Search in site
 
Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์
 
Home  
Home  :  Gallery  :  Phra Buddha Chinnaraj
พระพุทธชินราช วัดใหญ่ (วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร) พระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Directory หมวดหมู่ภาพในเว็บไซต์
ภาพท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯ
ย่านสำเพ็ง พาหุรัด
งานวัดภูเขาทอง
วัดอรุณราชวราราม(วัดแจ้ง)
คลาดจตุจักร
ตลาดนัดอมรพันธ์ 9
ถนนเกษตรนวมินทร์ในอดีต
กรุงเทพ ทะเลหมอกเมื่อปี 41
ศาลเจ้าย่านพลับพลาชัย
วัดปทุมวนาราม ใจกลางกรุงเทพ

ย่านชานเมืองและปริมณฑล
ย่านนนทบุรี ศาลากลางหลังเก่า
สามล้อถีบเมืองนนท์ ตำนานคนน่องเหล็ก
วัดชลประทานรังสฤษฏ์ วัดหลวงพ่อปัญญา
งานบรรพชาอุปสมบมหมู่ทั่วัดชลประทาน
เกาะเกร็ดชุมชนชาวมอญ กับอาชีพปั้นหม้อ
คลองบางเขน คลองบางบัวในอดีต
สนามบินสุวรรณภูมิ
วัดแม่นาคพระโขนง วัดมหาบุศย์
ตลาดบางพลี ตลาดโบราณ สมุทรปราการ

ผลกระทบเมื่อคนชั่วครองเมือง
กย.49 ปฏิวัติขับไล่ทักษิณ
กค.51 วันตัดสินคดีเลี่ยงภาษีของตระกูลชินวัตร
สค.51 วันขับไล่รัฐบาลสมัคร นอมินีทักษิณ (1)
สค.51 วันขับไล่รัฐบาลสมัคร นอมินีทักษิณ (2)
กพ.51 ตัดสินคดีโกงชาติ 46,373  ล้านบาท
เมย.53 วันที่เสื้อแดงเผาเมือง

เที่ยวต่างประเทศ
จีน ปักกิ่ง กำแพงเมืองจีน ลุยความหนาว
จีน สิบสองปันนา วิถีชาวไทลื้อ
จีน กุ้ยหลิน แม่น้ำลี่เจียง หนานหนิง
เวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน
เวียดนามเหนือ เมืองซาปา นาข้าวขั้นบันใด
เวียดนามเหนือ  นิงห์บิ่งห์ ฮาลองบก
เวียดนามเหนือ ฮานอย อ่าวฮาลอง
พม่า เมืองเมียวดี ด่านแม่สอด จ.ตาก
ลาวใต้ ปากเซ  น้ำตกหลี่ผี คอนพะเพ็ง
ลาวเหนือ เวียงจันทน์ วังเวียง หลวงพระบาง
เขมร  ปราสามขอม นครวัด นครธม
     
  พระพุทธชินราช
วัดพระศรีมหาธาตุ จ.พิษณุโลก


พระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก  พระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในประเทศไทย ใครผ่านไปในเส้นทางเมืองพิษณุโลกคงหาโอกาสไปกราบไหว้นมัสการ และสำหรับผมหากมีโอกาสขับรถขึ้นเหนือโดยใช้เส้นทางสายแพร่-อุตรดิตถ์ ก็มักจะแวะเมืองพิษณุโลกทุกครั้ง ที่แวะก็เพราะเป็นเวลาเที่ยงหรือเกือบจะบ่ายโมง ขณะเดียวกันก็นึกไม่ออกว่าจะไปทานข้าวที่ไหนดี  มัวแต่ขับรถหาร้านอาหารจนมาถึงวัดพระศรีฯ หรือวัดหลวงพ่อชินราช
 
เป็นอันว่าได้ทั้งไหว้พระ และได้ทานก๋วยเตี๋ยวห้อยขา จากร้านที่อยู่ใกล้ๆกับวัดทุกครั้งไป

ก๋วยเตี๋ยวห้อยขา  เคยทานมาตั้งแต่สมัยที่คุณยายวัย 70 เจ้าของต้นตำรับเป็นมือปรุง  แกอายุมากแต่ก็ยังต้องลงมือเอง  หยิบโน่นหยิบนี่ใส่ถ้วย  แล้วส่งให้ลูกหลานยกเสริฟ

ปัจจุบันร้านนั่งห้อยขามีหลายร้าน ถ้าจำไม่ผิดก็สัก 6 – 7  ร้าน แต่ละร้านก็ใหญ่โตมีลูกค้ามากมาย  ส่วนร้านคุณยายดั่งเดิม  จำไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน จะบอกว่าลักษณะเป็นบ้านมีระเบียงให้ห้อยขา ก็เห็นเป็นบ้านและนั่งห้อยขากันทุกร้าน

