Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร์ Home   :   Gallery   :   Ayutthaya Part 3     Home
ภาพชุดท่องเที่ยวเมืองเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราชธานีของไทยที่เคยรุ่งเรืองมาเป็นเวลาถึง 417 ปี ระหว่าง พ.ศ.1893 - พ.ศ.2310
สัมผัสวิถีชีวิตของชาวกรุงเก่าในปัจจุบัน บ้านเรือน วัดวาอาราม และโบราณสถานสำคัญๆ ที่ยังหลงเหลือ หลังเสียกรุงแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ.2310 หรือเมื่อ 243 ปีก่อน
1 บ้านเก่า - วัด
2 วัดริมน้ำ
3 วัดไชยวัฒนาราม
4 พิธีหล่อพระ
5 วัดพุทไธศวรรย์
Ayutthaya Part 3 วัดไชยวัฒนาราม
 
 
         
 
  Ayutthaya
Ayutthaya  city is the capital of Ayutthaya province in Thailand. The city was founded in 1350 by King U-Thong, who went there to escape a smallpox outbreak in Lop Buri and proclaimed it the capital of his kingdom, often referred to as the Ayutthaya kingdom or Siam. It is estimated that Ayutthaya by the year 1600 CE had a population of about 300,000, with the population perhaps reaching 1,000,000 around 1700 CE, making it one of the world's largest cities at that time

In 1767 the city was destroyed by the Burmese army, resulting in the collapse of the kingdom. The ruins of the old city now form the Ayutthaya historical park, which is recognized internationally as a UNESCO World Heritage Site. The city was refounded a few kilometers to the east. The city is sometimes called "Venice of the East"
 
 
 
Ayutthaya Part 3 Wat Chaiwatthanaram
 
 
   
เที่ยววัดทั่วไทย คลิก

คลิกดูภาพตามหมวดหมู่
(Site Directory)

 ภาพถ่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ภาพท่องเที่ยวในต่างจังหวัด
ภาพวัด ภาพเจดีย์ ภาพโบสถ์วิหาร
ภาพทะเล ภาพชายหาด ภาพหาดทราย
ภาพวิถีไทย บ้านไทยริมน้ำ
ภาพภาพพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก
ภาพเขื่อน ภาพทะเลสาบเหนือเขื่อน



ภาพงานพระราชพิธี ภาพสถาบันพระมหากษัตริย์
ภาพตลาดสด ตลาดพื้นบ้าน ตลาดนัด ภาพถนนคนเดิน
ภาพชาวนา ภาพทุ่งนา ภาพการทำนา
ภาพเด็กน่ารัก ภาพเด็กนักเรียน
ภาพดอกไม้ ดอกกล้วยไม้ ดอกทานตะวัน
ภาพภูเขา ธรรมชาติ ป่าไม้ ทิวทัศน์ ชนบท อุทยานแห่งชาติ
ภาพในเว็บมีลิขสิทธิ์ อ่าน : copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
Home   :   Gallery   :   Ayutthaya Part 3      Home        
 


History : Wat Chaiwatthanaram

The temple was constructed in 1630 by the king Prasat Thong as the first temple of his reign, as a memorial of his mother's resident in that area. The temple's name literally means the Temple of long reign and glorious era. It was designed in Khmer style which was popular in that time.

It has a central 35 meter high prang in Khmer style (Thai: พระปรางด์ประธาน) with four smaller prangs. The whole construction stands on a rectangular platform. About halfway up there are hidden entrances, to which steep stairs lead.

The central platform is surrounded by eight chedi-shaped chapels (Thai: เมรุทิศ เมรุราย - Meru Thit Meru Rai), which are connected by a rectangular cross-shaped passage (Phra Rabieng). The passage had numerous side entries and was originally roofed and open inwards, but today only the foundations of the pillars and the outside wall still stand. Along the wall, there were 120 sitting Buddha statues, probably painted in black and gold.

The eight chedi-like chapels are formed in a unique way. They had paintings on the interior walls, the exterior ones decorated by 12 reliefs depicting scenes from the life of Buddha (Jataka), which must be "read" clockwise. Just fragments of the paintings and the reliefs survived. In each of the rectangular chedis were two sitting Buddha statues and in each of the four middle chedis was one big sitting Buddha statue, also lacquered in black and gold. The ceiling over those statues was of wood with golden stars on black lacquer.

Outside of the passages on the east, close to the river was the temple's ordination hall (Phra Ubosot). North and south from the Ubusot stood two chedis with "12 indented corners" (Thai: เจดีย์ย่อมุมสิบสอง), in which the ashes of the king's mother were laid.

