Home
Home  :  Gallery  :  King's Narai Palace
วังสมเด็จพระนารายณ์ จ.ลพบุรี และวัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี  
  King's Narai Palace, Lopburi & Wat Phra Phutthabat, Saraburi
 
 
 
  Mae Hong Son
ยามเช้าที่แม่ฮ่องสอน
 
  Phuket
เกาะราชา ภูเก็ต
 
  Hat Yai
ตลาดคลองแห หาดใหญ่
 
  Chiangmai
ดอยสุเทพ เชียงใหม่
 
         
  Cambodia
กัมพูชา นครวัด-นครธม
 
  Myanmar
พม่า ชเวดากอง อินทร์แขวน
 
  China
จีน ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กุ้ยหลิน
 
  Vietnam
เวียดนาม ฮานอย เว้ ดานัง


 
     
 
 

วังพระนารายณ์ :  King's Narai Palace, Lopburi
(เดินทาง กค.2555)


ภาพชุดวังสมเด็จพระนารายณ์  เป็นภาพท่องเที่ยวจังหวัดลพบุรีต่อจากคราวที่แล้วที่เสนอเรื่องศาลพระกาฬและพระปรางค์สามยอด แต่คราวนี้จะพาไปเที่ยววังพระนารายณ์พร้อมแถมท้ายด้วยวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี  เชื่อว่าหลายคนที่ไปเที่ยวลพบุรีหากมีเวลาก็คงแวะวัดพระพุทธบาทเนื่องจากเป็นทางผ่าน และอยู่ไม่ไกลจากถนนสายหลักหรือถนนสายสระบุรี-ลพบุรี

วัดพระพุทธบาทเป็นวัดที่เก่าแก่ของจังหวัดสระบุรี สมัยเรียนชั้นประถมเคยอ่านเรื่องราวประวัติความเป็นมา ว่าค้นพบโดยบังเอิญจากพรานบุญขณะตามล่าเนื้อที่ถูกยิงด้วยธนูจนได้รับบาดเจ็บและวิ่งหายเข้าไปในป่า แต่ไม่นานเนื้อตัวนั้นออกมาจากพงป่าเหมือนไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย จึงแปลกใจพร้อมกับเดินเข้าไปดูบริเวณที่เนื้อเข้าไปหลบภัย พบว่ามีแอ่งน้ำขังขนาดเล็กอยู่บนหิน จากนั้นจึงลองเอาน้ำมาทาถูตามตัวที่เป็นแผล ปรากฏว่าแผลหายเป็นปกติ จึงเกิดความอัศจรรย์ใจ พร้อมกับนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ชาวบ้านฟัง ชาวบ้านที่รู้ข่าวจึงลองเอาน้ำในแอ่งเล็กๆนั้นมาทาบาดแผล ปรากฏว่าแผลหายเป็นปลิดทิ้ง ต่อมาจึงพบว่าบริเวณแอ่งน้ำนั้นเป็นรอยพระพุทธบาท

นี่คือประวัติความเป็นมาที่ยังพอจะจำได้ในสมัยเรียนชั้นประถม โดยไม่ต้องไปหาข้อมูลจากที่ไหน มาเที่ยววัดพระพุทธบาทคราวนี้จึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวเก่าๆที่พอจะจำได้

เด็กสมัยนี้คงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งดีๆของแต่ละจังหวัดเหมือนสมัยก่อน เช่นการท่องเที่ยวทางทะเลหรือวัดวาอาราม รวมทั้งเรื่องภูมิประเทศและสินแร่ในดิน เช่นแร่ดีบุกที่ภูเก็ต หรือพลอยสีทับทิมที่เมืองจันทน์เป็นต้น

น่าเสียดายที่การเรียนการสอนในปัจจุบันอาจไม่สอนเรื่องราวใกล้ตัว ทำให้เด็กรุ่นใหม่ๆขาดความรู้พื้นฐานหรือความรู้ทั่วไปของประเทศไทย แต่ก็ถือว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ความรู้ที่เด็กต้องศึกษาจึงต้องออกสู่ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ต่างกับเมื่อก่อนที่ไม่ค่อยรู้อะไรเลย

