Photoontour   โฟโต้ออนทัวร์  
 
 
 
Home  :   Events  : Royal Photos :  Photos Gallery  :  Outbound tour  :  Flowers  :  Portrait   :   Asia Girls  :   Wallpapers  :   News  :  Clip Video  :  Site Update
 
 Chiangmai - Mae Chaem - Pai - Maehongson  :  ภาพท่องเที่ยว เชียงใหม่ ปาย แม่ฮ่องสอน
นาขั้นบันใด ทิวทัศน์ ดอยม่อนหมาก อ.แม่แจ่ม ทิวทัศน์ปาย แม่ฮ่องสอน ดอยม่อนแจ่ม เส้นทางปาย - เชียงใหม่ (เดินทาง 9-12 กย.56
)
 
โปรแกรมในทริปนี้ : ทิวทัศน์ อ.แม่แจ่ม วัดในอ.แม่แจ่ม ตลาดยามเช้าอ.แม่แจ่ม วิวไร่ข้าวโพดบนดอยม่อนหมาก นาขั้นบันใด ทิวทัศน์บนเส้นทางแม่แจ่ม - แม่ฮ่องสอน
วัดพระธาตุดอยกองมู วัดจองคำ วัดจองกลาง ถนนคนเดิน อ.ปาย ทิวทัศน์เมืองปาย หมู่บ้านจีนยูนนาน ริมทางปาย-เชียงใหม่ ดอยม่อนแจ่ม อ.แม่ริม พิพิธภัณฑ์ภาพ3 มิติ เชียงใหม่
วัดพระธาตุจอมทอง น้ำตกวชิรธาร โครงการหลวง นาขั้นบันใด อ.แม่กลาง ดอยอินทนนท์ พระบรมธาตุภูมิศิริ
 
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 2 : ไร่ข้าวโพด บนดอยม่อนหมาก อ.แม่แจ่ม เชียงใหม่ (จำนวน 78 ภาพ)
                              

                             

                             
          

ภาพท่องเที่ยว เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน : นาขั้นบันใดและทิวทัศน์ อ.แม่แจ่ม ทิวทัศน์ปาย แม่ฮ่องสอน ดอยม่อนแจ่ม เส้นทางปาย - เชียงใหม่












ภาพท่องเที่ยว เชียงใหม่ ปาย แม่ฮ่องสอน ตอนที่2
(เดินทาง 9-12 กย.56) าพท่องเที่ยว เชียงใหม่ ปาย แม่ฮ่องสอน ตอนที่2


เมื่ออาทิตย์ก่อนเห็นภาพพายุ "ไห่เยี่ยน" เข้าถล่มประเทศฟิลิปปินส์แล้วรู้สึกหดหู่ใจไปกับชาวฟิลิปปินส์ที่ประสบเคราะห์กรรมชนิดสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง มันไม่ต่างกับการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิในเอเชียและในญี่ปุ่นเมื่อไม่กี่ปีมานี้

เห็นแววตาอันซึมเศร้าของผู้ประสบภัยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็น่าสงสาร บ้านพังราบเป็นหน้ากลอง สมาชิกในครอบครัวบางคนก็เสียชีวิต แถมเวลานั้นก็ยังขาดแคลนอาหาร เรียกว่าเจอปัญหาใหญ่ๆทั้งนั้น บางคนบอกกับนักข่าวว่ายังไม่รู้ว่าชีวิตของตนเองจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร ขนาดประธานาธิบดีโอบามายังรู้สึกเศร้าใจจนต้องให้กองทัพช่วยเหลือเป็นการด่วน

ไห่เยี่ยนเป็นพายุใต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดเท่าที่ประเทศฟิลิปปินส์เคยประสบมา สำนักข่าวต่างประเทศบางแห่งรายงานว่าเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีบันทึกในประวัติศาสตร์ และยังบอกว่ามันเป็นผลกระทบที่เกิดจาก ภาวะเรือนกระจก ที่แย่ไปกว่านั้นประเทศฟิลิปปินส์เจอพายุครั้งนี้เป็นลูกที่ 4 แล้วในรอบปี 2556

ไห่เยี่ยนเป็นพายุใต้ฝุ่นที่มีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง 275 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือระดับ 5 (ระดับ5 หมายถึงความเร็วลมมากกว่า 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด) และในช่วงที่ลมกรรโชกสูงสุดความเร็วจะสูงถึง 315 กม./ชม