After the total destruction of the old capital (Thai: กรุงเก่า - Krung Kao) by the Burmese in 1767, from which Wat Chai Watthanaram was not spared, the temple was deserted. Theft, sale of bricks from the ruins and the beheading of the Buddha statues were common. Only in 1987 did the Thai Department of Fine Arts start restoring the site. In 1992 it was opened to the public.

source :Wikipedia






เที่ยวเมืองเก่า พระนครศรีอยุธยา
แผนที่รอบเกาะเมือง แผนที่อยุธยา
(เดินทาง 26 กรกฏาคม 2553)

ตอนที่ 3 วัดไชยวัฒนาราม


ตอนที่แล้วหลังขับรถผ่านย่านชุมชนอิสลามในจังหวัดอยุธยาที่เต็มไปด้วยร้านโรตีสายไหม จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา  พอลงสะพานก็เลี้ยวซ้ายอีกครั้งไปตามถนนเลียบแม่น้ำ เพื่อไปยังวัดไชยวัฒนาราม และวัดพุทไธสวรรค์  ส่วนทางตรงก็จะไปออกจังหวัดสุพรรณบุรี  และเข้ากรุงเทพฯตามเส้นทางสายใหม่ (หมายเลข 347 ) ที่มุ่งตรงสู่จังหวัดปทุมธานี ถนนสายนี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะสร้างเมื่อคราวที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ปี พ.ศ.2541

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มาเที่ยววัดไชยวัฒนาราม ก่อนนั้นก็เพียงแค่เห็นในระยะไกลๆจากการล่องเรือเมื่อคราวน้ำท่วมอยุธยาในเดือนตุลาคมปี  2545 และ ตุลาคม 2549 

นั่งเรือผ่านมาสองครั้งก็ไม่เห็นวัดไชยวัฒนารามได้ชัดเจนอะไรมากนัก  เพราะระดับน้ำสูงมาก แถมยังมีเขื่อนป้องกันน้ำมาบังเป็นกำแพง  

แต่วันนี้ภาพที่ปรากฏต่อสายตา  มันคนละเรื่องกับภาพขณะนั่งเรือผ่าน แถมยังสวยงามเกินกว่าที่คาดคิดไว้มากเลยทีเดียว 

ใครมาเห็นก็คงเข้าใจว่าในอดีตน่าจะเป็นวังมากกว่าจะเป็นวัด เพราะกว้างขวางใหญ่โต บนเนื้อที่ถึง 31 ไร่ โดยมีด้านกว้าง 160 เมตร ด้านยาว 310 เมตร ทั้งหมดนี้เป็นพื้นที่โล่ง อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา และไม่มีสิ่งใดมาบดบัง จึงทำให้เห็นปรางค์ปราสาทต่างๆโดดเด่นสวยงามกลางสนามหญ้าสีเขียวสด

วัดไชยวัฒนารามสร้างในสมัยพระเจ้าปราสาททอง  กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาลำดับที่ 24 (พ.ศ. 2173-2198) และสมัยนั้นได้ใช้วัดนี้เป็นสถานที่จัดพระราชพิธีพระบรมศพของพระมหากษัตริย์มาหลายพระองค์  แสดงว่ามีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว

ประวัติของพระเจ้าปราสาททอง ยังมีข้อสันนิษฐานมากมายในเรื่องที่มาที่ไป

แต่ที่ยึดถือกันมากที่สุดนั้นสันนิษฐานว่าพระองค์เป็นลูกนอกสมรสของ สมเด็จพระเอกาทศรถ ซึ่งได้เสียหญิงชาวบ้านชื่อว่า “ อิน “ โดยเกิดขึ้นเนื่องจากเรือพระที่นั่งได้ล่มลงตรงบริเวณเกาะบางปะอินหลังเจอพายุฝน จึงขออาศัยชาวบ้านแถวนั้นเป็นที่หลับนอน และได้เสียกับลูกสาวชาวบ้าน  

ต่อมานางอินได้คลอดออกมาเป็นลูกชาย  พระองค์จึงนำไปชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ และได้เข้ารับราชการ  กระทั่งได้เลื่อนฐานะขึ้นตามลำดับ   ครั้งสุดท้ายได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยของ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พระเจ้าแผ่นดินในสมัยนั้น) จนได้รับเลื่อนเป็น เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ และได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินเมื่อปี พ.ศ.2172

