ผลไม้เมืองจันท์ (จันทบุรี) เที่ยวจันทบุรี ภาพโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล โบสถ์คริสต์ (โบสถ์คาทอลิค) ที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2254

Search in site
 
Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
 
          
Home   Home  :  Gallery  :  Chantaburi part 1
Chanthaburi Province, Most Beautiful Catholic Church of Thailand
เที่ยวเมืองจันท์ ตอนที่ 1
โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล ศิลปะโกธิค ( Gothic) เป็นโบสถ์ที่สวยและใหญ่ที่สุดในประเทศ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี















 
 
     
   
 
 

ตำแหน่งที่ตั้งจังหวัดจันทบุรี แผนที่จังหวัดจันทบุรี (1980*2910) คลิกที่ภาพ            แผนที่จังหวัดจันทบุรีและสถานที่ใกล้เคียง คลิกที่ภาพ

      




เที่ยวเมืองจันท์ ตอนที่ 1

โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล และชุมชนตลาดล่าง ริมฝั่งแม่น้ำจันทบูร

(เดินทาง เมษายน 54)


คนกรุงเทพที่มาเที่ยวทางแถบชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เช่นพัทยา หรือ ระยอง โดยออกเดินทางช่วงสายๆของวันเสาร์ และกลับในวันอาทิตย์ หากต้องการมาพักถึงระยองก็น่าจะลงตัวสำหรับการท่องเที่ยว หรือจัดสัมนาขององค์กรในระยะเวลา 2 วัน

ระยะทาง 180 กม.จากกรุงเทพมาระยอง ถือว่าไม่รีบเร่ง และยังมีเวลาท่องเที่ยวรวมทั้งจัดกิจกรรมต่างๆขององค์กรได้มากพอสมควร

แต่ถ้าจะเลยไปถึงเมืองจันท์ หรือจังหวัดจันทบุรีที่มีระยะทางราว 270 กม. คงต้องวางแผนกันมากขึ้น  พักคืนเดียวรู้สึกว่ายังไม่ค่อยเต็มอิ่ม  สถานที่ท่องเที่ยวก็ต้องเลือกเอาเฉพาะที่เป็นไฮไลท์ และต้องกระชับมากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับเวลา

มาเที่ยวเมืองจันท์ให้สบายๆ  ชิล  ชิล  หรือพอจะมีเวลาเที่ยวซอกแซก รวมไปถึงจะได้รู้จักเมืองจันท์กันเต็มอิ่ม  คิดว่า  2 คืน กับ 3  วันก็น่าจะกำลังพอดี  หากมีเวลาเหลือก็อาจไปชมสวนผลไม้ที่ขึ้นชื่อของเมืองจันท์ในช่วงที่ถึงฤดูกาล 

พูดถึงเมืองจันท์  นึกขึ้นได้ว่าเคยมาเที่ยวอยู่สองครั้ง  ครั้งแรกสมัยเป็นนักเรียนที่ยังนุ่งขาสั้น  พอจะจำความได้ว่า เมืองจันท์นี้เต็มไปด้วยสวนยางพารา  และสวนผลไม้  ตอนนั้นตัวเมืองจันท์ดูยังไม่ค่อยเจริญนัก  ในเมืองมีแต่ร้านเจียรนัยพลอยเต็มไปหมด

ในใจคิดว่าเมืองจันท์ที่เติบโตขึ้นมาก็น่าจะเป็นเรื่องพลอยที่เป็นตัวหลัก

เมืองจันท์ที่มาครั้งนั้นยังมีความรู้สึกว่าอากาศชุ่มชื่น ไม่ต่างกับจังหวัดทางภาคใต้  ทั้งๆที่อยู่คนละโซนกัน  ผลไม้ที่มีชื่อก็มีทุเรียน  มังคุด และเงาะ  ส่วนผลไม้อื่นเช่นกระท้อน  ระกำ  สละ ฯลฯ  มีประปราย  เรื่องผลไม้เมืองจันท์ ก่อนนั้นเข้าใจว่าเป็นผลไม้ที่ปลูกตามฤดูกาล ผิดกับปัจจุบันที่ชาวสวนได้พัฒนาให้ออกลูกออกหลานจนมีทานกันได้ทั้งปี  และปลูกในปริมาณที่มากขึ้น จนส่งไปขายยังต่างประเทศ  