วังสมเด็จพระนารายณ์หรือพระนารายณ์ราชนิเวศน์

เคยมาเที่ยววังสมเด็จพระนารายณ์กับครอบครัวหลายปีแล้ว มาวันนี้ทุกอย่างยังดูเหมือนเดิม  การดูแลความสะอาดและความเรียบร้อยในบริเวณสถานที่แห่งนี้ถือว่าดีมาก  ต่างจากศาลพระกาฬที่ดูสกปรกรุงรัง  น่าแปลกที่สถานท่องเที่ยวในตัวเมืองลพบุรีก็มีแค่ศาลพระกาฬกับวังสมเด็จพระนารายณ์เพียงสองแห่งเท่านั้น แต่ทางจังหวัดกลับปล่อยหน้าศาลพระกาฬบริเเวณริมทางรถไฟและลานจอดรถที่มีพื้นที่อยู่น้อยนิดมีเศษขยะเกลื่อน ผิดกับวังสมเด็จพระนารายณ์ หรือพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระนารายณ์ที่ดูสะอาดตา สามารถเป็นสถานที่เชิดหน้าชูตาของจังหวัดลพบุรีได้

หลายคนอาจแปลกใจว่าสมเด็จพระนารายณ์หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 เป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา(รัชกาลที่ 27) แต่ทำไมจึงมีวังอยู่ที่ลพบุรี

ความจริงวังแห่งนี้ชื่อว่า “พระนารายณ์ราชนิเวศน์ “ เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2209 บนพื้นที่ 41 ไร่ ณ เมืองลพบุรี เพื่อใช้เป็นที่ประทับ ล่าสัตว์ ออกว่าราชการ และต้อนรับแขกเมือง พระองค์ทรงประทับ ณ พระราชวังแห่งนี้ประมาณ 8-9 เดือนในช่วงปลายรัชกาล และเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2232 ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรค์

หากจะเปรียบเทียบกับนิเวศน์อื่นๆ(นิเวศน์แปลว่าที่อยู่ของกษัตริย์) ก็พอจะมีเปรียบเทียบเช่น "พระราชวังบางปะอิน" ที่จังหวัดอยุธยา ซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าปราสาททอง เพื่อทรงใช้เป็นสถานพักผ่อนในยามที่พระองค์เสด็จมาเยียมมารดาที่ชื่อว่า "นางอิน" ซึ่งมีบ้านอยู่แถววัดชุมพลเขตอำเภอบางปะอินในปัจจุบัน(อำเภอบาง ปะ อิน ตั้งขึ้นตามชื่อมารดาของพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จมาทางเรือและเกิดพายุ จึงมาขอพักอาศัยกับชาวบ้านที่มีลูกสาวชื่ออิน จนกระทั่งนางอินตั้งท้อง ซึ่งต่อมาก็คือสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง)

ส่วนนิเวศน์ในปัจจุบันที่คนไทยรู้จักก็คือ "พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ และพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์" ทั้งหมดนี้คือที่อยู่ที่ประทับของในหลวงรัชกาลปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นสถานที่พักผ่อนในยามที่เสด็จเยียมเยียนราษฏรตามภาคต่างๆ

ในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์ ทรงใช้วังแห่งนี้เป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง  ซึ่งเป็นยุคที่ต่างชาติเข้ามาค้าขายและเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับสยามประเทศเมื่อราว 300 กว่าปีก่อน

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั้นเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก มีการติดต่อการค้าและการทูตกับต่างชาติ เช่น จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดาที่เข้ามาในพระราชอาณาจักรเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้รวมถึง “เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ชาวกรีก” ที่รับราชการตำแหน่งสูงถึง “สมุหนายก” ขณะเดียวกันยังโปรดเกล้าฯ ให้แต่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถึง 4 ครั้งด้วยกัน

วังสมเด็จพระนารายณ์ในปัจจุบันอยู่ในการดูแลของสำนักศิลปากรที่ 4 ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในเขตราชนิเวศน์แห่งนี้ 

ถ่ายภาพภายในพิพิธภัณฑ์ได้

ปกติแล้วพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่มักห้ามถ่ายภาพหรือบันทึกภาพใดๆ คงมีน้อยแห่งที่ใจป้ำยอมให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพได้  และวังพระนารายณ์ก็อนุญาตให้ถ่ายภาพได้เช่นกัน 

