Home > Gallery > Wat Phra Kaew Don Tao
หน้าบ้าน
   โฟโต้ออนทัวร์ :เวปภาพถ่าย เวปท่องเที่ยว
บทความ : การถ่ายภาพ



WAT PHRA KAEW DON TAO

This monastery is located opposite of Lampang town crossing the Rachada Phisek Bridge, some 2 kms. In Tambon Wiang Nua, Amphoe Muang. It is an important statutory place because the Emerald Buddha Had been housed here for 32 years. There is a 50 meter high pagoda, housing some hair of Lord Buddha, decorated the top part with Jango gold sheet. At the base of the pagoda there are niches housing the 7 daily Buddha images where in front of the pagoda situated a Burmese style Vihara housing very beautiful Burmese style Buddha images.

source : http://www.tothailand.com/province/north/lampang/index.php



วัดพระแก้วดอนเต้า สุชาดาราม วรวิหาร
 


วันนั้นผมมาถึงวัดพระแก้วดอนเต้าเอาช่วงเย็นๆ หลังเดินทางกลับจาก อ.งาว นึกขึ้นได้ว่าวัดพระแก้วดอนเต้าอยู่ไม่ไกลจากสุสานไตรลักษณ์ของหลวงพ่อเกษม เขมโก เท่าใดนัก ซึ่งหากใครไปนมัสการหลวงพ่อเกษม ก็น่าจะหาโอกาสไปแวะยังวัดพระแก้วดอนเต้าด้วย เพราะอยู่ในเส้นทางเดียวกัน และห่างจากสุสานไตรลักษ์ไปไม่ไกลนักก็จะมีทางแยกเลี้ยวซ้ายไปยังวัดเจดีย์ซาว หรือเจดีย์ 20 องค์ ที่มีลักษณะแตกต่างจากวัดทั่วไป

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนจังหวัดลำปางมักจะรู้จักวัดพระแก้วดอนเต้า เพราะปรากฏอยู่ในแผ่นพับโฆษณาแหล่งท่องเที่ยว และอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองลำปางเท่าใดนัก เพียงแค่ประมาณ 2 กิโลเมตรจากศาลากลางจังหวัด ข้ามสะพานรัษดาแล้วเลี้ยวขวาอีกนิดนึงก็ถึงแล้วหากใครไปเที่ยวลำปาง อาจนั่งรถม้าจากห้าแยกหอนาฬิกา โดยบอกกล่าวให้ไปวัดพระแก้วดอนเต้าด้วยก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะแค่เพิ่มระยะทางจากปกติอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง เส้นทางนี้จะผ่านบ้านท่ามะโอ ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยผู้มีชื่อเสียงในอดีตและปัจจุบันของลำปาง

วัดพระแก้วดอนเต้าตั้งอยู่ตำบลเวียงเหนือ เป็นย่านอยู่อาศัยที่ดูสงบร่มรื่น และใกล้กับสำนักงานป่าไม้ของลำปาง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลพื้นที่ป่าไม้ของจังหวัด และเนื่องจากเป็นสถานราชการอันเก่าแก่และตั้งมาเป็นเวลานาน จึงทำให้พื้นที่อันกว้างขวางของสำนักงานร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ที่มีอายุอานามนับชั่วอายุคน

พื้นที่แถบนี้ก็จะพบเห็นบ้านเรือนรุ่นเก่าๆอยู่หลายหลัง แต่ละหลังก็มีพื้นที่บริเวณใหญ่โต หลายคนบอกว่าแถวนี้เป็นย่านคหบดีที่มีฐานะและมีชื่อเสียงทางสังคม บ้างก็ว่าแถวนี้เป็นบ้านเชื้อเจ้าเก่าหรือผู้ดีเก่า ในอดีตบางหลังก็เปิดให้เป็นสถานท่องเที่ยวที่เรียกว่า "บ้านเสานัก"หรือบ้านที่มีเสาเรือนมาก แต่เมื่อเดือนเมษายน 2548 มีโอกาสขับรถผ่านไป ปรากฏว่าปิดแล้ว มองเข้าไปก็มีสภาพทรุดโทรม

ในเขตตำบลเวียงเหนือ มีวัดเล็กวัดใหญ่อยู่มากมาย แต่วัดพระแก้วดอนเต้าดูจะแตกต่างจากวัดอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงกัน

ประการแรกก็คือเป็นวัดที่สร้างอยู่บนเนิน ออกจะแปลกอยู่บ้างที่แถบนี้ไม่ไช่เป็นภูเขาหรือเป็นเนินขึ้นๆลงๆ แต่กลับมีพระเจดีย์ตั้งโดดเด่นบนเนินเล็กๆ ลักษณะเดียวกับวัดพระธาตุลำปางหลวง จะมีการถมดินให้สูงหรือว่าแต่เดิมนั้นเป็นเนินจริงๆก็ไม่มีใครให้คำตอบได้

