Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
 
 Home   Events   Royal Photos  Thailand Photos Gallery   Outbound tour   Flowers  Asia Girls   Free Wallpapers   News  Video         Home :  Gallery : Lamphun 
วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.ลำพูน  :   Wat Phra That Hariphunchai Lamphun

ภาพถ่ายในเว็บไซต์โฟโต้ออนทัวร์มีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ต้องการ Save ภาพ
 
Main Menu
  Photo Gallery ภาพท่องเที่ยวทั่วไทย
  Outbound Tour ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน
  Royal Photo ภาพงานพระราชพิธี
  City Tour ภาพท่องกรุงเทพฯ
  Events ภาพเหตุการณ์ ใน-ต่างประเทศ
  Portrait ภาพคน ภาพสาวพริตตี้
  Baby & Child ภาพเด็กน่ารัก
  Asia Girls รวมภาพสาวเอเชีย
  Guest ภาพแค้มปิ้งจากเพื่อนสมาชิก
  Flower & Nature ภาพดอกไม
  King Photo ภาพในหลวง พระราชินี
  Free Wallpaper วอลเปเปอร์
  Photo Around the World ภาพทุกมุมโลก
  Site Update อัพเตตเว็บล่าสุด
  About Us : Contact Us ติดต่อกับเรา
Outbound ท่องเที่ยวในต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม กัมพูชา
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย กัมพูชา
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  Langkawi : เกาะลังกาวี มาเลเซีย
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang : หลวงพระบาง
  Middle Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา จีน
  Myanmar พม่า ย่างกุ้ง หงสา อินทร์แขวน
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
Asia Girls ,Sexy ,Teen, Idol
  Korean สาวเกาหลี
 Japanese สาวญี่ปุ่น
  Philipines สาวฟิลิปปินส์
 Chinese สาวจีน
  Myanmar สาวพม่า
 Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Indian สาวอินเดีย
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Vietnamese สาวเวียดนาม
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  More >
 
 
 
 
  
     
 
 



ข้อมูลวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร แผนที่จังหวัดลำพูน แผนที่วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.ลำพูน





วัดพระธาตุหริภุญชัย ลำพูน

(เดินทาง มกราคม.55)




เมื่อต้นปี 2555 มีโอกาสขับรถไปเชียงใหม่  ขากลับจึงลองใช้เส้นทางผ่านลำพูนสายใน จะได้แวะวัดพระธาตุหริภุญชัย  ซึ่งเป็นวัดประจำจังหวัดลำพูน  อีกอย่างหนึ่งก็ไม่ได้มาวัดนี้เป็นเวลานานแล้วเช่นกัน

เมื่อปีที่แล้วหลายคนจำได้กับละครโทรทัศน์เรื่อง "รอยไหม" ที่มาถ่ายทำในวัดพระธาตุหริภุญชัย  รู้สึกว่าจะเป็นฉากแข่งทอผ้าไหมภายในวัง ระหว่างนางเอกกับตัวร้ายหรือนางริษยา ทั้งสองคนต้องทอผ้ากันนานจนข้ามวันข้ามคืน ช่วงกลางคืนก็มีการแสดงฟ้อนรำแบบทางเหนือ

หลายครั้งที่ได้ดูละครเรื่องนี้ก็ยังนึกดีใจที่ผู้กำกับได้สอดแทรกสถานที่สำคัญๆของภาคเหนือลงไปในบางตอนภาพยนต์  ช่วยเป็นการเผยแพร่สถานที่นั้นๆให้เป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น 

เรื่องรอยไหมจบลงไปแล้วหลายเดือน  ส่วนนางเอกที่มีชื่อจริงว่า ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ (แอฟ) ในชีวิตจริงก็แต่งงานเป็นที่เรียบร้อยหลังละครเรื่องนี้จบลงด้วยเช่นกัน

คนที่ไม่ได้เป็นแฟนละครเรื่องนี้ แต่อาจเคยเห็น “อีเม้ย“ หรือผีหน้าดำในเรื่องรอยไหม ก็ต้องบอกว่าอีเม้ยเสียงแหบๆตัวนี้แหละ ที่ทำให้ละครเรื่องนี้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น

รอยไหมเป็นบทประพันธ์ที่ดูค่อนข้างจะแปลกดี  ทั้งพระเอกนางเอกข้ามภพข้ามชาติมาพบกันอีกเป็นครั้งที่ 2 ไคลแมกซ์ของเรื่องก็อยู่ตรงที่นางเอกทอผ้าไหมในชาติก่อนไม่เสร็จ  ชาตินี้จึงเป็นภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ

นานๆเราจะได้เห็นบทละครในแนวนี้สักเรื่องดูแล้วคลาสสิกดี  แต่ถ้าดำเนินเรื่องให้กระชับ มีฉากที่ดูสมจริงมากกว่านี้ ก็น่าจะหาตลาดต่างประเทศได้ไม่ยาก

บ้านเราผลิตละครโทรทัศน์ออกมามากมายในแต่ละปี  ในเอเชียก็ถือว่าไทยเราไม่น้อยหน้าใคร ตัวแสดงส่วนใหญ่ก็เล่นได้ดีไม่ว่าจะเป็นตัวร้ายหรือตัวดี  แต่บางเรื่องเหมือนผู้กำกับฝีมือยังไม่ถึงขั้น การตัดต่อภาพก็ไม่สู้จะราบรื่นนัก ดูไปก็รำคาญไปโดยเฉพาะพวกหนังแนวบู้  เช่นเวลาเตะต่อยกัน ดูเป็นหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ทำงานมากกว่าจะเป็นการต่อสู้ของมนุษย์ หรือฝ่ายหนึ่งต่อยท้องก็จะค้างหมัดไว้  รอให้อีกฝ่ายสวนกลับก่อนแล้วค่อยปล่อยหมัดต่อไป  มันยึกยักกันไปมาเหมือนคนมีความรู้สึกช้า น่าจะทำให้มันดูสมจริงหรือตัดต่อให้แอคชั่นมันเร็วขึ้นมาหน่อย