พระราชวังบางปะอิน และวัดชุมพลที่อยู่ใกล้กับพระราชวัง  พระเจ้าปราสาททองทรงสร้างเพื่อรำลึกถึงพระมารดาหรือ นางอิน  ทุกวันนี้หากถามคนเก่าคนแก่ในอำเภอบางปะอินก็จะทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี

เมื่อปี พ.ศ.2173 พระเจ้าปราสาททอง ได้ทรงสร้างวัดไชยวัฒนาราม เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ และทรงสร้างอารามหรือวัดชุมพล ใกล้กับวังบางปะอิน เพื่อทดแทนบุญคุณให้กับมารดาที่ชื่อนางอิน 

ในปี พ.ศ.2175 พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน พร้อมทั้งหมู่พระราชนิเวศน์ ขึ้นที่บ้านบางปะอิน อันเป็นสถานที่ประสูติของพระองค์ สำหรับไว้เป็นที่แปรพระราชฐาน เพื่อเป็นที่สำราญพระราชหฤทัยของราชตระกูล

ส่วนรูปแบบของวัดไชยวัฒนาราม  พระองค์ได้จำลองมาจาก ปราสาทนครวัด ของเขมร  หลังได้เสด็จยกทัพไปตีเขมร  ให้กลับมาเป็นหัวเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาดังเดิม หลังจากกระด้างกระเดื่องมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

ศิลปะขอมและปราสาทขอมในสมัยนั้นนับว่ามีความสวยงามและมีอิทธิพลต่อการก่อสร้างวัดวาอาราม รวมทั้งปราสาทต่างๆในสมัยกรุงศรีอยุธยา  จนพระเจ้าปราสาททองนำมาเป็นต้นแบบในการก่อสร้างวัดไชยวัฒนาราม  

นครวัดสร้างด้วยหิน และสลักเป็นลวดลาย  ส่วนวัดไชยวัฒนารามสร้างด้วยดินเผา หรือเรียกว่าก่ออิฐถือปูน  มีลวดลายประดับเรียกว่าลายปูนปั้น  แต่กรรมวิธีการก่อสร้างแบบก่ออิฐถือปูน ความชื้นสามารถแทรกซึมเข้าไปในเนื้อในได้ง่าย  ทำให้ผุกร่อนได้เร็วกว่าปราสาทหินนครวัด ที่สร้างด้วยหินอย่างเทียบกันไม่ได้

ปัจจุบันลวดลายปูนปั้ภายในวัดไชยวัฒนารามมีให้เห็นเพียงไม่กี่แห่ง  เรียกว่าเปลือกนอกที่เป็นลวดลายสวยงามได้กระเทาะหลุดร่อนไปเกือบหมด  เหลือแต่โครงร่างที่เป็นอิฐเผาสีน้ำตาล

ปัจจุบันปราสาทนครวัดยังอยู่ยงคงประพันแม้จะมีอายุล่วงเลยมาถึง  860 ปี ส่วนวัดไชยวัฒนาราม (จำลองมาจากนครวัด) มีอายุเพียง 380  ปี  แต่สภาพได้พังทลายลงไปมาก  




ในอดีตสมัยเสียกรุงครั้งที่ 1 เมื่อราว พ.ศ.2111-2112 พื้นที่ทางแถบวัดไชยวัฒนาราม เลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงวัดพุทไธสวรรค์ ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนัก  เคยเป็นที่ตั้งค่ายรวมพลของพม่า  ก่อนจะยกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาที่ตั้งอยู่ภายในเกาะเมือง เรียกสงครามครั้งนี้ว่า ” สงครามช้างเผือก “ โดยมี
พระเจ้าหงสาวดี บุเรงนอง กษัตริย์พม่า เป็นแม่ทัพ

เหตุที่เรียกสงครามช้างเผือก  เนื่องจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยามีช้างเผือกถึง 7 ช้าง(เชือก) และเชื่อกันว่ากษัตริย์พระองค์ใด มีช้างเผือกมาก ราษฏรก็จะอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข พืชพันธุธัญญาหารสมบูรณ์

เรื่องช้างเผือกในสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิ จึงเลื่องลือไปถึงประเทศราช และหัวเมืองต่างๆ ส่วนพระเจ้ากรุงหงสา หรือพระเจ้าบุเรงนอง ไม่มีแม้แต่ช้างเผือกแม้แต่ช้างเดียว จึงอยากได้ไปเพื่อเสริมบารมี

