Home  :  Photo Gallery  :  Doi Suthep
 
Search in site
 
Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร
 
 
 
Home  :  Gallery  :  Doi Suthep
วัดในเชียงใหม่และอำเภอใกล้เคียง สนใจคลิก

วัดสวนดอก

วัดกู่เต้า

วัดพระสิงห์

วัดบ้านเด่น อ.สารภี

วัดท่าจำปี อ.สันป่าตอง

วัดโลกโมฬี

ม้งทำนาในที่ราบ

นาข้าวเชียงใหม่
วัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่ : Wat Phrathat Doi Suthep Chiangmai
     
 
 
     
 
     
 
 
 
 


วัดพระธาตุดอยสุเทพ Wat Phrathat Doi Suthep, Chiangmai
(เดินทาง มีนาคม 2554)


เชียงใหม่เมื่อปลายปี 2549 ถึง ต้นปี 2550 คงจำกันได้กับ งานพืชสวนโลก  (Royal Flora 2006) ซึ่งเป็นงานเฉลิมพระเกียรติการครองราชย์ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

ครั้งนั้นถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก  ประชาชนทั่วประเทศเดินทางมาเข้าชมงานหลายล้านคน
  

งานพืชสวนโลกถือว่าเป็นงานระดับนานาชาติ  มีประเทศต่างๆมาออกร้านกันถึง 32 ประเทศ  ทั้งชาติจากยุโรป เอเชีย และอัฟริกา พูดถึงงานพืชสวนโลกทีไรก็อดไม่ได้ที่นึกถึง กาแฟของชาติมอรอคโค ขายแก้วนึงหลายตังค์ แต่ยอมซื้อเพื่ออยากลอง ทำให้รู้ว่ากาแฟประเทศนี้ออกรสออกขมเฝื่อนๆพิกล เหมือนใส่กานพลู หรือผสมกับยาธาตุแผนโบราณ

มางานพืชสวนโลกคราวนั้นถือว่าเป็นการมาเยือนเชียงใหม่ครั้งหลังสุด จากนั้นก็ไมได้มาอีกเลย จนกระทั่งเดือนมีนาคมปี 54 นี้ ได้มีโอกาสพาญาติมาเที่ยวเชียงใหม่ แต่ก็ไม่ได้ไปไหนมากนัก เที่ยวแห่งละนิดแห่งหน่อยเรียกว่าพอชิมลาง เพราะไม่ได้นอนค้าง สถานที่ใช้เวลาเที่ยวนานที่สุดก็น่าจะเป็น พระตำหนักภูพิงค ตามที่ได้เสนอเรื่องราวไปแล้ว

มาเชียงใหม่คราวนี้ไม่ได้มาในช่วงเทศกาล และยังเป็นวันทำงานตามปกติ  ทุกอย่างจึงปลอดโปร่งกว่าทุกครั้งที่ต้องเจอทั้งรถและผู้คน จนดูวุ่นวาย ภาพรถสองแถวประจำทางที่จอดเรียงรายเพื่อรอผู้โดยสารบริเวณหน้าวัดพระธาตุดอยสุเทพ  รวมทั้งถนนที่มีผู้คนเบาบาง  น่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าวันนี้น่าเที่ยวกว่าวันอื่นๆ

วัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นวัดเก่าแก่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเชียงใหม่ แต่กว่าจะขึ้นไปไหว้พระธาตุก็ต้องออกแรงกันนิดหน่อย ต้องเดินขึ้นบันใดนาค (พญานาค) ราว 300 ขั้น แต่ถ้าไครอยากเบาแรงก็มีรถรางพาขึ้นไปข้างบนได้เช่นเดียวกับที่เขาวัง จังหวัดเพชรบุรี

ในวันนั้น ขณะกำลังเดินขึ้นบันใดนาค เห็นเด็กชาวเขาเผ่าม้งแต่งตัวน่ารัก เป็นเด็กผู้หญิงอายุราว 6-7 ขวบ และเด็กเล็กราว 3-4 ขวบ จึงหยุดถ่ายภาพ  วันนี้คนน้อยจึงถ่ายภาพได้สะดวก ไม่มีใครมารบกวนหรือเดินผ่านไปมาจนบังหน้ากล้อง

เด็กชาวเขาตัวเล็กๆอายราวุ 3-4 ขวบ ท่าทาง น่ารักและช่างพูดทีเดียว  ถามอะไรก็ตอบได้หมด แต่สำเนียงออกไปทางชาวเขา  (ประเภทเอาแคเราะมาฝาก)

