Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร์ Home   :   Gallery   :   Ayutthaya Part1     Home
ภาพชุดท่องเที่ยวเมืองเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราชธานีของไทยที่เคยรุ่งเรืองมาเป็นเวลาถึง 417 ปี ระหว่าง พ.ศ.1893 - พ.ศ.2310
สัมผัสวิถีชีวิตของชาวกรุงเก่าในปัจจุบัน บ้านเรือน วัดวาอาราม และโบราณสถานสำคัญๆ ที่ยังหลงเหลือ หลังเสียกรุงแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ.2310 หรือเมื่อ 243 ปีก่อน
1 บ้านเก่า - วัด
2 วัดริมน้ำ
3 วัดไชยวัฒนาราม
4 พิธีหล่อพระ
5 วัดพุทไธศวรรย์
Ayutthaya Part 1 บ้านพัสดีเก่าอายุร่วม 100 ปี และวัดริมน้ำ
 
 
         
 
  Ayutthaya
Ayutthaya  city is the capital of Ayutthaya province in Thailand. The city was founded in 1350 by King U-Thong, who went there to escape a smallpox outbreak in Lop Buri and proclaimed it the capital of his kingdom, often referred to as the Ayutthaya kingdom or Siam. It is estimated that Ayutthaya by the year 1600 CE had a population of about 300,000, with the population perhaps reaching 1,000,000 around 1700 CE, making it one of the world's largest cities at that time

In 1767 the city was destroyed by the Burmese army, resulting in the collapse of the kingdom. The ruins of the old city now form the Ayutthaya historical park, which is recognized internationally as a UNESCO World Heritage Site. The city was refounded a few kilometers to the east. The city is sometimes called "Venice of the East"
 
 
   
Ayutthaya Part 1
   
 
   
เที่ยววัดทั่วไทย คลิก

คลิกดูภาพตามหมวดหมู่
(Site Directory)

 ภาพถ่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ภาพท่องเที่ยวในต่างจังหวัด
ภาพวัด ภาพเจดีย์ ภาพโบสถ์วิหาร
ภาพทะเล ภาพชายหาด ภาพหาดทราย
ภาพวิถีไทย บ้านไทยริมน้ำ
ภาพภาพพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก
ภาพเขื่อน ภาพทะเลสาบเหนือเขื่อน



ภาพงานพระราชพิธี ภาพสถาบันพระมหากษัตริย์
ภาพตลาดสด ตลาดพื้นบ้าน ตลาดนัด ภาพถนนคนเดิน
ภาพชาวนา ภาพทุ่งนา ภาพการทำนา
ภาพเด็กน่ารัก ภาพเด็กนักเรียน
ภาพดอกไม้ ดอกกล้วยไม้ ดอกทานตะวัน
ภาพภูเขา ธรรมชาติ ป่าไม้ ทิวทัศน์ ชนบท อุทยานแห่งชาติ
ภาพในเว็บมีลิขสิทธิ์ อ่าน : copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
Home   :   Gallery   :   Ayutthaya Part 1      Home        
 
เที่ยวเมืองเก่า พระนครศรีอยุธยา
แผนที่รอบเกาะเมือง แผนที่อยุธยา
(เดินทาง 26 กรกฏาคม 2553)



อยุธยาอยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ 80 กม. เท่านั้นเอง  และหากจะเดินทางโดยรถส่วนตัวก็สามารถเลี่ยงไปใช้ทางด่วนมอเตอร์เวย์สายบางพลี-บางปะอิน เสียค่าบริการเพียง 30 บาท ก็จะช่วยร่นระยะเวลาเดินทางไห้เร็วขึ้น (มอเตอร์เวย์สายนี้เดิมใช้ชื่อ บางนา-บางปะอิน แต่ปัจจุบันได้ขยายไปถึงบางพลีแล้ว)

