Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร์ Home   :   Gallery   :   Ayutthaya Part 4     Home
ภาพชุดท่องเที่ยวเมืองเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราชธานีของไทยที่เคยรุ่งเรืองมาเป็นเวลาถึง 417 ปี ระหว่าง พ.ศ.1893 - พ.ศ.2310
สัมผัสวิถีชีวิตของชาวกรุงเก่าในปัจจุบัน บ้านเรือน วัดวาอาราม และโบราณสถานสำคัญๆ ที่ยังหลงเหลือ หลังเสียกรุงแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ.2310 หรือเมื่อ 243 ปีก่อน
1 บ้านเก่า - วัด
2 วัดริมน้ำ
3 วัดไชยวัฒนาราม
4 พิธีหล่อพระ
5 วัดพุทไธศวรรย์
Ayutthaya Part 4 พิธีหล่อพระพุทธรูป วัดพุทไธศวรรย์
 
 
         
 
  Ayutthaya
Ayutthaya  city is the capital of Ayutthaya province in Thailand. The city was founded in 1350 by King U-Thong, who went there to escape a smallpox outbreak in Lop Buri and proclaimed it the capital of his kingdom, often referred to as the Ayutthaya kingdom or Siam. It is estimated that Ayutthaya by the year 1600 CE had a population of about 300,000, with the population perhaps reaching 1,000,000 around 1700 CE, making it one of the world's largest cities at that time

In 1767 the city was destroyed by the Burmese army, resulting in the collapse of the kingdom. The ruins of the old city now form the Ayutthaya historical park, which is recognized internationally as a UNESCO World Heritage Site. The city was refounded a few kilometers to the east. The city is sometimes called "Venice of the East"
 
 
 
Ayutthaya Part 4 พิธีเททองหล่อพระพุทธรูป วัดพุทไธศวรรย์
 
 
   
เที่ยววัดทั่วไทย คลิก

คลิกดูภาพตามหมวดหมู่
(Site Directory)

 ภาพถ่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ภาพท่องเที่ยวในต่างจังหวัด
ภาพวัด ภาพเจดีย์ ภาพโบสถ์วิหาร
ภาพทะเล ภาพชายหาด ภาพหาดทราย
ภาพวิถีไทย บ้านไทยริมน้ำ
ภาพภาพพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก
ภาพเขื่อน ภาพทะเลสาบเหนือเขื่อน



ภาพงานพระราชพิธี ภาพสถาบันพระมหากษัตริย์
ภาพตลาดสด ตลาดพื้นบ้าน ตลาดนัด ภาพถนนคนเดิน
ภาพชาวนา ภาพทุ่งนา ภาพการทำนา
ภาพเด็กน่ารัก ภาพเด็กนักเรียน
ภาพดอกไม้ ดอกกล้วยไม้ ดอกทานตะวัน
ภาพภูเขา ธรรมชาติ ป่าไม้ ทิวทัศน์ ชนบท อุทยานแห่งชาติ
ภาพในเว็บมีลิขสิทธิ์ อ่าน : copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
Home   :   Gallery   :   Ayutthaya Part 3      Home        
 




วัดพุทไธศวรรย์  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา




วัดพุทไธศวรรย์เป็นวัดสำคัญและเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และอยู่ไม่ไกลกับวัดไชยวัฒนารามที่นำเสนอไปเมื่อตอนที่แล้ว   หากใครไปเที่ยวในย่านนี้ก็คงต้องแวะชมทั้งสองวัดไปพร้อมๆกัน

หลังออกจากวัดไชยวัฒนารามไปได้ไม่ไกลก็มาถึงวัดพุทไธศวรรย์   ตามประวัติแล้ววัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ.1876  ในสมัยของพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1  ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา

จนถึงปัจจุบันวัดนี้น่าจะมีอายุถึงหกร้อยกว่าปี หรือสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น นับว่านานทีเดียว หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่ามีอายุมากกว่าวัดใดๆในอยุธยา  แต่เข้าใจว่าโบสถ์วิหารที่สร้างกันในยุคแรกๆคงผุผังเสื่อมสลายไปจนหมดแล้ว  และที่เห็นเป็นซากปรักหักพังอยู่ทุกวันนี้คิดว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางหรือตอนปลายมากกว่า  เพราะเมื่อเทียบกับวัดไชยวัฒนารามหรือวัดอื่นๆแล้วดูเหมือนจะมีความเก่าพอๆกัน หรือมีรูปแบบทางสถาปัตย์กรรมในยุคสมัยเดียวกัน หากคาดเดาแล้วก็คิดว่าโบราณสถานภายในวัดนี้น่าจะมีอายุราว  300- 400  ปี     