ใครมาถึงแล้วก็ไม่ต้องลังเลใจ  รสชาติก็คงไม่ต่างกันนัก ผมคนหนึ่งละที่ไม่เลือกร้าน เพราะไม่ทราบว่าร้านไหนจะอร่อยกว่ากัน  ทุกครั้งที่มาก็เห็นคนแน่นพอๆกัน  จึงถือหลักง่ายๆว่าจอดรถใกล้กับร้านไหนก็ร้านนั้นละเข้าไปเลย


แต่ก่อนจะไปทานก๋วยเตี๋ยวห้อยขา  ก็จะพามาเที่ยววัดหลวงพ่อชินราชกันก่อน

พระพุทธชินราช  หรือหลวงพ่อชินราช  ประดิษฐานอยู่ที่วัดใหญ่ หรือวัดพระศรีฯ  ซึ่งชาวบ้านเรียกสั้นๆกันติดปาก ส่วนชื่อเป็นทางการก็คือ  “วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร”

วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน  แม่น้ำสายใหญ่ที่สมัยก่อนผู้คนใช้เป็นที่สัญจรทางเรือ  หลายปีก่อนเคยห็นมีเรือนแพหลายสิบลำจอดนิ่งอยู่ริมน้ำหน้าวัดทั้งสองฝั่ง ลักษณะเป็นแพอาศัยเช่นเดียวกับภาพเก่าในอดีต แต่ปัจจุบันแพที่ว่านี้ไม่มีแล้ว เข้าใจว่าทางจังหวัดคงให้ย้ายไปที่อื่น เพราะช่วงหลังๆนี้ทำท่าว่าจะกลายเป็นแพร้านอาหาร ที่อาจสร้างปัญหาเรื่องบดบังทัศนียภาพ รวมถึงความสกปรกรกรุงรังที่จะตามมา จึงตัดไฟแต่ต้นลม ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

ผิดกับวัดพระมงคลบพิตรที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่คนขายของสร้างอาณาจักรจนกลายเป็นเจ้าพ่อ ทางจังหวัดและกรมศิลปากรก็กลัวจนหัวหด ไม่แก้ปัญหาแต่แรกทั้งๆที่เป็นเขตอุทยานมรดกโลก จนลามปามกลายเป็นปัญหาระดับชาติ

เมืองพิษณุโลกในอดีตนั้น มีประวัติความเป็นมาไม่ต่างกับเมืองเก่าสุโขทัยหรือเมืองอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงกัน เช่นเมืองสวรรคโลก เมืองเพชรบูรณ์ เมืองพิจิตร หรือเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเมืองเหล่านี้มีประวัติมายาวนานร่วม 8- 900 ปี ในยุคที่ดินแดนของขอมขยายอยู่เต็มพื้นที่ของอาณาจักรไทยในปัจจุบัน

เมื่อหัวเมืองต่างๆเติบโตเป็นปึกแผ่นขึ้น  ขณะเดียวกันก็เป็นยุคเสื่อมหรือยุคปลายๆของขอม ชนชาติขอมที่อาศัยอยู่ทางแถบนี้จึงค่อยๆถอยร่นไปรวมกันที่เมืองเขมร  ขณะเดียวกันก็ทิ้งซากปรักหักพังของเมืองโบราณไว้เป็นหลักฐานว่า เคยรุ่งเรืองในพื้นที่ประเทศไทยที่เราอาศัยอยู่นี้มาก่อน 

ปราสาทหินพิมาย  ปราสาทเขาพนมรุ้ง  ปราสาทเมืองสิงห์ที่กาญจนบุรี  ปราสาทศรีเทพในจังหวัดเพชรบูรณ์  ต่างๆเหล่านี้  บ่งบอกว่าเป็นเมืองขอม

ส่วนชนชาติรุ่นไหม่ที่เข้ามาแทนที่ขอม ประกอบด้วยชาวไต (TAI) ที่อพยพมาจากน่านเจ้าในประเทศจีน  ผสมผสานกับคนท้องถิ่นเดิมหรือพวกขอม ร่วมกับชนชาติอื่นๆเช่นลาวล้านช้าง ที่พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองเพชรบูรณ์ได้ผู้กวาดต้อนมาจากล้านช้างหรือจากประเทศลาวในปัจจุบัน