ครั้งแรกไม่แน่ใจว่าถ่ายได้หรือไม่เพราะเห็นป้าย “ห้ามถ่ายภาพ” ติดไว้ที่หน้าประตู เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นป้ายเก่าที่ยังไม่ได้เอาออก  จึงเดาว่าคงอนุญาตได้ไม่นานนี้เอง และเมื่อเข้ามาในพิพิธภัณฑ์แล้วอาจจะงงว่าทำไมจึงมีเรื่องราวและเครื่องใช้ของรัชกาลที่ 4  เช่นนาฬิกาแดดและโต๊ะทรงคำนวณดวงดาวหรือดาราศาสตร์  

ทั้งนี้เป็นเพราะพระราชวังสมเด็จพระนารายณ์ถูกทิ้งร้างมานาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้บูรณะพระราชวังและสร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2399 พร้อมกับพระราชทานนามว่า "พระนารายณ์ราชนิเวศน์"  พระราชวังแห่งนี้จึงมีทั้งประวัติเรื่องราวของสมเด็จพระนารายณ์ และเรื่องราวของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่4)แห่งราชวงศ์จักรี

ภายในพิพิธภัณฑ์มีสิ่งที่น่าสนใจมากมายหลายยุคหลายสมัย ทั้งยุคขอมและยุคกรุงศรีอยุธยา แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดูแล้วน่าแปลกใจ คือท่อส่งน้ำที่ทำมาจากดินเผา ซึ่งเป็นของโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์แล้ว ส่วนวิธีการต่อท่อน้ำก็ไม่ต่างกับสมัยปัจจุบัน เช่นนำท่อดินเผามาเชื่อมต่อกันเป็นท่อนๆ  มีข้องอ และข้อต่อพร้อม

ระบบส่งน้ำที่ว่านี้เป็นเทคโนโลยีที่ชาวฝรั่งเศสและอิตาลี่เป็นผู้ติดตั้ง เพื่อทดน้ำจาก “อ่างเก็บน้ำซับเหล็ก” มาใช้ในพระราชวัง

ส่วนตึกเก่าที่อยู่ภายนอกมีอยู่หลังหนึ่งที่น่าสนใจคือ ”ตึกพระเจ้าเหา” สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นหอพระประจำพระราชวัง  ภายในตึกมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ด้วย พระพุทธรูปองค์นี้อาจมีชื่อว่า “พระเจ้าเหา” จึงเป็นที่มาของชื่อตึกแห่งนี้

สรุปว่าพระเจ้าเหามีจริง และหากใครพูดล้อเลียนว่า “สร้างตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา” ก็แสดงว่าสร้างมานานราว 300 กว่าปี

ก่อนจบเรื่องราวของวังสมเด็จพระนารายณ์ ก็ขอนำเรื่องราวที่เป็นข้อพิพาทระหว่างชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลพบุรี กับสำนักงานศิลปากรที่ 4 ซึ่งดูแลรับผิดชอบพระราชวังแห่งนี้ในกรณี “การซ่อมกำแพงและประตูวัง“ ซึ่งทางชมรมฯเห็นว่าไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและในเชิงอนุรักษ์โบราณสถาน 

่ข้อพิพาทระหว่างกรมศิลปากรกับประชาชนในพื้นที่  คิดที่ผ่านมาคงเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะกับวัดต่างๆที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมศิลปากร 

กรมศิลปากรคงจะถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ(ทะเบียน) การเข้าไปบูรณะซ่อมแซมจึงไม่จำเป็นต้องแจ้งหรือต้องบอกให้ชาวบ้านรู้  กรณีพิพาทเช่นนี้จึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เชื่อว่าโดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยมักสงบปากสงบคำ คิดว่าทางวัดยกให้กรมศิลปากรไปแล้ว  และเชื่อใจในความรู้ความสามารถของกรมศิลปากรที่จะบูรณะให้ดีขึ้นอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

แต่บางครั้งชาวบ้านก็เข้าใจว่ากรมศิลปากรเป็นผู้ทำลายโบราณสถานนั้นเสียเอง เช่นวัดเก่าแก่ที่ชาวบ้านศรัทธากราบไหว้กันมาหลายชั่วอายุคน ตัวอย่างเช่นการลอกทององค์พระที่มีอายุหลายร้อยปีออกไปจนหมด จากนั้นกรมศิลปาการได้ปิดทองใหม่ เพื่อให้ดูมันวาวสุกปลั่งกว่าของเก่าที่เป็นเนื้อทองสีคล้ำหรือสีโบราณ