จนถึงขณะนี้(16 พย.56) พบผู้เสียชีวิตประมาณ 2,300 คน แต่คาดว่าจะมีมากกว่านี้

พายุไห่เยี่ยนจึงได้ชื่อว่าเป็น “Super Typhoon“ หากจะเปรียบเทียบกับพายุเกย์ที่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยที่มีความเร็วลม 185 กม./ชั่วโมงแล้วต้องถือว่ายังเป็นรองพายุไห่เยียนค่อนข้างมาก

พายุเกย์เกิดขึ้นในบ้านเราเมื่อปี 2532 หรือ 24 ปีก่อน ได้ทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับพื้นที่ของอำเภอบางสะพานในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอท่าแซะกับอำเภอปะทิวในจังหวัดชุมพร

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 537 คน มีเรือล่มในอ่าวไทยจำนวน 391 ลำ ที่หนักกว่านั้นก็คือเรือขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทยอับปาง(ล่ม) ทำให้ลูกเรือเสียชีวิตถึง 91 คน

ตอนที่เกิดพายุเกย์ในบ้านเราเมื่อปี 2532 ยังจำได้ว่าชาวบ้านและชาวประมงที่ออกเรือหาปลาส่วนใหญ่ไม่สนใจ และไม่เชื่อคำพยากรณ์จากกรมอุตุฯนัก เนื่องจากเห็นว่าใช้ภาษาที่เป็นทางการมากเกินไป ไม่ต่างกับการรายงานอากาศในแต่ละวัน ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ อีกประการหนึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาก็ไม่มีอำนาจที่จะสั่งการให้โทรทัศน์แต่ละช่อง หรือวิทยุแต่ละสถานีให้มีการประกาศรายงานด่วนจากกรมอุตุได้

และการรายงานอากาศทางโทรทัศน์เมื่อ 20 กว่าปีก่อนก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของข่าวตอน 2 ทุ่มเท่านั้น ซึ่งก็เป็นข่าวฝากชิ้นเล็กๆจากกรมอุตุนิยมวิทยา มันไม่ได้มีพิธีกรรายงานกันโดยเฉพาะเหมือนในปัจจุบัน

แต่ที่สำคัญเนื่องจากในบริเวณอ่าวไทยไม่เคยมีพายุใต้ฝุ่นชนิดรุนแรงมาก่อน ชาวบ้านจึงไม่ให้ความสนใจกับรายงานอากาศนัก แต่เอาเข้าจริงแล้วมันรุนแรงกว่าที่คิด และหลังจากนั้นอีก 2-3 วัน ปรากฏว่าพบศพชาวประมงลอยมาเกยชายหาดหลายร้อยศพ เนื่องจาก ไต่ก๋ง หรือ เจ้าของเรือได้ออกหาปลาตามปกติ

ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดมีเจ้าหน้าที่จากกรมอุตุฯได้ออกรายการโทรทัศน์ซึ่งเป็นรายการหลังข่าวที่มีผู้ชมเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่คนนั้นได้พูดตอนหนึ่งว่า

ตั้งแต่ผมติดตามรายงานอากาศของบ้านเราก็ยังไม่มีครั้งไหนที่จะมีพายุ(ภาพจากดาวเทียม)ใหญ่โตและรุนแรงเท่าครั้งนี้

นี่เป็นคำพูดจากเจ้าหน้าที่กรมอุตุที่ออกรายการสด ก่อนที่พายุเกย์จะพัดเข้าชายฝั่งในจังหวัดชุมพรและประจวบในวันถัดมา

ส่วนพายุไห่เยี่ยนที่เกิดในฟิลิปปินส์ครั้งนี้ก็ยังแปลกใจว่าทำไมรัฐบาลฟิลิปปินส์จึงไม่สั่งอพยพผู้คน ทั้งๆที่รู้ว่าพายุต้องขึ้นฝั่งแน่นอนและรุนแรงมากเสียด้วย ซึ่งตามหลักสากลแล้วความเร็วลมระดับพายุไห่เยี่ยนที่กำลังเกิดขึ้นในทะเลนั้น จะต้องมีการอพยพผู้คนให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัย

