Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร์ Home   :   Gallery   :   Ayutthaya Part 2     Home
ภาพชุดท่องเที่ยวเมืองเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราชธานีของไทยที่เคยรุ่งเรืองมาเป็นเวลาถึง 417 ปี ระหว่าง พ.ศ.1893 - พ.ศ.2310
สัมผัสวิถีชีวิตของชาวกรุงเก่าในปัจจุบัน บ้านเรือน วัดวาอาราม และโบราณสถานสำคัญๆ ที่ยังหลงเหลือ หลังเสียกรุงแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ.2310 หรือเมื่อ 243 ปีก่อน
1 บ้านเก่า - วัด
2 วัดริมน้ำ
3 วัดไชยวัฒนาราม
4 พิธีหล่อพระ
5 วัดพุทไธศวรรย์
Ayutthaya Part 2 นังเรือชมวัดริมน้ำ
 
 
         
 
  Ayutthaya
Ayutthaya  city is the capital of Ayutthaya province in Thailand. The city was founded in 1350 by King U-Thong, who went there to escape a smallpox outbreak in Lop Buri and proclaimed it the capital of his kingdom, often referred to as the Ayutthaya kingdom or Siam. It is estimated that Ayutthaya by the year 1600 CE had a population of about 300,000, with the population perhaps reaching 1,000,000 around 1700 CE, making it one of the world's largest cities at that time

In 1767 the city was destroyed by the Burmese army, resulting in the collapse of the kingdom. The ruins of the old city now form the Ayutthaya historical park, which is recognized internationally as a UNESCO World Heritage Site. The city was refounded a few kilometers to the east. The city is sometimes called "Venice of the East"
 
 
   
Ayutthaya Part 2
   
 
   
เที่ยววัดทั่วไทย คลิก

คลิกดูภาพตามหมวดหมู่
(Site Directory)

 ภาพถ่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ภาพท่องเที่ยวในต่างจังหวัด
ภาพวัด ภาพเจดีย์ ภาพโบสถ์วิหาร
ภาพทะเล ภาพชายหาด ภาพหาดทราย
ภาพวิถีไทย บ้านไทยริมน้ำ
ภาพภาพพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก
ภาพเขื่อน ภาพทะเลสาบเหนือเขื่อน



ภาพงานพระราชพิธี ภาพสถาบันพระมหากษัตริย์
ภาพตลาดสด ตลาดพื้นบ้าน ตลาดนัด ภาพถนนคนเดิน
ภาพชาวนา ภาพทุ่งนา ภาพการทำนา
ภาพเด็กน่ารัก ภาพเด็กนักเรียน
ภาพดอกไม้ ดอกกล้วยไม้ ดอกทานตะวัน
ภาพภูเขา ธรรมชาติ ป่าไม้ ทิวทัศน์ ชนบท อุทยานแห่งชาติ
ภาพในเว็บมีลิขสิทธิ์ อ่าน : copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
Home   :   Gallery   :   Ayutthaya Part 2      Home        
 
เที่ยวเมืองเก่า พระนครศรีอยุธยา
แผนที่รอบเกาะเมือง แผนที่อยุธยา
(เดินทาง 26 กรกฏาคม 2553)

ตอนที่ 2 นั่งเรือชมวัดริมน้ำ


เที่ยวอยุธยาตอนที่ 1 ได้นั่งเรือพายข้ามแม่น้ำไปยังวัดมณฑป เมื่อขึ้นบันใดริมตลิ่งหน้าวัดก็เจอกับหมาจำนวนไม่น้อย เดินไปทางไหนก็กลัวจะแง่งงับขาเอาตอนเผลอ  จึงต้องเผชิญหน้ากันตลอด  เรียกว่ามึงมากูเตะ  และจะเตะจริงๆด้วยนะ

สำหรับตอนที่ 2 นี้ขอต่อเรื่องหมากันอีกหน่อย

เรื่องหมานี่เป็นอะไรที่ไม่ค่อยถูกโฉลกมาแต่ไหนแต่ไร  โดนเตะไปก็เยอะ โดนปาหัวไปก็มาก  โดยเฉพาะแถวหน้าบ้านที่หมาใครก็ไม่ทราบมักมาขี้เป็นประจำ จนแม่บ้านผมเป็นเดือดเป็นแค้นอยู่บ่อยครั้ง ไม่กี่วันมานี้หมาข้างบ้านมาขุดคุ้ยดินในแปลงไม้ประดับริมรั้วหน้าบ้านจนกระจุยกระจาย