กรมศิลปากรคิดว่าทองที่ชาวบ้านปิดตัวองค์พระเป็นคนละส่วนกัน จึงคิดลอกทองออก  แต่ความจริงแล้วทองที่ห่อหุ้มองค์พระเป็นความศรัทธาของชาวบ้านและเป็นเนื้อเดียวกับองค์พระ ไม่สามารถแยกจากกันได้   ที่ถูกแล้วกรมศิลปากรไม่ควรไปแตะต้ององค์พระ  แต่ควรบูรณะตัวโบสถ์หรือวิหารมากกว่า

หากใครลองสังเกตก็จะเห็นว่าพระพุทธรูปที่ประจำวัดสำคัญๆหรือวัดคู่บ้านคู่เมือง ถูกกรมศิลปากรเล่นแร่แปรธาตุมาแล้วหลายแห่ง  หลายคนอาจจะชอบเพราะเห็นว่าทองใหม่ดูสวยกว่าเก่า แต่หลายคนรับไม่ได้  และคิดว่าวิธีการของกรมศิลปากรเป็นการทำลาย(ศรัทธา)มากกว่าจะเป็นการบูรณะตามมาตรฐานสากล 

สำหรับข้อพิพาทระหว่างชมรมอนุรักษ์ลพบุรีกับกรมศิลปากรเมื่อปี 2553 มีดังนี้

ข้อพิพาทด้านการบูรณะกำแพงและประตู


ในปี พ.ศ. 2553 ได้มีการบูรณะกำแพงและประตูพระนารายณ์ราชนิเวศน์โดยเริ่มจากกำแพงวังฝั่งตะวันตกฝั่งท่าขุนนาง โดยกรมศิลปากร ลักษณะของการบูรณะโดยการสกัดปูนเก่าที่ฉาบมาแต่เดิมเมื่อ 344 ปีก่อน แล้วทำการโบกปูนใหม่แล้วทาสีขาวทับ

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ทางด้านของนายภูธร ภูมะธน ประธานชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลพบุรี เปิดเผยกรณีสำนักศิลปากรที่ 4 ทำการบูรณะกำแพงพระนารายณ์ราชนิเวศน์อายุ 344 ปี ว่า การบูรณะดังกล่าว ไม่คำนึงถึงหลักวิชาการในการอนุรักษ์โบราณสถาน คือมีการสกัดปูนเก่าลวดลายดั้งเดิมออกทั้งหมด ทุบและโบกปูนสีขาวเกลี้ยงทับเสมือนสร้างขึ้นมาใหม่

ซึ่งทางชมรมเห็นว่า กำแพงพระนารายณ์ราชนิเวศน์ มีคุณค่าด้วยความเป็นโบราณสถานร้าง ดังนั้นการบูรณะควรเป็นแบบรักษาคุณค่าความเก่าแก่มากกว่าการสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยการโบกปูนทับ จึงยื่นหนังสือคัดค้านไปหลายครั้ง แต่ไม่สามารถหยุดยั้งได้เพราะกรมศิลปากรยืนยันว่าบูรณะอย่างถูกต้องแล้ว ตนจึงเห็นว่าเป็นการบูรณะโดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากภาคประชาชน นายภูธรยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาทางชมรมได้ต่อสู้มาจนถึงที่สุดแล้วทั้งส่งหนังสือไปยัง รมว.วัฒนธรรม, อธิบดีกรมศิลปากร, ผู้อำนวยการสำนักกรมศิลปากรที่ 4 และคณะกรรมการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่มีผลต่อการหยุดยั้ง

จากนี้ไปจะไม่ดำเนินการใด ๆ อีก เพราะถือว่าสายเกินไปที่จะหยุดการบูรณะซึ่งแล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 80 ทั้งนี้นายภูธรยังเรียกการกระทำดังกล่าวว่า ความอัปยศใหม่ ไม่ใช่การบูรณะใหม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องการบูรณะที่ทำกันอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการใช้งบประมาณ พร้อมติติงเรื่องมุมมองการบูรณะโบราณสถานของกรมศิลปากร และตั้งคำถามถึงปัญหาด้านจรรยาบรรณทางวิชาชีพ รวมทั้งยกกรณีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนประชาชนว่าอย่าวางใจการบูรณะโบราณสถานต่าง ๆ และต้องช่วยกันรักและหวงแหนมรดกของประเทศ