ที่น่าแปลกกว่านั้นก็คือในช่วงที่พายุเข้าชายฝั่ง ก็ยังเห็นเด็กๆขี่จักรยานเล่นไปกับคลื่นลูกใหญ่ๆอย่างสนุกสนาน ดูแล้วก็ไม่ต่างกับประเทศไทยที่ประชาชนตกอยู้่ในความประมาท จึงเกิดความเสียหายและสูญเสียชีวิตอย่างมากมาย

สำหรับความช่วยเหลือของประเทศต่างๆนั้น ในกลุ่มอาเซียนมีความรู้สึกว่าตื่นตัวช้ามาก ประเทศแรกที่ให้ความช่วยเหลือก็คือ “มาเลเซีย“ ที่ใช้เครื่องบินลำเลียงบรรทุกสิ่งของไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยหลังจากพายุถล่มได้เพียงวันเดียว

ส่วนประเทศไทยดูเหมือนจะทำแบบแกนๆหรือทำแบบขอไปที เห็นมีจัดรายการรับบริจาคทางช่อง 11 โดยเอานักร้องรุ่นเก่าๆและรุ่นลายครามมาร้องเพลง พร้อมเปิดสายรับโทรศัพท์รับบริจาค ส่วนคนในรัฐบาลเห็นมายืนเสนอหน้าตอนท้ายๆรายการ


ใครได้เห็นรายการในวันนั้นก็อาจจะงงๆว่าเป็นรายการอะไร ระหว่างที่ดำเนินรายการก็ไม่มีภาพความเสียหายที่เกิดจากพายุไห่เยี่ยนให้เห็นแม้แต่ภาพเดียว เรียกว่าเป็นรายการที่จัดแบบลวกๆ รีบๆเร่งๆ แม้แต่พิธีกรก็ไม่ได้กล่าวถึงความหายนะที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์

ผ่านมาได้ราว 3 วัน รัฐบาลไทยได้ชี้แจงขั้นตอนการช่วยเหลือชาวฟิลิปปินส์ โดยมีการประชุมวางแผนร่วมกับเหล่าทัพ และได้บอกว่าจะดำเนินการในอาทิตย์หน้า หรือตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 56 เป็นต้นไป โดยจะขนข้าวสารพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคบรรทุกไปทางเรือ

คิดว่ากว่าจะไปถึงเกาะฟิลิปปินส์ก็คงถึงคงช้าเกินไปละมั้ง ซึ่งผิดกับการช่วยเหลือของรัฐบาลไทยในสมัยอดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช ที่ให้การช่วยเหลือประเทศพม่าเมื่อเกิดพายุนากีสเมื่อปี 2551 ได้อย่างรวดเร็วและน่าชมเชย

ภาพที่อดีตนายกฯสมัครเดินทางไปมอบสิ่งของให้กับผู้นำพม่าหรือนายพลเต็งเส่งด้วยตัวเอง จนมีข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลก และเป็นผู้นำประเทศเพียงคนเดียวที่รัฐบาลพม่าในเวลานั้นอนุญาตให้เดินทางเข้าพม่าได้



ตอนนั้นต้องบอกว่ารัฐบาลไทยและประเทศไทยได้รับเครดิตชนิดเต็มๆ ทำให้หลายประเทศต่างอิจฉาไทยไปตามๆกัน ผิดกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ขนสิ่งของมาโดยเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือ แต่รัฐบาลพม่าก็ไม่อนุญาตให้เข้ามาในเขตน่านน้ำพม่า และไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา

มหาอำนาจอเมริกาตอนนั้นต้องบอกว่า หน้าแตกยับเยิน

ส่วนกรณีพายุไห่เยี่ยนที่เกิดในประเทศฟิลิปปินส์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับทำในสิ่งตรงกันข้ามกับรัฐบาลสมัคร คือมีความล่าช้ามาก และเมื่อเหลียวมาดูสำนักข่าวออนไลน์ในบ้านเก็แทบจะไม่เห็นข่าวพายุนี้เลย บางฉบับก็ไม่เล่นข่าวนี้ทั้งๆที่เป็นเรื่องใหญ่โตระดับโลก

ที่เห็นก็น่าจะมี ไทยรัฐออนไลน์ แต่เพียงฉบับเดียว นอกนั้นแทบมองไม่เห็นข่าวพายุไห่เยี่ยน ไม่ว่าจะเป็นมติชน เดลีนิวส์ แมเนเจอร์ โพสทูเดย์ ข่าวสด คมชัดลึก ฯลฯ

