ชุมชนริมน้ำจันทบูร บ้านเก่าจันทบุรี ตึกแถวโบราณ ตลาดเก่า ตลาดล่าง ชุมชนตลาดลุ่ม ย่านท่าหลวง แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒธรรม เที่ยวจันทบุรี

Search in site
 
Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
 
          
Home   Home  :  Gallery  :  Chantaburi part 1
Chanthaburi Part 2
เที่ยวเมืองจันท์ ตอนที่ 2
ชุมชนริมน้ำจันทบูร ย่านการค้าทางน้ำในอดีต ของชาวญวนอพยพที่เข้ามาตั้งรกรากแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา















 
 
     
   
 
 

ตำแหน่งที่ตั้งจังหวัดจันทบุรี แผนที่จังหวัดจันทบุรี (1980*2910) คลิกที่ภาพ            แผนที่จังหวัดจันทบุรีและสถานที่ใกล้เคียง คลิกที่ภาพ

      




เที่ยวเมืองจันท์ ตอนที่ 2

ชุมชุนริมน้ำจันทบูร ตลาดล่าง'ชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ย่านท่าหลวง

(เดินทาง เมษายน 54)


ไปเที่ยวต่างจังหวัดในหน้าฝน  ต้องทนลำบากกันหน่อย  และยังต้องอาศัยโชคช่วยเหมือนแทงหวย  โชคดีก็ไม่มีฝนมาเป็นอุปสรรค  โชคร้ายก็เจอฝนกันทั้งวัน  แต่มาเที่ยวเมืองจันท์คราวนี้ถือว่าห้าสิบห้าสิบ หรือเสมอตัว  เจอทั้งแดดและฝนไปพร้อมๆกัน

เมืองจันทน์ตอนที่สองนี้ต่อจากตอนที่แล้วที่พาไปเที่ยวโบสถ์คริสต์ที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในประเทศไทย  ที่แรกก็ไม่ทราบว่าจะสวยงามใหญ่โตนัก  แต่เมื่อมาเห็นแล้วก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ และประทับใจกับโบสถ์นี้เป็นอย่างมาก บริเวณรอบโบสถ์ทั้งภายนอกภายในก็ดูสะอาดตา

เห็นแล้วก็อยากให้วัดไทยหรือโบสถ์ไทยเป็นแบบนี้บ้าง

ยิ่งมารู้เบื้องหลังของชาวคาลอลิกที่เมืองจันท์ว่า  กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย  ตั้งแต่หนีการปองร้ายของผู้ปกครองในเวียดนามในสมัยนั้น ที่มีอคติต่อการเผยแพร่ศาสนาของพวกมิชชั่นนารีจากชาติยุโรป ว่ามีความไม่ชอบมาพากล จึงเกิดการหวาดระแวง   จนกระทั่งบาดหลวงต้องพาคาทอลิกชาวเวียดนามจำนวน130 นั่งเรืออพยพเพื่อมาพึ่งใบบุญกรุงศรีอยุธยาเมื่อราว พ.ศ. 2254  ในช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าท้ายสระ

อาจเป็นพราะคนกลุ่มนี้เป็นคริสเตียน หรือผู้นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งประเทศเวียดนามเคยมีความระแวงมาก่อน   เมื่อเข้ามาอาศัยในหัวเมืองชายทะเลของกรุงศรีอยุธยา จึงถูกจับตาจากฝ่ายบ้านเมืองของไทยในสมัยนั้นด้วย  

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชุมชนชาวเวียดนามซึ่งเป็นปัญหากับคนท้องถื่น  ฝ่ายบ้านเมืองจึงเข้าสลาย (คงไม่ถึงกับกระชับพื้นที่)  และจับกุมชาวเวียดนามให้ไปรวมกันอยู่ที่เมืองหลวงหรือกรุงศรีอยุธยา ในพื้นที่จัดไว้ให้  เรียกว่าหมู่บ้านเวียดนาม  หรือค่ายเวียดนาม ทั้งนี้ก็เพื่อความสงบสุขของเมืองจันทบุรี