วันนั้นได้ทั้งถ่ายภาพและขออุ้ม  เด็กก็ยอมให้อุ้มโดยดี  ขอหอมแก้มแกก็ให้   ลองแกล้งถามว่าอาบน้ำหรือเปล่าพร้อมกับดมเสื้อผ้า(ได้ยินว่าชาวเขาไม่ชอบอาบน้ำ) เด็กก็ตอบว่าอาบ และยังถามกลับว่า  “ บ้านคุณลุงน้ำเย็นหรือเปล่า  ที่บ้านหนูน้ำเย็นมาก “

ปรากฏว่าขณะที่อุ้ม  แกก็เอาเท้ารัดเอวผมจนแน่น  จะวางก็ไม่ยอมท่าเดียว นึกในใจว่าหากอุ้มพากลับบ้านก็คงไม่ยาก  หลายคนที่กำลังมุงต่างหัวเราะกันใหญ่  ขณะนั้นยังมีความรู้สึกว่าเด็กตัวนิดเดียวแต่รัดแน่นจัง  

ก็เพราะความน่ารักของเด็กม้ง จึงเสียเวลาไปค่อนข้างมาก  ไหนๆก็ไหนๆแล้วจึงเอาภาพความน่ารักมาให้ดูกันหลายๆภาพ    ในภาพยังเห็นน้องชายกำลังคลานไปหาพี่สาวที่กำลังดูดนมกล่อง

ภาพนี้แสดงถึงความรักความผูกพันธ์ของสองพี่น้องในวัยไร้เดียงสา  ญาติที่ไปด้วยกันต่างก็ชื่นชอบความน่ารักของพี่น้องคู่นี้มาก  มะรุมตุ้มถ่ายภาพกันใหญ่  เป็นผลทำให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาต้องหยุดดูไปด้วย

นี่คือสีสันของเชียงใหม่  การเอาเด็กชาวเขาเผ่าม้งหน้าตาน่ารักมาแต่งกายด้วยชุดชนเผ่า ช่วยเพิ่มบรรยากาศขึ้นมากทีเดียว 

เด็กชาวเขาคงถูกสอนมาดี ใครจะถ่ายภาพก็ไม่ว่า ใครจะให้เงินก็เอาโดยไม่มีการขอหรือเรียกร้องใดๆ   เข้าใจว่าผู้ดูแลสถานที่คงบอกกล่าวว่าไม่ให้รบกวนนักท่องเที่ยว  ใครชอบเรา หรือมาขอถ่ายภาพ เดี๋ยวเค้าก็ให้เงินเราเอง 

ลองล้วงในกระเป๋าของเด็กม้งคนนั้น เจอเหรียญจากนักท่องเที่ยวไม่น้อยเลยทีเดียว  ราวร้อยกว่าบาทน่าจะได้  นี่ขนาดวันธรรมดาคนน้อยๆก็ยังได้มากขนาดนี้ ถ้าเป็นเทศกาลคงได้มากกว่าหลายเท่า

ถ่ายภาพเด็กชาวเขาที่นี่ทำให้นึกถึงตอนที่ไปเมืองจีน ตามแหล่งท่องเที่ยวมักจะมี สาวจีนแต่งชุดชาวเขาเผ่าต่างๆมายืนให้ถ่ายภาพ  และต้องเสียค่าบริการ แต่สาวจีนเหล่านี้รู้สึกว่าค่อนข้างงกเงิน

หากนักท่องเที่ยวเดินผ่านไปโดยไม่มีใครสนใจ  อาจถูกบรรดาสาวๆมาดึงมือหรือยื้อยุดกัน  บางคนก็ยอม  บางรายก็หนี  ก็เป็นที่สนุกสนานกันไปโดยเฉพาะหนุ่มจีนที่คุยกันรู้เรื่อง หรืออาจไม่กล้าปฏิเสธ

ส่วนคนอื่นที่ไม่ได้ใช้บริการแต่จะไปขอถ่ายสาวๆเหล่านี้ไม่ได้นะครับ  แกไม่ยอม  แถมหลบหน้าหลบตา จนต้องแอบถ่ายทีเผลอ

ช่างต่างกับเด็กชาวเขาที่เชียงใหม่ เด็กชาวเขาที่นี่ยิ้มรับกับทุกคน  ขอถ่ายภาพก็ให้  ถ่ายเสร็จไม่ขอเงินเลยสักคำ ใครจะให้หรือให้เท่าใดก็แล้วแต่ความสมัครใจ  ตรงกันข้ามกับจีนที่เป็นการค้าไปหมด

