Photoontour   โฟโต้ออนทัวร์  
 
Home   :    Photo Gallery   :   Krabi 56
 
 
Home  :   Events  :  Royal Photos  :  Photos Gallery  :  Outbound tour  :  Flowers  :  Portrait   :   Asia Girls  :   Wallpapers  :   News  :  Clip Video  :  Site Update
สระมรกต ท่าปอม
สุสานหอย หาดไร่เลย์
เกาะปอดะ หาดนพรัตน์
 
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
เที่ยวกระบี่ตอนที่ 3 เกาะปอดะ หาดนพรัตน์ธารา เมืองกระบี่ในยามเย็น (จำนวน 66 ภาพ)

Unssen Krabi
เที่ยวกระบี่ตอนที่ 3 (สุดท้าย) เกาะปอดะ หาดนพรัตน์ธารา กระบี่ยามเย็น

(เดินทาง 3-5 พฤษภาคม 2556)



ทริปพาเที่ยวกระบี่ มาถึงตอนสุดท้ายแล้วละครับ อาจดูจะสั้นๆหากเทียบการภาพท่องเที่ยวในชุดอื่นๆ ที่สั้นก็เพราะต้องการจะรวบรัด  ทำให้แต่ละชุดต้องอัดแน่นไปด้วยภาพสวยๆที่เห็นแล้วก็ไม่เบื่อ  แถมยังอยากไปเที่ยวอีกหลายๆครั้ง

ตามที่เคยเขียนบอกแต่แรกแล้วว่า เคยมาเที่ยวกระบี่หลายครั้ง ส่วนใหญ่ก็แค่ผ่านๆ หรือมาแวะดูโน่นดูนี่ก่อนจะไปเที่ยวภูเก็ตต่อ  ซึ่งก็ไม่ได้เนื้อหาหรือเข้าถึงแก่นของความเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีสิ่งดีๆมากมาย

แม้ว่าครั้งนี้จะมีโอกาสเที่ยวกระบี่ได้มากขึ้น และยังนอนค้างที่โรงแรมในบริเวณอ่าวนางถึง 2 คืน แต่จากการสอบถามคนที่เคยมาเที่ยวแล้วก็บอกว่า เที่ยวแค่นี้ยังไม่หมดโดยเฉพาะ “อ่าวมาหยา“ ที่สวยมาก และเคยใช้ฉากภาพยนตร์ของต่างประเทศเรื่อง “เดอะบีช

และพระเอกในเรื่องก็เป็นพระเอกคนเดียวกับเรื่อง “ไททานิค” ที่มีชื่อว่า ลีโอนาโด ดิคาปริโอ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ก็กวาดรางวัลออสการ์ถึง 11 สาขา แทบจะเรียกว่ากวาดเรียบ ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดจะทำสถิติคว้ารางวัลออสการ์มาได้มากขนาดนั้น

หลังภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค ผ่านไปแล้ว พระเอกเรื่องนี้ก็กลายเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก และภาพยนตร์เรื่องต่อมาของดาราผู้นี้ก็คือเรื่อง “ The Beach “ ที่ยกกองมาถ่ายทำในเมืองไทย สถานที่นั้นก็คืออ่าวมาหยาที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดกระบี่ นอกจากนี้ก็ยังไปถ่ายทำในสถานที่อื่นๆอีกด้วย เช่นน้ำตกที่เขาใหญ่ และถนนข้าวสารกรุงเทพฯ

การถ่ายทำภาพยนตร์ The Beach ใช้เวลานานถึง 3 เดือน นับจากกองถ่ายขนเครื่องไม้เครื่องมือกันเข้ามาจนกระทั่งแล้วเสร็จ




เมื่อเดือน มิถุนายนปี2541 บริษัททเวนตี้ เซนจูรี ฟ็อกซ์ ซึ่งเป็นบริษัทถ่ายทำภาพยนตร์ของต่างประเทศ ได้ประสานงานกับบริษัทที่ปรึกษาของคนไทย พร้อมกับได้ติดต่อกรมป่าไม้ที่ดูแลรับผิดชอบอุทยานแห่งชาติฯที่อยู่ในท้องทะเล เพื่อขออนุญาตใช้ชายหาดของอ่าวมาหยา เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์