เรื่องหมานี่ไม่ไช่เรื่องเล็กนะครับ  ใครไม่เจอกับตนเองก็จะไม่รู้ว่ามันน่ารำคาญแค่ไหน 

เรื่องน่ารำคาญเรื่องแรกคือ หมาหมู่  ข้างตลาดเก่าใกล้บ้านมีหมาเป็นกองทัพ ชาวบ้านบางคนไม่กล้าเดินผ่าน เช้ามืดหากเดินไปคนเดียวมันแห่มาเป็นฝูง ใครผ่านไปก็แทบขนลุกแล้ว หรือต้องเดินถือไม้ติดตัวไปด้วย 

เรื่องที่สองคือเรื่องขี้หมา  เรื่องนี้คงไม่ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดรำคาญขนาดไหน โดยเฉพาะหากเดินเหยียบมันเข้า หรือขับรถทับแบนแบะแบบไม่รู้ตัว กระทั่งกลิ่นจากล้อรถเหม็นเต็มบ้าน

เรื่องหมาถือว่าเป็นปัญหาระดับชาติ  โดยเฉพาะตามวัดต่างๆที่ชอบสะสมหมาหรือมีคนนำมาปล่อย 

หมาวัดเอย  ขี้หมาในวัดเอย ดูจะกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำวัดไทยไปแล้ว  นี่ยังไม่เท่าไหร่   บางวัดเลี้ยงทั้งหมาทั้งแมว  เหม็นขี้กันทั้งวัด  แปลกใจเหมือนกันว่าพระในวัดเค้าอยู่กันอย่างไร  ไม่รำคาญกลิ่นบ้างรึไง  หรือว่าปล่อยวางแล้ว  ทำใจแล้ว  เหม็นก็รู้ว่าเหม็น  คงกำหนดรู้  เหม็นหนอๆๆ  กันทุกขณะจิตจนกระทั่งชาชิน

ปัญหาเรื่องหมานี้ประเทศจีนเค้าแก้ปัญหาจนได้ผล  และเอากันอยู่หมัด ก็คือใครเลี้ยงหมาก็เก็บภาษีหมาให้รู้แล้วรู้แรดกันไปเลย

เรื่องจริงไม่ได้โม้นะครับ  ค่าภาษีปีละเกือบ 2 หมื่น พอๆกับเบี้ยประกันรถยนต์ชั้น 1 ในบ้านเรา  ไปเที่ยวจีนเห็นใครจุงหมาแสดงว่ามีฐานะ  จนไกด์พูดตลกว่า  หมาในจีนเป็นของหายาก  ใครเจอหมาจะมีรางวัลให้  ปรากฏว่าคนไทยที่ไปปักกิ่ง จ้องหาแต่หมากันใหญ่  ใครเจอเข้าสักตัวก็ชีไม้ชีมือด้วยความตื่นเต้น พร้อมบอกกล่าวให้รู้กันทั้งรถ นั่นไง..นั่นไง..เจอแล้ว ทำเหมือนกับว่าไม่เคยเห็นหมามาก่อน

กลับมาเรื่องหมาที่อยุธยา

หมาที่วัดมณฑปนี่มันฉลาดนะ  ชาวบ้านชาวช่องหิ้วปิ่นโตเข้าวัดไม่เห็นมันสนใจ  แต่พวกที่มาจากกรุงเทพ โดยเฉพาะคนมีกระเป๋ากล้อง  ต่างก็วิ่งมาหากันทุกตัว พร้อมกับเห่าบอกพรรคพวกต่อกันเป็นทอดๆ

ไม่ไหว  เดินไปอีกวัดหนึ่งที่อยู่ด้านหลังดีกว่า  

วัดแค อยู่ถัดจากวัดมณฑป คนแถวนั้นบอกว่ามีหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่  คิดว่าต่อไปชาวบ้านอาจเรียกว่า วัดหลวงปู่ทวด จนติดปาก   