สมัยเด็กๆ ยังจำได้ว่าเคยอ่านเคยท่องเรื่องพ่อขุนผาเมือง ผู้ขุนบานเมือง พ่อขุนบางกลางท่าว ซึ่งเป็นยุคก่อนสร้างบ้านแปงเมือง หรือยุคก่อนสุโขทัย

คนไทยมาจากไหน   คงตอบไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่า  เพราะผสมผสานกันมาจากหลายก๊กหลายเหล่า  แต่ถ้าจะถามว่าคนไทยตายแล้วไปไหน คงตอบได้ไม่ยาก คำตอบก็คือไปป่าช้า หรือขึ้นเมรุ

หากเอาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบดีเอนเอ (DNA) เพื่อค้นหาชาติพันธ์ของคนไทยแล้วก็อาจได้คำตอบว่า  คนไทยที่ทะเลาะกันนี่แหละเป็นพันธ์ผสม มีทั้งจีน(ชาวไต) ลาว และเขมร  รวมทั้งชาวพื้นเมืองเดิม 

ดีเอ็นเอ (DNA) ในตัวคนไทยจึงไม่ค่อยจะลงรอยกันไม่ค่อยสามัคคีกัน เพราะมีหลายเชื้อชาติในเลือด 1 หยด  จึงทะเลาะกันเป็นประจำ  ถือว่าเป็นคุณสมบัติของคนไทยก็แล้วกัน

หลายคนอาจรังเกียจเขมร เห็นหน้านายกฮุนเซนทีไร  รู้สึกเหม็นเบื่อขี้หน้าขึ้นมาทุกที  ยิ่งจะมาลำดับว่าอดีตเคยเป็นญาติมิตรหรือเป็นเผ่าพันธ์ร่วมกับพวกเรามาก่อน  รู้สึกว่าจะรับไม่ได้

แต่ความจริงก็คือความจริง  และไทยนี่แหละที่รับเอาวัฒนธรรมจากขอมมาทั้งกระบิ

ไม่ว่าจะเป็นภาษาเขียน หรือภาษาไทย สมัยพ่อขุนรามก็โคลนนิ่งมาจากภาษาขอมทั้งสิ้น  หลักศิลาจารึกก็เป็นภาษาขอม  การสลักหินให้เป็นตัวหนังสือก็เป็นวัฒนธรรมของขอม  มาในยุคหลังๆนี้เองที่นำภาษาบาลีและสันสกฤตเข้ามาผสมผสานกลายเป็นภาษาไทย

แต่น่าแปลก  ศิลาจารึกที่คนไทยรู้จักก็อยู่ในยุคของพ่อขุนรามคำแหงทั้งสิ้น สมัยต่อๆมากลับไม่มีหลักอะไรเลย  ประวัติศาสตร์ไทยจึงล่อกันมั่ว  หาที่มาที่ไปอะไรไม่ค่อยจะได้ แม้แต่หลักศิลาจารึกบางหลัก นักประวัติศาสตร์ก็ยังถกเถียงกันว่าอาจจะไม่ไช่ของจริงที่ทำขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่ทำขึ้นมาภายหลัง ซึ่งเป็นคนละยุคคนละสมัยกัน

คำว่า " สันนิษฐาน " จึงรู้สึกว่าจะคำยอดฮิตที่ใช้มากที่สุดในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไทย

เคยไปเที่ยวอยุธยามาหลายครั้ง แต่พอจะค้นข้อมูลปรากฏว่า็มีแต่คำว่าสันนิษฐานกันตะพึดตะพือ นี่ขนาดกรุงศรีอยุธยาที่มีประวัติความเป็นมาเพียงแค่ 3-400 กว่าปี แล้วกรุงสุโขทัย ที่มีอายุมากกว่านั้น จะเชื่อถือข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหน จะบอกว่าเป็นจุดอ่อนทางประวัติศาสตร์ก็น่าจะได้

คนไทยบางคนจึงถือโอกาสมั่วไปกับเรื่องราวของประวัติศาสตร์ไทย

จะไครที่ไหนละ ก็พ่อตัวดี ทักษิณ ชินวัตร นี่ไง ไปอยู่ต่างประเทศมานาน ผีมันเข้าสิงหรือไงก็ไม่ทราบได้ เห็นคนใกล้ชิดบอกว่าอดีตชาติของทักษิณนั้น มีนามว่าเจ้ามูลเมือง (มูลแปลว่าขี้) ถัดมาไม่นานก็บอกว่าทักษิณคือพระเจ้าตากที่กลับชาติมาเกิด เรียกว่ามั่วได้เด็ดสะระตี่ ข้าผู้น้อยขอคารวะเป็นอย่างยิ่ง