ปัจจุบันคนกรุงเทพฯที่ต้องการความรวดเร็วในการเดินทางไปภาคเหนือหรือภาคอีสาน มักเลี่ยงถนนวิภาวดีซึ่งเป็นถนนสายหลัก  และมีรถหนาแน่นมาก  ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลแล้วก็เลิกพูดกันเลย  ทางเลือกสำหรับผู้เดินทางจึงมักใช้บริการทางด่วนที่มีให้เลือกหลายเส้นทางเช่น ทางด่วนมอเตอร์เวย์  บางพลี-บางปะอิน   ทางด่วนปากเกร็ด-บางปะอิน  หรือ ถนนวงแหวนรอบนอกตะวันตก   ใครสะดวกเส้นทางไหนก็เลือกใช้บริการได้  แต่สุดท้ายแล้วทางด่วนทุกสายจะไปบรรจบกันตรงจุดตัดระหว่างสายเหนือกับสายอีสาน  (คลิกดูแผนที่)

พอรถเลี้ยวเข้าอยุธยามาได้ราว 2 กม. ก็ข้ามสะพานเข้าสู่เกาะเมือง หรือพื้นที่เมืองมรดกโลก มาวันนี้ทุกอย่างยังคงสภาพเดิมๆไม่ต่างกับเมื่อหลายปีก่อน ยังเห็นเจดีย์เก่าแทรกตัวอยู่ในย่านที่อยู่อาศัย บางแห่งเป็นพื้นที่มีบริเวณ ดูแล้วน่าจะเป็นวัดเก่าในอดีต
 
วันนี้เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา หรือวันอาสาฬหบูชา ช่วงเย็นๆตามวัดต่างๆก็จะมีพิธีเวียนเทียน ส่วนวันพรุ่งนี้จะเป็นวันเข้าพรรษา เป็นวันหยุดของทางราชการ ทำให้ข้าราชการมีวันหยุดยาวถึง 4 วัน

วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ พุทธศาสนิกชนจะเข้าวัดกันมากเป็นพิเศษ  ทำให้วัดเก่าและวัดใหม่ในอยุธยามีบรรยากาศของงานบุญ เข้ามาในวัดก็จะได้ยินเสียงสวดมนต์ หรือเสียงเปิดเทปธรรมะให้ผู้เข้าวัดได้ฟังกัน

อยุธยา ล่าสุดเคยมาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ช่วงเวลานั้นอากาศร้อนเอามากๆ นั่งรถผ่านอุทยานประวัติศาสตร์ ก็เห็นต้นไม้ต้นหญ้าเหี่ยวเฉา ดูไม่ค่อยจะน่าเที่ยวสักเท่าใด แต่วันนี้เป็นช่วงต้นฤดูฝน  ทุกอย่างดูตรงกันข้าม  ต้นไม้สดใสเขียวขจี  สนามหญ้าตามอุทยานประวัติศาสตร์ดูเขียวสด  แถมอากาศไม่ร้อนมาก
 
วันอาสาฬบูชาในปี 53 นี้  เลือกมาเที่ยวอยุธยาโดยไม่มีโปรแกรมว่าจะไปที่ไหนบ้าง เพราะในพื้นที่เกาะเมืองหรือเมืองเก่า  มีสถานท่องเที่ยวมากมายหลายแห่ง  มีทั้งวัดและโบราณสถานที่มีคุณค่าแก่การเที่ยวชม

กรุงเก่ามีทางเลือกให้เที่ยวกันหลายรูปแบบ ขับรถส่วนตัวชมเมืองก็สะดวก วิธีนี้ควรพกแผนที่แผ่นใหญ่ๆไปด้วย หรือจะใช้บริการ สามล้อเครื่องตุ๊กๆ ก็มีบริการพาเที่ยวรอบเมือง ขณะเดียวกันคนขับจะทำหน้าที่เป็นไกด์ไปในตัว เบื่อรถจะลงเรือเที่ยวก็ทำได้ ค่าล่องเรือชมรอบเกาะแค่คนละ 100 บาท เรือใหญ่ นั่งสบาย