วัดมณฑปและวัดแค หากดูจากแผนที่แล้วจะเห็นว่าตั้งอยู่บนเกาะลอย ที่มีแม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกัน สายหนึ่งเป็นคลองขุด  อีกสายหนึ่งเป็นแม่น้ำลพบุรี  ทั้งสองวัดต่างก็หันหน้าออกไปทางแม่น้ำตามส่วนโค้งของเกาะลอย คล้ายหันหลังชนกัน แต่เดินทะลุหากันได้ มีทางเดินซีเมนต์เล็กๆเชื่อมต่อกันราว 100 เมตร 

หลังวัดมณฑปเห็นกุฏิหลังเก่า(มากๆ) อยู่หลายหลัง  แต่ถ่ายภาพมาให้ดูไม่กี่หลัง  เพราะเจ้าหมาวัดมันรบกวนสมาธิ  จนหลวงปู่อายุราว 80 ต้องออกมาไล่   ใจหนึ่งก็อยากจะสอบถามเรื่องราวของวัดอยู่เหมือนกัน  แต่หลวงปูก็ขึ้นกุฏิไปแล้วจึงไม่อยากรบกวน ถ่ายภาพเสร็จก็เดินต่อไปยังวัดแค

ระหว่างทางเดินแคบๆ มีต้นไม้ที่ปลูกตามริมรั้วดูระเกะระกะ แถมยังมีต้นใม้ขนาดใหญ่ขึ้นหนาแน่นเหมือนเดินอยู่ในป่า เห็นบ้านเก่าๆอยู่ 2-3 หลัง มีอยู่หลังหนึ่งเป็นหลังเล็กๆไม่มีรั้ว คล้ายบ้านคนจรจัด (แต่ในใจคิดว่าไม่ไช่)

เดินไปไม่ไกลก็เห็นต้นไม้ใหญ่ชนิดหนึ่งอยู่ชิดทางเดิน   มองแล้วมองอีก  พร้อมกับเอามือลูบใบ  ไช่เลย  ต้นตะเคียน  ชัวร์ป้าบ..  จึงยืนรออยู่พักหนึ่ง   ให้ทุกคนมาถึงพร้อมๆกัน 

ถามลูกชายว่า  รู้ไม๊ว่าต้นอะไร  นึกดีๆ 

แกนึกไม่ออกครับ เพราะเคยเห็นแต่ระยะไกลๆ  ส่วนภรรยา(เมีย) ก็บอกว่าไม่รู้ 

นี่แหละ ต้นตะเคียน  รู้ไว้ซะ  และต้นตะเคียนก็มักจะอยู่คู่กับป่าช้า  พร้อมชี้มือไปข้างหน้า

” โน่นไง เมรุเผาศพ “ และบริเวณแถวนี้  สมัยก่อนจะไม่มีรั้วรอบขอบชิด  คงเป็นที่โล่งๆ  เรียกว่าป่าช้า และบ้านทางขวามือหลังเล็กๆ น่าจะเป็นบ้านของสัปเหร่อ

อธิบายมาถึงตรงนี้คิดว่าภรรยาคงหายใจไม่ทั่วท้องเพราะรู้ดีว่าเป็นคนกลัวผี ส่วนลูกๆไม่มีปัญหา เคยพาทัวร์ป่าช้ามาตั้งแต่เป็นเด็ก  ทั้งป่าช้าไทย และป่าช้าจีนที่พึ่งฝังศพในดินกันแบบหมาด ที่รู้ก็เพราะดอกไม้ที่ปักบนดินยังไม่เหี่ยวเฉามากนัก

" เอ้าลองลูบใบคะเคียน ใบจะมันๆ แข็ง และ เหนียว " ผมบอกให้ลูกชายลองสัมผัสดู

ตะเตียนเป็นไม้เนื้อแข็งที่หายากชนิดหนึ่ง  ใบจะเขียวสดตลอดทั้งปี  ไม่ร่วงตามฤดูกาลเหมือนต้นสัก  สมัยก่อนไม้ตะเคียนนิยมนำไปใช้งานทั่วๆไป  แต่พอมีละครและภาพยนต์ ประเภทไม้ตะเคียนตกน้ำมัน หรือมีนางไม้สิงสถิตย์อยู่ในเสาไม้ตะเคียน ทำให้ภาพลักษณ์ของไม้ชนิดนี้ดูน่ากลัว ไม้ตะเตียนจึงไม่นิยมนำไปสร้างบ้านหรือทำเฟอร์นิเจอร์ แต่นำไปสร้างกุฏิหรือศาลาแทน 