แต่เรื่องราวของขอมแตกต่างกับไทยที่ค่อนข้างมีความชัดเจน ปราสาทเกือบทุกแห่งมีหลักศิลากำกับไว้หมด  จนฝรั่งมังค่าเขียนเป็นตำราเรื่องราวอาณาจักรขอมย้อนไปเป็นพันๆปี ส่วนของเรายังไม่ค่อยมีความชัดเจนนัก  หรือว่าพม่าเผาสมุดข่อยของไทยจนหมดสิ้นก็ไม่อาจทราบได้

เรื่องงานศิลปะหรือด้านสถาปัตยกรรม ก็ต้องบอกว่า เรา (ตั้งแต่ยุคสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน) ก็คัดลอกศิลปะขอมมาประยุกต์ด้วยกันทั้งนั้น  โดยเอาศิลปะขอมมาเป็นโครงหรือเป็นหลัก  แล้วจึงเติมแต่งด้วยศิลปะไทยเข้าไป เพื่อให้มีความอ่อนช้อนสวยงาม

ค่ำว่า ปรางค์ปราสาทที่เห็นในประเทศไทยทุกแห่งนั้น  ได้อิทธิพลมาจากขอมทั้งสิ้น  ต้นแบบก็มาจากปราสาทนครวัด  นั่นแหละ ไช่เลย

ดังนั้น ปราสาททุกแห่งที่เห็นในเมืองเก่าอยุธยา  เช่น ปรางค์ประธานวัดไชยวัฒนาราม หรือ พระปรางค์วัดพุทไธศวรรย์ ฯลฯ จนมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์  เช่น ปรางค์วัดอรุณ  และอีกนับไม่ถ้วนที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ก็ได้รับอิทธิพลมาจากขอมทั้งนั้น

ปรางค์กับเจดีย์ (หรือสถูป)  เป็นศิลปะคนละแบบกันนะครับ




สรุปว่าไทยกับเขมร ก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน  คิดแล้วก็น่าจะปรองดองกันซะ ไม่ต้องมารบรากัน  หรือต้องไปขึ้นศาลโลกกันอีก

พอพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล  ปรากฏว่าฑูตเขมรเดินทางมาจูบปาก(เข้าพบ) นายกฯหญิงคนสวยของกระผ้ม จนแทบไม่เชื่อสายตา  ร้อยวันพันปีที่ไทยมีการเปลี่ยนรัฐบาล ก็ไม่เห็นว่าเขมรจะเสนอหน้า ชนิดออกหน้าออกตาแบบนี้ 

เมื่อทั้งสองประเทศ  จูบปากกันได้   ทุกอย่างก็ดูจะม่วนชื่นหลาย
ว่าแล้วไทยกับเขมรก็น่าจะมาตกลงปักหมุดเขตแดนกันได้เลย จะได้ไม่มีปัญหากันภายหลัง


เที่ยวพิษณุโลกต่อ

จังหวัดพิษณุโลกในปัจจุบันยังมีซากปราสาทขอมอยู่ที่ ”วัดจุฬามณี”  ห่างจากตัวเมืองพิษณุโลกในปัจจุบันราว 5  กม. ซึ่งแต่เดิมบริเวณนั้นเป็นศูนย์กลางของเมืองพิษณุโลกมาก่อน มีชื่อเรียกขณะนั้นว่า " เมืองสองแคว "

สองแควเป็นเมืองเก่าตั้งแต่ยุคขอม 

คำว่าสองแคว นั้นหมายถึงแม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน ได้แก่แม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย  ปัจจุบันแม่น้ำแควน้อยได้เปลี่ยนทิศทาง   จึงมองไม่เห็นแม่น้ำแควน้อยในบริเวณเมืองเก่า
 
ต่อมาพระมหาธรรมราชาลิไท  เจ้าเมืองสุโขทัยได้โปรดฯให้ย้ายเมืองสองแควมาตั้งอยู่ ณ ตัวเมืองในปัจจุบันเมื่อประมาณปี พ.ศ.1900   พร้อมกับสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้นมา 3 องค์  เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่เมืองใหม่  ได้แก่ พระพุทธชินสีห์  พระศรีศาสดา และพระพุทธชินราช  ถึงแม้ว่าประวัติการก่อสร้างพระทั้งสามองค์นี้  จะไม่มีหลักฐานชัดเจนแน่นอน  แต่ก็เป็นข้อสันนิษฐานที่อ้างอิงตามพงศาวดารเหนือ