แต่หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้ราว 20 ปี ชาวเวียดนามและชาวคาทอลิกที่อยู่กระจัดกระจายไปก่อนหน้านี้ ได้กลับมารวมตัวกันใหม่  โดยมีโบสถ์คริสต์เมืองจันทน์เป็นศูนย์กลางของชุมชน

ชุมชนริมน้ำจันทบูร หรือชุมชนตลาดล่าง

ชาวเวียดนามที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่จังหวัดจันทบุรี ในสมัยกรุงศรีอยุธยา  ได้ตั้งบ้านเรือนและทำมาค้าขายกันอยู่ริมแม่น้ำจันทบูร  มีชื่อว่าชุมชนตลาดลุ่ม หรือตลาดล่าง เป็นชุมชนในย่านท่าหลวง

แม้เวลาจะผ่านไปถึง 300 ปี ชาวเวียดนามที่นับถือศาสนาคริสต์ก็ยังรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น  ขณะเดียวก็มีชาวคาทอลิกเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนต้องสร้างโบสถ์ให้ใหญ่โตและแข็งแรกกว่าเก่า
 
ต่อมาการคมนาคมทางบกเข้ามามีบทบาทในการขนส่งและการสัญจร การค้าขายสินค้าและการสัญจรทางน้ำในย่านนี้จึงค่อยๆหมดไป  แม่น้ำจันทบูรหรือแม่น้ำจันทบุรีมีแต่ความว่างเปล่า เช่นเดียวกับแม่น้ำสายอื่นๆในประเทศไทย 

จากชุมชนที่เคยคึกคักไปด้วยการค้าการขายในอดีต ปัจจุบันกลายเป็นชุมชนเพื่อการอนุรักษ์  เป็นตำนานประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของจังหวัดจันทบุรี

แต่ทุกวันนี้ชุมชนริมน้ำจันทบูรไม่ได้ร้างราผู้คน

ความเป็นคาทอลิก ที่มีโบสถ์คริสต์เป็นศูนย์รวมจิตใจ กลุ่มคนไทยเชื้อสายเวียดนามที่นี่ จึงเปรียบเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน มีความผูกพันธ์และมีความแน่นแฟ้นกันดี

เมืองไทยมีกลุ่มชาติพันธ์หลายแห่งที่อยู่รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น ตัวอย่างเช่นชาวมอญเกาะเกร็ด มอญพระประแดง หรือชุมชนชาวซิกข์ในย่านพาหุรัด ฯลฯ ทุกปีเราจะได้ยินข่าวว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีการจัดงานประจำปี เป็นการเผยแพร่ให้คนภายนอกได้รับรู้ จะได้เข้าใจวัฒนธรรมในชาติพันธ์ของตนเอง

ชุมชนริมน้ำจันทรบูร เราอาจไม่ได้ยินข่าวว่ามีการจัดงานใดๆที่เป็นการเผยแพร่สู่สาธารณะ แต่ถ้าหากจะทำกันจริงจัง อาจใช้โบสถ์คริสถ์เป็นสถานที่จัดกิจกรรม มีการเผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศเวียดนามไปพร้อมๆกัน เช่นการแต่งชุดอ่าวหญ่ายซึ่งเป็นชุดประจำชาติเวียดนาม ในงานอาจจัดตลาดนัดอาหารเวียดนามด้วย

รับรองว่า โบสถ์คริสต์และชุมชนริมน้ำจันทรบูรจะมีคนแห่กันมาเที่ยว และจะมีสื่อมวลชนมาทำข่าวกันเป็นที่เอิกเกริกแน่นอน

หากในงานจะมีสาวเมืองจันทน์แต่งชุดอ่าวหญ่ายให้ช่างภาพได้ถ่ายภาพ ก็รับรองว่าจะมีภาพสาวๆ ว่อนตามเว็บไซต์ต่างๆเป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งเว็บยูทูป(YouTube) ก็คงมีคนเข้าดูบรรยากาศของงานจำนวนไม่น้อย เป็นการประชาสัมพันธ์โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลย

การท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรีหรือชุมชนริมน้ำน่าจะจับประเด็นเรื่อง ชุดอ่าวหญ่าย และอาหารเวียดนาม ที่คนไทยคุ้นเคย มาเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งมีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะชุดอ่าวหญ่ายที่ผมขอ Request (เรียกร้อง)เป็นอันดับแรก

 

ชุมชนริมน้ำจันทบูร  เป็นชุมชนต้นแบบของจังหวัดจันทบุรี   ที่ผ่านมาได้พยายามรื้อฟื้นและอนุรักษ์ให้อนุชนรุ่นหลังได้หันมาสนใจ  พร้อมกับส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของจังหวัด  อย่างน้อยๆคนทั่วไปจะได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นที่นับวันมีแต่จะเลือนหายไป  

ครั้งหนึ่งเคยไปเที่ยววัดราชาธิวาสย่านสามเสน (ใกล้หอสมุดแห่งชาติ)

ในช่วงเย็นๆ  จะเห็นพระอาทิตย์ตกทางด้านหลังวัดที่อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา  เป็นภาพที่สวยดี  เมื่อไปยืนอยู่ริมฝั่ง จะเห็นเรือบรรทุกทรายจอดอยู่บริเวณนั้นหลายลำ (เข้าใจว่าเป็นท่าทราย)  บางลำกำลังขนถ่ายทรายจากเรือเหล็กมาไว้บนฝั่งด้วยระบบสายพาน  

เพื่อนที่ไปด้วยกัน(เด็กวัด)ชี้มือไปทางขวา  บอกว่าที่นี่เป็นชุมชนชาวเวียดนาม  แต่มองเข้าไปคล้ายชุมชนแออัดที่ปลูกบ้านอยู่ตามริมน้ำ  บางส่วนขึ้นมาอยู่บนฝั่ง

ตอนนั้นรู้สึกแปลกใจว่าคนเวียดนามที่นี่เข้าเมืองไทยกันแต่เมื่อไหร่  ถามคนแถวนั่นก็บอกไม่ทราบเพราะเห็นมานานแล้ว 

เรื่องเชื้อชาติคิดว่าคนไทยจำนวนไม่น้อย คงไม่ทราบว่าดินแดนที่เราอาศัยอยู่นี้มีชาติพันธ์กลุ่มต่างๆเข้ามาอยู่อาศัยและทำมาหากินตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์

และหากศึกษากันอย่างจริงจัง ก็คงต้องย้อนกันไปหลายร้อยปีหรืออาจเป็นพันๆปี  สมัยก่อนถือเป็นเรื่องปกติสำหรับการอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน   จะไปไหนมาไหนก็ทำได้สะดวก  ขอเพียงอย่ามีใครมารบกวนหรือมาขับไล่เท่านั้นเอง

มอญพระประแดง  หรือชาวจีนย่านเยาวราช  เป็นตัวอย่างเล็กๆที่หลายคนพอจะทราบประวัติความเป็นมา

เราเคยได้ยินคำว่า “ เข้ามาแบบเสื่อผืนหมอนใบ  หรือเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร “ เข้าใจง่ายๆก็คือหนีร้อนมาพึ่งเย็นนั่นเอง


การอพยพของชนชาติมอญ

พงศาวดารไทยเคยกล่าวถึงชนชาติมอญ  และเมื่อวิเคราะห์ให้ดีๆแล้วอาจเป็นสาเหตุให้ไทยกับพม่าต้องรบกัน

ย้อนอดีตไปก่อนที่ไทยจะเสียกรุงแก่พม่า(ครั้งที่ 1 )ได้ไม่นาน พระเจ้าหงสาวดี(ตะเบงชะเวตี้ ) ได้ยกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ (ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี )แต่ได้พ่ายแพ้ไป

แรกเริ่มเดิมที พม่าไม่คิดจะตีไทย  เนื่องจากยังครั้นคร้ามในความแข็งแกร่งของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา  แต่หลังจากกษัตริย์กรุงหงสาวดีเข้ามาปราบหัวเมืองมอญที่อยู่ทางตอนล่างของพม่า  หลังเกิดการกระด้างกระเดื่อง ผลปรากฏว่ามอญพ่ายกระเจิง และหนีข้ามมายังฝั่งไทยเป็นจำนวนมาก 