วัดพุทไธศวรรย์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก เขตตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา  วัดนี้เช่นเดียวกับวัดสำคัญๆอีกหลายแห่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ  ซึ่งได้แก่วัดกษัตราธิราช  วัดไชยวัฒนาราม  วัดพนัญเชิง  ฯลฯ

สำหรับผู้ที่นั่งเรือเที่ยวรอบเกาะเมือง สามารถมองเห็นวัดพุทไธศวรรย์ไม่ยากนัก  จุดสังเกตที่เด่นชัดได้แก่พระปรางค์ที่สูงโดดเด่น  และต้องบอกว่าเป็นพระปรางค์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย  โดยสร้างตามแบบศิลปะของขอม  

ศิลปะขอมมีอิทธิพลต่อการสร้างวัดและปราสาทราชวังของไทยไม่น้อย  น่าจะเรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของศิลปะไทยเลยก็ว่าได้

ในวันที่เดินทางมายังวัดพุทไธศวรรย์เมื่อเดือนกรกฏาคมปี 53  ขณะขับรถเข้ามาเขตวัดสังเกตเห็นกำลังทำพิธีหล่อพระในบริเวณลานหญ้า  คนเป็นจำนวนมากนั่งอยู่ภายในเต้นท์พิธี  มีคนนุ่งขาวห่มขาวกำลังเติมไฟในเตาหลอมให้ลุกช่วงอยู่กลางลาน  และเป็นเป้าสายตาของทุกๆคนที่มาร่วมพิธี 

นึกในใจว่าน่าจะเป็นพิธีหล่อพระแน่นอน  เพราะไฟที่กำลังลุกโชติเป็นสีเหลือง สลับกับสีแดง ดูแล้วน่าสนใจจึงเลี้ยวรถเข้าจอดด้านหลังพิธี  จากนั้นก็ลงไปบันทึกภาพพิธีดังกล่าว

นี่เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสเห็นพิธีเททองหล่อพระพุทธรูป     

หลังพิธีสวดของพระสงฆ์เสร็จสิ้นลง  จากนั้นประธานในพิธี(น่าจะเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์) เป็นผู้นำแผ่นทองหย่อนลงในภาชนะที่ใช้เททองซึ่งมีด้ามยาวๆ  และ เมื่อแผ่นทองตกลงไปในภาชนะทีมีทองเหลวๆอยู่แล้วก็ละลายทันที  พร้อมกับมีเปลวไฟสีขาวปนเหลืองลุกสว่าง เห็นแล้วก็น่าตื่นตา  จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เทลงเบ้าหลอมที่วางเรียงรายอยู่หลายอัน

การหล่อพระเป็นแบบนี้นี่เอง

พิธีหล่อพระดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องของพิธีพรามหณ์   เพราะเห็นเครื่องเซ่นวางเต็มโต๊ะตามแบบพิธีพรามหณ์ทั่วๆไป  และเททองลงเบ้าแรกก็คงจะเป็นเวลาตามฤกษ์ยาม 

การเททองที่กระทำในพิธีวันนี้ถือเป็นการเททองเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย เรียกว่าทำเป็นพิธี ส่วนการหล่อพระตามกระบวนการต่อไปที่มีเป็นจำนวนนับร้อยนับพันองค์นั้น จะไปทำกันที่โรงงานหรือโรงหล่อพระในภายหลัง

ช่วงเวลานั้นทำให้รู้ว่าการหล่อพระกลายเป็นธุรกิจหรือเป็นอาชีพหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน  เมื่อพระพุทธรูปเป็นของบูชาที่หลายคนต้องการ  คำว่าพุทธพาณิชย์หรือธุรกิจที่หากินกับพุทธศาสนาก็คงจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน  ธุรกิจโรงหล่อพระก็คงเกิดขึ้นมากมาย 

ไม่แน่ว่าอนาคตพระพุทธรูปจากเมืองไทยอาจกลายเป็นสินค้าส่งออกที่หลายประเทศต้องการ รูปแบบของพระพุทธรูปก็อาจเปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกค้า  เผลอๆอาจมีพระพุทธรูปปางพิศดารพันลึก  เหมือนกับที่เคยเป็นข่าวอยู่เนืองๆก็เป็นไปได้  เช่นปางพยาบาล ที่วัดแห่งหนึ่งในอยุธยา  ใครกราบไหว้บูชาก็จะทำให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ  หรือพระพุทธรูปปางถือบันใดจากวัดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่