ส่วนข่าวต่างประเทศที่เข้าไปดูก็มีหลายสำนักที่ออกข่าวกันครึกโครมในช่วงหลังเหตุการณ์ใหม่ๆ แต่ที่ออกข่าวอย่างต่อเนื่องก็คือ CNN เห็นพาดหัวข่าวพายุไห่เยี่ยนมาตั้งแต่พายุพัดเข้าฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 8 พย.56

แม้ล่วงมาจนถึงวันนี้(16 พย.)CNN ก็ยังพาดหัวข่าวนี้อยู่  ซึ่งโดยปกติแล้ว CNN มักจะไม่ลงข่าวเดิมๆกันนานหลายวันเนื่องจากมีข่าวสำคัญของโลกเข้ามาเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน นอกจากนี้ในเว็บไซต์ CNN ก็ยังมีวิดีโอของเหตุการณ์ และภาพข่าวพายุไห่เยียนอีกมากมาย

น่าแปลกใจที่สื่อบ้านเราไม่เล่นข่าวนี้ ทั้งๆที่ฟิลิปปินส์ก็เป็นเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยกัน ตอนนั้นก็เห็นเล่นแต่ข่าวการยกระดับการชุมนุมของพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งถือว่าเป็นข่าวประเภทน้ำเน่า 

ความเป็นมืออาชีพ ความเป็นมาตรฐานของสื่อบ้านเราก็ดูได้จากข่าวที่นำเสนอออกไปว่าสนใจหรือให้น้ำหนักกับเรื่องอะไร หรือให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร 

เมื่อวานนั่งดูโทรทัศน์ก็มีข่าวว่านอกจากรัฐบาลกำลังวางแผนให้ความช่วยเหลือฟิลิปปินส์แล้ว ยังบอกว่าจะมีถุงยังชีพจากใคร หรือจากมูลนิธิอะไรก็ไม่ทราบได้ว่าจะส่งไปช่วยเหลือชาวฟิลิปปินส์ด้วย


มันประหลาดตรงที่ความช่วยเหลือครั้งนี้หรือครั้งไหนๆก็ตาม ควรกระทำในนามของรัฐบาล ไม่ควรจะแยกความช่วยเหลือว่าเป็นของใครบ้าง เห็นข่าวนี้แล้วก็สงสัยว่าโผล่มาได้อย่างไร ใครเป็นผู้เสนอ หรือใครเป็นผู้ดำเนินการ เพราะมันไม่ถูกกาลเทศะ หากเป็นความคิดของบุคคลในหน่วยงานรัฐบาลก็ดูจะเอาใจ หรือต้องการประชาสัมพันธ์ให้โลกรู้ว่าใจบุญเสียเหลือเกิน ไม่ต่างกับการทำบุญบริจาคสร้างกำแพงวัด แต่ขอให้ทางวัดช่วยสลักชื่อตนเองไว้รอบวัดด้วย

เรียกว่าทำบุญเอาหน้า

การแจกถุงยังชีพหรือถุงศักดิ์สิทธิ์ภายในประเทศก็คงไม่มีใครว่าหรอกเพราะเห็นกันจนเบื่อแล้ว และกว่าจะแจกกว่าจะมอบกันแต่ละครั้งก็มีพิธีกรรมต่างๆเพื่อให้ดูศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าจะไปแจกถึงต่างประเทศเหมือนกับที่แจกๆในเมืองไทยก็ ดูจะเว่อร์ไปหน่อย

และไม่ทราบเหมือนกันว่าทุกครั้งที่มีการแจกถุงศักดิ์สิทธิ์ ก็ออกข่าวกันทุกครั้ง ไม่เบื่อบ้างหรือไร คิดหรือไม่ว่าประชาชนเขาเอียนกับข่าวประเภทนี้กันขนาดไหน ขณะเดียวกันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมหน่วยงานที่ดูแลข่าวตอนสองทุมจึงไม่เพลาๆลงหรือปรับเปลี่ยนไปในทางที่สร้างสรร ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นการจัดฉาก และทำขึ้นเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ล้วนๆ

