Photoontour   โฟโต้ออนทัวร์
 
Home  : :    Galllery   :    Bang Pa-In Royal Palace
 
 
 
Home
Home : Gallery : Bang Pa-In Royal Palace
 
 
Bang Pa-In Royal Palace or Summer Palace, Ayutthaya พระราชวังบางปะอิน
 
Set 1
Set 2
Set 3
Set 4
 
  Set 5
Set 6
Set 7
Set 8
 
    Set 9
Set 10
   
 
 
 
ชมภาพท่องเที่ยวอยุธยาในอดีต
 
 

วัดพุทไธศวรรค์

วัดไชยวัฒนาราม

ล่องเรือ

วัดตาลเอน

น้ำท่วมปี49

น้ำท่วมปี45

วัดใหญ่ปี54

วัดใหญ่ปี49

วัดใหญ่ปี41


บางปะอินปี41

 
           
           
 
  พระราชวังบางปะอิน Bang Pa-In Royal Palace
(เดินทาง พย.55)



พระราชวังบางปะอิน

เมื่อปลายปีที่แล้วหรือปี 55  ได้มางานแต่งงานญาติที่บางปะอินในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใกล้กับวัดชุมพลนิกายาม เรียกกันสั้นๆว่า วัดชุมพล

หลังพิธีช่วงเช้าจบลงแขกเหรื่อที่เป็นชาวบ้านแถวนั้นส่วนใหญ่กลับบ้าน ส่วนแขกที่มาไกลเช่นจากกรุงเทพฯบางคนร่ำลากลับไปเลย  คงน้อยคนที่มางานตอนเย็นอีกรอบหนึ่ง ส่วนบรรดาญาติสนิทไม่ว่าจะมาไกลหรือใกล้ก็ต้องรอถึงช่วงเย็นซึ่งจะจัดเลี้ยงกันในตัวจังหวัดอยุธยา อยู่ห่างจากบางปะอินนี้ไปอีกราว 18 กม.

หลังอาหารกลางวันแล้วก็ต้องรอเวลาอีกราว 4 ชั่วโมงกว่าจะถึงเวลางานในช่วงเย็น จึงถือโอกาสมาถ่ายภาพพระราชวังบางปะอินที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านงานมากนัก  แต่เวลานี้เป็นช่วงบ่ายๆอากาศค่อนข้างร้อน คิดว่ายังพอไหว(เพราะไม่รู้จะไปไหนดี)
 
ขณะขับรถลัดเลาะไปตามกำแพงวังสีขาวที่มีขนาดใหญ่โต ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5  ทำให้นึกถึงคราวน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ว่าบ้านช่องแถวนี้คงไม่เหลือแน่

เมื่อปลายปี54 บางปะอินเกือบทั้งอำเภอต้องจมอยู่กับน้ำท่วมขังมาเป็นเวลานานหลายเดือน  ร่องรอยหรือคราบน้ำรอบกำแพงวังแม้จะเห็นไม่ชัดเจนนัก  แต่หลักฐานของระดับน้ำตามสถานที่ต่างๆในบริเวณใกล้เคียงบ่งบอกว่าบนท้องถนนนี้น่าท่วมสูงประมาณ 1 เมตร    

จังหวัดพระนครศรีอยุธยารวมทั้งบางปะอินเป็นพื้นที่ลุ่ม ถ้าเป็นสมัยก่อนน่าจะเรียกว่าเป็นแนวฟลัดเวย์ (Floodway)

ในอดีตหากย้อนไปนับเป็นพันๆปี พื้นที่ตามลุ่มเจ้าพระยาถือว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวทำนาหรือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญ แต่ละปีจังหวัดทางภาคกลางรวมทั้งอยุธยาและอำเภอใกล้เคียงก็ต้องประสบกับน้ำท่วมเป็นประจำ จนแทบจะเรียกว่าชินชาสำหรับคนกรุงเก่า