ช้างเผือกจึงเป็นที่ต้องการของพระมหากษัตริย์  คนโบราณเรียกช้างเผือกว่าเป็นช้างประดับบารมี หรือช้างคู่บารมีของกษัตริย์

ก่อนสงครามช้างเผือกจะเริ่มขึ้น หรือปี พ.ศ. 2106  พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่า ได้ส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายสมเด็จ พระมหาจักรพรรดิ (กษัตริย์กรุงศรีฯลำดับที่ 15 ) เพื่อทูลขอช้างเผือกจำนวน 2 ช้าง

การทูลขอช้างเผือกนี้เป็นที่ทราบกันในสมัยนั้นว่า เป็นการหยั่งเชิง  เพราะรู้ว่ากองทัพจากกรุงหงสาวดี (พม่า) มีจำนวนไพร่พลเหนือกว่ากรุงศรีหลายเท่า และก่อนที่พระเจ้าบุเรงนองจะยกทัพมาตีกรุงศรี พระองค์ได้ไปตีหัวเมืองต่างๆ เช่นรามัญ (ชาวมอญ) ที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ บริเวณปากแม่น้ำอิรวดี และยังตีไปถึง เมืองเชียงใหม่หรือล้านนา รวมทั้ง ล้านช้าง มาอย่างราบคาบ ทำให้พระเจ้าบุเรงนอง หึกเหิม คิดการณ์ใหญ่ ต้องการได้กรุงศรีอยุธยามาขึ้นกับกรุงหงสา

และสมัยพระเจ้ากรุงหงสาวดี บุเรงนอง มีกองทัพและอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้าหงสาวดีพระองค์ก่อนๆอย่างเทียบกันไม่ได้

ถ้าหากกรุงศรีฯมอบช้างเผือกให้พระเจ้าบุเรงนอง ก็ไม่ต่างกับอ่อนข้อให้พม่า เพราะช้างเผือกเป็นช้างที่อยู่คู่กับกษัตริย์ การได้มาก็เพราะบุญญาธิการของกษัตริย์องค์นั้นๆ และไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติว่ากษัตริย์ที่เสมอกันจะมอบช้างเผือกให้แก่กัน ยกเว้นแต่ประเทศราชจะมอบเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กับประเทศที่เหนือตน

สรุปว่า  ให้ หรือไม่ให้ ก็ไม่แตกต่างกัน เพราะอย่างไรเสียพม่าก็ต้องการทำศึกสงครามอยู่แล้ว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงมีพระราชสาสน์ตอบกลับไปดังนี้

“ช้างเผือกย่อมเกิดสำหรับบุญบารมีของพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นเจ้าของ เมื่อพระเจ้าหงสาวดีได้บำเพ็ญธรรมให้ไพบูรณ์คงจะได้ช้างเผือกมาสู่บารมีเป็นมั่นคงอย่าได้ทรงวิตกเลย”

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง มีความโกรธแค้น และเป็นเหตุให้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาราวปี พ.ศ. 2111 หรืออีก 5 ปี นับจากที่พระเจ้าจักรพรรดิปฏิเสธประทานช้างเผือก  จนกระทั่งกรุงศรีฯต้องเสียบ้านเสียเมืองให้กับหงสา(พม่า) ในปี พ.ศ.2112

พระเจ้าบุเรงนอง ได้จับกุมสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา) ไปเป็นประกัน พร้อมกับพระราเมศวร พระยาจักรี และพระสุนทรสงคราม จากนั้นได้แต่งตั้งสมเด็จพระมหินทราธิราช ขึ้นเป็นกษัตริย์ ปกครองกรุงศรีอยุธยาต่อไป (ตามพงศาวดารของพม่า ซึ่งหาอ่านได้ในหนังสือ ไทยรบพม่า เล่ม 1 พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2494 ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ หน้า 62 และ 63 ใต้เส้นบรรทัดด้านล่าง )

หากใครได้ดูภาพยนต์เรื่อง " ตำนานสมเด็จพระนเรศวร " ของท่านมุ้ย จะเห็นว่ามีพระสงฆ์รูปหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญ ผู้แสดงบทนี้คือ สรพงษ์ ชาตรี แสดงในบทของ พระมหาเถรคันฉ่อง หรือพระชาวมอญ ที่มีวิชาแก่กล้า และคอยช่วยเหลือสมเด็จพระนเรศวรขณะทรงพระเยาว์