มาเมืองจันท์ครั้งที่สอง

มาคราวนี้มีโอกาสติดรถ (บรรทุกข้าวสาร) มากับญาติ  พอดีเป็นช่วงปิดเทอม เค้าชวนก็มา  ตอนนั้นเป็นหนุ่มแล้วละครับ อีกอย่างเมืองจันท์ก็เป็นเมืองที่น่าสนใจ  

เมืองจันท์ช่วงนั้นกำลังบูมมากในเรื่องการค้าพลอย  เรียกว่าธุรกิจนี้สร้างความร่ำรวยให้กับผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจนี้ คนต่างถิ่นโดยเฉพาะ จากจังหวัดทางภาคอีสานต่างมุ่งสู่จันทบุรีเพื่อขุดทองหาสมบัติกัน

พลอยเป็นทรัพย์ในดินที่ต้องนำขึ้นมาเจียรนัยจนเกิดมูลค่า แต่กว่าจะนำขึ้นมาก็ต้องใช้แรงงานคน และหากเจอสายแร่ก็ถือว่าโชคดี แต่อาจโชคร้าย หากขุดกันจนเพลิน ดินอาจถล่มลงมาทับคนงาน จนเป็นเป็นข่าวกันอยู่บ่อยๆ

ที่ตายก็ตายไป  ที่อยู่ๆก็ขุดกันต่อไปโดยไม่กลัวเกรง เพราะหากโชคช่วยและมีโอกาสอยู่รอดก็หมายถึงความร่ำรวย

่มาเมืองจันท์ในครั้งที่สองนั้น ญาติได้ว่าจ้างรถบรรทุกสิบล้อเพื่อขนข้าวสารไปขาย  โดยเดินทางไปตามเสียงร่ำลือที่ว่า ธุรกิจค้าขายที่บ่อพลอยคึกคักมาก  ขายอะไรก็ขายได้ และได้ราคาดีด้วย มีเงินสะพัดกันในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก 

คราวนั้นนอนพักที่ตัวเมืองจันท์ 1 คืน  พอเช้าก็ออกเดินทางสู่บ่อพลอย

เรามาตั้งหลักกันตรงทางแยกก่อนจะเข้าไปในแหล่งขุดพลอยที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า ถามไถ่ร้านค้าแถวนั้นเพื่อหาข้อมูลกันก่อนว่าสภาพมันเป็นอย่างไร เรียกว่ามากันแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้   มารู้ความจริงว่าหนทางค่อนข้างลำบาก  ยิ่งเป็นหน้าฝนแบบนี้แล้วก็เละไม่มีชิ้นดี 

ไหนๆมาแล้ว จะถอยก็ไม่ได้ จึงต้องเดินหน้าลูกเดียว

หลังจากนั้นก็เข้าป่า  ปรากฏว่ามันเป็นเส้นทางหฤโหดสมกับที่ชาวบ้านบอกไว้ไม่มีผิด

ถนนที่แย่ก็เนื่องจากว่ามีรถราวิ่งเข้าออกกันเป็นจำนวนมาก  ทั้งรถเล็กรถใหญ่ต่างก็มุ่งสู่บ่อพลอยเพื่อค้าขาย ยิ่งลึกถนนก็ดูจะย่ำแย่หนักขึ้นทุกที สองข้างทางก็ไม่ต่างกับป่าดิบ มีต้นไม่ขนาดใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด ระหว่างทางก็ไม่เห็นบ้านเรือนแม้แต่หลังเดียว นึกในใจว่ามาลุยป่ากันจริงๆ