คิดแล้วก็น่าเสียดายว่าโทรทัศน์แต่ละช่องต้องขาดรายได้จากค่าเช่าเวลาโฆษณาในช่วง Prime time ไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งค่าเช่าเวลาช่วงนี้ไม่ถูกนะครับ เนื่องจากเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่จะนั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน หากคิดคร่าวๆก็ตกนาทีละประมาณ 3-5 แสนบาท ทางที่ดีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง(ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นหน่วยไหน) ควรเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนน่าดีกว่า ประชาราษฏรจะได้ไม่โง่ หรือตกเป็นเหยื่อของขบวนการล้างสมอง

หมดเรื่องพายุไห่เยี่ยนแล้วก็มาต่อเรื่องเที่ยวอำเภอแม่แจ่มกันดีกว่า

หลังจากถ่ายภาพบริเวณหน้าตลาดเทศบาลอำเภอแม่แจ่มในตอนเช้าๆเสร็จแล้วก็ออกเดินทางไป ดอยม่อนหมาก ที่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก แต่เส้นทางอาจวกวนจนหลงทางได้

ดอยม่อนหมากไปทางวัดกองกาน เมื่อขับเลยวัดไปได้ราว 1 กม.ก็เป็นทางขึ้นเขา จากนั้นก็ขึ้นเนินไปเรื่อยๆจนเห็นอำเภอแม่แจ่มอยู่เบื้องล่าง แต่ภาพไม่ค่อยชัดนักเนื่องจากมีหมอกขมุกขมัว

ขณะนี้เป็นเวลาประมาณหกโมงกว่าๆและยังไม่เห็นแดด สภาพทั่วไปบนภูเขามีหมอกบางๆ ภาพขณะนี้อาจยังไม่ค่อยสวย แต่สองข้างทางเห็นปลูกข้าวโพดกันมาก หรือปลูกเต็มทั่วทั้งภูเขา ไม่ต่างกับเขาค้อสมัยก่อนๆที่เห็นไร่ข้าวโพดนับเป็นหมื่นๆแสนๆไร่ แต่ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่บนเขาค้อได้เปลี่ยนมือจากผู้บุกเบิกไปสู่คนอื่นหมดแล้ว

และอนาคตของไร่ข้าวโพดบนดอยม่อนหมากก็คงไม่ต่างกับที่อื่นๆ ที่ช่วงแรกๆก็ปลูกพืชทำกิน จากนั้นก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเนื่องจากทิวทัศน์สวยงาม อากาศดี ต่อมาพวกธุกิจอสังหาฯหรือธุรกิจรีสอร์ท ก็ไปกว้านซื้อที่ดินเพื่อมาสร้างโรงแรมที่พัก รวมทั้งสนามกอล์ฟและแหล่งบันเทิงต่างๆ ส่วนชาวบ้านเมื่อขายที่ขายทางหมดแล้วก็ไปบุกรุกที่อื่นๆ หรือถางป่าบนเขาลูกอื่นๆต่อไป

นั่งรถขึ้นเขาไปเรื่อยๆไม่นานก็เริ่มเห็นแสงแดดลอดออกมาจากกลุ่มเมฆบ้างเป็นบางครั้ง แต่พอสายขึ้นแดดเริ่มแรงจนเห็นไร่ข้าวโพดตามสันเขาได้อย่างสวยงาม

บนดอยม่อนหมากไม่มีจุดชมวิว ไม่มีที่พัก ไม่มีบ้านคน มีแต่ไร่ข้าวโพดล้วนๆ ส่วนในภาพที่เห็นเป็นเพิงหลังเล็กๆนั้น ชาวบ้านปลูกไว้พักหลบแดดหลบฝนในช่วงที่มาทำงานในไร่  ส่วนบ้านอาศัยจะอยู่แถวตีนดอยหรือในหมู่บ้านเชิงดอย

การถ่ายภาพบนเขาแบบนี้อาจเจอปัญหาเรื่องต้นหญ้าหรือวัชพืชที่สูงท่วมหัว ยิ่งเช้ามากๆก็มีน้ำค้างเกาะตามยอดหญ้ามาก หรือบางครั้งขณะนั่งรถมองเห็นวิวข้างหน้าน่าสนใจจนต้องจอดรถ แต่ปรากฏว่าพอลงจากรถและเข้าไปในไร่ข้าวโพด กลับมองไม่เห็นอะไรเลย เนื่องจากต้นข้าวโพดสูงท่วมหัว หรือพอเดินไปแล้วภาพและบรรยากาศมันเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น