ส่วนเรื่องรอยไหมก็ติดตามอยู่หลายตอนเนื่องจากนางเอกหน้าสวย แต่ในฉากเห็นมี การใช้พัดโบกด้ามยาว บนพลับพลาในวันแข่งทอผ้าไหม  ดูแล้วไม่น่าจะเป็นของล้านนา เพราะพัดโบกเป็นเครื่องสูงของกษัตริย์ไทยและพม่า ส่วนล้านนาเป็นเมืองหนาวคงไม่มีการใช้พัดโบกแน่ 

อีกฉากหนึ่งที่ดูขัดตาก็เป็นฉากภายในห้องของนางเอก เห็นมีสาวใช้ต้นห้องสองคนนั่งหมอบก้มหน้า ทำท่าถวายบังคมตลอดเวลาอยู่หลายตอน นี่ก็ไม่ใช่วัฒนธรรมหรือจารีตของเมืองล้านนาอีกนั่นแหละ เจ้าเมืองล้านนาสมัยก่อนไม่มีต้นห้องหรือสาวใช้หน้าห้องแน่นอน

ล้านนาในยุคที่ตกเป็นบรรณาการของกรุงศรีฯ(เป็นเมืองขึ้น) ระบอบกษัตริย์ถูกยกเลิก มีแต่ "เจ้าผู้ครองนคร" และก็ถูกยกเลิกมาตั้งแต่สมัยที่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า หลังจากนั้นก็ตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา แต่ล้านนาก็ยังมีสถานะเป็นรัฐอิสระ ไม่มีกษัตริย์ เนื่องจากกรุงศรีฯก็ไม่ยอมให้ล้านนามีสถานะภาพเป็นอาณาจักรเหมือนอดีต คงมีแต่คำว่า "เมืองล้านนา" ส่วนเจ้าเมืองล้านนา ก็มีสถานะเช่นเดียวกับเจ้าเมืองพิษณุโลก หรือเจ้าเมืองกำแพงเพชร 

ล้านนาเคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในสมัยของราชวงศ์มังราย(ตั้งแต่ พ.ศ.1835 เป็นต้นไป)

ขอย้อนอดีตไปไกลหน่อย เพราะเกี่ยวข้องกับเมืองลำพูนซึ่งเป็นยุคสมัยของราชวงศ์จามเทวี เป็นยุคก่อนกรุงสุโขทัย อันเป็นต้นกำเนิดของราชอาณาจักรไทย

หลังจากพญามังรายเข้าตีเมืองหริภูญชัย(ลำพูน)เมื่อปี พ.ศ.1835 ก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา  โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน  จากนั้นพญามังรายก็รวบรวมหัวเมืองทางตอนเหนือไว้ในครอบครองทั้งหมด  และยังเลยไปถึงเมืองเชียงตุง(ในเขตพม่าปัจจุบัน) พุกาม(พม่า)บางส่วน รวมทั้งเมืองเชียงรุ้ง(จีน)หรือเมืองสิบสองปันนาด้วย

อยู่ลำพูนได้ราว 2 ปีก็ทรงย้ายเมืองมาตั้งเมืองใหม่ที่เวียงกุมกาม(เชียงใหม่) พอน้ำท่วมนานเข้าก็ย้ายมาตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่จนถึงปัจจุบัน

อาณาจักรล้านนาคงความยิ่งใหญ่มาได้ราว 260 ปีก็มาถึงจุดสิ้นสุดของราชวงศ์มังรายในสมัยพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์(ท้าวเม่กุ)กษัตริย์องค์ที่ 16 หลังล้านนาพ่ายแพ้แก่กองทัพของพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าเมื่อปี พ.ศ.2101 โดยใช้เวลาเข้าตีเมืองเพียง 3 วันเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าอาณาจักรล้านนาในยุคนั้นเป็นยุคที่เสื่อมถอย

เหตุที่พระเจ้าบุเรงนองมาตีล้านนาก็มุ่งหมายจะรวบรวมไพร่พลให้เป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ เพื่อยกมาตีกรุงศรีอยุธยาต่อไป  เพราะลำพังพม่ากับมอญรวมกันแล้วคงไม่สามารถปราบได้ 

หลังจากพระเจ้าบุเรงนองรวบรวมไพร่พลทั้งพม่า มอญ และล้านนาได้เสร็จสรรพก็ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งพ่ายแก่พม่าเมื่อปี 2112

วัดพระธาตุหริภูญชัย จังหวัดลำพูนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรหริภุญชัย ที่ปกครองโดยกษัตริย์ที่เป็นสตรีนามว่า “พระนางจามเทวี “  ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าเมืองละโว้หรือเมืองลพบุรี  และหลังจากตั้งหลักปักฐานสร้างบ้านแปงเมืองตามที่ฤาษีชีพรามณ์ดูฤกษ์ดูชัยภูมิแล้ว จึงทำพิธีสถาปนาเมืองใหม่ โดยมีพระนางจามเทวีเป็นปฐมกษัตริย์แห่งเมืองหริภูญชัยตั้งแต่ปี พ.ศ.1206 เป็นต้นมา

อาณาจักรหริภุญชัยดำรงอยู่ได้จนถึง 630 ปี มีกษัตริย์ถึง 49 พระองค์  จนถึงปีพ.ศ.1835 ก็ต้องเสียเมืองให้กับพญามังราย ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 ของอาณาจักรเชียงแสน(จ.เชียงราย) เท่ากับว่าพญามังรายทรงย้ายเมืองจาก อ.เชียงแสน หรือจ.เชียงรายในปัจจุบัน มาตั้งรกรากอยู่ที่ลำพูน ส่วนอาณาจักรเดิมหรือเมืองเชียงแสนก็มีสถานะเป็นเมืองบริวารของอาณาจักรล้านนา(ต่อมาใช้ชื่อว่าเมืองเชียงราย)