หากยึดตามพงศาวดารของพม่าแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่า เรื่องราวของพระมหาเถรคันฉ่องนี้ ประวัติศาสตร์ไทยได้เขียนขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนความจริง และแท้ที่จริงแล้ว มหาเถรคันฉ่อง ก็คือสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาที่ถูกควบคุมตัวหลังเสียเมืองแก่หงสา

เขียนมาถึงตรงนี้ ปรากฏว่า ประวัติศาสตร์ของไทยกับของพม่าไม่ตรงกัน และไม่ตรงกันในสาระสำคัญด้วย ปํญหาก็คือ กษัตริย์พม่าบุเรงนองควบคุมตัวสมเด็จพระจักรพรรดิไปที่กรุงหงสาหลังกรุงศรีอยุธยาแตก(ครั้งที่1) หรือไม่ เพราะพงศาวดารพม่าระบุว่า พระเจ้าจักรพรรดิถูกควบคุม พร้อมกับสร้างตำหนักให้ประทับอยู่ในกรุงหงสาวดี ต่อมาพระองค์ได้ทรงผนวช พม่าจึงไม่มีการควบคุมตัว พระเจ้าจักรพรรดิจึงถือโอกาสหลบหนีเข้าไทย

และข้อความข้างล่างนี้นำมาจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ในเรื่องสงครามช้างเผือก

" กองทัพพม่าได้เข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ แล้วระดมยิงปืนใหญ่เข้าในพระนครทุกวัน จนราษฎรได้รับความเดือดร้อนและเสียขวัญ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ต้องเสด็จไปเจรจากับพระเจ้าบุเรงนอง ที่พลับพลาบริเวณตำบลวัดหน้าพระเมรุ กับวัดหัสดาวาส ยอมเป็นไมตรี โดยได้มอบช้างเผือก 4 เชือก พร้อมกับพระราเมศวร พระยาจักรี และพระสุนทรสงครามให้แก่พม่า โดยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงต่อรองของดินแดนของอยุธยาทั้งหมดที่พระเจ้าบุเรงนองยึดไว้คืน พระเจ้าบุเรงนองก็ถวายคืนแต่โดยดี จากนั้นพม่าก็ถอยกลับไปหงสาวดี "


จะเห็นว่า ไม่มีการกล่าวถึงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิหลังจากนั้น และหลักฐานจากบางแห่งยังระบุว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงประชวร และเสด็จสวรรคต ทำให้ประชาชนเสียขวัญ จึงเสียกรุงแก่พม่า (หลักฐานนี้ไม่น่าจะถูกต้อง )

อะไรไม่ว่า กลัวพม่ามาอ่านประวัติศาสตร์ไทยแล้วแล้วขำกลิ้งกันยกใหญ่ ว่าสุดยอดศรีทนนชัย ชนิดที่พม่าตามไม่ทัน

ประวัติศาสตร์ของไทย ในหลายเรื่องจะเห็นว่า มีความสับสน และมักบันทึกเรื่องราวแบบชาตินิยมมากเกินไป ไม่ได้ยึดถือตามความเป็นจริง พยายามให้ประวัติศาสตร์ดูดี ในความรู้สึกของคนทั่วไป จะเรียกว่าหลวกลวงคนไทยด้วยกันก็ไม่น่าจะผิด ที่น่าเป็นห่วงก็คือทำให้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ขาดความน่าเชื่อถือ ต่างกับประวัติศาสตร์ของจีนที่ดูจะน่าเชื่อถือมากกว่า

เมื่อครั้งไปเที่ยวจีน ชาวจีนด้วยกันก็ยังบอกว่าจักรพรรดิบางองค์ ก็มักมากในกามรมณ์์ สนใจแต่นางสนมโดยไม่สนใจที่จะปกครองบ้านเมือง คอยให้เจ้าเมืองต่างๆส่งสาวงามเพื่อเป็นเครื่องบรรณาการ หรือบางครั้งก็เสด็จออกนอกเมืองเพื่อหาสาวงามมาปรนเปรอ หรือจักรพรรดิบางองค์ก็กลัวตาย เสาะหาแต่ยาจีนชั้นดีมาบำรุงร่างกาย เพื่อให้อายุยืนหมื่นๆปี

หรือเรื่องราวของพระนางซูสีไทเฮาว่าร้ายกาจขนาดไหน คนก็รู้กันทั้งโลก ไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาตรงไหน และไม่ได้ทำให้ชาวโลกดูถูกดูแคลนประเทศจีน ที่เกิดการชิงดีชิงเด่นกันในราชสำนัก