สรุปว่าภาพไร่ข้าวโพดที่เราเห็นขณะขับรถกับภาพที่ถ่ายได้เป็นคนละเรื่องและคนละมุมกันเลย แต่ถ้าต้องการจะดูวิวสวยๆหรือหาภาพสวยๆก็ต้องบุกป่าฝ่าดงกันหนักหน่อย แต่ไม่รับประกันว่าจะได้ภาพสวยๆเหมือนกับที่คิดไว้หรือไม่

หากใครต้องการถ่ายภาพชนิดหวังผลก็แนะนำว่าควรมีเวลาถ่ายถึงสองครั้ง อาจเป็นช่วงเช้าและเย็น เนื่องจากทิศทางของแสงที่สาดลงมาบนไร่ข้าวโพดทั้งสองเวลานั้นจะตรงข้ามกัน ถ่ายตอนเช้าและเย็นก็จะได้บรรยากาศที่แตกต่างกันหรือสวยไปคนละแบบ
 
สำหรับที่พักในแม่แจ่มค่อนข้างหาลำบากเนื่องจากเป็นอำเภอเล็กๆที่อยู่ไกลปืนเที่ยงหรือประเภทอยู่หลังเขา โรงแรมในตัวอำเภอมีแต่ระดับ 1-2 ดาว และเป็นโรงแรมขนาดเล็ก หากโรงแรมเต็มก็ต้องไปหาที่พักประเภทหอพัก แต่ต้องสอบถามชาวบ้านเอาเอง ซึ่งพอจะมีที่รองรับได้ 2-3 แห่ง แต่ละแห่งก็มีห้องพักไม่มากนัก

ทางออกที่คิดได้ขณะนี้ก็คือควรหาทางรู้จักกับคนคนท้องถิ่นเพื่อแนะนำเรื่องที่พัก อาจต้องเดินทางประเภทแบกเป้ หรือนอนตามอุทยานฯซึ่งก็พอจะมีบ้าง

ปัญหาอีกอย่างก็คือเรื่องแผนที่ตามแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอแม่แจ่ม เห็นบางเว็บทำไว้ก็น่าจะใช้ได้ แต่อาจจะหลงได้เช่นกัน  แต่ถ้าหากว่ามีคนนำทางพร้อมว่าจ้างรถรับจ้างของท่องถิ่นก็น่าจะสะดวกและรวดเร็วกว่า หรืออีกทีก็ใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างให้พาตระเวนถ่ายภาพตามที่ต่างๆ ก็เป็นการท่องเที่ยวแบบชิวๆ

แม่แจ่มเป็นเมืองชนบทที่มีผู้คนไม่มาก รถราก็น้อย เมื่อมาเที่ยวก็อย่าคาดหวังอะไรนัก สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่หรูหราเหมือนอำเภอใหญ่ๆ แต่สิ่งที่ได้คือความเป็นธรรมชาติแบบชนบทที่หาได้ยาก โดยเฉพาะการทำนาขั้นบันใดที่ขึ้นชื่อของที่นี่  มาเห็นแล้วอาจแปลกใจว่าทำไมจึงสวยและน่าแปลกเช่นนี้ อีกอย่างน้ำท่าสำหรับทำนาก็บริบูรณ์ มีฝายน้ำล้น มีรางน้ำให้ชาวบ้านได้ทำนากันอย่างไม่ต้องกังวลว่าจะขาดแคลน

หลังจากที่แดดออกจนสายมากแล้วก็เดินทางกลับในเส้นทางเดิม  จากนั้นก็ตระเวนตามวัดต่างๆของอำเภอแม่แจ่มตามที่เห็นภาพในตอนที่ 1

เสร็จจากเที่ยววัดก็ไปเที่ยวนาขั้นบันใดต่อ ส่วนจะสวยงามแค่ไหนก็ต้องรอชมในตอนที่ 3 นะครับ



โฟโต้ออนทัวร์
16  พฤศจิกายน 2556



25  ตุลาคม 2556



แผนที่เดินทางเป็นรูปวงกลม เชียงใหม่ ปาย แม่ฮ่องสอน แม่แจ่ม จองทอง เชียงใหม่
(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)



 

  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