และไม้ตะเคียนที่หลายคนกลัวนี่แหละ เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดปัตตานี มีชื่อเรียกหลายชื่อ โกกี้ แคน จะเคียน ตะเคียนใหญ่ ชื่อสามัญ Iron wood

ไม้ตะเคียนเมืองไทยมีเรื่องราวที่ชวนขนหัวลุก  แต่ต่างประเทศ โดยเฉพาะพม่า  กลับถือว่าเป็นไม้ที่มีราคาไม่ต่างกับไม้เนื้อแข็งทั่วไป 

พม่ามีไม้สักทองที่ขึ้นชื่อ  จนลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทย หรือแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ ตามที่วางขายในเต้นท์ริมทางทั่วๆไป เห็นเฟอรฺนิเจอร์ไม้ราคาถูกขายที่ไหน ต้องบอกว่าเป็นไม้ที่ลักลอบนำเข้ามาจากพม่า โดยเฉพาะไม้สักทองที่ออกสีน้ำตาลปนเหลือง เป็นไม้ที่มีค่ามาก ขณะเดียวกันไม้ตะเคียนทองของพม่าก็มีชื่อเช่นเดียวกัน 

ใครอยากได้ไม้ตะเตียนทองมาสร้างบ้าน  หรือนำมาสร้างเตียงนอน  จะได้นอนหลับฝันดี  ติดต่อที่นี่ครับ หรือจะแสดงความยินดีขึ้นบ้านไหม่กับคนรู้จัก โดยซื้อกล้าต้นตะเคียนทองไปฝากก็ไม่เลว บอกเจ้าของบ้านว่าเป็นไม้มงคล ควรปลูกไว้ในบ้านใกล้ห้องนอน กลางค่ำกลางคืนจะได้นอนหลับฝันดี (เห็นพระทุกคืน)


หลวงปู่ทวดวัดแค

เดินผ่านหน้าวัดแคก็เห็นรูปปั้นหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่  บริเวณนี้เป็นท่าเรือที่ใหญ่โตพอสมควร  มีเรือมารับ-ส่งผู้คนที่มาวัดเป็นระยะ  ทีแรกคิดว่าจะนั่งเรือกลับ  แต่มีครอบครัวหนึ่งมาจากกรุงเทพ  กำลังรีรอ และตกลงกันไม่ได้ว่าจะไปไหนต่อดี  พอดีชาวบ้านแถวนั้นบอกว่า  ข้างหน้าโน้นมีวัดอยู่ใกล้ๆ  จึงตัดสินใจว่านั่งเรือไปด้วยกัน 

ระหว่างนั่งมาในเรือรู้สึกว่าลำน้ำสายนี้มีผักตบชวามากเหลือเกิน  เรือลำเล็กๆผ่านไปค่อนข้างลำบาก  หากแม่น้ำสายนี้ไม่มีผักตบ หรือมีน้อยกว่านี้  น่าจะทำให้บรรยากาศที่นี่ดูสวยงามไม่น้อย  ถัดจากนี้ไปไม่ไกลเห็นบ้านทรงไทยหลายหลังตรงหัวโค้ง  คนขับเรือบอกว่าเจ้าของสร้างไว้นานแล้วเพื่อทำรีสอร์ท  แต่ไม่เห็นเปิดรับนักท่องเที่ยวเสียที

ผ่านบ้านทรงไทยมา เรือก็พาเข้าเทียบท่า หน้าวัดทองปุ   ขึ้นบันใดไปก็พบกับศาลาการเปรียญไม้หลังเก่าแก่  ศาลาไม้แบบนี้พบเห็นทั่วไปตามวัดทางภาคกลาง  รูปทรงเป็นศิลปะแบบกรุงศรีอยุธยา ลักษณะที่เด่นชัดคือเสากลางจะตั้งเฉียงเข้าหากันตลอดแนว 