คนสมัยก่อนเค้าก็อยู่กับน้ำมีบ้านเป็นเรือนแพ น้ำหลากก็ไม่สู้จะเดือดร้อน แต่ปัจจุบันที่นากลายเป็นโรงงาน เป็นสถานประกอบและที่อยู่อาศัย น้ำหลากมาแต่ละปีก็เดือดร้อนกันไปหมด

แต่ปี 2554 ปรากฏว่าท่วมหนักและขังนาน  ชนิดที่ลบสถิติจากอดีตจนหมดสิ้น

ญาติที่อยู่บางปะอินเล่าเหตุการณ์น้ำท่วมแล้วแทบจะสะอึ้นทุกครั้งที่กล่าวถึง บอกปีที่แล้ว(54)รุนแรงกว่าทุกปี  การใช้ชีวิตค่อนข้างลำบากต้องขึ้นไปอยู่บนชั้นสอง ส่วนชั้นล่างน้ำท่วมเกือบถึงคอ  แต่ก็บอกว่าในเขตพระราชวังบางปะอินได้เตรียมการป้องกันอย่างเต็มที่ น้ำจึงไม่ท่วมเข้ามาในวัง

มาเที่ยวพระราชวังบางปะอินคราวนี้ทุกอย่างก็ยังสวยงามดูดี ยังเป็นศักดิ์ศรีแก่จังหวัดอยุธยาและกับประเทศไทย ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาไม่แพ้สถานที่สำคัญๆทางประวัติศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร

จะว่าไปแล้วพระราชวังบางปะอินจะเป็นรองก็แต่วัดพระแก้วหรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งอดีตก็เคยเป็นวังหรือเป็นเขตพระราชฐานของราชวงศ์จักรีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 รวมถึงรัชกาลที่ 8 และที่ 9 ด้วย

ในหลวงรัชกาลที่ 8 และพระอนุชา(รัชกาลที่่9) พร้อมกับสมเด็จพระราชชนนี เมื่อครั้งเสด็จนิวัติกลับมาจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์เมื่อปี 2488 หรือหลังรัชกาลที่ 8 ทรงบรรลุนิติภาวะแล้วก็มาประทับอยู่ที่ พระที่นั่งบรมพิมาน (ใกล้กับพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท) ในเขตพระราชวังหรือภายในวัดพระแก้ว



แต่หลังเกิดเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ 8 ได้ไม่นานพระองค์ทรงย้ายไปประทับที่พระที่นั่งจิตรลดารโหฐาน อันเป็นวังเก่าของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 6) ส่วนพระบรมราชนีเสด็จไปประทับที่วังสระปทุม ซึ่งเป็นวังของสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ พระสวามี(ปัจจุบันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเทพฯ)

หลายคนสงสัยว่าวัดพระแก้วทำไมบางครั้งได้ยินเป็น พระบรมมหาราชวัง

ก็ด้วยเหตุที่ว่ามีทั้งวังและวัดอยู่ในรั้วรอบขอบชิดเดียวกัน ซึ่งการสร้างพระราชวังในสมัยรัชกาลที่1 หรือนับจากย้ายราชธานีมาจากฝั่งธนบุรีนั้นพระองค์ได้สร้างพระบรมราชวังตามแบบแผนโบราณ(เช่นเดียวกับการสร้างวังของกษัตริย์พม่าในสมัยก่อน)

สมัยก่อนวัดกับวังต้องอยู่คู่กันเนื่องจากกษัตริย์จะต้องมีพิธีกรรมทางศาสนาควบคู่ไปกับพระกรณียกิจ นอกจากนี้ก็ยังมีสำนักพราหมณ์หรือปุโรหิตที่พระมหากษัตริย์พร้อมจะเรียกใช้เพื่อปรึกษาในเรื่องของการดูฤกษ์ดูยาม การทำนายทายทัก ซึ่งสมัยก่อนยังมีความเชื่อในจารีตโบราณว่าจะได้เป็นศิริมงคล และเป็นกำลังใจ แม้แต่การรบทัพจับศึกก็ต้องดูฤกษ์ดูยามกันตามประเพณี