วิ่งไปได้ราวครึ่งทาง  ปรากฏว่าทางข้างหน้าเป็นเนินสูงชันจนมองเห็นรถที่อยู่ไกลลิบอยู่หลายคัน สภาพถนนในบริเวณนี้ไม่ต่างกับปลักควายหรือประเภทน้องๆ  เห็นแล้วก็ใจเหี่ยวว่าจะไปไหวหรือนี่ รถหลายคันที่เห็นอยู่นั้น บางคันล้อติดโคลนจนไปไม่ได้ คันที่จะสวนหรือจะแซงก็ไปลำบาก เพราะรถติดหล่มดันขวางอยู่ช่วงกลางถนน จึงค่อยๆคลานไปอย่างเชื่องช้า หลบซ้ายทีขวาที โดยมีผู้ที่ชำนาญทางลงมาคอยกำกับ แต่ในที่สุดก็ผ่านไปได้  แบบทุลักทุเลและเสียเวลาไปค่อนข้างมาก

เมื่อถึงปลายทางก็ยิ่งแปลกใจ เพราะระหว่างทางที่ผ่านมาไม่เห็นบ้านเรือนแม้แต่หลังเดียว การเดินทางก็แสนสุดโหด  แต่ที่นี่กลับเป็นหมู่บ้านหรือเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางป่า ร้านค้าบ้านช่องก็ปลูกสร้างกันแบบง่ายๆด้วยใบจาก หรือหญ้าคา  ดูไปก็ไม่ต่างกับค่ายอพยพของชนกลุ่มน้อย เพราะมันสะเปะสะปะไร้ทิศทางและไร้ระเบียบ อยากสร้างตรงไหนก็สร้างได้เลย

เห็นผู้คนแล้วไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่ชาวบ้านบอกว่า  ตอนเย็นๆจะมากกว่านี้  เพราะเป็นเวลาที่ชาวบ้านเลิกงานจากการขุดพลอย และบริเวณลานโล่งๆที่เห็นนี้จะเป็นตลาดค้าพลอย คนซื้อกับคนขายหรือพวกคนงานจะมาพบกัน

เรามาถึงบ่อพลอยในช่วงบ่ายๆ  จากนั้นก็แวะทานข้าวกันก่อน  แต่พอคิดราคาแล้วตกใจ  มันแพงกว่าที่กรุงเทพถึง 2 เท่า  หากเทียบกับราคาปัจจุบัน  ก๋วยเตี่ยวธรรมดาๆ  1 ชาม ราคาในกรุงเทพตอนนี้ราว 25 บาท หากเป็นที่บ่อพลอยก็ราคา 50 บาท  ข้าวราดแกงก็อาจราคา 50 บาท  อะไรทำนองนั้น  ส่วนของอย่างอื่นก็แพงพอๆกัน อาจสูง 2 ถึง 3 เท่าของราคาปกติ

และน่าแปลกที่ชาวบ้านเค้าซื้อกันได้หน้าตาเฉย โดยไม่สะดุ้งสะเทือนกับราคา

ที่นี่เงินสะพัดกันจริงๆ แต่จะว่าไปแล้ว ของที่จะนำมาขายก็ไม่ได้มากันแบบง่ายๆ เส้นทางลำบากแค่ไหนก็เห็นๆกันอยู่ ราคาจึงต้องสูงกว่าปกติ
 อีกอย่างหนึ่งที่นี่ไม่ต่างกับถิ่นคนมีเงิน  ทั้งชาวบ้าน  ชาวอีสาน  หรือชาวเขมร  ที่แห่กันมาขุดทอง  มีเงินใช้กันอย่างถ้วนหน้า

ตกเย็นที่นี่เริ่มมีบรรยากาศคึกคัก ตลาดที่นี่ก็คือสถานที่โล่งแจ้ง ไม่มีเพิง ไม่มีหลังคา  ส่วนใหญ่จะนั่งปูผ้ากับพื้น หรือยืนซื้อขายกัน  พลอยที่ขุดมาหากเนื้อดีเม็ดใหญ่ ก็จะมีคนมุงดูกันมาก ราคาก็จะสูง

พลอยที่ซื้อขาย เป็นพลอยที่ขุดกันมาใหม่ๆในวันนี้ และชาวบ้านส่วนใหญ่จะปล่อยขายจนหมด