พร้อมกันนี้ ได้ออกแถลงการณ์เสนอให้มีการทำประชาพิจารณ์ก่อนการตัดสินใจต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ทางด้านนายเขมชาติ เทพไชย รองอธิบดีกรมศิลปากร ยืนยันว่า การบูรณะนั้นเป็นไปตามหลักการและถูกต้อง เนื่องจากภายในกำแพงพระนารายณ์ราชนิเวศน์มีพิพิธภัณฑ์ จึงจัดว่าเป็นโบราณสถานที่ยังมีชีวิต หรือมีประโยชน์ใช้สอยอยู่ การบูรณะจึงต้องทำให้เกิดความมั่นคง แข็งแรงตามหลักฐานที่ปรากฏ ก่อนเริ่มบูรณะได้มีการศึกษารูปแบบ เทคนิค วิธีการสร้าง พร้อมทั้งศึกษาประวัติความเป็นมา

จึงทราบว่าโบราณสถานแห่งนี้ได้ถูกซ่อมแซมและบูรณะมาแล้วหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา และมีการใช้ปูนซีเมนต์ในการบูรณะกว่าร้อยละ 70 ซึ่งตามหลักการแล้วปูนซีเมนต์ไม่ควรนำมาบูรณะโบราณสถาน เพราะก่อให้เกิดความเค็มและผุกร่อนได้ง่าย จึงต้องมีการสกัดปูนฉาบเก่านั้นออกให้หมด และฉาบด้วยปูนหมักที่มีส่วนผสมของซีเมนต์ กระดาษสา และทราย เป็นต้น เพื่อแก้ปัญหาการผุกร่อน

ส่วนนางสาวนารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 4 กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ชาวลพบุรีได้ส่งเรื่องร้องเรียนมายังผู้ว่าราชการจังหวัดว่ากำแพงพระนารายณ์ราชนิเวศน์มีสภาพทรุดโทรมดังนั้น สำนักศิลปากรจึงได้เริ่มทำการบูรณะ ซึ่งการบูรณะไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องอนุรักษ์โบราณสถานเท่านั้น แต่เพื่อรองรับประโยชน์การใช้สอยในปัจจุบันด้วย เพราะสถานที่ดังกล่าว เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์และสถานที่จัดงานประจำจังหวัด

(ที่มา : วิกิพีเดีย)


งานประจำปียิ่งใหญ่ของจังหวัดลพบุรี

ช่วงเดือนกุมพาพันธ์ของทุกปี จังหวัดลพบุรีมีการจัดงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่คือ "งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์" เพื่อเป็นการรำลึกถึงสมเด็จพระนารายณ์ฯ  ซึ่งในงานชาวจังหวัดลพบุรีรวมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จะแต่งชุดไทยโดยพร้อมเพรียงกัน ในพิธีมีการจำลองบรรยากาศย้อนอดีตไปในสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน หรือสมัยที่เมืองลพบุรีมีความเจริญรุ่งเรือง 

ในคืนแห่งราตรีนั้น บริเวณพระราชวังพระนารายณ์จะจุดประทีปและตกแต่งโคมไฟแบบสมัยก่อน โดยใช้เทียนไขและตะเกียงน้ำมัน เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศแบบย้อนยุค หากใครไปร่วมงานก็ควรแต่งกายแบบไทยๆ จะได้ไม่รู้สึกเคอะเขิน และถือว่าเป็นการรักษาวัฒนธรรมไทยไปในตัว


หลายคนอาจบอกว่าจะหาชุดไทยได้ที่ไหนกัน ความจริงทางจังหวัดน่าจะมีชุดให้เช่าที่บริเวณทางเข้างานก็จะดีไม่น้อย


โฟโต้ออนทัวร์
29 มกราคม 2556



ภาพมีลิขสิทธิ์ : copyright © www.photoontour.com, All rights reserved

 
 
 
     
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์
(พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ
Contact Us : photo482@gmail.com

 

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls     World Photos     Site Update    Contac Us