“อ่าวมาหยา“ ถือว่าไฮไลท์สำคัญที่สุด และสถานที่นี้ก็มีเขาโอบล้อมตรงตามเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ เดอะบีช ที่พระเอกค้นหาสถานที่จากอินเตอร์เน็ต จนกระทั่งออกเดินทางมาพบกับสถานที่จริง  

นวนิยายเรื่อง เดอะบีช เป็นหนังสือที่ขายดีมาก่อน และอ่าวมาหยานั้น  ทางกองถ่ายทำภาพยนตร์ได้มาสำรวจมาแล้วหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ศรีลังกา แต่ลงตัวที่อ่าวมาหยา ว่ามีความสวยงามตามบทประพันธ์ เพียงแต่ว่ายังขาดดงมะพร้าวตามท้องเรื่อง

กรมป่าไม้อนุญาตให้ใช้อ่าวมาหยาเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ โดยกองถ่ายฯได้ปฏิบัติตามสัญญาที่ทำกับกรมป่าไม้ พร้อมกับจ่ายค่าเช่าและวางเงินประกันความเสียหาย

เท่ากับว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายของไทยอย่างถูกต้อง

แน่นอนว่าหากภาพยนตร์เรื่องนี้นำออกฉาย ผู้คนทั่วโลกก็จะเห็นความสวยงามของอ่าวมาหยา ใครเห็นก็คงอยากมาเที่ยว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้าสำหรับการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่และกับประเทศไทย เท่ากับว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องควักเงินค่าโฆษณาแม้แต่บาทเดียว

The Beach ถ่ายทำเมื่อปี 2541

ในช่วงระหว่างที่ยกกองมาถ่ายทำในเมืองไทยนั้น แถบจะเรียกได้ว่าเหมาโรงแรมใหญ่ๆในกระบี่เกือบทั้งหมด เนื่องทีมงานมากันถึง 500 ชีวิต  ทำให้การค้าขาย การจ้างงาน โดยเฉพาะเรือรับจ้าง รถรับจ้าง มอเตอร์ไซด์รับจ้างในจังหวัดกระบี่คึกคักกันหลายเดือน  โดยเฉลี่ยแล้วรายได้ต่อคนของผู้มารับจ้างตกคนละประมาณ 1500 บาท/วัน ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่ในช่วงที่มีการถ่ายทำภาพยนตร์  กลุ่ม NGO ในเมืองไทยก็ออกมาต่อต้าน(ตามธรรมเนียม)

ข้ออ้างที่พอจะจำได้ก็คือ กรมป่าไม้โดยนายปลอดประสพฯ ไม่มีอำนาจลงนามทำสัญญากับกองถ่ายฯ ไปจนถึงประท้วงการทำลายสภาพแวดล้อม

แต่พอลงเข้าไปดูในเนื้อหาการประท้วงต่อต้าน ดูจะเป็นเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ของต่างประเทศ ที่ต้องดัดแปลงภูมิประเทศให้เป็นไปตามท้องเรื่อง เช่นปลูกต้นมะพร้าว ตกแต่งชายหาดในบางส่วน หลังจากนั้นก็จะต้องให้กลับเข้าสภาพเดิม

เรื่องการประท้วงของกลุ่ม NGO มีการลากยาวกันไปถึงศาล หรือส่งฟ้องศาล และเรื่องนี้พิจารณากันถึง 3 ศาล โดยใช้เวลาพิจารณาตัดสินกันนานถึง 7 ปี (ส่งฟ้องปี42 ศาลฎีกาตัดสินปี49)

ผลของคำพิพากษาตามนี้ครับ

ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เนื่องจากการถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จสิ้นไปแล้ว
ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาให้มีการฟื้นฟูความเสียหาย
ศาลฎีกา มีคำพิพากษาให้มีการฟื้นฟูความเสียหาย(ตามศาลอุทธรณ์)