ลำพูนนับว่าเป็นจังหวัดเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานถึง 2 ยุค 2 อาณาจักร  คือเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรหริภุญชัยมานานถึง 630 ปี  และเป็นเมืองในอาณาจักรล้านนาอีก  607 ปี (พ.ศ.1835 – 2442) ก่อนที่ดินแดนล้านนาจะผนวกรวมกับสยามประเทศเมื่อปี พ.ศ.2442  

อาณาจักรหริภุญชัยเริ่มในสมัยพระนางจามเทวี เมื่อพ.ศ.1206 หากนับเวลาถึงปัจจุบันก็เป็นระยะเวลาราว 1500 ปี  ยาวนานกว่าเมืองเชียงใหม่ที่พึ่งฉลอง 700 ปีไม่กี่ปีมานี้  ซากปรักหักพังของเมืองโบราณในยุคอาณาจักรหริภุญชัยคงจะหาร่องรอยได้ยากเต็มที  สถูปเจดีย์ทรงหลี่ยมภายในวัดพระธาตุหริภุญชัยซึ่งเป็นศิลปะสมัยหริภุญชัยนั้น  ดูแล้วก็น่าจะเป็นการบูรณะขึ้นมาภายหลัง  ส่วนที่พอจะเป็นหลักฐานของเมืองโบราณที่แท้จริง น่าจะเป็นหินศิลา 4 -5 ก้อน วางอยู่หน้าเจดีย์เหลี่ยมมากกว่า แต่ก็ไม่มีป้ายอธิบายว่า ก้อนหินเหล่านี้คืออะไร มีมาแต่สมัยใด

วัดพระธาตุหริภุญชัยได้รับการบูรณะพร้อมกับสร้างใหม่มาหลายยุคหลายสมัย หรือตั้งแต่สมัยของพญามังรายเรื่อยมา และในสมัยรัชกาลที่ 6 ของราชวงศ์จักรีไทย ก็เคยใช้วัดนี้เป็นที่คุมขังครูบาศรีวิชัย หรือนักบุญแห่งล้านนา อันเนื่องมาจากพระราชบัญญัติปกครองสงฆ์ ร.ศ.121 หรือ พ.ศ.2446 จากเมื่อก่อนที่พระสงฆ์แต่ละภาคแต่ละจังหวัด จะมีธรรมเนียมปฏิบัติแตกต่างกัน โดยเฉพาะหัวเมืองฝ่ายเหนือหรือมณฑลพายัพ มีนิกายในพุทธศาสนาถึง 18 นิกาย  เช่น นิกายเชียงใหม่ นิกายขืน นิกายยอง  การนุ่งห่มจีวรไม่เหมือนกัน แต่ละนิกายก็จะดูแลกันเอง จัดพิธีอุปชาหรือบวชกันเองในแต่ละนิกาย ส่วนในถิ่นห่างไกลบางแห่งก็ยังนับถือผี

พระราชบัญญัติปกครองสงฆ์หรือพรบ.สงฆ์จากส่วนกลาง จึงต้องมีขึ้นเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความเป็นปึกแผ่นของพุทธศาสนา

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับครูบาศรีวิชัยนั้น  บางเรื่องที่ท่านทำไปกลายเป็นเรื่องผิดพ.ร.บ.สงฆ์ และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ท่านถือว่าเคยทำกันมาอย่างไรก็จะทำต่อไปอย่างนั้น โดยไม่ให้ความสนใจกฎหมายของสงฆ์มากนัก กระทั่งถูกจับกุมและถูกคุมขังให้อยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญไชยในจังหวัดลำพูนแห่งนี้ถึง 2 ครั้ง 2 ครา  ครั้งแรกเป็นเวลา 23 วัน และครั้งที่ 2 เป็นเวลา 1 ปี

จะว่าไปแล้วสมัยที่ล้านนาถูกผนวกรวมกับสยามประเทศมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หรือตั้งแต่ปี 2442 เป็นต้นมาก็ใช่ว่าจะราบรื่นนัก มีเหตุการณ์รุนแรง  ที่แสดงถึงการต่อต้านและท้าทายอำนาจของเมืองสยามหลายเรื่อง

เรื่องใหญ่ก็คือเรื่อง พ.ร.บ.ของสงฆ์ที่ประกาศใช้ทั่วทุกหัวเมือง พร้อมกับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองใหม่  เช่นมีเจ้าคณะภาค  เจ้าคณะจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ปกครองสงฆ์ในแต่ละพื้นที่ เครื่องนุ่งห่มของพระเช่นสีของจีวร ก็มีกฏเกณฑ์ พระสงฆ์ล้านนาที่เคยถือไม้เท้า  ห้อยลูกประคำ  หรือถือพัด รวมทั้งการสักยันต์ตามความเชื่อเรื่องอยู่ยงคงประพันธ์ก็ต้องเลิก รวมทั้งชายฉกรรจ์ที่มีการสักยันต์ตามตัวก็จะไม่บวชให้ ฯลฯ

เหตุการณ์ครั้งสำคัญในมณฑลพายัพ(ภาคเหนือ)เมื่อปี พ.ศ.2462 มีพระสงฆ์จำนวน 10 แขวง 50 วัด ขอลาออกจากการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง  และขอขึ้นกับครูบาศรีวิชัยแทน เหตุการณ์ได้ลุกลามไปทั่วทุกหัวเมือง มีวัดที่ขอแยกตัวออกไปเป็นจำนวนถึง 90 วัด พระสงฆ์ในจังหวัดต่างๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหวที่จะขอแยกตัวบ้าง ทำให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกส่งตัวไปยังกรุงเทพฯ จนสร้างความไม่พอใจให้กับพระสงฆ์และประชาชนทางภาคเหนือเป็นอย่างมาก