ยืนดูเค้าซื้อขายกัน ถึงได้รู้ว่า หากคนรับซื้อให้ราคาดีหน่อยชาวบ้านก็จะขาย ทั้งๆที่พลอยเม็ดนั้นหากใจเย็นอีกนิด ก็จะขายได้ราคามากกว่านี้ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่จะแพ้ลีลาการเจรจาของพ่อค้า และอยากได้เงินเร็วๆ ใครให้ราคาดีที่น่าพอใจก็ขายทันที

ส่วนพ่อค้าที่รับซื้อก็ไช่ว่าจะซื้อเก็บๆไว้เพื่อนำไปขายต่อกันในเมือง  เพราะอาจมีพ่อค้าคนอื่นๆมาขอซื้อโดยให้ราคาสูงขึ้นไปอีก  เรียกว่าในตลาดนี้มีการเปลี่ยนมือกันเป็นทอดๆในช่วงเวลาเพียง  2-3 ชั่วโมง 

ประเภทจับเสือมือเปล่าก็มีมาก  พวกนี้ต้องบอกว่าเซียน  พอรับซื้อจากชาวบ้านก็เดินเร่ขายต่อทันที รับทรัพย์กันเหนาะวันละหลายพันบาท บางวันอาจได้กำไรเป็นหมื่นๆ


ใครไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ   เพราะบ่อพลอยเมืองจันท์สมัยนั้นเป็นแบบนี้จริง  จับเสือมือเปล่ากันแบบเห็นๆ

มามือเปล่า และไปแบบมือเปล่า  แต่มีเงินเป็นฝ่อนในกระเป๋า  เรียกว่ารวยเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมง

นี่คืออาชีพการค้าพลอยเมืองจันท์ในสมัยนั้น

ต่อมารูปแบบการขุดพลอยได้เปลี่ยนไป  เนื่องจากเกิดเรื่องเกิดราวกันบ่อยขึ้น  มีเจ้าพ่อหรือมาเฟียเข้ามาหาประโยชน์ คนที่นี่ถูกฆ่าตายไปก็มาก  หากเกิดอะไรขึ้นตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะสภาพพื้นที่เป็นป่า และห่างไกลจากกฏหมายบ้านเมือง

ปืนเท่านั้นที่ใช้ตัดสินเรื่องราวต่างๆ โดยไม่ต้องพึ่งกฏหมาย 

ที่นี่มีปัญหาและข้อพิพาทกันบ่อยมากจนรัฐบาลต้อ
งเปิดให้มีการสัมปทานทำเหมืองบ่อพลอยให้ถูกต้องตามกฏหมาย ที่ผ่านมาชาวบ้านก็ทำผิดกฏหมายมาตลอด ถือว่าเป็นการรุกล้ำป่าสาธารณะซึ่งเป็นของรัฐบาล

เมื่อมีการเปิดสัมประทานพื้นที่การขุดพลอยจึงตกมาอยู่ในมือของเอกชนรายใหญ่  ส่วนชาวบ้านที่มีอาชีพขุดพลอยก็ต้องบุกรุกที่อื่นๆกันต่อไป หรืออาจไปขุดในที่ดินของเอกชน แต่ต้องจ่ายค่าเช่าหรือค่าต๋ง

ปัจจุบันเข้าใจว่าพลอยในเมืองจันท์คงจะร่อยหรอลงไปมาก  พ่อค้าเมืองไทยจึงต้องนำเข้าพลอยดิบจากต่างประเทศ แล้วมาเจียรนัยในประเทศไทย  หรือบางคนก็ไปรับสัมปทานบ่อพลอยกันถึงแหล่ง

พลอยเมืองไทยเคยได้รับขนานนามว่า " ทับทิมสยาม " ก็เพราะพลอยสีแดงหรือพลอยแดงเนื้อดีของเมืองจันท์ที่สร้างชื่อเสียงในเวลานั้น

เผลอฝอยเรื่องพลอยเมืองจันท์มามาก  จนกระทั่งมาถึงโบสถคริสต์หรือโบสถ์แคทอลิกที่มีชื่อของเมืองจันท์

น่าแปลกนะครับที่จันทบุรี  เป็นจังหวัดที่ไม่ใหญ่โตนักแต่กลับมีโบสต์คริสต์ ” ที่ใหญ่ที่สุดและสวยที่สุดในประเทศ “  ซึ่งคนไทยน้อยคนที่จะทราบเรื่องนี้