ไทยก็ใจดี รับมอญเข้ามาเป็นคนไทยทั้งหมด  หรือบางครั้งพอทราบข่าวว่าพม่าปราบมอญ ไทยก็ส่งทหารไปต้อนรับชาวมอญกันถึงชายแดน  เพราะรู้ว่ามอญคงสู้พม่าไม่ได้  เมื่อได้มอญมาเป็นพวกกับกรุงศรีอยุธยาแล้วก็เท่ากับว่ามีกำลังทัพเข้ามาเสริมเพิ่มมากขึ้น

เมื่อพม่าทราบว่าไทย(กรุงศรี) ให้ความช่วยเหลือและให้ที่พักพิงแก่ชาวมอญ พม่าจึงคิดที่จะท้ารบกับกรุงศรีอยุธยาด้วยความเคียดแค้น
  
นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กษัตริย์พม่าองค์ถัดมา  หรือพระเจ้าบุเรง  คิดจะปราบกรุงศรีฯให้ราบคาบ  ซึ่งก็เป็นที่มาของการเสียกรุงครั้งที่ 1  หรือสงครามช้างเผือก

ย้อนถามอีกทีว่าอะไรถือสาเหตุที่ทำให้พม่าต้องรบกับไทย  คำตอบก็คือ  “ มอญ “ นั่นเอง 

ไทยตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าหรือเสียเมืองแก่พม่ามาแล้วถึง 2 ครั้ง ส่วนพม่าไม่เคยเสียเมืองแก่ไทยแม้แต่ครั้งเดียว  มีคำถามว่าไทยจะเสียกรุงแก่พม่าเป็นครั้งที่ 3 หรือไม่  

คงตอบไม่ได้เหมือนกัน  เพราะทุกวันนี้พวกมอญทาแป้งก็ลักลอบเข้าประเทศไทยเป็นจำนวนมาก สามารถพบเห็นกันทั่วไป เช่นตามปั้มน้ำมัน ร้านอาหาร หรือตามสถานประกอบการต่างๆ  และคนมอญเข้าประเทศไทยก็ง่ายแสนง่าย เพราะมีคนไทยไปรอรับกันถึงชายแดนไทย-พม่า  บางคนอยู่ได้ไม่นานก็มีบัตรประชาชนเป็นคนไทย  เรื่องราวของมอญในปัจจุบัน ดูแล้วก็ไม่ต่างกับอดีตมากนัก

ปัจจุบันพม่าคงไม่อยากยุ่งกับไทยเหมือนเมื่อครั้งประวัติศาสตร์  แค่ปราบกระเหรี่ยงเคเอ็นยู  คะยิ่น หรือพวกว้า  ก็หืดขึ้นคอแล้ว  แถมรบกันที่ไร  ทหารพม่ายังตายมากกว่าอีกด้วย

พูดถึงเรื่องชนชาติอื่นๆที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย หลายคนคงไม่ทราบว่า มีชนชาติใดมากที่สุด คำตอบก็คือ มอญ กับ ลาว เรื่องจำนวนคงหาหลักฐานลำบาก แต่รู้ว่ามอญอพยพเข้าไทยมาหลายครั้ง และกระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ บางแห่งยังเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น แต่ก็ยังรักษาวัฒนธรรมของตนเองได้ดี

มอญเข้ามาประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นกำลังให้กับกองทัพ เข้าใจแบบง่ายๆก็คือให้มาเป็นทหารนั่นเอง เมื่อเข้ามาแล้วก็ถือเป็นคนไทยเต็มตัว แถมทางการยังจัดที่จัดทางให้อยู่อาศัย มีที่นาทำกินเป็นเรื่องเป็นราว ข้าวที่ชาวมอญปลูกได้ ส่วนหนึ่งก็นำมาเก็บไว้ในคลังหลวง เพื่อเป็นเสบียงของกองทัพ มอญในสมัยอดีตจึงได้รับการดูแลจากไทยเป็นอย่างดี