ชมวิวเมืองเก่าสองฝั่งแม่น้ำก็จะผ่านวัดสำคัญๆหลายแห่ง รวมทั้งบ้านเรือนไทยริมน้ำ  ทั้งหลังเก่า หลังใหม่ บางหลังทำท่าจะพังมิพังแหล่  เรียกว่าได้บรรยากาศของการเที่ยวเมืองเก่าที่สมชื่อจริงๆ

หากมาเป็นหมู่คณะและอยากประหยัด ก็อาจเช่าเรือหางยาวแบบเหมาจ่าย 500 บาท  แต่สามารถนั่งได้เป็นสิบ  เรือหางยาวมีให้บริการเกือบทุกท่าน้ำ ใช้เวลาพาชมรอบเกาะราว 1 ชั่วโมง อยากแวะวัดไหนก็แวะได้

เกาะเมือง  หรือตัวเมืองเก่าอยุธยามีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1800 ไร่   เป็นเกาะที่มีน้ำล้อมรอบ  คล้ายเป็นเมืองเล็กๆแบบกระทัดรัด  แต่ก็มีถนนตัดผ่านหลายสาย เห็นบรรยากาศเมืองเก่าอยุธยาแล้วสบายตา เป็นการเปลี่ยนมุมมองจากที่เคยเห็นตึกใหญ่ๆโตๆในกรุงเทพ และการจราจรที่คับคั่ง มาพักสายตากับภาพที่สบายตาสบายใจ พร้อมกับได้รับความรู้สึกดีๆกลับไป

ภายในเกาะเมือง มีบ้านไม้ เรือนไทยแบบเก่าๆมากมาย  อาคารพาณิชย์ในเมืองไม่สูงมากนัก  เป็นอาคารไม้แบบตลาดสามชุกเมืองสุพรรณก็มีให้เห็น แต่ดูทรุดโทรมจนหลังคาสังกะสีเปลี่ยนเป็นสีสนิม จะว่าไปแล้วก็เข้ากับบรรยากาศของเมืองมรดกโลก ที่น่าแปลกก็คือว่าคนที่นี่เค้าอยู่กันได้โดยไม่เดือดร้อน (นักท่องเที่ยวเสียอีกที่เดือดร้อนแทน)

เมืองเก่าอยุธยามีเสน่ห์ตรงที่มีโบราณสถานอายุหลายร้อยปี จนกลายเป็นซากปรักหักพังที่แทรกตัวอยู่ตามที่ต่างๆมากมายหลายแห่ง ทำให้พอจะคาดเดาได้ว่ากรุงศรีอยุธยาในสมัยก่อนนั้นเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และมีความเจริญรุ่งเรือง

ขับรถไปรอบเกาะเมืองไปเรื่อยๆก็ยิ่งซากวัดซากกำแพงเก่าที่ชวนมอง ชาวบ้านชาวเมืองแถวนี้ก็อยู่กันแบบเดิมๆ ดูไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เห็นแล้วก็อยากลงไปเดินเที่ยว หรือขี่จักรยานเที่ยวรอบเกาะ จะได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด สน่ห์ของเมืองเก่าอยุธยา คงไม่ได้มีแค่โบราณสถานแต่เพียงอย่างเดียว บ้านเรือน วิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในมือง และบรรยากาศในแม่น้ำลำคลอง ก็เป็นสิ่งที่น่าดูน่าชมด้วยกันทั้งนั้น

อยุธยานี้มีดีมากมาย เพียงแต่ว่าเราจะมองอย่างเข้าใจในมิติอื่นๆหรือไม่เท่านั้นเอง หากมองแบบเผินๆ ก็เหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้ามองอย่างเข้าใจ ก็จะเห็นสิ่งดีมีคุณค่า และควรนำมาเผยแพร่ให้คนอื่นได้เห็น นึกในใจว่าคงต้องกลับมาเก็บภาพอีกในครั้งต่อๆไปอย่างแน่นอนเพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่ยังค้างคาใจ