หากชาวพุทธยังยึดติดกับพระพุทธรูปหรือยังนิยมประเภทเครื่องลางของขลังมากเกินไป  ก็ยิ่งห่างไกลจากแก่นสารในคำสอนของพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น  ไม่ต่างกับคำพูดของท่านพุทธทาสที่เคยกล่าวไว้ว่า “พระพุทธรูปบังพระธรรม” หมายถึงยึดติดกับพระพุทธรูปมากกว่าที่จะใส่ใจปฏิบัติตามหลักของพระธรรม  หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า  ซึ่งเป็นแก่นสารที่สำคัญที่สุด

หลังเสร็จพิธีก็ขับรถเข้าไปภายในวัดพุทไธศวรรย์  ที่ห่างจากพิธีราว 200 เมตร

พอลงจากรถก็ได้ยินเสียงพระ  กำลังประชาสัมพันธ์ผ่านเครื่องขยายเสียงเชิญชวนให้ญาติโยมเข้าไปภายในอาคารกระจกหลังใหญ่เพื่อเช่าพระพุทธรูปและพระเครื่องในรุ่นต่างๆ

นี่คือตัวอย่างของคำว่าพุทธพาณิชย์ที่เห็นกันทั่วประเทศ   ต่างกับอีกหลายๆวัดที่มีบรรยากาศของการเชิญชวนให้ปฏิบัติธรรม  พร้อมเปิดเทปบรรยายธรรมให้ผู้ที่มาวัดได้ยินได้ฟังกัน  ซึ่งประการหลังนี้ดูจะสงบจิตสงบใจมากกว่าวัดที่ประกาศขายพระดั่งลั่นจากเครื่องขยายเสียง  ไม่ต่างกับงานวัดที่จัดขึ้นทุกวัน 

ใครเดินเข้ามาในวัด  พระโฆษกก็มุ่งขายพระมากกว่าที่จะให้ญาติโยมได้รับความรู้ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญกับโบราณสถานต่างๆภายในวัด

วัดพุทไธศวรรย์มีโบราณสถานเก่าแก่อยู่มากมาย  ใครมาเที่ยวก็ต้องเดินไปยังด้านในที่มองเห็นพระปรางค์สีขาวสูงใหญ่  แต่ก่อนที่จะเดินเข้าไปในอาณาเขตของพระปรางค์  ก็ต้องผ่านวิหารหลังเก่าที่ได้รับการบูรณะจนเหมือนใหม่  

ภายในวิหารนี้มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ 3-4 องค์ตั้งเป็นกลุ่มของพระประธาน ซึ่งเป็นพระสมัยกรุงศรีอยุธยา

วิหารหลังนี้เคยมาเห็นในสภาพเดิมๆแต่ก็นานมาแล้ว  ก่อนหน้านั้นเข้าใจว่ายังไม่มีการบูรณะกันแบบถาวร  คงปรับปรุงซ่อมแซมไปตามสภาพ  แต่ดูแล้วกลับมีกลิ่นอายของคำว่า  สมัยกรุงศรีอยุธยา  เพราะสภาพคงไม่ต่างกับเมื่อหลายร้อยปีก่อน

แต่วันนี้ต้องบอกว่ามันกลายเป็นวัดใหม่หรือเป็นวิหารหลังใหม่ที่พึ่งสร้าง  ไม่มีคำว่าอดีตให้หลงเหลือ 

ยังสงสัยและแปลกใจว่าทำไมจึงต้องทำทุกอย่างให้หมดจดงดงาม  โดยละทิ้งความเป็นอดีตจนหมดสิ้น  โดยเฉพาะพระองค์ใหญ่ภายในวิหารถูกปิดด้วยแผ่นทองจนสุกปลั่ง  กลายเป็นพระพุทธรูปองค์ใหม่ชนิดแกะกล่อง  ทั่งๆที่เป็นพระเก่าที่มีอายุหลายร้อยปี

หลังกราบไหว้พระในวิหารนี้เสร็จก็ออกมาด้านนอกเพื่อจะไปยังพระปรางค์องค์ใหญ่ที่เห็นอยู่ข้างหน้า  แต่ก็ต้องมาหนวกหูกับเสียงประทัดที่จุดกันในซุ้มเล็กๆบริเวณหน้าวิหาร

วัดควรให้มีบรรยากาศเงียบสงบ  แต่กลับให้มีเสียงดังจากประทัด  เป็นการทำลายสภาพแวดล้อมของโบราณสถาน  หากทางวัดต้องการเช่นนั้นก็น่าจะสร้างที่จุดประทัดให้มีเสียงลดลงให้มากกว่านี้  หรือย้ายที่จุดไปไว้ที่อื่น