โบสถ์หรือวัดคริสถ์ทีชื่อว่า " โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล " อยู่ห่างจากตัวเมืองราว 2 กม. วันนั้นมาถึงในเวลาที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนที่ทำท่าจะตกมาตั้งนานแล้ว แต่ในที่สุดลมก็พัดผ่านเลยไป

เมื่อเข้ามาในเขตวัดก็เห็นโบสต์สีเทาสูงเด่นเป็นสง่า มียอดโดมแหลมสองยอดเช่นเดียวกับโบสถ์สไตล์โกธิคตามที่เห็นในที่อื่นๆ บริเวณลานโล่งภายในวัด มีทั้งโบสถ์และโรงเรียนสตรีคริสต์ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะเรียกว่าโรงเรียนวัดแบบไทยๆก็คงไม่ต่างกัน

ประวัติเรื่องยอดโดมสองยอดของโบสถ์หลังนี้ค่อนข้างแปลก คือสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาหรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางวัดได้ยกยอดโดมนี้ลงมา เนื่องจากทางการเกรงว่าจะเป็นเป้าโจมตีทางอากาศของเครื่องบิน และได้นำกลับไปไว้ที่เดิมเมื่อปี พ.ศ.2552 หรือราว 60 ปีต่อมา พร้อมกับเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของการสร้างโบสถ์ ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสฉลอง 300 ปีของชุมชนคาทอลิกชาวเวียดนามในเมืองจันทบุรีไปในตัว ซึ่งในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาอีกด้วย

ประวัติของโบสถ์คริสต์ (สนใจอ่านประวัติโดยละเอียดได้ที่นี่)

โบสถ์คริสต์เมืองจันทบุรี อยู่คู่กับชุมชนชาวไทยเสื้อสายเวียดนามมากว่า 300 ปี โดย ก่อน พ.ศ.2254 ช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา มีชาวญวณกลุ่มหนึ่งราว 130 คน อพยพมาทางเรือ เพื่อมาตั้งรกรากอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจันทบูรในปัจจุบัน ชาวญวณเหล่านี้เป็นชาวคาทอลิกหรือผู้นับถือศาสนาคริสต์ ที่ถูกกดขี่เบียดเบียนทางศาสนา หลวงพ่อท่านหนึ่ง ชื่อ บาดหลวงเฮิ้ต ทำหน้าที่ดูแลในการเดินทางเข้ามาประเทศไทย

ราวปี พ.ศ.2273 (หรือ 281 ปีก่อน) ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้เกิดเหตุการณ็วุ่นวายขึ้นในชุมชนของชาวเวียดนามที่จันทบุรี เนื่องจากทางฝ่ายปกครองมีความไม่ไว้วางใจผู้คนในชุมชนแห่งนี้ จึงจับกุมให้ไปอยู่ที่เมืองหลวง หรือกรุงศรีอยุธยา บางส่วนได้หลบหนีเข้าป่า

หลังจากนั้นอีกราว 20 ปี เมื่อเหตุการณ์สงบ ชาวเวียดนามที่แยกย้ายกันหลบหนีจึงมารวมตัวกันใหม่ โดยมีบาดหลวงทางฝ่ายคริสต์จักรเป็นตัวตั้งตัวตีให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

โบสถ์คริสต์มีการก่อสร้างและโยกย้ายไปมาอยู่ในย่านนี้อยู่หลายครั้ง อันเนื่องจากในสมัยแรกๆนั้นสร้างด้วยไม้ หรือไม้ผสมมุงจากบ้าง จึงทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ปัจจุบันนับเป็นโบสถ์หลังที่ 5 โดยย้ายมาจากฝั่งทางทิศตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี(หรือแม่น้ำจันทบูร) มีสะพานเชื่อมไปมาหาสู่กันได้

ต่อมาชาวคริสต์ในจันทบุรีค่อยๆเติบโตขึ้นตามลำดับ และมีจำนวนศาสนิกชนเพิ่มมากขึ้น จึงได้สร้างโบสถ์ใหม่แบบถาวรเพื่อรองรับการขยายตัว และโบสถ์เห็นอยู่นี้นับเป็นหลังที่ 5 ในช่วงระยะเวลาราว 300 ปี