แต่ในที่สุดครูบาศรีวิชัยก็ได้รับความเมตาจากสมเด็จพระสังฆราช ไม่มีการเอาผิด เนื่องจากเห็นว่าท่านเป็นพระที่มีความสุภาพอ่อนโยน ไม่ได้มีนิสัยแข็งกระด้าง สมเด็จพระสังฆราชจึงใช้วิธีอธิบายให้ครูบาศรีวิชัยรู้ผิดรู้ถูก ดีกว่าจะไปลงโทษตามกฏของสงฆ์ จึงทำให้เหตุการณ์ทางภาคเหนือคลี่คลายลง

เหตุการณ์กบฏเงี้ยวเมืองแพร่เมื่อปี พ.ศ.2445 ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความไม่พอใจของเจ้าเมือง  หลังหัวเมืองเหนือทั้งหมดถูกผนวกกับสยาม
ผลประโยชน์ของเจ้าเมืองก็ถูกลดทอนลง จากเมื่อก่อนที่เจ้าเมืองเคยเก็บส่วยเก็บภาษีเข้าตนเอง ก็ต้องส่งเข้าคลังหลวงหรือเข้ากระทรวงการคลัง  และเงินที่ใช้ในการพัฒนาจังหวัดก็มาจากงบประมาณแผ่นดินเหมือนเช่นปัจจุบัน

ที่สำคัญก็คืออำนาจของเจ้าเมืองก็ต้องสูญเสียไปด้วย  เพราะรัฐบาลสยามยกเลิกการปกครองระบบเจ้าเมือง  แต่มีผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกส่งไปจากกระทรวงมหาดไทยเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายปกครองแทนการปกครองเแบบเจ้าเมืองในอดีต ส่วนเจ้าเมืองเป็นแค่ที่ปรึกษาให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด และรัฐบาลก็มีเงินเดือนสำหรับค่าที่ปรึกษา(เดือนละ 2,000 บาท)

การรวมล้านนาเข้ากับสยามประเทศ  มีเรื่องราวที่เกือบจะบานปลายให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตอยู่หลายเรื่อง  แต่รัฐบาลในสมัยนั้นสามารถเข้ามาปราบปรามได้สำเร็จทุกเรื่อง  ความเป็นปึกแผ่นของประเทศจึงดีขึ้นตามลำดับ 

จนมาถึงปี พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อที่กลุ่มนายทหารเข้ามายึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ในรัชกาลที่ 7 เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยให้มีปกครองแบบประชาธิปไตย จนกระทั่งพระองค์ต้องเสด็จหนีไปอยู่ต่างประเทศ  และสละราชสมบัติในเวลาต่อมา

เรื่องราวของวัดพระธาตุหริภุญชัย ว่ายาวมาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณจนกระทั่งมาถึงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 

เขียนถึง พ.ศ.2475  ก็อดเป็นห่วงว่าปี พ.ศ.2555 ชักเริ่มเห็นเค้าลางของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต

จากนี้ไปประเทศไทยน่าจะกำลังก้าวเดินมาสู่ช่วงเวลาสำคัญ ว่าอนาคตของสถาบันพระมหากษัตริย์จะเป็นอย่างไร เพราะระยะหลังๆนี้มักมีเรื่องราวที่กระทบกับสถาบันค่อนข้างมาก และหนักขึ้นเรื่อยๆ 

สมัยก่อนเราใช้คำว่า “ พระมหากษัตริย์อยู่ในดวงใจคนไทยทุกคน “ (Soul of a Nation) ในเรื่องที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ เพราะถือว่าเป็นศูนย์รวมใจชาวไทยทุกคน

แต่ พ.ศ.2555 หรือ ณ ปัจจุบันอาจจะไม่ใช่  เพราะมีกลุ่มต่างๆ พยายามสร้างคลื่นใต้น้ำให้ปั่นป่วนอยู่เรื่อยๆ บางคนก็แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเปิดเผยมากยิ่งขึ้นจากเมื่อก่อนที่มักเก็บความรู้สึกหรือไม่แสดงออก เมื่อรายหนึ่งแสดงออก แถมยังสร้างความฮือฮาหรือสร้างกระแสขึ้นในสังคมได้  ก็จะมีคนอื่นๆเอาอย่างบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไข ม.112  หรือเรื่องคดีอากง

หรือการแสดงออกของนักศึกษาธรรมศาสตร์ กับรูปหล่อสัมฤทธิ์ท่านปรีดี พนมยงค์  เป็นการประชดประชันไปถึงเจ้าหรือท่านปรีดีว่า ท่านก็คือคนธรรมดา ไม่ใช่เทวดาที่จะมากราบไหว้บูชาหรือขอพรให้สอบผ่านแต่อย่างใด

คำว่าคนไทยทุกคนในความหมายของสถาบันฯ มาถึงสมัยนี้ก็ต้องยอมรับว่าไม่ไช่คนไทยทุกคนเหมือนกับที่ได้ยินอยู่บ่อยๆในภาพยนต์เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์

นึกในใจว่าหากเมืองไทยไม่มีกฎหมายมาตรา 112 หรือกฏหมายหมิ่นสถาบัน โทรทัศน์บางช่องอาจจัดสนทนาในหัวข้อว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์กับอนาคตที่ต้องปรับเปลี่ยน”

เรื่องอนาคตของสถาบันพระมหากษัตริย์คงเป็นเรื่องที่ตอบยาก แต่ก็ต้องยอมรับในเรื่องอนิจจังหรือการเปลี่ยนแปลง รูปแบบหรือสถานะภาพของราชวงศ์คงต้องปรับไปตามความเหมาะสม ไม่ไช่นั้นก็อาจถูกต่อต้านจากบางกลุ่ม เนื่องจากสิ่งที่เราเห็น และภาพที่ปรากฏทางโทรทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน เป็นการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินทั้งนั้น

เรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ตัดงบประมาณการใช้จ่ายของสถาบันฯหรือของสำนักพระราชวัง

ทุกวันนี้คนที่หวังดีกับสถาบัน อาจตกเป็นจำเลยของสังคม ที่ถูกยุแยงตะแคงรั่วให้เกิดการเข้าใจผิด

บางคนใจร้อนและต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเร็วโดยไม่แคร์ความรู้สึกของประชาชน จนถูกสังคมต่อต้าน เช่นอาจารย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ จากกลุ่มนิติราษฏร์  เสนอความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า
“
พระมหากษัตริย์ต้องทำพิธีสาบานพระองค์ก่อนขึ้นครองราชย์ “







ร้อนถึง ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ต้องออกมาตอบโต้ว่า

“ผมว่าก่อนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พวกคุณเสนอ ควรแก้ข้อบังคับทุนอานันทมหิดล ให้ผู้รับทุนสาบานว่าจะไม่เนรคุณและไม่ทรยศต่อพระมหากษัตริย์ผู้พระราชทานทุนจะง่ายกว่าไหม ข้อเสนอผมไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญเลย” 




ซึ่งอาจารย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็เป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดล ที่เคยเข้าเฝ้าในหลวงอย่างใกล้ชิดก่อนเดินทางไปศึกษาด้านกฏหมายในต่างประเทศ ความหมายของ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เท่ากับว่า อาจารย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กำลังเนรคุณต่อผู้ให้ทุน ซึ่งก็คือในหลวงนั่นเอง

อย่างที่กล่าวมาแต่แรกว่า  ขณะนี้สถาบันพระมหากษัตริย์กำลังถูกท้าทายจากกลุ่มคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น ราชวงศ์ องคมนตรี  สำนักพระราชวัง  สำนักราชเลขาธิการ รวมทั้งฝายรัฐบาล ทั้งตำรวจและทหาร ไม่พยายามปรึกษาหารือ หรือรีบหาทางออก การกระทบกระทั่งก็จะมีมากเป็นทวีคูณ  ประชาชนประเภทนักอนุรักษ์นิยมหรือชื่นชอบสถาบันอย่างฝังรากลึกคงจะโกรธแค้นและไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่น จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตที่คนไทยอาจเข้าห้ำหั่นกัน

เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เปราะบางมาก โดยเฉพาะคำว่า "ชนชั้น" ที่มักจะพูดกันอยู่เสมอ หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าคืออะไร  และคิดว่าเมืองไทยก็ไม่เห็นว่าจะมีการแบ่งชนชั้นกันที่ไหน คนมี คนจน ก็มีกันทุกประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่ได้เข้ามายุ่งกับการปกครองหรือไม่ยุ่งกับการเมืองอยู่แล้ว

แต่ถ้าหากว่าเราได้ดูภาพพิธีเฉลิมฉลองของพระราชินีอังกฤษที่พึ่งผ่านไปไม่กี่วัน ก็พอจะทำความเข้าใจกับคำว่าชนชั้นกันได้บ้าง  ว่ากษัตริย์กับประชาชนคนอังกฤษมีความใกล้ชิดกันมาก มีเส้นแบ่งแค่บางๆ เมื่อพระราชินีอังกฤษรวมทั้งราชวงศ์ ออกปรากฏต่อสาธารณะก็ทำตัวไม่ต่างกับสามัญชน ไม่มีพิธีรีตองมากนัก แถมยืนเคียงบ่าเคียงใหล่กับคนทั่วไปได้

ซึ่งแตกต่างกับสังคมไทยปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง  ที่มีการแบ่งชั้นแบ่งขั้นกันอย่างชัดเจน ระหว่างราชวงศ์กับประชาชน

พระราชินีอังกฤษจะเสด็จไปไหนก็ไม่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเหมือนบ้านเรา ไม่มีการห้ามถ่ายภาพ ใครจะยืน จะนั่งขณะขบวนเสด็จผ่านก็เชิญตามสบาย เจ้าฟ้าชายชาลส์จะเสด็จไปไหนก็ไม่มีขบวนรถติดตามหลายๆคันเหมือนกับนายกรัฐมนตรีของไทย ส่วนประเทศไทยหากมีขบวนเสด็จมาตำรวจจะห้ามถ่ายภาพ ห้ามยืนหรือข้ามบนสะพานลอย มีตำรวจคุมทุกทางแยก ทุกสะพานลอย มีการปิดถนนและปิดทางด่วนเป็นช่วงๆ



ขบวนพยุหยาตราที่พระราชินีอังกฤษประทับในเรือพระที่นั่งที่ผ่านสายตาชาวโลกไปไม่กี่วันนี้  มีประชาชนออกมาชมพิธีนับเป็นล้านๆคน  ทุกคนแสดงสัญลักษณ์ของความชื่นชมด้วยการระบายสีธงชาติตามใบหน้า  เอาธงชาติอังกฤษมาพันตามตัวบ้าง ทำเป็นรูปหมวกบ้าง ตามตึกหรืออาคารสูงๆ มีประชาชนยืนโบกมือโบกธงชาติอังกฤษกันสลอน ส่วนบนสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ในขณะเรือของพระราชินีกำลังจะลอด ก็มีประชาชนยืนจนเต็มสะพาน ไม่ถือสาว่าจะอยู่บนศรีษะของพระราชินี