คนอยุธยาหรือคนท้องที่อาจเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา  เพราะที่ไหนๆก็จุดประทัดกัน  แต่มันสร้างความน่ารำคาญให้กับนักท่องเที่ยว  และคงไม่เหมาะกับสถานที่แห่งนี้ซึ่งเป็นบรรยากาศของเมืองเก่า  

วัดหลายแห่งพยายามหาเงินเข้าวัดหรือเอาใจผู้คนด้วยวิธีการที่ดูไม่ค่อยจะเหมาะสม  เป็นทำลายความศรัทธาของชาวพุทธที่ต้องการหาความสงบในการมาทำบุญ

ถ้าจำไม่ผิดก็อยุธยานี่แหละ  เมื่อหลายปีก่อนมีหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ามีวัดแห่งหนึ่งกระทำการลบหลู่ศาสนา โดยทางวัดมีการขายจีวรผืนใหญ่ (นำผืนเล็กมาต่อกัน) เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาซื้อไปถวายพระประธานองค์ใหญ่ที่สูงราว 5  เมตร ทั้งนี้เพื่อความเป็นศิริมงคลให้กับตนเอง  และเป็นวิธีหาเงินเข้าวัดวิธีหนึ่ง

เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วทางวัดก็จะนำไปให้เจ้าหน้าที่ 2 – 3  คนที่ยืนอยู่บนองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  จากนั้นก็โยนผ้าจีวรข้ามบ่าพระไปอีกฝากหนึ่ง  ดึงไปกระชากมาจนจีวรกางได้ที่เป็นอันเสร็จ   และหากมีลูกค้ารายใหม่ก็จะดึงจีวรลง   จากนั่นก็จะโยนจีวรผืนใหม่ขึ้นไปแทนที่ หรืออาจโยนทับกันไปหลายๆผืน  ส่วนจีวรที่ใช้แล้วก็จะเวียนใช้กันทั้งวัน

ลองนึกภาพว่าเจ้าหน้าที่คนหนึ่งต้องยืนหรือเหยียบย่ำบนหน้าตักพระ  อีกคนหนึ่งอยู่บนฐานพระด้านหลัง  เหยียบกันไป ย่ำกันมากันบนองค์พระ  คนที่มาไหว้พระคงรู้สึกตะขิดตะขวงใจ  ไหว้ทั้งพระและไหว้ทั้งเจ้าหน้าที่ไปพร้อมๆกัน

หลังหนังสือพิมพ์นี้ลงข่าว  ก็เป็นที่ฮือฮาสำหรับพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธากับพระพุทธรูปองค์นี้ ต่างวิจารณ์ไปต่างๆนานาว่าไม่เหมาะสม 

แต่แปลก พอผู้สื่อข่าวไปถามเจ้าอาวาส  ท่านกลับบอกว่าไม่ผิดวินัยสงฆ์  เป็นความประสงค์ของญาติโยม  พิจารณาแล้วเห็นว่า  ไม่เป็นการลบหลู่  ไม่ทำให้ศาสนาเสื่อม  ว่าแล้วก็บอกให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติไปตามเดิม

เอวังก็ด้วยประการฉะนี้

ต้องวิจารณ์กันตรงๆว่า  ทางวัดงกเงินครับ  งกมากจนไม่ลืมหูลืมตา  อยากได้เงินเข้าวัดจนหูตาลาย  เห็นผิดเป็นชอบ  เมืองไทยหากมีเจ้าอาวาสที่มีแนวคิดแบบนี้มากเท่าใด  ก็ยิ่งเป็นตัวฉุดให้พุทธศาสนาในประเทศไทยมัวหมองมากยิ่งขึ้น 

งานนี้จะไปโทษญาติโยมคงไม่ได้   เพราะทางวัดเป็นผู้จัดการทั้งหมด  รวมทั้งเป็นต้นคิดวิธีการแผลงๆแบบนี้ 

เรื่องราวของวัดพุทไธศวรรย์ยังมีต่ออีก 1 ตอน จะพาไปชมโบราณสถานที่สำคัญของวัดนี้ ติดตามชมนะครับ




โฟโต้ออนทัวร์
26  ธันวาคม 2553





--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





แผนที่อยุธยาขนาดใหญ่ดูชัดเจน (่ขนาด 2500*1800 pixels) เส้นทางเดินรถกรุงเทพ-อยุธยา แบบลัดสั้น (1400*940)
           ดาวน์โหลดแผนที่แบบแยกชิ้น (6ชิ้น) เพื่อปริ้นท์และนำมาต่อกัน คลิก                                (ต้องการดูภาพใหญ่ให้คลิกที่ภาพ)
(ต้องการดูภาพใหญ่ให้คลิกที่ภาพ)

     



 
     
 
 
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