(พงศาวดารเหนือ คือการชำระประวัติศาสตร์กรุงเก่าในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย(รัชกาลที่ 2) เมื่อครั้งดำรงพระเกียรติยศ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงรับหน้าที่ชำระ หนังสือพงศาวดารเหนือ อันเป็นเรื่องพงศาวดารก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา และเมืองพิษณุโลกในสมัยนั้นก็เป็นหัวเมืองฝ่ายเหนือของกรุงศรีอยุธยา  ส่วนเมืองเมืองอื่นๆที่อยู่ถัดจากเมืองพิษณุโลกขึ้นไปได้แก่เมืองแพร่ เมืองน่าน  ลำปาง เชียงใหม่ ฯลฯ นั้นยังเป็นดินแดนของอาณาจักรล้านนา )

สรุปว่า  พระองค์ใหญ่ทั้งสามองค์สร้างในสมัยกรุงสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ.1898  แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.1900 หรือเมื่อ  654 ปีก่อน

มาถึงสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 4  ในขณะยังทรงผนวชอยู่นั้น พระองค์มีความเลื่อมใสศรัทธาพระศรีศาสดา และพระชินสีห์ที่เมืองพิษณุโลกเป็นอย่างมาก จึงทูลขอพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 3 ) อัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสององค์มาประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศ ย่านบางลำพู กรุงเทพฯ โดยอัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ส่วนพระศรีศาสดาและพระพุทธชินสีห์ที่วัดใหญ่  เมืองพิษณุโลกที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือองค์จำลอง

ใครมาเที่ยววัดใหญ่หรือมาไหว้หลวงพ่อชินราชแล้ว   หากมีเวลาแล้วก็ควรมาไหว้พระสำคัญๆในวัดนี้ให้ครบทั้ง 3 องค์ 

พระพุทธชินราชเป็นองค์ประธานภายในวิหารใหญ่  จะหันหน้าสู่แม่น้ำน่าน  ส่วนพระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดาจะอยู่ในวิหารที่อยู่ถัดไป 

หลายคนบอกมากี่ครั้งก็จะกราบไหว้แต่พระพุทธชินราช จากนั้นก็กลับ  เพราะไม่รู้มาก่อนว่าวัดนี้มีพระพุทธรูปสำคัญๆถึง 3 องค์ ก่อนนั้นผมก็เป็นเช่นนั้น และทุกครั้งที่มาวัดนี้ก็มีผู้คนหนาแน่น  จึงไม่มีเวลาเดินไปพื้นที่โดยรอบมากนัก  แต่คราวนี้มาในช่วงวันทำงาน และไม่ตรงกับช่วงเทศกาลเหมือนครั้งก่อนๆ  จึงมีเวลาเดินได้ทั่วถึง 

พระพุทธชินราช  ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปรูปที่งดงามที่สุดในประเทศไทย  บางแห่งก็บอกว่างดงามที่สุดในโลก ซึ่งคำพูดอันหลังนี้ดูจะเวอร์ไปหน่อย  เอาแค่ประเทศไทยนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว 

บ้านเรานี่ก็แปลกและพบเห็นกันอยู่บ่อยๆว่าชอบอวดชอบอ้างกัน เหมือนคนมีปมด้อย จะสร้าง หรือจะทำอะไร ก็มักจะบอกว่าที่สุดในโลกไว้ก่อน ไมทราบว่าทำไมจึงอยากเด่นอยากดังอะไรกันนักหนา   

คนทางภาคอีสานทอผ้าขาวม้า  ก็ป่าวประกาศว่ายาวที่สุดในโลก (รู้ทั้งรู้ว่ามีแต่ประเทศลาวเท่านั้นที่นุ่งผ้าขาวม้าเหมือนกับเรา)

คนเมืองนครปฐมสร้างธูปสูงราว 20  - 30 เมตร อยู่หน้าองค์พระปฐมเจดีย์ ก็ออกข่าวว่าเป็นธุปสูงที่สุดในโลก คงเข้าใจว่าเป็นการเชิญชวนให้คนมาเที่ยวกันมากๆ ผลก็คือมีคนมาเที่ยวกันมาก แต่..