เมืองเก่าอยุธยาเปรียบเสมือนเพชรเม็ดงามที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และด้านการท่องเที่ยว

คนไทยหลายคนอาจมองไม่เห็นคุณค่ามากนัก เพราะวัฒนธรรมของคนไทยไม่ได้สอนให้คนในชาติได้เข้าใจถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เราเข้าใจกันอย่างผิวเผิน มาเที่ยวอยุธยาก็รู้แค่ว่าพม่าเผาเมือง และสอนให้เราเกลียดพม่า ทั้งๆที่เรื่องนี้มันเป็นแค่ฉากหนึ่งของประวัติศาสตร์เท่านั้น อาณาจักรกรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองมาเป็นเวลานานถึง 400 กว่าปี เราถูกสอนให้รู้ว่าเสียกรุง 2 ครั้ง ส่วนเรื่องราวที่เหลือกลับก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ขับรถชมเมืองไปเรื่อยๆก็ยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่ของ อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา จนอดที่จะถึงบรรยากาศในยุคสมัยนั้นไม่ได้ว่าจะสงบสุขกันเพียงใดกับคำว่า  ในน้ำมีปลา  ในนามีข้าว  ในเมืองก็มีวัดวาอาราม และมีพระราชวัง สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้คนไทยในสมัยนั้นมีแต่ความสงบสุข

และหากไม่มีศึกสงครามกับพม่าจนถูกเผาเมือง  อยุธยาก็คงจะเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร  และก็ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็นมหาอำนาจของเอเชียที่ไม่ต่างกับประเทศจีนและญี่ปุ่นในเวลานี้

มาเที่ยวอยุธยาคราวนี้  ไม่ได้กำหนดล่วงหน้าว่าจะไปที่ไหนบ้าง  คิดแต่ว่าอยากมาเห็นภาพของคนกรุงเก่าว่าน่าจะยังใช้ชีวิตแบบดั่งเดิมอยู่บ้าง  เพราะจากที่เคยมาถ่ายภาพน้ำท่วมเมื่อหลายปีก่อนก็ยังพอจะให้เห็นความเป็นอดีต เพียงแต่ว่าต้องค่อยๆเสาะหาเท่านั้นเอง

ส่วนภาพที่สะท้อนถึงอดีตที่ว่านี้จะหาได้ที่ไหน  คิดไปคิดมาก็หนีไม่พ้นที่จะต้องไปหาแถวๆวัดที่อยู่ตามริมน้ำ  ยิ่งเข้าไปตามลำคลองสายเล็กๆก็น่าจะพอให้เห็นบรรยากาศตามที่ต้องการบ้าง และคิดว่าวันพระ หรือวันอาสาฬหบูชาเช่นวันนี้ ก็น่าจะเหมาะสมกว่าวันอื่นๆ เพราะคนไทยในต่างจังหวัดมักจะเข้าวัดเข้าวา และยังมีพุทธศาสนาอยู่ในจิตใจมากกว่าคนในกรุงเทพ ที่ถูกสังคมเมืองบีบรัดจนกลายเป็นคนห่างศาสนา หรือเข้าวัดก็หวังผลหวังได้ส่วนบุญกันอย่างลมๆแล้งๆ ซึ่งไม่ได้แก่นสารอะไรมากนัก

วันนั้นมาถึงอยุธยาก็สายมากแล้ว  ตั้งใจมาถึงลานจอดรถที่หน้าวังจันทร์เกษม  หรือบริเวณลานท่าน้ำตอน 7 โมงเช้า  แต่ก็มาถึงเอาราว  9 โมง  สาเหตเป็นเพราะตื่นสายกันทั้งบ้านนั่นเอง มาถึงก็ต้องหาข้าวหาปลากินกันในมื้อเช้าก่อน