วันนี้มีผู้มาวัดกันประปราย  เจ้าหน้าที่บอกชาวบ้านมาทำบุญตักบาตรกันตั้งแต่เช้า  ตอนนี้เสร็จพิธีแล้ว  แต่ช่วงเย็นจะมีพิธีเวียนเทียน 

เราอยู่ที่วัดนี้ได้ไม่นานก็กลับ  โดยเรือที่มาส่งยังจอดคอยอยู่  จากนั้นก็พากลับไปที่ท่าน้ำหน้าวังจันทรเกษม  ระหว่างทางได้สวนกับเรือท่องเที่ยวต่างชาติที่นั่งมาชมบ้านเรือนตามริมน้ำ

บรรยากาศตามลำน้ำลำคลองที่มาเห็นในวันนี้ ดูแล้วเป็นบรรยากาศแบบวิถีไทยตามที่อยากเห็น ชาวบ้านยังใช้แม้น้ำเป็นที่สัญจร มีเรือลำเล็กๆ รับ-ส่งผู้โดยสาร ตามท่าน้ำต่างๆ ไม่ต่างกับมอเตอร์ไซด์รับจ้างทั่วไป ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมน้ำส่วนใหญ่จะมีเรือลำเล็กๆเป็นของตนเอง ไปทำธุระที่ไหนก็จะใช้เรือเป็นพาหนะ ระหว่างนั่งเรือจะเห็นชาวบ้าน ทั้งหญิงชาย หรือคนสูงอายุ ขับเรือยนต์กันอย่างชำนาญ เป็นภาพที่อาจหาดูได้ไม่ง่ายนักในจังหวัดอื่นๆ หากเป็นไปได้ก็อาจแวะมาแถวนี้อีกครั้งหนึ่งในวันทำงานปกติ คิดว่าจะคึกคักกว่าวันหยุดแน่นอน

ใครเบื่อเก๋งจะมานั่งเรือชมวิว ไม่เลวนะครับ รีบๆมาดูกันในตอนนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป จนกลายเป็นสายน้ำที่ว่างเปล่า ไม่ต่างกับแม่น้ำเจ้าพระยาในขณะนี้ที่ดูเงียบเหงาจากเรือชาวบ้าน มีแต่เรือบรรทุกทรายเท่านั้นที่ยังเห็นอยู่ ใครไม่เชื่อตามมาดู ภาพเจ้าพระยาระหว่าง กรุงเทพ-บางไทร ได้ที่นี่

มื้อกลางวันนี้เราแวะร้านอาหารที่อยู่ริมน้ำ  ย่านนี้มีร้านอาหารหรือภัตตาคารริมน้ำหลายแห่ง เคยมาทานเมื่อหลายปีก่อน ชื่อว่าแพกรุงเก่าำ (น่าจะจำไม่ผิด) ทางเข้าร้านเป็นประตูไม้เก่าๆ บรรยากาศร่มรื่น  มีบ้านไม้หลังใหญ่ดัดแปลงเป็นร้านอาหาร  อาหารขึ้นชื่อตอนนั้นก็คือกุ้งแม้น้ำ แต่วันนั้นมีญาติผู้ใหญ่พามาเลี้ยง  ไม่ทราบว่าจ่ายไปเท่าใด  แต่รู้ว่ากระเป๋าแฟบไปเยอะเลย  เฉพาะกุ้งแม่น้ำเผา กินกันแค่คนละตัว จำได้ว่าตอนนั้นพอรู้ราคาก็แทบลมจับ สงสัยเหมือนกันว่ากุ้งแม่น้ำทำไมจึงแพงกว่ากุ้งทะเลมาก

ปัจจุบันได้ยินว่ากุ้งแม่น้ำในอยุธยายังพอหาได้บ้าง  จับได้ก็มาส่งภัตตาคารทันที  ได้ยินว่ารับซื้อจากชาวบ้านตกโลละ 7-8 ร้อยแล้ว ใครไปทานร้านอาหารริมน้ำในอยุธยาควรเช็คราคาก่อน หากเป็นกุ้งแม่น้ำแท้ๆแล้วราคาจะแพงมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นกุ้งเลี้ยงจากฟาร์มมากกว่า ชาวบ้านธรรมดาๆเห็นราคาแล้วจะได้ไม่ตกใจ