ปัจจุบันโบสถ์คริสต์เมืองจันท์ หรือโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นโบสถ์ที่สวยที่สุด และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวจันทบุรี โดยเฉพาะคริสตชนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาในถิ่นนี้ และ่อยู่ร่วมกันมาเป็นเวลานาน

ผู้สนใจสามารถมาเที่ยวชมได้เพราะโบสถ์คริสต์ที่นี่ ถือว่าเป็นสถานท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจังหวัดจันทบุรี หากมาเป็นหมู่คณะก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะอธิบายประวัติความเป็นมาได้อย่างละเอียด

ในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไทย สมัยการกอบกู้เอกราชจากพม่าครั้งที่ 2 ของพระเจ้าตากสินฯ เมื่อปี พ.ศ.2310

หลายคนคงทราบว่าหลังจากพม่ายึดกรุงศรีอยุธยาได้แล้ว พระเจ้าตาก (ขณะนั้นมีชื่อว่านายสิน มีชื่อจีนว่า เซิ้นเซิ้นซิน) ได้รวบรวมคนไทยกลุ่มหนึ่งตีฝ่าด่านพม่าแล้วหลบหนีมาเมืองระยองโดยทางเรือ พร้อมกับยึดเมืองระยองไว้ได้ จากนั้นก็เข้าตีเมืองจันท์ แต่ก่อนตีเมืองจันท์ก็ให้ทหารทุบหม้อข้าวหม้อแกงทิ้ง เพื่อเป็นอุบายให้ทหารมีใจฮึกเหิม เพราะหากแพ้ก็หมายถึงถูกจับและอดตายด้วย

หลังจากตีเมืองจันท์ได้แล้วก็รวบรวมไพร่พลได้ราว 5,000 คน ล่องเรือมาทางอ่าวไทย เพื่อกอบกู้กรุงศรีอยุธยาให้กลับคืนมา และในจำนวนไพร่พลก็มีชาวคริสต์เวียดนาม ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำจันทบุรนี้เข้าร่วมทำสงครามในครั้งนั้นด้วย

หลายคนที่เคยสงสัยว่า คนไทยเชื้อสายเวียดนามในจังหวัดจันทบุรีมาจากไหน และมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็คงได้คำตอบแล้วนะครับ แต่จะว่าไปแล้ว ช่วงเวลาถึง 300 ปี ชาวเวียดนามเหล่านี้ก็กลายเป็นคนไทย พูดภาษาไทยได้ชัดเจน หน้าตาก็เป็นคนไทยไปหมดแล้ว เพียงแต่ว่าบรรพบุรุษของพวกเค้าเป็นชาวเวียดนามมาก่อน

ไม่ต่างกับคนไทยเชื่อสายลาวจำนวนหลายแสนคน ที่มีอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย และ่ถูกความเป็นไทยกลืนความเป็นชาติลาวไปจนเกือบจะหมดสิ้น

จากท้องฟ้าที่มีเมฆดำปกคลุม ถึงตรงนี้ฝนก็เริ่มลงเม็ดจึงต้องรีบเข้าโบสถ์ และเมื่อเข้ามาข้างในแล้วก็ต้องบอกว่าอลังการเป็นอย่างมาก 

เคยไปโบสถ์คริสต์หลายแห่งในกรุงเทพ  ทั้งงานแต่งงาน  และงานศพ  แต่เมื่อมาเห็นโบสถ์ที่เมืองจันท์  ก็บอกว่าวิจิตรงดงามเกินบรรยาย ใครมาเที่ยวเมืองจันท์แล้วไม่ได้มาที่นี่  แสดงว่ายังมาไม่ถึงเมืองจันท์อย่างแน่นอน 

โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล เป็นศิลปะโกธิค (Gothic) เช่นเดียวกับโบสถ์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของยุโรป 