งานวัดจัดยังครบ 7 วัน  ธูปที่ทำจากขี้เลื่อยถูกฝนจนเปียก ขี่เลื่อยชุ่มน้ำจนธูปยักษ์ล้มลงมาทับคนตายไป 3 คน บาดเจ็บอีกหลายคน

“ ธุปยักษ์สูงที่สุดในโลกล้มทับคนตาย “ จบข่าวจาก CNN

ดังระเบิดเลย

พระพุทธชินราช  สวยที่สุดในประเทศไทย  คิดว่าหลายคนคงไม่ปฏิเสธ   เพราะทุกครั้งที่มานั่งอยู่ภายในวิหารก็รู้สึกถึงความงดงามอยู่ในใจว่าสวยจริงๆ  และยิ่งภายในวิหารมีการตกแต่งลวดลายทั้งเสาและคานด้วยลายไทยสีทอง  ก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูหมดจดงดงามยิ่งขึ้น 

พระพุทธชินราชแตกต่างจากพระพุทธรูปองค์อื่นๆ ก็เพราะมี " ซุ้มกอแก้ว " ครอบอยู่รอบองค์พระ  ซุ้มกอ หรือซุ้มกอแก้วนี่เองที่ช่วยเพิ่มความสวยงามให้องค์พระพุทธชินราชมากยิ่งขึ้น 

ความงดงามของพระพุทธชินราชทำให้วัดหลายๆแห่งสร้างองค์จำลองเพื่อนำไปประดิษฐานให้ผู้คนได้กราบไหว้  แต่เท่าที่เห็นมาก็ยังไม่มีที่ใดจะดูสวยงามเท่าพระพุทธชินราชจำลองที่ วัดพระธาตุสุโทน หรือวัดหลวงพ่อมนตรี อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร ซึ่งจำลองได้ใกล้เคียงกับองค์จริงมาก  อาจเป็นเพราะได้สร้างบรรยากาศภายในวิหารให้คล้ายกับวัดพระศรีฯ พิษณุโลก โดยเฉพาะสีทองที่ต้องแสงจนสุกปลั่ง ช่วยเพิ่มความขลังและความน่าศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนพระพุทธชินราชจำลองที่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ  ดูโล่งๆและมีความสว่างมากเกินไป  ขณะเดียวกันก็ไม่มีการตกแต่งให้มีบรรยากาศเหมือนกับที่วัดใหญ่ เมืองพิษณุโลก จึงไม่ค่อยโดดเด่นนักเมื่อเทียบกับองค์จริง

มาพิษณุโลกครั้งนี้ใช้เวลาอยู่ในวัดพระศรีฯนานกว่าทุกครั้ง  ญาติที่มาด้วยกันก็บอกว่ามาไม่ต้องเร่งรีบและเบียดเสียดเหมือนครั้งก่อนๆ  ที่ต้องเจอกับผู้คนมากมาย  รถก็เยอะจนหาที่จอดลำบาก บริเวณลานวัดก็ร้อนอบอ้าว  คราวนี้ค่อยสบายใจขึ้น มีเวลาเดินจนทั่ววัดทุกวิหาร ได้กราบพระจนครบทุกองค์ แถมพอออกจากวัดก็ยังมีเวลาไปนั่งห้อยขาทานก๋วยเตี๋ยว  ในบรรยากาศที่ผู้คนบางตา  จึงทานกันได้สะดวกโยธิน 

มาวัดใหญ่ไหว้หลวงพ่อชินราชแล้วก็อย่าลืมก๋วยเตี๋ยวห้อยขา  เลียบแม่น้ำไปอีกราว 200 เมตร  อาหารมีหลายอย่างให้เลือก 

โฟโต้ออนทัวร์รับประกันความอร่อยครับ




โฟโต้ออนทัวร์
10 สิงหาคม 255
4





------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แผนที่จังหวัดพิษณุโลก แผนที่ขนาดใหญ่ แผนที่การเดินทาง (คลิกที่ภาพ)



---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ตำนานการสร้างพระพุทธชินราช

ตำนานตำนานกล่าวไว้ว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกหรือพระมหาธรรมราชา (พญาลิไท) กษัตริย์องค์ที่ 4 ในพระราชวงศ์พระร่วง สมัยกรุงสุโขทัย เป็นผู้สร้างพระพุทธชินราช เมื่อราว พ.ศ. 1900 ทรงโปรดให้ช่างสวรรคโลก ช่างเชียงแสน และช่างหริภุญไชย สมทบกับช่างกรุงศรีสัชนาลัย ช่วยกันหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 3 องค์ ได้แก่ พระศรีศาสดา พระพุทธชินราช และพระพุทธชินสีห์

จวบจนถึงวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีเถาะจุลศักราช 717 ราว พ.ศ. 1898 ได้มงคลฤกษ์ กระทำพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ เมื่อเททองหล่อเสร็จแล้ว และทำการแกะพิมพ์ออกปรากฏว่า พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา องค์พระสมบูรณ์สวยงามดี ส่วนพระพุทธชินราชนั้นได้หล่อถึง 3 ครั้งก็ไม่เสร็จเป็นองค์พระได้ กล่าวคือทองแล่นไม่ติดเต็มองค์ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกจึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานเสี่ยงเอาบุญบารมีของพระองค์เป็นที่ตั้ง