สมัยที่ไทยต้องรบกับพม่าเมื่อปี พ.ศ 2112 พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าก็ยังต้องดูฤกษ์ผานาที พร้อมทำพิธีบรวงสรวงพระธาตุมุเตาก่อนยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา

การปฏิบัติภาระกิจของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ต้องมีพิธีทั้งพุทธและพราหมณ์ควบคู่กัน หรือมีการบวงสรวงทำพิธีกรรมต่างๆเพื่อบูชาเทพยดาฟ้าดิน เช่นในพิธีกาญจนาภิเษกครบรอบ 50 พรรษาแห่งการครองราชย์ของรัชกาลที่ 9 ก็มีการสร้างพลับพลาอาคารเพื่อการบวงสรวงดวงวิญญาณบูรพมหากษัตริย์ในอดีต

สิ่งเหล่านี้ได้อิทธิพลมาจากพวกขอมหรือเขมร ที่มีการสร้างปราสาทเพื่อใช้ทำพิธีกรรมต่างๆ เช่นปราสาทพนมบาเค็ง(จ.เสียมเรียบ กัมพูชา) ปราสาทพนมรุ้ง(จ.บุรีรัมย์) ปราสาทเขาพระวิหาร (จ.ศรีษะเกษ) ปราสาทเหล่านี้สร้างเพื่อใช้ทำพิธีบวงสรวงตามความเชื่อของชาวขอมที่นับถือศาสนาฮินดูหรือศาสนาพรามหณ์ในยุคอดีต แต่ก็มีอิทธิพลมาถึงดินแดนไทยที่นับถือศาสนาพุทธด้วย

ปัจจุบันคำว่า วัดหลวง พราห์มณ์หลวง และโหรหลวง ก็ยังมีอยู่ คนที่อยู่ในรั้วในวังก็ยังใช้บริการจากโหรหลวงเพื่อเปลี่ยนชื่อตนเองหรือกับญาติมิตร หรือคำว่า ชื่อพระราชทาน ต่างๆก็มาจากโหรหลวงประจำวังเช่นกัน


พระราชวังบางปะอิน

พระราชวังบางบางปะอินสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 5 พระมหากษัตริย์อาณาจักรอยุธยาพระองค์ที่ 24 (ครองราชย์ พ.ศ. 2173 - พ.ศ. 2199) 

ทรงสร้างสวนบางปะอินเพื่อใช้พักผ่อนสำราญในช่วงเวลาที่เสด็จกลับจากกรุงศรีอยุธยาเพื่อเยี่ยมบ้านเกิด(ต่อมาเรียกว่าบางปะอิน) พร้อมกับทรงเยี่ยมมารดาที่ชื่อ อิน

ในครั้งแรกพระเจ้าปราสาททองทรงสร้างพระตำหนักกลางน้ำที่มีชื่อว่า พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ แต่มีการปรับปรุงในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นงานศิลปะไทยแบบสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น


บางปะอินเป็นชื่อที่มีความหมายของมารดา

สมเด็จพระเจ้าปราสาททองเป็นพระโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถที่ได้เสียกับลูกสาวชาวบ้านที่ชื่อ อิน เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเอกาทศรถ(ขณะมีพระยศเป็นมหาอุปราช) ทรงล่องเรือมาพร้อมกับคณะติดตาม ต่อมาได้เกิดพายุฝนจึงว่ายน้ำขึ้นฝั่งและขอพักอาศัยกับชาวบ้านที่มีลูกสาวชื่อ อิน (ชาวบ้านแถวนั้นสันนิษฐานว่าทรงว่ายน้ำขึ้นฝั่งที่บริเวณร้านอาหารยางเดี่ยวหน้าวัดชุมพล)