คำว่า "ชนชั้น" อาจอธิบายให้เข้าใจได้ยาก แต่ถ้าหากนำภาพพิธีการเฉลิมฉลองในอังกฤษมาเปรียบเทียบกับเมืองไทย คงจะพอเข้าใจจนร้องอ๋อ และคงต้องบอกว่าจะให้เมืองไทยเหมือนเช่นอังกฤษคงเป็นเรื่องยาก ทั้งนี้ก็เพราะเราแยกสถาบันฯกับประชาชนออกจากกันอย่างชัดเจน ภายใต้กฏเกณฑ์ที่หน่วยงานต่างๆกำหนดขึ้นมาเองทั้งนั้น ซึ่งไม่ไช่เป็นกฏมณเฑียรบาลที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคอดีต

จากเมื่อก่อนที่เมืองไทยอาจไม่มีชนชั้นระหว่างสถาบันกับประชาชนมากนัก แต่ต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน รวมทั้งฝ่ายปกครองค่อยๆปรับเปลี่ยนกันทีละเล็กละน้อยจนเราแทบไม่รู้สึก ไม่ต่างกับยกสถาบันให้ลอยอยู่ที่สูง ใครจะแตะต้องไม่ได้ แถมยังเขียนกฏหมายเพิ่มความผิดให้หนักขึ้นไปอีก ทั้งๆที่ก่อนนั้นก็ไม่ได้กำหนดโทษรุนแรงมากนัก คดีความในเรื่องพระเจ้าอยู่หัวหรือหมิ่นสถาบัน เมื่อก่อนก็ได้รับความเมตตาจากศาลทั้งนั้น

เคยได้ยินคนรุ่นก่อนๆเล่าให้ฟังว่า มีคดีถึงศาลเรื่องหมิ่นในหลวงคดีหนึ่ง ที่มีผู้ตะโกนว่า " ไอ้พวก..." ด้วยคำหยาบคาย แต่เมื่อคดีถึงศาลแล้วปรากฏว่าหลุดครับ เหตุผลก็คือคำว่าไอ้พวก..เป็นคำพหูพจน์ หมายความว่าหลายคน แต่ในหลวงมีแค่พระองค์เดียว ซึ่งเป็นเอกพจน์ จึงไม่เข้าข่ายความผิด เรื่องนี้ได้ยินมานานมากแล้ว เข้าใจว่านักกฏหมายรุ่นก่อนๆคงเคยได้ยิน

ไม่นานนี้มีโอกาสชมภาพยนต์ของในหลวงและพระราชินี ใช้ชื่อว่าภาพยนต์ส่วนพระองค์ที่เสด็จไปต่างจังหวัดเมื่อปี 2500 หรือ 55 ปีที่ผ่านมา ในหลวงกับพระราชินียังต้องเดินฝ่าเปลวแดด โดยไม่มีใครถือร่มฉัตรมาบังแดดให้ ที่น่าประทับใจก็ตรงที่ชาวบ้านระดับรากหญ้าสามารถจับพระหัตถ์ในหลวงและพระราชินีได้ โดยไม่มีการกีดกันจากเจ้าหน้าที่ แต่ระยะหลังๆเราจะไม่เห็นภาพเช่นนั้น แม้กับพระราชวงศ์องค์อื่นๆก็ไม่มีเห็นเช่นกัน ภาพรวมทั่วไปจึงออกมาอย่างที่เห็น ที่มีความเข้มงวดกันสูงหรือสูงสุด คนที่เข้าใกล้ก็แทบจะหมอบคลาน

หลายปีก่อนมีงานแสดงสินค้า BOI Fair 2000 ที่เมืองทองธานี มีประชาชนเข้าชมเป็นแสนๆคนในแต่ละวัน แต่ในช่วงที่ราชวงศ์จะเสด็จ ปรากฏว่าถนนบางเส้นในสถานที่จัดงานถูกปิด พาวิลเลี่ยนบางแห่งก็ห้ามคนเข้า ด้านหน้ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนอยู่เต็มเพื่อรักษาความปลอดภัย หากเป็นพาวิลเลี่ยนขนาดใหญ่ๆก็จะห้ามคนในออกและห้ามคนนอกเข้า บางแห่งให้คนข้างในออกให้หมดเพื่อเตรียมรับเสด็จ ใครกำลังจะเข้าชมก็ต้องรอตามระเบียบ และได้ยินว่าเป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน เนื่องจากเสด็จมาหลายพระองค์


ภาพเสด็จเยี่ยมเยียนประชาชนในต่างจังหวัด ระหว่างปี พ.ศ.2500-2502 จะเห็นความใกล้ชิดกับประชาชนเป็นไปโดยธรรมชาติ

เราเคยชินกับการรักษาความปลอดอย่างเข้มงวด  ชินกับการปิดถนน รวมทั้งเคยชินกับเรื่องราวต่างๆมากมาย แม้แต่ช่วงข่าวสองทุ่มก็ชินกับข่าวในพระราชสำนัก ที่เป็นพระราชกรณียกิจทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ข่าวผู้แทนพระองค์ และภาพยนต์ส่งเสริมเชิดชูสถาบันจนดูเป็นเรื่องปกติ

คงต้องบอกว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องทบทวน เพราะกฏเกณฑ์ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราสร้างเรากำหนดขึ้นมาเองทั้งนั้น ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำหนดพิธีกรรมต่างๆให้หรูหราจนกลายเป็นพิธีการอันศักดิสิทธิ์ ทั้งๆที่เมื่อก่อนนั้นไม่มีสิ่งรุ่มร่ามแบบนี้ อาจเป็นเพราะความหวังดีของหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับพระองค์ต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่มีเกียรติ เป็นที่รักของประชาชน แต่มาถึงยุคปัจจุบันก็ต้องหาทางปรับตัวให้เหมาะสม ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นขี้ปากชาวบ้านที่วิจารณ์กันได้ในแต่ละวัน