ความจริงข่าวคราวเรื่องการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง เดอะบีช เมื่อหลายปีก่อน รวมทั้งข่าวการประท้วงของกลุ่ม NGO หลายคนก็คงพอจำกันได้ว่าเป็นข่าวที่โด่งดังและอยู่ในความสนใจของประชาชนกันมาพักหนึ่ง

แต่จะว่าไปแล้วผลลัพธ์ที่กลับคืนมาให้กับประเทศไทยในด้านการท่องเที่ยวที่จะสร้างเม็ดเงินได้ในอนาคตคงมากมายมหาศาล  โดยเฉพาะกองถ่ายภาพยนตร์ระดับโลก ที่หลายประเทศต้องการให้มีไปถ่ายทำในประเทศของตนทั้งนั้น  เพราะเห็นได้ชัดว่าช่วยโฆษณาให้กับประเทศของตน และดูจะน่าเชื่อถือว่าการโฆษณาผ่านสื่ออื่นๆ ที่กระทำในนามรัฐบาล

ส่วนผลกระทบหรือความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม ก็คงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ต้องมี มันขึ้นอยู่กับว่าเรา(ประเทศไทย) ได้วางกฎเกณฑ์กันอย่างไรบ้าง หยุมหยิมกับมันมากน้อยแค่ไหน

ก็ในเมื่อเขามาถูกต้องตามครรลอง โดยปฏิบัติตามกฎกติกาที่กรมป่าไม้กำหนด มีการทำสัญญา จ่ายค่าเช่า  จ่ายเงินประกันความเสียหายกันครบถ้วน ซึ่งเรื่องนี้กรมป่าไม้ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลสถานที่ ก็ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่หรือ

ฝ่ายประท้วงหรือกลุ่ม NGO จะมาอ้างโน่นอ้างนี่ว่า กอผักบุ้งทะเลมันเสียหาย ดูจะมากเรื่องไปหน่อย คือหลายเรื่องที่ออกมากล่าวหากับกองถ่ายฯ ดูแล้วไม่ค่อยจะเป็นประเด็นสำคัญอะไรนัก

ยิ่งเป็นบริษัทต่างประเทศจะมาขอถ่ายทำในบ้านเรา ก็ดูเหมือนกับว่ากลุ่ม NGO ตั้งท่าจะประท้วงกันอยู่แล้ว แต่พอกองถ่ายของไทยทำในลักษณะเดียวกัน เรากลับไม่ว่า ไม่ประท้วง ไม่ต่อต้าน

มันก็ไม่ต่างกับที่คนไทยเป็นเดือดเป็นแค้นต่างชาติที่ชอบทำเรื่องลบหลู่พระพุทธรูป เช่นเอาพระพุทธรูป(ที่ซื้อจากบ้านเรา) ไปตั้งโชว์ไว้ในที่ไม่เหมาะสม หรือออกแบบสินค้าที่มีภาพพระพุทธรูปอยู่ด้วย ในทางตรงข้ามหรือในบ้านเราเองกลับเอาพระมาวางขายแบบแบะกะดิน ไม่ต่างกับขายรองเท้ามือสอง เรื่องแบบนี้เรากลับไม่ค่อยมีการห้ามปรามหรือชี้แนะว่าไม่ถูกต้อง แต่พอฝรั่งทำแบบนี้ละก้อ เป็นไม้ได้เชียว

ขอต่อเรื่องเดอะบีชกันอีกหน่อย

ความจริงกรมป่าไม้น่าจะปิดเกาะในช่วงที่มีการถ่ายทำ เพื่อป้องกันความวุ่นวาย ซึ่งประเทศไหนๆเขาก็ทำกันทั้งนั้น ทั้งนี้เพื่อความสะดวกต่อการทำงานของกองถ่าย  มีพวกนี้เข้าไปวุ่นวายเรื่องจึงบานปลายเลอะเทอะไปหมด 

และช่วงนั้นก็มีนักกฎหมาย นักวิชาการออกมาต่อต้านจนเป็นที่สนุกสนาน ฟังแล้วก็อยากอาเจียน อวดภูมิ อวดฉลาด อวดวิชาการ รวมทั้งสร้างเครดิตให้กับตนเองทั้งนั้น 