สิ่งที่สะดุดตามากก็คือลวดลายและภาพวาดนักบุญต่างๆบนกระจกสี ที่มีชื่อว่า กระจกสเตนกลาส (Stain Glass)  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัด หรือโบสถ์คริสต์ในทั่วโลก ซึ่งมักจะประกอบด้วยกระจกสี  ระฆัง และนาฬิกาขนาดใหญ่ที่อยู่นอกโบสถ์ โบสถฺเก่าแก่บางแห่งในต่างประเทศกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากในทุกชั่วโมงที่บอกเวลาจะได้ยินระฆังตีดังเป็นเพลง หรือเป็นทำนองสั้นๆที่มีความไพเราะ

โบสถ์คริสต์ต่างกับโบสถ์ไทยค่อนข้างมาก ที่เคยเห็นมาหลายๆแห่งนั้นจะดูสะอาดตาทั้งภายนอกและภายใน  ผู้ที่เข้ามาในโบสถ์จะไม่การจุดธุปบูชาเทียนเหมือนวัดทั่วไปของทางพุทธ จะมีแต่จะจุดเทียนบูชาที่พระแท่นเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

เปรียบเทียบกับวัดไทยแล้วรู้สึกว่าวัดคริสถ์จะใช้ประโยชน์ได้คุ้มกว่า วัดไทยส่วนใหญ่สร้างกันโดยมีจุดประสงค์เพื่อความโอ้อวด หรือสร้างเพื่อเสริมบารมีเจ้าอาวาส สร้างหลังเดียวไม่พอ ยังสร้างโน่นสร้างนี้กันแบบไม่มีที่สิ้นสุด ประโยชน์ที่ใช้ก็ไม่ค่อยจะคุ้ม โบสถ์บางวัดปิดตาย จนเป็นที่อาศัยของนกและค้างคาว พื้นโบสถ์มีแต่กลิ่นขี้นก

เห็นแล้วก็เสียดายเงินที่ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เงินที่รับบริจากแทนที่จะนำไปทำอย่างอื่นก็หมดไปกับสิ่งเหล่านี้ เข้ามาในวัดพระท่านก็สอนชาวบ้านให้รู้จัก ลด ละ เลิก แต่วัดเองหรือเจ้าอาวาสเอง กลับไม่กระทำเป็นตัวอย่าง หรือไม่รู้จักพอเสียที

โบสถ์คริสต์กับมัสยิดของอิสลามมีสิ่งที่คล้ายกัน คือ จะมีศาสนวิหารเพื่อทำพิธีทางศาสนาเพียงหลังเดียวเท่านั้น และภายในก็จะไม่มีอะไรมากมายจนรกตา ทุกคนมากันแบบมือเปล่าและกลับไปแบบมือเปล่า แต่สิ่งที่ได้รับคือจิตใจที่ได้รับการขัดเกลาจาก "หลักคำสอนของศาสดาที่นับถือเพียงองค์เดียว" ต่างกับสังคมพุทธในบ้านเรา ที่มักจะนับถือเกจิอาจารย์กันมากมายหลายสำนัก จนชาวพุทธทุกวันนี้ต้องพิจารณาให้ดีๆว่าจะไปทำบุญที่วัดไหน ไม่เช่นนั้นก็อาจตกเป็นทาสที่ทางวัดนำกิเลสมายั่วยวนชวนให้หลงไหล

ศาสนาพุทธในบ้านเราขาดความเป็นเอกภาพ ไม่นับถือพระพุทธเจ้าเป็นหลัก แต่ไปนับถือเกจิอาจารย์แทน การนับถือพระพุทธเจ้ากลายเป็นเรื่องรอง ซึ่งการนับถือพระดัง ระดับเกจิ ก็เป็นแรงดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปวัดนั้นๆ ต่างกับศาสนาอื่นที่ไม่มีคำว่าเกจิอาจารย์ที่จะทำให้ศาสนิกไขว้เขว ทุกคนมุ่งหาศาสดาเพียงองค์เดียวหรือจุดเดียว

โดยเฉพาะในคำสอนของศาสนาคริสต์ ที่เรารู้จักกันในบัญญัติ 10 ประการ จากพระคัมภีร์ไบเบิลนั้น ข้อที่ 1 หรือศีลข้อ 1 กล่าวว่า " จงอย่ามีพระเจ้าอื่นใดต่อหน้าเรา " หรือ " จงนมัสการพระเจ้าแต่ผู้เดียว " ความหมายก็ต้องการให้ยึดมั่นต่อองค์ศาสดาเท่านั้น