ประการที่สองก็คือวัดพระแก้วดอนเต้าเป็นวัดเก่าแก่ที่มีรูปทรงแบบพม่า ที่มีอายุนับพันๆปี แตกต่างจากวัดในระแวกเดียวกันอย่างชนิดคนละยุคสมัยกันเลยทีเดียว อาจจะบอกได้ว่าวัดนี้เป็นแหล่งรวมสถาปัตย์กรรม ศิลปกรรม หลายสมัย

ที่แปลกกว่านั้นก็คือมีตำนาน มีประวัติความเป็นมาแตกต่างจากวัดอื่นๆโดยทั่วไป

ลานจอดรถภายในวัดพระแก้วดอนเต้าในวันนั้น มองเห็นรถตู้ของกรุ๊ปทัวร์นักท่องเที่ยวจอดอยู่หลายคัน ทั้งๆที่เป็นช่วงเวลาเย็นแล้ว และเมื่อเดินเข้ามาภายในวัดก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แสงอาทิตย์สาดส่องเจดีย์จนเห็นเป็นสีทองสุกปลั่ง เหมือนได้เห็นอัญมณีที่สุกใสปรากฏอยู่เบื้องหน้า

สวยมากครับ … เป็นภาพที่งดงามของพระธาตุเจดีย์อันเก่าแก่คู่เมืองลำปางมานับพันๆปี และดูจะมีคุณค่ายิ่งขึ้นไปอีกที่รู้ว่าบนเจดีย์นั้นเป็นที่บรรจุพระเกศา(เส้นผม) ของพระพุทธเจ้า ซึ่งก็น่าจะเชื่อได้ว่าเป็นพระเกศาธาตุจริงของพระพุทธเจ้า ไม่ไช่เพียงแค่เป็นตำนานเล่าขานที่หลายแห่งมักจะอุปโหลกศาสนสถานของตนเอง เพื่อยกระดับให้เลอเลิศเหมือนกับที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยๆ

วัดพระแก้วดอนเต้าเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เมื่อราว 700 ปี ก่อน

ปี 1879 เกิดสงครามขึ้นที่เมืองเชียงราย เจ้าเมืองเชียงใหม่ซึ่งปกครองหัวเมืองตอนเหนือเกรงจะไม่ปลอดภัย จึงจัดขบวนช้างขบวนม้า อัญเชิญเสด็จมายังเมืองเชียงใหม่ แต่เมื่อมาถึงเมืองลำปางปรากฏว่าช้างที่อัญเชิญพระแก้วมรกตไม่ยอมเดินทางต่อ แม้ควานช้างจะปลอบ อย่างไรหรือแม้จะเปลี่ยนเป็นช้างเชือกอื่นก็ไม่ยอมไปอยู่ดี เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงต้องยอมให้อยู่ที่เมืองลำปางเป็นการชั่วคราวที่วัดดอนเต้า

นับเป็นเวลานานถึง 32 ปี หรือในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 1879 – 2011 ที่พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วดอนเต้า หลังจากนั้น่ก็ได้อัญเชิญไปยังเมืองเชียงใหม่ เพราะถือว่าเป็นพระที่มีสมบัติลำค่า ควรอยู่คู่กับเมืองเชียงใหม่ หรือเมืองหลวงของล้านนาในสมัยนั้น

วัดพระแก้วดอนเต้า ตั้งอยู่ที่ตำบลเวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบพม่า มีพระบรมธาตุดอนเต้าเป็นเจดีย์องค์ ใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเนิน เมื่อเดินเข้าไปในวัดจะเห็นมณฑปเป็นชั้นๆ ฉลุลวดลายแบบวัดพม่า ภายในมณฑปจะเห็นเสาทุกต้นสลักลายคล้ายเถาวัลย์เลื้อย แตกต่างจากวัดทางภาคเหนือที่มักนิยมเขียนลายมากกว่าการแกะสลัก ส่วนเพดานก็ยังมีการสลักเป็นรูปลายต่างๆที่งดงามและดูเป็นการผสมผสานของศิลปะแบบพม่าและแบบจีน สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของจีนได้แทรกซึมเข้าไปสู่พม่านานหลายร้อยปีแล้วเช่นเดียวกับล้านนาของไทย ที่ปรากฏศิลปะแบบจีนปรากฏตามวัดเก่าแก่ของภาคเหนืออยู่มาก

ภายในมณฑป หรือลักษณะที่เป็นศาลาหลังเล็กๆตรงหน้าพระธาตุเจดีย์ มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์แบบพม่าประดิษฐาน จะว่าไปแล้วคล้ายพระพุทธรูปแบบจีนมากกว่า วัดพระแก้วดอนเต้าและวัดสุชาดา

แต่เดิม วัดพระแก้วดอนเต้าและวัดสุชาดามีพื้นที่อยู่ติดกัน ต่อมาทางการได้รวมเป็นวัดเดียวกัน และมีชื่อใหม่ว่า " วัดพระแก้วดอนเต้า สุชาดาราม วรวิหาร "