หลังจอดรถก็เดินเรื่อยไปจนถึงบริเวณหน้าเรือนจำเก่า ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวแต่ยังมีป้ายชื่อชัดเจน  เห็นร้านข้าวมันไก่ขายอยู่ปากซอยฝั่งตรงกันข้ามเรือนจำ มีโต๊ะนั่งราว 4-5 โต๊ะ  คนขายเป็นแม่ค้าสาว(สวย)นุ่งสั้น หน้าหวานๆ ดูท่าทางเป็นมิตร เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่มีร้านอื่นนอกจากร้านนี้ร้านเดียว  ขณะเดียวกันก็ไม่อยากเดินไกล  จึงสั่งข้าวมันไก่กันคนละจาน

แต่ยังไม่ทันได้หย่อนก้น  ก็เหลือบไปเห็นบ้านหลังเก่าในซอย  ดูแล้วน่าสนใจ จึงออกไปเดินดู ปรากฏว่าซอยนี้มีบ้านเก่าหลายหลังอยู่ติดๆกัน  ที่โดดเด่นก็เป็นบ้านไม้หลังใหญ่ริมน้ำ บ้านไม้ที่ไม่ได้ทาสี แต่ดูเก่ามาก  ส่วนอีกหลังหนึ่งเป็นบ้านแบบผู้ดีมีสกุล  ใช้ไม้ระแนงตีเป็นรั้วโปร่งๆ  ด้านในปลูกต้นไม้ชิดแนวรั้วแบบห่างๆ  พอให้มองลอดเข้าไปข้างในได้  บ้านหลังนี้เรียกว่า ทรงปั้นหยา ทาสีครีมออกขาว แต่สีได้หลุดร่อนลงไปมาก  ส่วนสภาพตัวบ้านยังแข็งแรง  มีลานซีเมนต์และสนามหญ้ากว้างขวางดูสะอาดตา  เห็นแล้วต้องบอกว่าเจ้าของบ้านน่าจะเป็นผู้ดีมีฐานะ มีรสนิยม

” บ้านไม้หลังเก่าที่อยู่ริมน้ำ เป็นบ้านคุณพระ  ส่วนบ้านหลังนี้เป็นบ้านพัสดีเก่า  สร้างนานแล้วครับตั้งแต่รัชกาลที่ 6 “



ผู้ชายชาวจีนวัยราว 70  ที่อาศัยอยู่ตึกแถวตรงข้ามบ้านไม้สีขาว  อธิบายให้ฟังขณะกำลังจะขี่มอเตอร์ไซด์ออกไปข้างนอก  จากนั้นผมก็ขอบคุณลุงสูงวัยที่ช่วยอนุเคราะห์  บอกกล่าวให้คุณบอยที่กำลังรดน้ำสนามหญ้าภายในบ้านไม้สีขาว ช่วยเปิดประตูให้ผมเข้าไปถ่ายภาพในบ้าน

” บ้านหลังนี้สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง  เป็นบ้านพักของพัสดีเรือนจำอยุธยาหลังเก่า ที่เห็นอยู่หน้าปากซอย แต่ปัจจุบันเรือนจำได้ย้ายไปที่อื่นแล้ว   และบ้านหลังนี้สร้างพร้อมๆกับเรือนจำอยุธยา  “ คุณบอย ผู้ดูแลบ้านอธิบายให้ฟังถึงที่มาที่ไป แต่ถ่ายภาพไปได้ไม่กี่ภาพก็ขอตัวไปทานข้าว  แล้วกลับมาถ่ายภาพกันต่อ

คุณบอย ผู้ดูแลบ้านเล่าว่า  เดิมเจ้าของบ้านเป็นพัสดีเรือนจำ  หรือผู้ดูแลเรือนจำอยุธยา ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 6  ส่วนบ้านหลังนี้ก็คงสร้างพร้อมๆกับเรือนจำ  ถึงวันนี้ก็น่าจะมีอายุเกือบๆ 100 ปี แล้ว     