ครั้งนั้นจึงร้อนถึงอาสน์พระอินทร์เจ้าจึงนฤมิตเป็นตาปะขาวลงมาช่วยทำรูปพระ คุมพิมพ์ปั้นเบ้า ด้วยอานุภาพพระอินทราธิราชเจ้าทองก็แล่นรอบคอบบริบูรณ์ทุกประการหาที่ติมิได้ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกทรงปิติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสให้หา "ตาปะขาว" ผู้นั้น แต่ตาปะขาวได้หายตัวไปแล้ว หมู่บ้านและวัดที่ตาปะขาวหายไปนั้นได้ชื่อว่า บ้านตาปะขาวหายและวัดตาปะขาวหายต่อมาจนถึงทุกวันนี้

และจากวัดตาปะขาวหายขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 800 เมตร ได้ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการหายตัวไปของตาปะขาว เล่ากันว่ามีผู้พบเห็นว่าท้องฟ้าเปิดเป็นช่องขึ้นไป ชาวบ้านเห็นเป็นที่อัศจรรย์จึงได้สร้างศาลาขึ้นไว้ ณ พื้นดินเบื่องล่างไว้เป็นที่ระลึก เรียกว่า "ศาลาช่อฟ้า" ตราบจนทุกวันนี้


ที่มา วิกิพีเดีย

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------




ราชวงศ์พระร่วง หรือ ราชวงศ์สุโขทัย


เป็นราชวงศ์ที่นักประวัติศาสตร์ใช้เรียกกลุ่มเจ้าผู้ปกครองแคว้นสุโขทัย ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อครั้งสมัยสุโขทัยเรียกชื่อว่าราชวงศ์ใดกันแน่ หากแต่เมื่อรวบรวมหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์แล้ว ก็มักพบว่าผู้คนภายในเขตสุโขทัยหรือบ้านเมืองแว่นแคว้นอื่นมักเรียกพระมหากษัตริย์ของสุโขทัยในนามว่า "พระร่วง" ซึ่งเป็นนามที่รู้จักไปอย่างกว้างขวางของผู้คนกลุ่มไทยในสมัยโบราณ เชื้อสายของวงศ์พระร่วงนี้สืบทอดยาวนานตลอดสมัยสุโขทัย จนตกอยู่ใต้ปกครองของอยุธยาแล้วก็ยังปรากฏอยู่ผ่านความสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างอาณาจักร สัญลักษณ์หรืออนุสรณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์พระร่วงที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน

เชื่อกันว่าคือ รูปพระร่วง-พระลือ ในซุ้มพระร่วง-พระลือที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงราชวรวิหาร อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ตามความเชื่อของคนรุ่นเก่าแก่ในจังหวัดสุโขทัย ระบุว่า ที่นี่คือนิวาสถานดั้งเดิม หรือต้นกำเนิดของราชวงศ์พระร่วง

ประวัติราชวงศ์พระร่วง

เป็นเชื้อสายของพระมหากษัตริย์ชนชั้นปกครองไทยที่มีอำนาจอยู่ในระยะสมัยประวัติศาสตร์ที่เรียกกันว่า "สมัยสุโขทัย" ฐานอำนาจของราชวงศ์พระร่วงก็คือ ศรีสัชนาลัยสุโขทัย ที่เป็นทั้งศูนย์การปกครองรัฐบาลและที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ ความชัดเจนในแง่ความเป็นมาของราชวงศ์นี้ไม่สามารถที่จะชี้ชัดระบุให้แน่นอนลงไปได้ เพราะมีหลักฐานหรือสิ่งที่กล่าวอ้างน้อยมาก พระร่วงในความทรงจำของคนตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางลงมาเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่าตำนานแล้ว เพราะเต็มไปด้วยเรื่องราวอภินิหารและความน่ามหัศจรรย์ ผนวกไปกับเรื่องราวของบ้านเมืองสถานที่ต่างๆ ในแถบกลุ่มอาณาจักรสุโขทัยเดิม (ได้แก่ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย พิษณุโลก กำแพงเพชร ปากยม และพระบาง)

ราชวงศ์พระร่วง เป็นราชวงศ์ที่สถาปนาขึ้นเมื่อคราวพ่อขุนบางกลางหาวทรงราชาภิเษกเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์