บ้านเรา เกจิเยอะ อาจารย์แยะ ชาวพุทธส่วนใหญ่จึงตกเรี่ยราดอยู่กลางทาง ไปไม่ถึงพระพุทธเจ้ากันสักคน

แถมยังยึดมั่นว่าศาสนาพุทธพาคนไปสู่นิพพานได้ ซึ่งศาสนาอื่นไม่มี เรียกว่าบูชานิพพานกันแบบไม่รู้จริง และขาดความเข้าใจอย่างถูกต้อง ผิดกับศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลาม ที่จะไม่กล่าวถึงนิพพาน เพราะรู้ๆกันอยู่ว่าไกลเกินเอื้อมสำหรับคนทั่วไป จึงสอนกันแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้เข้าโบสถ์กันอย่างสม่ำเสมอ เกิดประโยชน์จริง สังคมมีความสุข เพราะทุกคนจิตใจมุ่งไปที่พระเจ้า ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ที่กำลังติดตามเราอยู่ตลอดเวลา จะทำสิ่งไม่ดีไม่งาม ก็รู้อยู่ว่ามีคนเห็น หรือมีพระเจ้าเห็นเรา ทำดีพระเจ้าก็ประทานรางวัลหรือประทานความสุขให้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คล้ายคลึงกับหลักของพุทธศานา ในเรื่องหิริโอตัปปะ และเรื่องกฏแห่งกรรม แต่ชาวพุทธบ้านเราดันเชื่อกันแบบผิดๆว่า นรก สวรรค์ มันอยู่ไกลลิบ จะทำอะไรก็เพื่อชาติหน้าไปเสียทุกอย่าง ทั้งที่ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่ว ก็เป็นเรื่องของปัจจุบันทั้งสิ้น

ทำดีก็อยู่ในประเทศนี้ ทำชั่วก็ต้องตกระกำไปอยู่ต่างประเทศ รวยแค่ไหนก็ต้องตกนรก ทำดี ทำชั่ว ดูทักษิณเป็นตัวอย่าง ของจริงที่พิสูจน์ได้ในชาตินี้



โบสถ์คริสต์ที่นี่เป็นของนิกายโรมันคาทอลิก ที่นับถือพระเยซู(ไม้กางเขน) และพระแม่มารี  ส่วนรูปพระแม่มารีที่เห็นภายในโบสถ์หลังนี้  เจ้าหน้าที่ประจำโบสถ์อธิบายว่า  แตกต่างจากพระแม่มารีในที่อื่นๆ  เนื่องจากได้นำพลอยของเมืองจันท์มาประดับตามเสื้อผ้าอาภร   จึงดูแวววาวและมีเพียงที่นี่เพียงแห่งเดียว

ใครมาเที่ยวเทียวโบสถ์คริสต์ก็สามารถเดินข้ามสะพานเพื่อชมวิถีชีวิตของคนไทยเชื้อสายเวียดนาม ที่เข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ขณะเดียวกันบ้านเก่าแก่บางหลังยังเปิดให้เป็นพิพิธภันฑ์ เพื่อเป็นศูนน์การเรียนรู้ของชุมชน  พร้อมกับเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน ซึ่งจะพบกับทายาทของเจ้าของบ้าน ที่เต็มใจอธิบายประวัติความเป็นมาของชุมชนที่มีชื่อเรียกว่า ” ชุมชนตลาดล่าง “ ชุมชนเก่าแก่ชาวเวียดนามที่มาอาศัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน 

เมื่อรู้จักกับโบสถ์คริสต์ที่สวยงามที่สุดในประเทศไทยแล้วก็ต้องรู้จักกับชุมชนเก่าแก่ที่อยู่ร่วมกันมาเป็นเวลานาน 

สำหรับตอนต่อไปจะพาไป "ชุมชุมตลาดล่าง " ชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ริมฝั่งแม่น้ำจันทบูรครับ



โฟโต้ออนทัวร์
13 กรกฏาคม 2554 








 
 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