ส่วนลาวก็เข้ามาหลายระลอก แต่ส่วนใหญ่ไทยเป็นฝ่ายกวาดต้อนเข้ามาหลังรบชนะลาว

คนไทยที่ไปเที่ยวหอพระแก้วเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ปรากฏว่า ไกด์ลาวอธิบายว่าทหารลาวฆ่าทหารไทยตรงโน้นตรงนี้ คนไทยที่ไปเที่ยวต่างงุนงงกันใหญ่ ว่าทหารไทยเคยถูกทหารลาวฆ่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็ไม่กล้าถามไกด์ เพราะตัวเองไม่ค่อยรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์อะไรมากนัก

เมื่อกลับมาเมืองไทย และเล่าให้ผมฟังว่าไกด์ลาวนี่มั่วจริงๆ เชื่อถือไม่ได้

ผมก็บอกว่าเค้าพูดถูกแล้ว พร้อมกับเล่าให้ฟังว่าเหตุการณ์ครั้งรุนแรงที่สุดระหว่างการรบไทยกับลาว เกิดขึ้นในกรณีเกิด "กบฏเจ้าอนุวงศ์ เจ้านครเวียงจันทน์ " ซึ่งลาวในเวลานั้นยังตกเป็นเมืองขึ้นของไทย

เจ้าลาวจากเวียงจันทน์ ฮึกเฮิมถึงขนาดจะบุกมายึดบางกอกในสมัยพระนั่งเกล้า (รัชกาลที่ 3) เพื่อปลดแอกตนเอง โดยคิดว่าทั้งอังกฤษ เวียดนาม รวมทั้งหัวเมืองต่างๆจะให้ความร่วมมือ แต่ผิดคาด ฝ่ายไทยรู้ตัวก่อนจึงส่งทหารไปบุกเวียงจันทน์ ซึ่งเวลานั้นประเทศลาวแบ่งออกเป็นสามฝ่าย เนื่องจากราชวงศ์ลาวเกิดการแตกแยก

ลาวในเวลานั้นประกอบด้วย ลาวหลวงพระบาง (อยู่ทางตอนเหนือ) ลาวเวียงจันทน์ (ตอนกลาง) และลาวจำปาสัก (ตอนใต้) ต่างฝ่ายต่างปกครองกันเองโดยไม่ขึ้นแก่กัน

่แม้ว่าการรบกับไทยในครั้งนั้นจะกระทำในนามของลาวทั้งประเทศ แต่เจ้าเมืองหลวงพระบาง และเจ้าเมืองจำปาสัก ไม่เล่นด้วยกับเจ้าเมืองเวียงจันทน์ เพราะรู้ว่าสู้ไทยไม่ได้ อีกทั้งยังมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงไม่คิดที่จะปลดแอกประเทศเหมือนกับเจ้าอนุวงศ์แต่ประการใด

เหตุการณ์ครั้งนั้นเจ้าอนุวงศ์ได้ยาตราทัพเข้ามาประชิดจนถึงเมืองสระบุรี โดยเกลี้ยกล่อมให้หัวเมืองทางภาคอีสานบางส่วนของไทยร่วมด้วย (อาจถูกบังคับให้ร่วมรบ) แต่บางเมืองไม่เอาด้วย แถมยังสู้กับลาวอย่างถวายชีวิต จนเกิดวีระชนในการรบที่ ทุ่งสัมฤทธิ์ นั่นก็คือ ท้าวสุรนารี หรือคุณหญิงโม
(ในปัจจุบันได้เกิดข้อสงสัยว่าท้าวสุรนารีมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ เนื่องจากพบว่าเป็นหลักฐานที่ออกเผยแพร่ภายหลัง พ.ศ. 2475 เท่านั้น / ที่มา : วิกิพีเดีย )

หลังจากไทยรู้ข่าวการบุกประชิดของกองทัพเจ้าอนุวงศ์ สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ (รัชกาลที่ 3) จึงส่งกองทัพไปเวียงจันทน์เพื่อปราบกบฏ