หลังถ่ายภาพเด็กชาวเขาจนพอใจแล้วก็ขึ้นไปนมัสการพระธาตุที่อยู่ด้านบน  วันนี้อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน  เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง  ก็ยังดีที่ไม่ร้อนมาก  สภาพแบบนี้อาจไม่ดีนักสำหรับการถ่ายภาพเรียกว่าแสงไม่เป็นใจ  สีทองเหลืองอร่ามขององค์พระธาตุและภายในบริเวณอาจดูไม่ค่อยสุกปลั่งนัก

มาเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพคราวนี้มีความรู้สึกแตกต่างจากครั้งก่อนๆ  ที่ปัจจุบันทุกอย่างดูจะเป็นสีทองอร่ามไปหมด   ทำให้นึกถึงวัดในประเทศพม่าที่นิยมสีทอง บางส่วนก็ทำด้วยทองคำล้วนๆ  ซึ่งแต่เดิมวัดพระธาตุดอยสุเทพก็ไม่ได้มีสีออกทองๆมากนัก 

ปัจจุบันวัดหลายแห่งนิยมสีทองกันมาก บางวัดทางภาคเหนือที่เคยเห็นเจดีย์สีขาวๆก็เปลี่ยนมาทาสีทอง  จะลอกเลียนแบบวัดพม่าหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ  แต่รู้สึกว่าแตกต่างจากอดีตที่เคยเห็น

เรื่องรสนิยมแบบนี้คงห้ามกันไม่ได้  ถือว่าเป็นวิวัฒนาการของคนในแต่ละยุค

แต่การที่จะเอาทองไปปิดองค์พระพุทธรูปที่แสดงถึงสัญญลักษณ์ของสถานที่นั้นๆ หรือวัดนั้นๆ  ถือว่าไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง เป็นการทำลายวัฒนธรรมดั่งเดิม 

ประเทศไหนๆเขาก็ไม่ทำกัน  ก็มีประเทศไทยนี่แหละที่ชอบแต่งองค์ทรงเครื่องกับพระพุทธรูปจนเกินควร โดยเฉพาะกับพระเก่าที่มีอายุหลายร้อยปี แทนที่จะปล่อยให้เป็นไปตามสภาพเดิมๆ ที่ดูน่าขลังกว่า

เมื่อก่อนการสร้างพระพุทธรูปทางภาคเหนือจะทำกับแบบง่ายๆ เช่นพระทันใจ (สร้างเสร็จใน 1 วัน) บางแห่งก็ใช้ปูนปั้นและทาสีขาว  ส่วนปากจะทาสีแดง  วัดส่วนใหญ่ทางภาคเหนือจะเป็นแบบนี้   วัดไหนปั้นพระได้สวยหรือไม่สวยก็เป็นเรื่องความสามารถของช่าง  สัดส่วนขององค์พระอาจไม่ถูกต้องแต่ก็ถือว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมองที่ความศรัทธามากกว่าเรื่องความสวยงาม

พระพุทธรูปตามวัดต่างๆจึงเสมือนเป็นตัวแทนความศรัทธาและความสามัคคีของชุมชน แสดงถึงความร่วมมือร่วมใจกัน  ผิดกับปัจจุบันที่กรมศิลปากรชอบเอามาตรฐานของตนเองไปจับต้อง หรือวางเกณฑ์ว่าต้องเป็นแบบโน้นแบบนี้ แล้วก็เอาทองมาพอกองค์พระ  จนแทบไม่เห็นความแตกต่างของพระพุทธรูป ว่าพระแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์และมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ชาวบ้านพอรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าจากกรมศิลปากร จึงเชื่อและทำตามคำแนะนำทุกอย่าง ยิ่งวัดใดที่ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรแล้วยิ่งทำง่าย สั่งง่าย เพราะชาวบ้านเค้าคิดว่าเป็นวัดของกรมศิลป์ไปแล้ว
จะทำอะไรชาวบ้านก็จะไม่คัดค้าน

วัดพระธาตุดอยสุเทพ

วัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นวัดเอก และเป็นวัดสำคัญที่สุดของเชียงใหม่ ตำแหน่งที่ตั้งของวัดอยู่บนดอยหรืออยู่บนเขา ที่มีชื่อว่า "ดอยสุเทพ หรือภูเขาสุเทพ " นั่งรถเข้ามาในตัวเมืองก็เห็นวัดพระธาตุดอยสุเทพได้ในระยะไกลๆ เป็นจุดเด่นที่อยู่กลางภูเขา