จากนั้นไม่นานสาวชาวบ้านที่ชื่อ อิน ได้ตั้งท้องและคลอดลูกเป็นชาย

ความทราบถึงสมเด็จพระเอกาทศรถที่กรุงศรีอยุธยาจึงได้นำไปชุบเลี้ยง ครั้นเติบใหญ่ก็ได้รับแต่งตั้งให้รับราชการ

สุนทรภู่ กวีเอกของไทย เคยเขียนถึงพระราชวังบางปะอินในบทประพันธ์นิราศ(นิราศหมายถึงเล่าเรื่องการเดินทาง) ขณะตามเสด็จสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ(รัชกาลที่ 1) ไปนมัสการพระพุทธบาท(จ.สระบุรี)ไว้ดังนี้

รำพึงพายตามสายกระแสเชี่ยว   ยิ่งแสนเปลี่ยวเปล่าในฤทัยถวิล
สักครู่หนึ่งก็มาถึงบางเกาะอิน   กระแสสินธุ์สายชลเป็นวนวัง
อันเท็จจริงสิ่งนี้ไม่รู้แน่   ได้ยินแต่ยุบลในหนหลัง
ว่าที่เกาะบางอออินเป็นถิ่นวัง   กษัตริย์ครั้งครองกรุงศรีอยุธยา


หลังกรุงศรีอยุธาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าในการเสียกรุงเมื่อปี พ.ศ.2310 พระราชวังบางปะอินได้ถูกทิ้งร้าง แต่ได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 9 เพื่อใช้เป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง


บริเวณพระราชวัง

พื้นที่พระราชวังบางปะอินแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

เขตพระราชฐานชั้นนอก

พระที่นั่งวโรภาษพิมาน เป็นบริเวณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้สำหรับการออกมหาสมาคมหรือประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย

หอเหมมณเฑียรเทวราช หรือ ศาลพระเจ้าปราสาททอง สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2415 - 2419 มีลักษณะเป็นปรางค์ศิลา ซึ่งจำลองแบบจากปรางค์ขอม ภายในประดิษฐานเทวรูปพระเจ้าปราสาททอง ตั้งอยู่ ณ ริมสระน้ำใต้ต้นโพธิ์

พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ เป็นพระที่นั่งทรงปราสาทโดยจำลองมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างพระบรมรูปหล่อสำริดของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขนาดเท่าพระองค์จริงในฉลองพระองค์เต็มยศจอมพลทหารบกเพื่อนำมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน

พระที่นั่งวโรภาษพิมาน รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2415 เพื่อใช้เป็นที่เสด็จออกว่าราชการ และใช้เป็นที่ประทับ เป็นตึก 2 ชั้น ศิลปะแบบคอรินเทียนออร์เดอร์ ปัจจุบัน พระที่นั่งองค์นี้ยังใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบรมวงศ์เมื่อเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ พระราชวังบางปะอิน

สภาคารราชประยูร เป็นตึกสองชั้น ตั้งอยู่ริมน้ำ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 สำหรับเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ ในรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ และเจ้านายฝ่ายหน้า ปัจจุบัน ใช้เป็นที่แสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับพระราชวังบางปะอิน


เขตพระราชฐานชั้นใน

หอวิฑูรทัศนาและพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ
เขตพระราชฐานชั้นใน เป็นที่ประทับของของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระอัครมเหสี พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน และข้าบาทบริจาริกา ประกอบด้วย

พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร เป็นพระที่นั่งองค์ประธานของพระราชวังบางปะอิน เดิมเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ทาสีเขียวอ่อนและเขียวแก่สลับกัน แต่เกิดไฟไหม้พระที่นั่งทั้งองค์ระหว่างการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2481 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถจึงได้ขอพระบรมราชานุญาตให้สร้างพระที่นั่งองค์นี้ขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นที่ประทับในการเสด็จแปรพระราชฐาน และรับรองพระราชอาคันตุกะ