คำว่า " สุชาดา " มีตำนานกล่าวว่าเป็นเทวดาที่จุติมาเกิด นางมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จนได้มารับใช้ปรนนิบัติพระเถระอยู่ที่วัดม่อนดอนเต้า (ม่อนแปลว่าเนิน) อยู่มาวันหนึ่งพระเถระคิดจะสร้างพระพุทธรูปสักองค์ แต่หาวัตถุที่จะสร้างไม่ได้ ก็พอดีนางสุชาดาได้ไปที่ไร่เพื่อเก็บดอกไม้มาถวายพระ และได้พบหมากเต้า (ผลแตงโม) ลูกงามใบหนึ่ง จึงนำมาถวายพระเถระ แต่เมื่อผ่าออกมาปรากฏว่าในผลหมากเต้านั้นพบแก้วมรกตอยู่ข้างใน พระมหาเถระก็นำแก้วมรกตนั้นมาสลักให้เป็นพระพุทธรูป เมื่อเสร็จแล้วก็มีพิธีฉลองสมโภช และตั้งชื่อวัดม่อนดอนเต้าเป็น “ วัดพระแก้วดอนเต้า ”

ส่วนแก้วมรกตได้อัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดพระธาตุลำปางหลวง และเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลำปางมาจนถึงทุกวันนี้




เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
6 เมษายน 2549

 
 
 
 
การถ่ายภาพ

ภาพส่วนใหญ่ถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ E 100 VS มีใช้ฟิลเตอร์ PL ในบางภาพที่เห็นท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม ภาพสไลด์ในชุดนี้ถึงแม้จะให้สีที่สดใส แต่ก็ยังไม่สวยเท่าภาพจริงที่เห็นสีทองของเจดีย์ที่เหลืองอร่ามกว่าภาพจากสไลด์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการวัดแสงของกล้อง ที่ไม่สามารถให้ทุกสิ่งที่เห็นขณะนั้น ออกมาเป็นภาพที่มีค่าแสงลงตัวพอดีได้ เนื่องจากสิ่งที่เห็นมีค่า EV หรือค่าความเข้มของแสงต่างกัน ท้องฟ้า เจดีย์สีทอง ฐานเจดีย์สีขาว สามส่วนนี้ค่า EV ต่างกันหลาย Stop เมื่อถ่ายภาพออกมาจึงให้น้ำหนักสีที่พอดีแตกต่างกันการถ่ายภาพ จึงต้องเลือกเอาว่า จะให้ความสำคัญตรงส่วนไหนมากที่สุด แต่ภาพในชุดนี้ไม่ได้เน้นส่วนใด ใช้วิธีวัดแสงค่าเฉลี่ยทุกภาพ

จึงได้อย่างเสียอย่าง และในส่วนที่เสียนั้นคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ เว้นแต่จะเห็นของจริง

ตรงนี้อาจไม่ไช่ประเด็นใหญ่โตสำหรับบางคนเพราะภาพที่ออกมา อาจเห็นว่าใช้ได้แล้ว แต่ที่วิเคราะห์ให้เห็น ก็เพราะอยากให้ผู้สนใจการถ่ายภาพแบบจริงจังได้เห็นในมุมลึก และพยายามสร้างผลงานออกแบบไร้ที่ติ อาจเป็นเรื่องของการเลือกเวลาถ่ายภาพ การถ่ายภาพในหลายมุม การถ่ายภาพโดยเลือกใช้ฟิลเตอร์ที่แตกต่าง เช่น UV/PL หรือแม้กระทั่งเทคนิคในการปรับตั้งหน้ากล้องให้ Under 1/2, 1/3 Stop โดยใช้ UV หรือไม่ใช้ UV แล้วลองมาเปรียบเทียบกันดูว่าในสถานการณ์แบบนี้ วิธีไหนน่าจะเป็นทางเลือก

ภาพชุดนี้ใช้กล้องดิจิตอลถ่ายภายในมณฑป เพราะสภาพแสงในอาคาร กล้องดิจิตอลให้รายละเอียดได้ดีกว่า หากถ่ายด้วยกล้องฟิล์มจะยุ่งยากตรงที่ต้องใช้ขาตั้ง ซึ่งไม่ได้เตรียมไป จึงใช้กล้องดิจิตอลแก้ขัด สำหรับคนที่ชอบถ่ายสไลด์อาจไม่ค่อยชอบภาพจากกล้องดิจิตอลที่ให้น้ำหนักสีดูจืดๆ ไม่สดใสเหมือนสไลด์ แต่ถ้าไม่คิดมากเกินไป และมีกล้องหลายเผ่าพันธ์ ก็น่าจะได้เปรียบกว่าคนอื่น






   
 
 
Home : Articles : City tour : Events : Gallery : Misc : Portraits : Special photos : Today talk : Photo Service : Guest : Free wallpapers
 
www.photoontour.com copyright © www.photoontour.com, All rights reserved