ร้านอาหารในย่านถนนอู่ทองเลียบแม่น้ำไปทางป้อมเพชร(ป้อมเมืองโบราณ) มีหลายร้าน  ขับรถไปอาจมองไม่เห็นว่าหน้าร้านเป็นอย่างไร เพราะหันด้านหน้าไปทางแม่น้ำกันหมด  ริมถนนมีแต่ป้ายชื่อร้านและลานจอดรถ สังเกตเห็นจะมีคนคอยโบกมือเรียกแขกให้เข้าไปจอดรถ

แต่ละร้านในย่านนี้ราคาไม่แพงนัก  เราๆท่านๆทานกันแบบไม่เดือดร้อน  ราคาถูกพอๆกับร้านอาหารตามสั่งในย่านถนนเกษตร – นวมินทร์  ที่ไม่มีแอร์

อิ่มท้องแล้วก็เที่ยวต่อ  จากนี้จะไปวัดพุทไธสวรรค์  ดูแผนที่แล้วหาไม่ยาก  ออกจากร้านอาหารแล้วขับรถผ่านไปทางโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา  เจอสี่แยกแล้วเลี้ยวซ้ายข้ามสะพาน  ลงสะพานให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลียบแม่น้ำ  เส้นทางสายนี้มีวัดสำคัญๆหลายแห่ง 

วันนี้ถนนอู่ทองบริเวณหน้าโรงพยาบาล ดูเหมือนมีอะไรเกิดขึ้น  รถติดหนึบ

ขับไปเรื่อยๆจึงถึงบางอ้อ  ย่านนั้นเป็นชุมชนชาวมุสลิม ขณะขับรถเห็นร้านโรตีสายใหมเรียงติดต่อกัน จนไม่ทราบว่าจะไปสิ้นสุดเอาตรงไหน หากมาเรื่อยๆคงมีเป็นร้อยๆร้าน บางร้านคนคอยอยู่เต็ม สาเหตุที่รถติดก็เพราะคนกรุงเทพแห่กันมาอุดหนุน รถบางคันหาที่จอดไม่ได้ก็ให้คนในรถรีบลงไปซื้อในร้านที่หมายตาไว้แล้ว  ส่วนรถก็ขับเลยไปหาที่จอดข้างหน้า

โรตีสายไหมอยุธยา มันจะขายดิบขายดีถึงขนาดนี้เลยหรือ

ที่แรกก็ไม่ค่อยเชื่อ  เพราะเป็นคนไม่ชอบทาน  แต่ถ้าได้ทานทีไรก็ไม่เคยเหลือ  สรุปว่าอร่อยหรือไม่อร่อยก็ยังไม่ทราบเหมือนกัน  แต่ถ้าใครมาเห็นสภาพในวันนี้แล้วก็ต้องเชื่อว่าของเค้าโด่งดังจริงๆ  ชนิดที่แฟนคลับจากกรุงเทพต้องดั้นด้นมาซื้อ  ที่มานี้ก็คงมีข้อมูลแล้วว่าร้านไหนขึ้นชื่อ  แต่ปัญหาว่าจะจะหาร้านเจอหรือไม่เท่านั้นเอง มันละลานตาไปหมด