จากนั้นก็พาผมเดินทัวร์ภายในบ้านที่ดูจะโล่งๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์มากนัก  คุณบอยบอกว่าตนเองเป็นคนดูแลบ้าน  คอยทำความสะอาดบ้าน  ตัดหญ้า  ตัดต้นไม้ให้ดูเรียบร้อยแทนเจ้าของ พร้อมบอกว่าบ้านหลังนี้ใหญ่มาก  การดูแลก็ยากและเหนื่อยด้วย  เมื่อวานใช้เวลาถึงครึ่งวันในการตัดหญ้าตัดต้นไม้รอบบ้าน

ผมถามคุณบอยว่าทำไมพัสดีคนต่อๆมาจึงไม่ได้มาพักที่นี่

ได้คำตอบว่า  เรือนจำได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว  หากพักที่นี่ก็ไม่สะดวกในการเดินทาง บ้านหลังนี้จึงว่างมาตั้งแต่ย้ายเรือนจำ

คุยไปคุยมาได้ความว่า  ที่ดินนี้เป็นของกรมธนารักษ์  ซึ่งก็เป็นเจ้าของที่ดินในอยุธยาเกือบทั้งจังหวัด  ส่วนตัวบ้านยังฟังได้ไม่ถนัดว่าใครเป็นเจ้าของ  ดูเหมือนเป็นญาติๆกับคุณบอย  แต่ได้เอกสารสิทธิ์ในการครอบครองแบบทำสัญญาระยะยาว

ใครที่สนใจอยากใช้บ้านหลังนี้เป็นฉากละคร หรือฉากภาพยนต์แนวย้อนยุคก็ต้องบอกว่าโลเคชั่นที่นี่ดีมาก  แถมอยู่ใกล้กับแม่น้ำ สามารถเนรมิตให้แถวนี้มีบรรยากาศแบบวิถีไทยในอดีตได้ไม่ยากเลย

ส่วนรายละเอียดของบ้านหลังนี้ดูได้จากภาพในชุดนี้ได้เลยครับ  จะเห็นว่าบ้านยังคงสภาพได้ดีถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์  โครงสร้างแข็งแรง ไม่มีผุกร่อน  มีแต่พื้นกระเบื้องซีเมนต์ชั้นล่างเท่านั้นที่เคยเจอน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2538 จนเกิดรอยด่างดำ

เดินรอบบ้านตั้งแต่หน้าบ้านยันหลังบ้านก็ต้องบอกว่าเป็นบ้านหลังใหญ่มาก  มีห้องมากมายทั้งห้องเล็กห้องใหญ่ บางห้องก็ทำประตูทะลุหากันได้ ผนังบางห้องก็ทำเป็นบานพับ สามารถปรับให้เป็นห้องที่ขนาดใหญ่ได้

บ้านทรงปั้นหยาหลังนี้ออกแบบหน้าต่างให้เป็นแบบบานเกร็ดที่มีสไตล์ เช่นเดียวกับบ้านผู้ดีในสมัยก่อน ทั้งประตูหน้าต่างก็นับกันไม่หวาดไหว เรียกว่ามีหน้าต่างรอบบ้าน แถมผนังบ้านที่ชนเพดานข้างบนก็ทำเป็นระแนง ให้ลมผ่านได้รอบทิศ เมื่อลมพัดผ่านด้านใดด้านหนึ่งก็จะกระจายไปทั่วทั้งบ้าน ทำให้มีอากาศถ่ายเท ไม่ทำให้บ้านร้อน

ถ่ายภาพที่บ้านหลังนี้ได้ราว 45 นาทีก็ออกจากบ้าน  คิดว่าบ้านเก่าลักษณะนี้น่าจะมีอีกหลายหลังในเกาะเมือง แต่หลังนี้พิเศษตรงที่ มีแต่ตัวบ้านโล่งๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรือมีข้าวของมาวางให้เกะกะ ทำให้เห็นสภาพที่แท้จริงของบ้านเก่าหลังนี้ได้อย่างชัดเจน ทุกซอกทุกมุม