เมื่อเจ้าอนุวงศ์รู้ว่าไทยเอาจริง และยังยกกำลังกันมาถึง 5 ทัพ เพื่อบุกกรุงเวียงจันทน์ เจ้าอนุวงศ์จึงหนีไปประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรกับลาว ส่วนเวียงจันทน์ถูกทหารไทยยึดเมืองไว้ได้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2370 พร้อมกับจัดตั้งกองทหารจำนวน 300 คนไว้คุมเมืองเวียงจันทน์

แต่อยู่ได้ 2 วัน ทหารไทยเกิดเพลี้ยงพล่ำให้กับทหารของเจ้าอนุวงศ์ ผลก็คือทหารไทยถูกฆ่าตายเกือบหมด

ทัพไทยจึงยกกำลังไปปราบอีกครั้งหนึ่ง ส่วนเจ้าอนุวงศ์ได้หลบหนีไป แต่ก็ตามจับตัวมาได้และนำตัวมาที่กรุงเทพ จากนั้นได้ส่งไปคุมขังไว้กลางทุ่งพระเมรุ (ท้องสนามหลวง) เพื่อเป็นการประจาน จนกระทั่งเจ้าอนุวงศ์สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรค ณ กลางท้องสนามหลวงในเวลาต่อมา

นี่คือเรื่องราวโดยย่อระหว่างไทยรบกับลาว หรือลาวรบกับไทย

และที่ไกด์บอกว่า ทหารลาวฆ่าทหารไทย ก็ไม่ผิดไปจากความจริงแต่อย่างใด
(อ่านเรื่องราวโดยละเอียด)

หลังการปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ได้เด็ดขาด เมืองหลวงพระบางก็ถูกเผาจนราบเรียบ เหลือไว้แต่ วัดสีสะเกด ที่อยู่ตรงข้ามกับหอพระแก้วเพียงแห่งเดียว ทั้งนี้เนื่องจากทหารไทยเห็นว่า " วัดนี้คล้ายกับวัดพระแก้วในกรุงเทพ " จึงไม่มีใครกล้าเผา

หลังสงครามปรากบฏ คนลาวในเวียงจันทน์ถูกกวาดต้อนเข้ามาในดินแดนไทยเป็นจำนวนมาก จนคนลาวบอกว่า เวียงจันทน์แทบจะเป็นเมืองร้าง

คนไทยส่วนใหญ่สนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ตอนที่พม่าเผาเมือง แต่การสู้รบระหว่างไทยกับลาว กลับมีคนรู้น้อยมาก ว่าเราทำอะไรกับลาวไปบ้าง คนไทยถูกสอนให้เกลียดพม่า สปอตโฆษณาที่ชักชวนให้คนไทยรักชาติรักแผ่นดิน ก็มีภาพม่าเผาเมืองแล้วบอกว่าคนไทยต้องสามัคคี เท่ากับตอกย้ำความรู้สึก

ในทางกลับกัน หากประเทศลาวจะทำแบบไทยบ้างจะได้หรือไม่..

เช่นลาวออกสปอตโฆษณาส่งเสริมให้คนลาวรักชาติ รักสามัคคี โดยมีภาพศพทหารไทยตายเป็นเบือถึง 300 ศพ กลางกรุงเวียงจันทน์ ส่วนฉากหลังก็มีภาพวัดกำลังถูกเผา และตอนท้ายก็กล่าวยกย่องสดุดี เจ้าอนุวงศ์ ืัที่ออกมากู้ชาติ จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในประเทศของศัตรู


จะว่าไปแล้ว ไทยอาจทำกับลาวหนักหนากว่าพม่าทำกับไทยด้วยซ้ำไป เพราะทั้งเผาเมือง และยังกวาดต้อนคนลาวอีกหลายแสนคน เท่านั้นไม่พอยังเอาพระพุทธรูปสำคัญที่คนลาวนับถือเข้ามาถึง 3 องค์

ใครไม่เชื่อให้ไปดูที่ วัดปทุมวนาราม (กรุงเทพ) และ วัดโพธิชัย (หนองคาย ) ส่วนพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งจมลงในแม่น้ำโขง และไม่สามารถงมขึ้นมาได้


โฟโต้ออนทัวร์
7 กันยายน 2554




 
 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