กลับมากรุงศรีอยุธยากันต่อดีกว่า

ในสมัยที่พระเจ้าบุเรงนองยกทัพมาถึงกรุงศรีฯ  ก็ได้ใช้บริเวณพื้นที่วัดไชยวัฒนารามตลอดแนวแม่น้ำไปจนถึงวัดพุทไธศวรรย์ เป็นที่ตั้งค่ายรวมพล  ก่อนที่จะยิงปืนใหญ่ข้ามแม่น้ำเข้ามาถล่มกรุงศรีอยุธยาที่ตั้งอยู่ในเกาะเมือง   

และการเสียกรุงครั้งที่ 1  ปัญหาก็มาจากความไม่ลงรอยกันของระดับแม่ทัพนายกองของเจ้าเมืองต่างๆ  ฝ่ายหนึ่งก็ต้องการรบ  อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่อยากเสียเลือดเนื้อเพราะรู้ว่าเป็นรองแก่พม่า  และในการตั้งรับกับพม่าก็สูญเสียไพร่พลไปมาก จึงต้องการสงบศึกและยอมตกเป็นเมืองขึ้น  ขณะเดียวกันแม่ทัพบางคนกลายเป็นใส้ศึกให้พม่า คอยผู้ชี้ช่องทางให้พม่าเข้ามาตีเมืองได้ 

นอกจากนี้ ทัพจากล้านนาและล้านช้าง  ก็ยังลงมาสมทบหรือร่วมมือกับพม่า ทำการปิดล้อมกรุงศรีอยุธยา ส่วนค่ายของพม่าที่อยู่รอบนอกก็ยิงปืนใหญ่ข่มขวัญ จนเป็นที่แตกตื่นแก่ชาวเมือง  ในที่สุดพระเจ้าบุเรงนองได้มีพระราชสาส์นขอให้พระเจ้าจักรพรรดิยอมเจรจา ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียหายไปมากกว่านี้    

กษัตริย์บุเรงนองในสมัยนั้นถือว่าเป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถทางการรบ เป็นสุภาพบุรุษ  และมีฉายาว่าผู้ชนะสิบทิศ การศึกในครั้งนั้นหากพระเจ้าบุเรงนองจะยกพลข้ามแม่น้ำเข้ามาเผาเมือง  และฆ่าฟันชาวกรุงศรีอยุธยาเสียทั้งเมืองก็ย่อมทำได้  แต่ทรงเห็นว่ากรุงศรีเพลี่ยงพล้ำ  จนเกิดความระส่ำระสายกันภายใน จึงขอให้กรุงศรีฯยอมเป็นเมืองขึ้นแต่โดยดี  นับว่าเป็นการรบที่ไม่ได้เสียเลือดเนื้อมากนัก เมื่อเทียบกับการเสียกรุงครั้งที่ 2  ที่ไม่ต่างกับถูกโจรปล้น และเผาเมือง

วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนาราม เป็นโบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นมรดกโลก เมื่อเข้ามาภายในแล้วจะเห็นว่าเป็นสถานที่มีความสวยงาม น่าตื่นตาตื่นใจมาก   

หากใครเที่ยวภายในเกาะเมืองอยุธยาแล้วอย่าลืมเที่ยวสถานที่สำคัญๆที่อยู่นอกเกาะด้วย เพราะมีความสำคัญไม่แพ้กัน ที่จำได้ก็มีวัดไชยวัฒนาราม วัดพุทไธสวรรค์  วัดใหญ่ชัยมงคล  วัดกษัตราธิราช วัดพนัญเชิง วัดอโธยา วัดมเหย่งค์  ฯลฯ

นับไปนับมาแล้วมีหลายวัดเลยทีเดียว นี่เฉพาะวัดที่อยู่นอกเกาะเมืองนะครับ ยังไม่นับวัดและโบราณสถานสำคัญๆที่อยู่ภายในเกาะเมือง

หากเที่ยวให้ครบหรือเกือบทั้งหมดทุกวัด  คงต้องมากันอีกหลายครั้งเป็นแน่ แต่ไม่เป็นไรครับ หากว่างก็จะมาเที่ยวอยุธยากันอีก ตอนนี้ได้ยินว่ามีที่เที่ยวแห่งใหม่  น่าจะเป็นตลาดน้ำอโยธยา ญาติๆเคยไปมาแล้วบอกน่าสนใจมาก 