หอวิฑูรทัศนา สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 เพื่อใช้เป็นที่ทอดพระเนตรโขลงช้างป่า และภูมิประเทศโดยรอบพระราชวัง เป็นหอสูง 3 ชั้น ทาสีเหลืองสลับแดง

พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ เป็นพระที่นั่งองค์สุดท้ายที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมจีน เป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นโดยชาวไทยเชื้อสายจีนเพื่อถวายแด่รัชกาลที่ 5 พระที่นั่งองค์นี้ยังใช้ประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้ายจนถึงปัจจุบัน

พระตำหนักฝ่ายใน เป็นหมู่พระตำหนัก ตำหนัก และเรือนของพระบรมวงศ์ฝ่ายใน เป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกชั้นเดียว และสองชั้น เรียงรายกัน แต่ในปัจจุบัน ได้มีการรื้อตำหนักลงบางส่วน

อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เป็นอนุสาวรีย์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งสวรรคตในระหว่างการเสด็จแปรพระราชฐานมายังพระราชวังบางปะอิน

อนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ เป็นอนุสาวรีย์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง ซึ่งสิ้นพระชนม์ภายในปีเดียวกัน
(ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)


พระราชวังบางปะอินในปัจจุบันถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย ขณะเดียวกันก็มีประวัติศาสตร์มายาวนาน และตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาสถานที่แห่งนี้ก็เคยมีเรื่องราว ทั้งความสุข ความรัก และความเศร้าสลด อยู่หลายครั้งหลายครา หากใครสนใจก็สามารถหาอ่านหรือศึกษาจากเว็บไซต์ต่างๆได้

และใครอยากรู้จักกับคำว่า วัง มากยิ่งขึ้น ก็ควรมาสัมผัสด้วยตนเองจะได้รู้ว่าความน่าอยู่และความใหญ่โตของวังนั้นต่างจากคำว่าบ้าน หรืออัครสถานของระดับมหาเศรษฐีอย่างไรบ้าง แล้วก็จะรู้ว่าแตกต่างราวฟ้ากับดิน

ต่อให้ผู้นั้นมีเงินนับพันนับหมื่นล้าน(เช่นรวยระดับพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร) ความใหญ่ของคฤหาสน์ก็ไม่สามารถเทียบเท่ากับวังได้

พระราชวังคงได้หมายถึงแต่ความใหญ่โตโอ่โถงแต่เพียงด้านเดียว แต่ยังมีองค์ประกอบอีกมากมายที่รวมอยู่ในพื้นที่ของคำว่าวังหรือเขตพระราชฐาน นักท่องเที่ยวเมื่อเข้ามาในเขตนี้แล้วก็เหมือนรู้สึกถูกกำชับให้อยู่ในความเงียบ ไม่ต่างกับเข้ามาในเขตของผู้ดี ความรู้สึกสำรวมกายสำรวมใจก็เข้ามาอยู่ในจิตใจโดยอัตโนมัติ อาจเป็นเพราะมีทหารยืนรักษาการณ์ตามจุดต่างๆ

ต่างจากคฤหาสน์ของมหาเศรษฐีที่มีแต่ รปภ.เพียงคนสองคน

ใครอยากมีบ้านที่ใหญ่โตอย่างกับวัง ก็ควรมาทำความคุ้นเคยหรือมาเห็นด้วยตากันก่อนว่าวังที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร เผื่อชาติหน้าได้มีบุญวาสนา จะได้ปรับตัวปรับใจกันได้ไม่ยาก

ชาติหน้าเป็นเรื่องของอนาคตแต่ชาตินี้ขอให้เข้ามาเห็นมาสัมผัสก็ถือว่าเป็นบุญตาแล้ว

 
โฟโต้ออนทัวร์
2 เมษายน 2556


 
 


 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