ลองมองย้านอดีตไปในช่วงเหตุการณ์ 2475

สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันจบสิ้นลงหลังจากรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริยก็จบลงไปด้วย เพราะอำนาจการปกครองประเทศตกเป็นของคณะราษฏร์ แต่เป็นเพราะรัฐบาลในสมัยนั้นต้องการให้มีพระมหากษัตริย์สืบสันตติวงศ์ต่อไป จึงต้องสืบหารัชทายาทของราชวงศ์จักรีตามกฎมณเฑียรบาล

หลังจากนั้นประเทศไทยก็กลับมามีสถาบันกษัตริย์อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่วายที่คนในรัฐบาลจะหวาดระแวงว่าพระมหากษัตริย์อาจลงมาเล่นการเมือง กระทั่งเกิดเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ 8 จากนั้นก็เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศ มีการกล่าวหาทั้งในที่ลับและที่แจ้ง จนนักการเมืองบางคนต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศ เพราะกลายเป็นจำเลยของสังคม

หลังจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เริ่มมีความมั่นคงมากขึ้นตามลำดับ และเพื่อให้เป็นสถาบันที่สำคัญของประเทศ รัฐบาลในสมัยต่อๆมาก็พยายามให้พระมหากษัตริย์มีความใกล้ชิดกับประชาชน เช่นมีหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่างๆ การเสด็จเยี่ยมเยียนประชาชน การพระราชทานปริญญาบัตร ทั้งตำรวจและทหาร รวมทั้งเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ขณะเดียวกันองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบันก็มีบทบาทมากยิ่งขึ้น มีหน่วยงานเกิดขึ้นมากมายหลายคณะ มีการกำหนดกฏเกณฑ์เพื่อเสริมสร้างและเชิดชูสถาบัน รวมทั้งมีเงินงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล


จนถึงวันนี้ก็ต้องหันกลับมาทบทวนว่าแต่ละเรื่องนั้นมีความเหมาะสมกับสถานการณ์แค่ไหน พิธีการพิธีกรรมต่างๆอาจลดทอนหรือหาทางลงให้ดูนุ่มนวลเหมาะสม ไม่ไช่ดึงดันที่จะส่งเสริมเชิดชูกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาเหมือนเช่นทุกวันนี้ เพราะหากทำเช่นนั้นก็เหมือนกับสวนทางกับความรู้สึกของประชาชน จากข่าวในราชสำนักที่ประชาชนเคยให้ความสนใจ ก็อาจกลายเป็นข่าวที่ไม่มีใครสนใจ เพราะเห็นมีแต่เรื่องเก่าๆ ที่เป็นการประชาสัมพันธ์สถาบันกษัตริย์ทั้งนั้น

บ้านเมืองเราในขณะนี้มีสิ่งบอกเหตุมากมายจนหลายคนเป็นห่วง และที่ยังไม่เกิดเหตุก็เพราะในหลวงยังอยู่กับประชาชน
แล้วอนาคตละ... ใครจะให้คำตอบได้บ้าง...

ยิ่งนึกก็ยิ่งมืดมน


ขอจบเรื่องราวของวัดพระธาตุหริภุญชัยก่อนนะครับ แต่รู้สึกว่างานนี้มีการเสริมแต่งเรื่องราวต่างๆหลายเรื่อง เนื่องจากข้อมูลของวัดพระธาตหริภูญชัยไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ขณะเดียวกันบอลคู่สำคัญระหว่าง โปรตุเกสกับฮอลแลนด์ได้เริ่มมาหลายนาทีแล้ว  ขอเวลาไปดูบอลคู่สำคัญกันก่อนนะครับ



โฟโต้ออนทัวร์
18 มิถุนายน 2555


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ข้อมูลวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร

ข้อมูลทั่วไป
ชื่อสามัญ วัดพระธาตุหริภุญชัย
ที่ตั้ง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน
ประเภท พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร
องค์พระธาตุสูง : 25 วาครึ่ง กว้าง 12 วาครึ่ง
นิกาย เถรวาท
ความพิเศษ พระธาตุประจำปีเกิดปีระกา
เว็บไซต์
www.hariphunchaitemple.org

ประวัติวัดพระธาตุหริภุญชัยวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร

สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของพญาอาทิตยราช กษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวีวงศ์ โดยที่แห่งนี้ เคยเป็นพระราชฐานของพระองค์ซึ่งพระราชทานอุทิศถวายให้เป็นวัดพระธาตุฯ เพื่อเป็นพุทธบูชาหลังจากที่พระบรมส
ารีริกธาตุได้ปรากฏ ให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรในบริเวณดังกล่าว มวลสารผงจากองค์พระบรมธาตุหริภุญชัยใช้ทำพระสมเด็จจิตรลดา

โบราณสถานที่สำคัญภายในวัดพระบรมธาตุหริภุญชัย
เป็นโบราณสถานอันสำคัญของนครหริภุญชัยที่ พระเจ้าอาทิตยราช เป็นผู้สถาปนาขึ้นในราว พุทธศตวรรษที่ 17 เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อันมี ธาตุกระหม่อม ธาตุกระดูกอก ธาตุกระดูกนิ้วมือ และธาตุย่อยอีกเต็มบาตรหนึ่ง ตามพุทธทำนายลักษณะทางสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุหริภุญชัย

ตามที่ปรากฏในหนังสือตำนานพระธาตุหริภุญชัย กล่าวว่า มีลักษณะ เป็นสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาท ที่มีซุ้มทวาร เข้า- ออกทะลุกันได้ทั้งสี่ด้าน มีปราสาทสี่เหลี่ยมอยู่ตรงมุมละองค์ก่อด้วยศิลาแลงซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมากอยู่ในเมืองนี้ ภายในเป็นแท่น สำหรับประดิษฐาน พระโกศที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ในสมัยของพญาสรรพสิทธิ์ กษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวีวงศ์ ทรงโปรดให้ปฏิสังขรณ์เจดีย์เดิมที่พญาอาทิตยราชทรงสร้างไว้และได้ขุดร่องทวารประตูเข้า-ออก ทั้งสี่เพื่อความปลอดภัย รูปทรงสันฐานขององค์พระบรมธาตุยังคงเป็นลักษณะเดิม คือ เป็นทรงปราสาทสี่เหลี่ยมที่กว้างใหญ่และสูง เมื่อ พญามังราย ตีเมืองหริภุญชัยได้ โปรดให้ซ่อมแซมดัดแปลงองค์พระธาตุขึ้นใหม่ การปฏิสังขรณ์ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงทรวดทรง ขององค์พระธาตุฯ จากทรงปราสาทกลายเป็นทรงเจดีย์ฐานกลมแบบทรงลังกา

ในสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมาประมาณปี พ.ศ. 1951 โปรดให้มีการปิดทององค์พระธาตุ พ.ศ. 1990 พระเจ้าติโลกราชกษัตริย์องค์สำคัญแห่งเมืองเชียงใหม่ ทรงร่วมกับพระมหาเมธังกรเถระ ก่อพระมหาเจดีย์ให้สูงขึ้นเป็น 92 ศอก กว้างยาวขึ้น 52 ศอก เป็นรูปร่างที่เห็นเป็นอยู่ในปัจจุบัน

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมตัวพระบรมธาตุ ประกอบด้วย

ฐานปัทม์แบบฐานบัวลูกแก้วย่อเก็จ ต่อจากฐานบัวลูกแก้วเป็นฐานเขียงกลมสามชั้นรับฐานบัวซึ่งมีลักษณะคล้าย มาลัยเถาสามชั้นซึ่งตั้งรับองค์ระฆังกลม องค์ระฆังประดับด้วยลวดลายดอกไม้สี่กลีบระหว่างลายดอกไม้สี่กลีบนั้นมีการดุนนูนเป็นภาพพระพุทธรูป รอบองค์ระฆังซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน เหนือขึ้นไปเป็นบัลลังก์ย่อมุม ส่วนบนเป็นปล้องไฉน ปลียอดเหนือสุดทำเป็นฉัตรเก้าชั้น

สุวรรณเจดีย์หรือปทุมวดีเจดีย์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุหริภุญชัย เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะการก่อสร้างแบบเดียวกับ เจดีย์สี่เหลี่ยมหรือเจดีย์กู่กุดที่วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน องค์เจดีย์สร้างด้วยศิลาแลงและอิฐ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทมีฐานสี่เหลี่ยมซ้อนชึ้นไปห้าชั้น

เจดีย์เชียงยันหรือเจดีย์เชียงยืน เจดีย์องค์นี้ตั้งอยู่นอกกำแพงทางทิศเหนือของพระธาตุหริภุญชัย ตามตำนานกล่าวว่า สร้างขึ้นในสมัยของพญาอาทิตยราช สำหรับเจดีย์ในปัจจุบัน เป็นเจดีย์ที่ได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้าติโลกราช และกรมศิลปากรก็ได้ทำการบูรณะองค์พระเจดีย์ใหม่ด้วยลักษณะทาสถาปัตยกรรมตรงส่วนของฐานล่างเจดีย์เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสซ้อนขึ้นไปสี่ชั้น เหนือขึ้นไปทำเป็นบัวคว่ำและบัวถลาเป็นส่วนรองรับฐานสูง เหนือขึ้นไปเป็นเรือนธาตุ ตัวเรือนธาตุทั้งสี่ด้านทำเป็นซุ้มจระนำ

หอระฆัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุหริภุญชัย เป็นหอสำหรับแขวนระฆังและกังสดาลขนาดใหญ่ สร้างขึ้นโดย

หอไตรหรือหอธรรม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ขององค์พระธาตุหริภุญชัยจากศิลาจารึก ลพ.15 (ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยจังหวัดลำพูน) เป็นจารึกอักษรไทยล้านนา จารึกขึ้นในราว พ.ศ. 2043

วิหารหลวง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกขององค์พระธาตุ สร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้วกษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2057 เป็นแบบพื้นเมืองทรงล้านนาสวยงามมาก ต่อมาวิหารได้ถูกลมพายุใหญ่พัดปรักหักพังอย่างยับเยิน ในปี พ.ศ. 2458 ท่านเจ้าอาวาสพร้อมด้วยศรัทธาประชาชนชาวเมืองลำพูน ได้ช่วยกันบูรณะขึ้นมาใหม่

วิหารพระละโว้ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือขององค์พระธาตุหริภุญชัย ตัววิหารสร้างใหม่ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ เรียกว่าพระละโว้
วิหารพระพุทธ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ขององค์พระธาตุหริภุญชัย ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัยขนาดใหญ่ ลงรักปิดทอง เรียกว่า พระพุทธ
วิหารพระทันใจ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกขององค์พระธาตุหริภุญชัย ภายในประดิษฐานพระทันใจ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนซึ่งถือว่าเป็น พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถบันดาลให้ผู้ที่กราบไหว้สมหวังได้ดังใจ
วิหารพระพันตน ตั้งอยู่หลังวิหารพระละโว้ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปจำนวนมาก
วิหารพระบาทสี่รอย ตั้งอยู่หลังวิหารพระพุทธ ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองมาจากอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
วิหารพระไสยาสน์ ตั้งอยู่เหนือวิหารพระละโว้ ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง
วิหารพระกลักเกลือหรือพระเจ้าแดง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารพระทันใจ ประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ทาด้วยสีแดง
เขาพระสุเมรุจำลอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ขององค์พระธาตุหริภุญ




แผนที่จังหวัดลำพูน แผนที่วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.ลำพูน (คลิกที่ภาพ)





 
 
 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