อยุธยาค่อนข้างมีเสน่ห์ในความรู้สึกของผม  มากี่ครั้งภายในเกาะเมืองก็ยังเหมือนเดิม  ถึงเปลี่ยนแปลงก็น้อยมาก  ที่เห็นเปลี่ยนไปน่าจะเป็นถนนสายนอกหรือทางออกสู่สายเอเชีย  ที่ขยายจนกว้างกว่าแต่ก่อนค่อนข้างมาก  

ใครคิดจะไปเที่ยวปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน  หรือไปเที่ยวเชียงคาน จังหวัดเลย  ลองมาเที่ยวอยุธยาเป็นการชิมลางก่อน อาจรู้สึกว่าไม่ต่างกัน  เพียงแต่ว่าอยุธยาอยู่ใกล้กรุงเทพ  จึงดูไม่ค่อยตื่นเต้นนัก  หรือลองเปลี่ยนบรรยากาศมานอนค้างสักคืนน่าจะเข้าท่า หาที่พักประเภทโฮมสเตย์ เพื่อสัมผัสชีวิตคนกรุงเก่า โชคดีอาจได้ฟังคนเก่าคนแก่เล่าเรื่องราวในอดีต  หรือประวัติศาสตร์กรุงศรีฯ อาจได้อรรถรสมากกว่าการอ่านจากตำรา หรือค้นหาจากเว็บไซต์ต่างๆ   



โฟโต้ออนทัวร์
18 ตุลาคม 2553



อธิบายศัพท์แสงในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

กรุงหงสาวดี คือชื่อประเทศพม่าในอดีต
พระเจ้าหงสาวดี คือสรรพนามเรียกชื่อกษัตริย์ที่ปกครองพม่า เช่นไทยอาจเรียกว่า พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม หรือกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา
พระเจ้าหงสาวดี บุเรงนอง คือกษัตริย์หงสา (พม่า) ที่มีพระนามว่า บุเรงนอง
รามัญ คือชื่อประเทศของชาวมอญ เช่นเดียวกับชื่ออื่นๆเช่น กรุงศรีฯ ล้านนา ล้านช้าง
มอญ คือชนชาติมอญ เช่นชนชาติลาว ชนชาติไทย ชนชาติเงี้ยว ชนชาติล้านนา
ผู้ชนะสิบทิศ คือฉายาของพระเจ้าบุเรงนอง หรือพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ในสมัยของพระองค์ทำให้อาณาจักรของหงสาวดี กว้างใหญ่ไพศาล โดยรวมประเทศราชรามัญ(มอญ) กรุงศรีอยุธยา ล้านนา ล้านช้าง และเขมร


หมายเหตุ:- (บันทึกความทรงจำ)

พระเจ้าบุเรงนอง หรือฉายาผู้ชนะสิบทิศ ถือเป็นนักรบที่แก่กล้า และก่อนที่จะยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้น พระองค์ได้วางแผนมาเป็นอย่างดี รวมทั้งรู้ชัยภูมิที่ตั้งของหัวเมืองต่างๆที่เป็นปราการสำคัญของกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากพระองค์เคยเป็นแม่ทัพของ พระเจ้าหงสาวดี ตะเบงชะเวตี้
มาก่อน และเคยเข้ามาตีหัวเมืองต่างๆของไทยจนถึงราชบุรี แต่ถูกขับไล่ออกไป

หลังจากบุเรงนองปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์พม่าต่อจากพระเจ้าหงสาวดี -พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ พระองค์ได้เสด็จลงไปปราบมอญ รามัญ หลังกระด้างกระเดื่อง มาตั้งแต่สมัยพระเจ้าตะเบงชะเวตี เมื่อพระเจ้าบุเรงนอง รวมมอญ-รามัญ เป็นหนึ่งเดียวกับกรุงหงสาและตองอูแล้ว ก็คิดที่จะมาตีกรุงศรีให้ราบคาบ เพราะสมัยพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ เคยทำให้เสียหน้า(แพ้กรุงศรี)มาครั้งหนึ่ง จนชาวหงสา และพวกมอญขาดความศรัทธา

แต่การที่จะเข้าตีกรุงศรี แม่ทัพนายกองของพระเจ้าบุเรงนองได้ทัดทานไว้ เพราะรู้กิติศัพท์ของทัพกรุงศรีว่าแข็งแกร่ง อีกทั้งชาวมอญ รามัญ ที่ให้มาร่วมรบกับหงสานั้นอาจรู้สึกหวาดกลัว จึงเกรงว่าหากยกไปตีกรุงศรีแล้วจะเพลี่ยงพล้ำ
(พม่าไม่กล้าสู้ไทย)