วันนั้นรถติดมาก จึงขับรถพร้อมถ่ายภาพไปเป็นช่วงๆ  กว่าจะหลุดไปได้ก็เล่นเอาเหนื่อย

ใครจะซื้อโรตีอยุธยาที่ขึ้นชื่อจนถึงต้นตอต้องมาที่แถวโรงพยาบาลประจำจังหวัด หรืออยากจะหาร้านอาหารพร้อมกับชมบรรรยากาศริมน้ำ  ก็ให้ขับรถมาตามถนนอู่ทอง เลียบริมน้ำไปเรื่อยๆจนลอดสะพานใหญ่ หรือสะพานปรีดีย์ธำรงค์  เลยจากสะพานไปวัดสุวรรณดาราราม  และป้อมกำแพงเมืองเก่า มีชื่อว่าป้อมเพชร  ถัดจากนี้ไปก็จะเห็นร้านอาหารริมน้ำประเภทภัตตาคารหลายแห่ง  พอใจร้านไหนก็จอดรถได้เลย   สภาพร้านจะเป็นร้านเล็กหรือร้านใหญ่อาจดูยาก เพราะทางเข้าจะอยู่ด้านหลัง แต่เข้าใจว่าทั้งรสชาติและการบริการไม่น่าจะแตกต่างกันมากนัก  โดยเฉพาะเรื่องการบริการที่ล่าช้า  ต้องบอกว่าเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดอยุธยา  เสิร์ฟช้าก็อย่าโมโห  เพราะที่นี่เขาเป็นแบบนี้  กินเร็วไปเร็ว  แสดงว่าคนทำไม่ไช่คนอยุธยาแล้วละครับ 

วันนั้นเจอแจคพอตหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ก็ตรียมใจไว้แล้ว  เพราะเคยทานที่ร้านใหญ่ชื่อว่าร้าน ยางเดี่ยว อยู่หน้าวัดชุมพล  อ.บางปะอิน  จ.อยุธยา  อาหารมาช้าจนต้องจดจำไปตลอดชีวิต  เคยไปทานกับญาติราว 3 ครั้ง  ช้ามันทั้ง 3  ครั้ง ทั้งร้านมีโต๊ะเดียวนะครับ ใครไม่เชื่อไปพิสูจน์ได้  แต่ต้องบอกก่อนว่า  ความอร่อยระดับ 4-5 ดาวเชียวละ 

ขณะนั่งรออาหารที่ร้านนี้ก็ยังหยิบเอาเรื่องที่ร้านหน้าวัดชุมพลมาพูดถึง  มาคราวนี้ถูกหวยอีกแล้วครับท่าน อีหรอบเดียวกัน เสิร์ฟช้าอีกตามเคย  เหลียวมองไปรอบๆร้าน ลูกค้าก็ไม่มากนัก  เห็นกลุ่มใหญ่โต๊ะยาวนั่งกันราว 15 คน  แต่ก็อิ่มจนได้ยินเสียงร้องเพลง Happy birthday เฮฮากันสนุก

ตอนนั้นยังสอนลูกชายว่า  อย่าเอาการบริการของกรุงเทพมาเป็นมาตรฐานว่าต้องเร็ว  เรียกว่าอย่ายึดติด  เพราะที่นี่เป็นต่างจังหวัด  แต่ละท้องถิ่นจะมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง  ช้าก็ต้องรอ  ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องถาม  เพราะเค้าไม่ลืมแน่  ยังไงก็ต้องได้กิน  

คอยนานจนกระทั่งหมดเรื่องคุย  อาหารก็ยังไม่มา  เอาไงดีหว่า

เดินมาละคนเสิร์ฟ  ยกอาหารมาแล้ว  แต่ที่ไหนได้เดินผ่านเราไปซะเฉยเลย

มาแล้วข้าวโถใหญ่  ผัดไข่มะระ กับ ต้มยำปลาแรดน้ำใส  สั่งไป 5 มาแค่ 2 ว่าแล้วก็ตักข้าว  นึกในใจว่ากับที่เหลือคงตามๆกันมา(แต่ไม่มา) กินกับข้าว 2 อย่างชุดแรกก็อร่อย จนให้คะแนนสอบผ่าน จากนั้นก็รอ รอ รอ และรอจนข้าวเกือบหมดโถ ต้มยงต้มยำที่เหลือในหม้อไฟ ก็ตักข่าตักตะไคร้มาเคี้ยวจนเกลี้ยงหม้อ แก้ปากว่าง

ชักผิดสังเกตแล้วละซิ  คุยกันไปก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปยังทางห้องครัว  เห็นเด็กเสิร์ฟเดินเข้าเดินออกเป็นว่าเล่น  แต่ไปโต๊ะอื่นกันหมด 

ชักเซ็งแล้วซิ  แต่ก็ยังใจเย็น  แถมห้ามไม่ให้คนอื่นเรียกเจ้าหน้าที่มาถาม  เรียกว่ายังทนได้  เดี๋ยวอาหารมาเอง ว่างั้นเถอะ