คำว่าพระร่วงเป็นคำกลางๆ ที่ใช้เรียกกษัตริย์หรือผู้นำแห่งรัฐสุโขทัย โดยคำว่าร่วง แปลว่า รุ่ง (โรจน์) ในสำเนียงไทยกลางจึงตรงกับคำว่า รุ่ง ซึ่งไปพ้องกับสำเนียงล้านช้างที่อ่านว่า ฮุ่ง ซึ่งอาจจะสืบเนื่องกับตำนานท้าวฮุ่ง-ท้าวเจือง อันเป็นวีรบุรุษในตำนานสองฝั่งโขง อย่างไรก็ตามแต่ คำว่าพระร่วงเป็นคำที่คิดขึ้นใหม่เมื่อครั้งสถาปนาวงศ์ มิใช้ราชวงศ์เดิมที่ติดตัวพ่อขุนบางกลางหาว มาแต่ต้น ความหมายของคำว่าร่วงนี้ ต่อมาเป็นพระนามพระพุทธรูปองค์หนึ่งว่า พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ธรรโมภาส มหาวชิราวุธปูชนียบพิตร เป็นการย้ำความหมายให้ ร่วงโรจน์ มีความหมายไปในทางเดียวกับ รุ่งโรจน์ อีกด้วย

ด้วยเหตุความเข้าใจคลาดเคลื่อนนี้ โดยมากจึงคิดกันว่า พ่อขุนศรีนาวนำถุม พ่อขุนผาเมือง ตลอดจนพระมหาเถรศรีศรัทธา ทรงเป็นราชวงศ์พระร่วงเช่นกัน แต่อันที่จริง ทั้งสามพระองค์นี้เป็นราชวงศ์ศรีนาวนำถุม (หรือราชวงศ์นำถุม หรือราชวงศ์ผาเมือง) โดยเอกสารทางวิชาการส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันว่า ต้นวงศ์ (ผู้สถาปนา) คือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และยังสืบเนื่องต่อมาจนถึงพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ซึ่งเชื่อกันว่าสืบมาจนถึง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ที่ทรงแยกมาตั้งวงศ์ใหม่ (ราชวงศ์จักรี)

รายนามและพระนามผู้ที่อยู่ในราชวงศ์พระร่วง-สุโขทัยบุคคลตามจารึกในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับราชวงศ์พระร่วง

1.พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พระนามเดิม บางกลางหาว
2.นางเสือง
3.พ่อขุนบานเมือง
4.พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
5.พญาเลอไท
6.พญางั่วนำถุม (ผสมวงศ์นำถุมทางราชินิกุล)
7.พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท)
8.พระมหาธรรมราชาที่ 2 (ลือไท)
9.พระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสยลือไท)
10.พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล)
11.พระมหาเทวี (พระพี่นางในพญาลิไท)
12.พระศรีเทพาหูราช พระโอรสในพระมหาเทวี และขุนหลวงพะงั่ว (ครึ่งพระร่วง-ครึ่งสุพรรณภูมิ)
13.พระยาราม (พระเชษฐาพระมหาธรรมราชาที่ 4 ครองศรีสัชนาลัย)
14.พระยายุทธิษฐิระ (พระโอรสในพระยาราม เจ้าเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งเป็นโอรสในพระมหาธรรมราชาที่ 3อีกต่อหนึ่ง)
15.สมเด็จพระนครินทราชาธิราช (ครึ่งพระร่วง-ครึ่งสุพรรณภูมิ)
16.สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (ครึ่งพระร่วง-ครึ่งสุพรรณภูมิ)
17.พระนางสาขะ
18.สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ครึ่งพระร่วง-ครึ่งสุพรรณภูมิ)
19.ตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์ของกษัตริย์อยุธยาต้องมาจากราชวงศ์พระร่วง
20.สมเด็จพระสุริโยทัย
21.ขุนพิเรนทรเทพ (ในนามราชวงศ์สุโขทัย)
22.พระสุพรรณกัลยา (ในนามราชวงศ์สุโขทัย)
23.สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ในนามราชวงศ์สุโขทัย)
24.สมเด็จพระเอกาทศรถ (ในนามราชวงศ์สุโขทัย)
25.สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ (ในนามราชวงศ์สุโขทัย)
26.สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (ในนามราชวงศ์สุโขทัย)
27.สมเด็จพระเชษฐาธิราช (ในนามราชวงศ์สุโขทัย)
28.สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ (ในนามราชวงศ์สุโขทัย)
29.หม่อมเจ้าหญิงในราชวงศ์พระร่วง สมัยพระนารายณ์มหาราช
30.หม่อมเจ้าเจิดอุภัย
31.เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน)
32.พระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)
33.สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก
34.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ในนามราชวงศ์จักรี) และ เชื้อพระวงศ์จักรีทุกพระองค์

ที่มา วิกิพีเดีย

 
     
     
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