พระเจ้าบุเรงนองจึงวางแผนใช้วิธีโอบล้อมกรุงศรี โดยยกทัพไปตีเมืองล้านนา(เชียงใหม่) และ ตีล้านช้าง(ลาว)ก่อน ซึ่งเป็นอาณาจักรเล็กที่อยู่ตอนเหนือของกรุงศรีฯ เพื่อรวบรวมๆไพร่พลให้เป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ และวางแผนให้ทัพล้านนา-เชียงใหม่ ทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเสบียง โดยยกทัพมาทางเรือ(ลำน้ำปิง) ลงมาจนถึงเมืองตาก เพื่อรวมพลกับทัพหลวงของพระเจ้าหงสา-บุเรงนอง ก่อนเข้าบุกกรุงศรี

ในการยึดกรุงศรีฯครั้งนี้ พระเจ้าบุเรงนองยังออกอุบาย หลอกล่อกรุงศรี ให้เข้าผิดว่า หงสาจะยกทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์(กาญจนบุรี) ตามที่เคยเดินทัพมาในครั้งก่อนๆ ทำให้กรุงศรี ยกไพล่พลไปเพื่อสกัดกั้นตามเมืองหน้าด่านทางแถบนั้น แต่พระเจ้าบุเรงนองได้ยกทัพมาทางแม่ละเมา(จ.ตาก) ส่วนทัพที่เคลื่อนมาทางด่านเจดีย์สามองค์เป็นทัพขนาดเล็ก

พระเจ้าบุเรงนองคุมทัพหลวงมาทางด่านแม่ละเมา จากนั้นได้แบ่งทัพออกเป็นหลายทาง และเข้าตีหัวเมืองต่างๆที่อยู่ทางตอนเหนือของกรุงศรีฯ อย่างราบคาบ ซึ่งได้แก่เมืองสวรรคโลก กำแพงเพชร พิษณุโลก โดยอาศัยความได้เปรียบที่มีกำลังเหนือกว่า

ในที่สุดกองทัพทั้งหมดได้มาโอบล้อมกรุงศรีอยุธยา หรือเกาะกรุงศรีอยุธยารอบด้าน ไม่ต่างกับถูกล้อมกรอบ และแม่น้ำรอบเกาะได้ถูกทัพเรือพม่าวางกำลังไว้หมดแล้ว รวมทั้งมีเรือปืน(ใหญ่)สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก สามารถยิงจากเรือได้

ในที่สุด พระเจ้าบุเรงนอง ได้มีพระราชสาส์นขอให้ สมเด็จพระมหาจักรพรรด
ิ ยอมเจรจา หรือยอมจำนน โดยพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ ได้ลงนามตกลง ยุติสงครามกันในพลับพลาแห่งหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อการนี้เป็นการเฉพาะ

เป็นอันว่ารุงศรีอยุธยา ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงหาสาวดี พร้อมกันนี้ได้มอบช้างเผือก 4 ช้าง พระราเมศวร (โอรส) พระยาจักรี(แม่ทัพ/ใส้ศึก) และพระสุนทรสงคราม ให้แก่พม่า เพื่อเป็นประกัน
ในปี พ.ศ. 2112

ปมปัญหา
- สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ถูกพระเจ้าบุเรงนองจับเป็นตัวประกันและพาตัวไปที่กรุงหงสา หรือไม่
- ประวัติศาสตร์ไทยระบุว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดสวรรคตปี พ.ศ.2111 แต่สงครามสิ้นสุดปี พ.ศ. 2112 และหลักฐานยังบอกว่าสมเด็จ
  พระมหาจักรพรรดิ
ได้เสด็จไปเจรจายุติศึก กับพระเจ้าบุเรงนอง ที่พลับพลา ตำบลหน้าพระเมรุ
(ตามประวัติศาสตร์ของไทย)
  ตกลงอย่างไรกันแน่ ก็ในเมื่อเสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่ทำไมยังเสด็จไปเจรจาสงบศึกในปีถัดมา




--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





แผนที่ท่องเที่ยวอยุธยา (แผนที่ขนาด 2500*1800 pixels) เส้นทางเดินรถกรุงเทพ-อยุธยา แบบลัดสั้น (1400*940)
           ดาวน์โหลดแผนที่แบบแยกชิ้น (6ชิ้น) เพื่อปริ้นท์และนำมาต่อกัน คลิก                                (ต้องการดูภาพใหญ่ให้คลิกที่ภาพ)
(ต้องการดูภาพใหญ่ให้คลิกที่ภาพ)

     



 
     
 
 
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