เออ..แล้วที่เค้ามีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ทั้งปัจจุบันและอนาคต ทำไมไม่คิด หรือคิดแต่เรื่องหยุมหยิม 

ประเทศไทยเราโตช้า โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวก็เนื่องจากมีคนขวางโลกค่อนข้างจะมาก ไม่ค่อยรู้เลยว่าบ้านอื่นเมืองอื่นเขาเป็นอย่างไร  หรือไปถึงไหนแล้ว 

ไม่ต่างกับกบในกะลา

ง่ายๆ  เพียงแค่คิดจะสร้างกระเช้าลอยฟ้าหรือ Cable Car ก็ประท้วงจนเกิดเรื่องถึงฆ่ากันตายที่ปลายแหลมสงขลาเมื่อปี55 ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนถูกฆ่าตาย  แต่รู้ว่าตายเพราะเรื่องนี้

ความจริงเรื่องกระเช้าลอยฟ้า ถือเป็นเรื่องเล็กมาก ไม่ต่างกับการสร้างถนนตามตรอกซอกซอย  และโดยข้อเท็จจริงแล้วกระเช้าลอยฟ้าก็ไม่ได้ทำลายสภาพแวดล้อมตามที่หลายคนเข้าใจ 

ตรงกับมันกลับช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

เรื่องกระเช้าลอยฟ้าในต่างประเทศเขาก็ทำกันทั้งนั้น คงไม่ต้องยกตัวอย่างกันหรอกเพราะมีเกือบทุกประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ใกล้ๆบ้านเราเช่นเวียดนามเขาก็มีกันแล้ว พม่าก็กำลังจะทำ 

เวียดนามที่จำได้ก็มี 2 แห่ง ที่เมืองดาลัต 1 แห่งและที่เมืองดานังอีก 1 แห่งที่พึ่งสร้างมาได้ไม่เกิน 2 ปี

ตอนนี้ทัวร์ไทยต้องปรับเปลี่ยนโปรแกรมเดิมๆในทริป เว้ ดานัง ฮอยอัน โดยแทรกนั่งเคเบิ้ลคาร์บนเขาในเขตเมืองดานังเข้าไปในโปรแกรมด้วย ผลดีก็คือช่วยเพิ่มจุดขายใหม่ๆในเส้นทางเดิมๆ  คนเวียดนามก็จะมาเที่ยวกันมากขึ้น นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ชอบ ดูแล้วไม่เห็นมีอะไรเสียหายเลย

แต่เรื่องกระเช้าบ้านเราทำไม่ได้ แตะไม่ได้

ก็ไม่รู้ว่าจะ NGO จะโง่กันไปถึงไหน ยิ่งฮ่องกงแล้วไม่ต้องพูด ถึงขนาดสร้างกระเช้าลอยฟ้าข้ามเขาข้ามทะเลกันเลย เสาสูงที่รองรับกระเช้าก็มีไม่กี่ต้น  ดูแล้วก็ไม่เห็นจะทำลายสิ่งแวดล้อมตรงไหนกัน  มองลงไปข้างล่างทุกอย่างก็เหมือนเดิม ยิ่งบนเกาะลังกาวีประเทศมาเลเซียก็สร้างกันใหญ่โต จากข้างล่างก็ไต่ขึ้นไปถึงยอดเขา ไม่พอข้างบนนั้นก็ยังสร้าง Sky Walk เชื่อมต่อเพื่อให้เดินชมวิวอีกด้วย

หรือว่าประเทศต่างๆที่สร้างกระเช้า เค้าไม่มีจิตใจอนุรักษ์ ก็เปล่าอีกนั้นแหละ เพียงแต่เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร และรู้ว่าสร้างแล้วมันไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อม ตรงกันข้ามกับบ้านเรา พอใครชูป้ายประท้วงก็จะมีคนเฮโลประท้วงตาม โดยไม่รู้ว่าสร้างแล้วมันมีข้อดีอย่างไร