นานทีเดียว จนความอดทนชักจะหมดลงทุกขณะ  พยักหน้าบอกให้ศรีภรรยาเรียกเจ้าหน้าที่ต้อนรับสาววัย 30 มาสอบถาม เรียกมาแล้วแต่กลับไม่ค่อยสนใจนัก และไม่ติดตามผล  แถมยังแจ้นไปบริการลูกค้าที่มาใหม่จนลืมเรื่องของเรา

เออ  เอากะมันซิ    อีบ้า.. (ผมด่าในใจ) ชักโมโหหิวแล้วนะ

ในที่สุดทุกอย่างก็เริ่มทะยอยมาแบบทิ้งระยะห่างๆจนครบตามที่สั่ง 

เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศในร้านอาหารที่เรียกว่าระดับภัตตาคาร  จะได้ทราบว่า  มาที่นี่ต้องใจเย็น  และต้องเย็นแบบน้ำแข็งจริงๆ   อาหารมาช้าเป็นสถิติที่นับครั้งกันไม่ถ้วนที่มีโอกาสได้นั่งทานในร้านใหญ่ๆแบบนี้ในจังหวัดอยุธยา (แต่ก็ไม่เข็ด)

มาเที่ยวอยุธยาแล้วสั่งอาหารได้ช้า(มากๆ) ถือว่าได้มาถึงเมืองเก่า เมืองมรดกโลก โดยสมบูรณ์  อยุธยาเมืองเก่าจะให้มันเร็วเหมือนเมืองใหม่ๆได้อย่างไร   ขณะเดียวกันก็คิดเลยเถิดไปว่า  อยุธยาเสียกรุงให้พม่าไปถึง 2 ครั้ง  ก็เพราะความล่าช้าของคนกรุงเก่าหรือเปล่า น่าสงสัยเหมือนกัน หากทำอะไรเร็วกว่านี้ เราคงไม่เสียเมืองแก่พม่าเป็นแน่แท้

เรื่องร้านอาหารในอยุธยา หากใครต้องการประเภทด่วนๆ ก็ต้องไปแถวๆในย่านที่ขายโรตีสายไหม ขับรถพ้นจากร้านโรตี้ไปแล้วก็เป็นโซนร้านอาหาร   ต้องบอกว่ามีให้เลือกจนเพียบ  ทั้งก๋วยเตียวหมู ก๋วยเตี๋ยวเรือ  น้ำตก  ข้าวมันไก่  ข้าวราดแกง  อาการตามสั่ง  ผัดไทย  หอยทอด  จิปาถะ ขนมไทยๆ  กาแฟ  โอเลี้ยง ไอศครีม  ไม่ผิดหวังแน่นอน  และคงไม่ช้าเหมือนภัตตาคารริมน้ำ 

อยุธยาตอนต่อไปจะพาไปเที่ยววัดไชยวัฒนาราม  วัดนี้ตั้งใจมาหลายหนแล้วแต่ไม่มีโอกาส  เคยนั่งเรือผ่านหน้าวัดตอนน้ำท่วมใหญ่สองครั้ง  นึกในใจว่าหากมีโอกาสต้องมาให้ได้  เพราะเป็นโบราณสถานที่ดูจากภายนอกแล้วใหญ่โตเกินกว่าคำว่าวัด  หากบอกว่าเป็นวังเก่าแล้วก็ต้องเชื่อสนิท เพราะใหญ่โตมาก

อยากเห็นต้องพบกันในตอนที่ 3 ครับ




โฟโต้ออนทัวร์
26 สิงหาคม 2553




--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





แผนที่ท่องเที่ยวอยุธยา (แผนที่ขนาด 2500*1800 pixels) เส้นทางเดินรถกรุงเทพ-อยุธยา แบบลัดสั้น (1400*940)
           ดาวน์โหลดแผนที่แบบแยกชิ้น (6ชิ้น) เพื่อปริ้นท์และนำมาต่อกัน คลิก                                (ต้องการดูภาพใหญ่ให้คลิกที่ภาพ)
(ต้องการดูภาพใหญ่ให้คลิกที่ภาพ)

     



 
     
 
 
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