดแผนที่แบบแยกชิ้น (6ชิ้น) เพื่อปริ้นท์และนำมาต่อกัน คลิก 






 
     
 
 
   

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