และแทบไม่น่าเชื่อว่า บ้านหลังนี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งคุณบอยก็ไม่ทราบปี พ.ศ.แต่ถ้าจะหาหลักฐานกันจริงๆก็สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่เรือนจำอยุธยาก็ได้ว่า เรือนจำหลังเก่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร และประวัติของเรือนจำอยุธยาก็คือประวัติความเป็นมาของบ้านเก่าหลังนี้

ลองค้นประวัติศาสตร์เล่นๆ ก็พบว่า รัชกาลที่ 6 ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2453-2468 หากนับปีที่สวรรคต จนถึง พ.ศ.2553 ก็เป็นเวลาถึง 85 ปี แสดงว่าบ้านหลังนี้น่าจะมีอายุราว 90-95 ปี

เขียนมาถึงตรงนี้ก็ยังมีข้อสงสัยว่าพัสดีเรือนจำหรือตำแหน่งผู้ควบคุมเรือนจำในต่างจังหวัด ก็ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตนัก เมื่อเทียบกับข้าราชการในกรมกองอื่นๆ แปลกที่ว่าทำไมมีบ้านพักใหญ่โตรโหฐาน ของตกแต่งในบ้านเช่นพื้นกระเบื้องและโคมไฟก็เป็นของนอกอย่างดี
ที่สำคัญบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักของข้าราชการ รัฐบาลในสมัยรัชกาลที่ 6 ลงทุนสร้างบ้านพักให้ข้าราชการได้อยู่อาศัยกันใหญ่โตถึงขนาดนี้หรือ

เมืองเก่าอยุธยาคิดว่ามีความน่าสนใจที่หลากหลาย สามารถนำมาต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในเชิงธุรกิจก็ทำได้ไม่ยากนัก อย่างน้อยคำว่า เมืองเก่าเมืองแก่ หรือเมืองมรดกโลก น่าจะทำให้มีเครดิตในเรื่องของความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง เพียงแต่ต้องค่อยๆคิดค่อยๆหา ว่าอะไรที่สามารถนำมาเป็นจุดขาย กรุงเทพกับอยุธยาก็ห่างกันไม่มากนัก ทำสิ่งดีๆและน่าสนใจ คนกรุงเทพก็แห่กันมาเที่ยวมาอุดหนุนชนิดที่ตั้งรับกันแทบไม่ทัน

ออกจากบ้านหลังเก่าก็มาท่าน้ำบริเวณลานหน้าพระราชวังจันทร์เกษม  เพื่อจะนั่งเรือข้ามฝากไปยัง วัดมณฑป ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม บรรยากาศบริเวณนี้ดูย้อนยุคดี  เป็นภาพชนบทริมน้ำตามที่อยากเห็น

ขณะกำลังนั่งอยู่ในเรือข้ามฝากก็มีโอกาสถ่ายภาพเรือแจวรับจ้างที่อยู่คนละท่าน้ำ เห็นสาวอยุธยาหน้าตาดีนั่งอยู่ในเรือ ปรากฏว่าเธอนั่งเรือไปก็ผัดหน้าทาปากไปด้วย

คนกรุงเทพคงเคยเห็นสาวๆแต่งหน้าทาปากในรถเก๋งขณะรถติดไฟแดงในชั่วโมงเร่งด่วนจนดูเป็นเรื่องชินตา แต่สาวอยุธยาแต่งหน้าทาปากกันบนเรือแจวขณะข้ามฝาก คงเป็นภาพที่แปลกตาไม่น้อย วันนั้นก็เอี้ยวตัวถ่ายภาพจนแทบจะตกน้ำ เพราะเรือทั้งสองลำต่างกำลังข้ามไปคนละฝั่ง ภาพอาจไม่ชัดนักเพราะซูมในระยะที่ไกลมาก แต่น่าจะได้สาระพอสมควร

เรือถึงฝั่งก็ต้องขึ้นบันใดริมตลิ่งหน้าวัดมณฑป ยังจำภาพเก่าๆได้ว่า เมื่อปี 2545 และปี 2549 ปีที่น้ำท่วมใหญ่ ระดับน้ำขึ้นมาสูงมาก จนชาวบ้านสามารถพายเรือผ่านประตูเข้าไปในวัดได้ (ดูภาพเปรียบเทียบ)