แบบนี้เรียกว่าโหนกระแส ใครว่าไม่ดี กูก็ว่าตาม ง่ายดีกับคนไม่มีหัวคิด

บ้านเราเวลานี้มีจุดที่ควรกระเช้าหลายแห่ง เช่นเขาใหญ่  ภูกระดึง  ดอยอินทนนท์ หากสร้างจะได้เป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว เงินจากนักท่องเที่ยวก็จะกระจายสู่ท้องถิ่น รวมทั้งช่วยลดการจราจรทางรถยนต์บนภูเขาที่สร้างปัญหาเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาล

รถเป็นร้อยเป็นพันๆคันมุ่งหน้าสู่เขาใหญ่ หรือมุ่งหน้าสู่ดอยอินทนนท์  มันก่อให้เกิดควันพิษอย่างมากมายมหาศาล นี่ก็เป็นการทำลายสภาพแวดล้อมที่เห็นๆกันอยู่  

ถ้าจะบอกว่าเขาใหญ่เป็นมรดกโลกจึงไม่ควรสร้าง ก็คงจะไม่ใช่แล้ว  เนื่องจากอุทยานแห่งชาติสำคัญๆในต่างประเทศหรืออุทยานฯที่เป็นมรดกโลก เขาก็สร้างด้วยกันทั้งนั้น อช.ซอรัคซานของเกาหลี ซึ่งเป็นมรดกโลก เขาก็มีกระเช้าลอยฟ้าที่พาขึ้นไปชมวิวกันบนยอดเขา จะได้รับกับอากาศที่หนาวกว่าด้านล่าง และเห็นทิวทัศน์ได้อย่างสวยงาม

สรุปว่า NGO ในบ้านเราที่ออกมาต่อต้าน สารพัดเรื่องสารพัดราว  ดูจะไม่ค่อยเป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพหรือรู้กันจริงจังนัก ที่เห็นๆก็มักจะว่าตามๆกันไป  การออกมาต่อต้านเรื่องสิ่งแวดล้อมดูแล้วอาจจะเท่ห์ดีสำหรับคนบางคน 

เอางี้ดีกว่า  เกาะปอดะในทะเลกระบี่ ที่ปรากฏอยู่ในภาพชุดนี้  มีนายทุนท้องถิ่นเข้าไปยึดสมบัติของชาติมาเป็นของตนนับเป็นเวลานานหลายสิบปี ทำไมไม่เห็นร่างเงาของกลุ่ม NGO ออกมาประท้วงบ้าง  ก็ยังสงสัยเหมือนกัน

ทั้งๆที่เป็นการบุกรุกและทำลายธรรมชาติกันชัดๆ

แต่ไม่เป็นไรครับ พ่อแม่พี่น้อง ขณะนี้ศาลฎีกาตัดสินให้ผู้บุกรุกหรือนายชวน ภูเก้าล้วน  นักธุรกิจและผู้กว้างขวางของภาคใต้  ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไปแล้ว

เท่ากับว่าขณะนี้เกาะปอดะที่สวยงาม และสวยที่สุดของทะเลกระบี่ ได้กลับมาเป็นของรัฐอย่างสมบูรณ์ จากเมื่อก่อนที่เคยครอบครองไว้เป็นเกาะส่วนตัวรวมทั้งห้ามบุคลภายนอกขึ้นไปบนเกาะ ขณะเดียวกันก็สร้างรั้วลวดหนามไว้รอบชายหาด ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติของชายหาดทั่วๆไป

แผ่นดินในประเทศไทยเวลานี้ มีการบุกรุกแพ้วถางเพื่อทำการเกษตร โดยเฉพาะตามยอดดอยต่างๆกันอย่างมากมาย ทั้งปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกกะหล่ำปลี ปลูกข้าวโพด ปลูกยางพารา รวมทั้งบุกรุกเข้ามาทำรีสอร์ท 

น่าแปลกนะครับ นี่คือการตัดไม้ทำลายป่า ทำลายสัตว์ป่า ทำลายธรรมชาติ และทำลายต้นน้ำกันอย่างชัดเจน แต่ไม่เห็นกลุ่ม NGO หน้าไหนให้ความสนใจเลยสักครั้งเดียว

โฟโต้ออนทัวร์
5  ตุลาคม 2556









 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