เมื่อเข้ามาในวัดก็ได้รับการต้อนรับจากเจ้าของพื้นที่ ก็คือ หมาวัด เห่าต้อนรับกันเกรียว วัดนี้สุนัขเยอะจัง ที่มองเห็นนี้ก็นับเป็นสิบตัว แต่จะว่าไปแล้วเป็นหมาที่ฉลาด  พอรู้ว่าไม่ไช่เป็นคนเมืองเก่าอยุธยาก็เห่ากันใหญ่  บางตัวดท่าูเป็นนักเลง  ทำท่าจะปรี่มาเล่นงาน  ดีที่เราก็นักเลงเก่า หมาที่นี่คงฉลาดที่ได้กลิ่นนักเลงตัวจริง จึงลดอาการโกรธไปได้เยอะ  เหลือเพียงเห่าพอเป็นพิธีตามประสาหมาวัดเท่านั้นเอง ใครมาเที่ยววัดนี้ หากไม่แน่จริงอย่ามาคนเดียว โดยเฉพาะคนกรุงเทพที่มีกลิ่นควันพิษติดตัว หมาวัดแถวนี้มันไม่ชอบ ขอบอก

สำหรับตอนที่ 2 หรือตอนต่อไปจะพาเดินไปยังอีกวัดหนึ่งที่อยู่หลังวัดมณฑป  ชื่อว่า วัดแค  ทั้งวัดมณฑปและวัดแค  ต่างหันหน้าด้านหน้าออกไปทางแม่น้ำ  และห่างกันประมาณ 80 เมตรเท่านั้นเอง ระหว่างทางเชื่อมกันเป็นป่ารกมีแต่ต้นไม้ใหญ่ อดีตแถวนี้น่าจะเป็นป่าช้าเพราะมองเห็นเมรุเผาศพ ตรงจุดที่ยืนมีต้นตะเคียนใหญ่ เรียกว่าเข้าสูตรหนังไทยโบราณ

ใครกำลังหาทำเลสร้างหนังผี ก็ขอเชิญ ทุกอย่างพร้อมเข้าฉาก เช่นเมรุเผาศพ ต้นตะเคียน และบรรยากาศที่ดูน่ากลัวของต้นไม้ใหญ่ แถมยังอาจมีเสียงหมาหอนประกอบ เป็นเสียงเอฟเฟคชนิดที่ไม่ต้องไปหาเสียงหมาหอนแบบหนังฝรั่งที่ได้ยินกันจนเบื่อแล้ว หมาไทยที่วัดนี้แหละ มีเป็นสิบๆตัวสามารถหอนอย่างโหยหวลกันได้ตลอดทั้งคืน ใช้บริการหมาไทยดีกว่า ถือว่าเป็นการอนุรักษ์หมาไทยและหมาวัดไปในตัว

พูดแล้วขนลุก วันนันผมเดินลำหน้าจนเข้ามาในเขตวัดแคก่อนคนอื่น ส่วนลูกเมียเดินช้าเพราะกลัวหมากัด จึงต้องยืนรอที่โคนต้นตะเคียนใกล้ๆกับเมรุเผาศพ .....

ติดตามในตอนต่อไปครับ ใครอยากเห็นต้นตะเคียน พลาดไม่ได้




โฟโต้ออนทัวร์
30 กรกฏาคม 2553




--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





แผนที่ท่องเที่ยวอยุธยา (แผนที่ขนาด 2500*1800 pixels) เส้นทางเดินรถกรุงเทพ-อยุธยา แบบลัดสั้น (1400*940)
           ดาวน์โหลดแผนที่แบบแยกชิ้น (6ชิ้น) เพื่อปริ้นท์และนำมาต่อกัน คลิก                                (ต้องการดูภาพใหญ่ให้คลิกที่ภาพ)
(ต้องการดูภาพใหญ่ให้คลิกที่ภาพ)

     



 
     
 
 
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