ใครมาเที่ยวเชียงใหมเป็นครั้งแรก ร้อยทั้งร้อยก็พยายามขึ้นมานมัสการพระธาตุดอยสุเทพให้ได้ และแทบจะกล่าวได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของตัวอำเภอเมืองเชียงใหม่ ก็สามารถมองเห็นวัดพระธาตุดอยสุเทพได้ทุกจุด

ผมมาเชียงใหม่ทุกครั้งก็มีความรู้สึกว่าวัดพระธาตุดอยสุเทพมีความน่าศรัทธา และมีความโดดเด่น หากมาในหน้าฝนที่มีเมฆมากก็อาจเห็นกลุ่มเมฆฝนค่อยๆเคลื่อนผ่านจนบดบังวัด และเมื่อเมฆผ่านไปแล้วภาพวัดก็ค่อยๆปรากฏขึ้น  ช่างเป็นภาพที่งดงามจริงๆ 


เชียงใหม่ ถิ่นไทยงาม

เมืองเชียงใหม่สมัยก่อนเรียกกันว่า “ถิ่นไทยงาม”  แม้ปัจจุบันคำนี้จะไม่ค่อยใช้กันนัก  แต่ความรู้สึกของหลายๆคนก็ยังเป็นที่ชื่นชอบและยกให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีเสน่ห์และมีมนต์ขลัง 

เชียงใหม่ถือว่าเป็นต้นแบบของล้านนา เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมภาคเหนือ ทั้งจารีตประเพณี ภาษา ความเป็นคนหนือแท้ๆ หรือสาวเหนือคนงาม ก็ต้องยกให้เชียงใหม่นี่แหละ ส่วนเมืองล้านนาอื่นๆหรือจังหวัดอื่นๆก็จะเจือจางลง หรือลดความเข้มข้นลงไปตามลำดับ

้ปัจจุบันเชียงใหม่มีความเจริญมาก ทั้งถนนหนทาง  อุโมงค์ลอดทางแยกที่มีมากมายหลายแห่ง มีอาคารสูงๆทันสมัย มีห้างสรรพสินค้าทุกมุมเมือง แต่เชียงใหม่ก็ยังเป็นเมืองที่น่าเที่ยวน่าอาศัยอยู่ดี 

หลายคนบอกว่าเชียงใหม่ระยะหลังๆนี้ไม่ค่อยน่าอยู่เพราะดูจะใกล้เคียงกับกรุงเทพทุกขณะ แต่ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหา  ความเปลี่ยนแปลงย่อมมีขึ้นเป็นธรรมดา  แต่สิ่งดีๆก็ยังหลงเหลือ เป็นต้นว่า วิถีชีวิตของผู้คน นิสัยใจคอหรืออัธยาศัย  รวมทั้งสภาพเดิมๆที่แฝงไปด้วยความเป็นล้านนายังมีให้เห็นอีกมาก

โดยเฉพาะภาษาท้องถิ่นหรือภาษาเมืองเหนือ ต้องบอกว่าคนเชียงใหม่พูดภาษาเหนือได้นุ่มนวลไพเราะที่สุด ภาษาพูดของคนเชียงใหม่ยังมีคำเอื้อน มีระดับเสียงสูงๆต่ำๆที่เป็นเอกลักษณ์ แสดงถึงความอ่อนหวาน ผิดกับคนภาคเหนือในจังหวัดอื่นที่ส่วนใหญ่จะพูดห้วนๆ กระด้างๆ ไม่นิ่มนวลเท่ากับคนเชียงใหม่

หากใครไม่เคยสังเกตหรือฟังไม่ออก ไปเชียงใหม่ครั้งต่อๆไปก็ควรฟังน้ำเสียงของคนเชียงใหม่ว่ามีความนุ่มนวลชวนฟัง แสดงถึงความเป็นต้นแบบของภาษาเมือง และสะท้อนไปถึงเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ผมไปเชียงใหม่ทุกครั้งก็พยายามฟังภาษาเมืองเหนือที่ออกมาจากปากของสาวเชียงใหม่ (มันช่าง จับจิต จับใจ อย่างบอกไม่ถูก)

ล้านนาประเทศ ก่อนรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับ สยามประเทศ

ล้านนาเชียงใหม่(สมัยยังเป็นเขตปกครองตนเองของสยามประเทศ) รวมทั้งจังหวัดทางภาคเหนือ เคยเกิดวิกฤติต่อการแผ่ขยายอาณานิคมของชาติตะวันตก โดยเฉพาะจากชาติอังกฤษที่เข้ามายึดประเทศพม่าเมื่อ พ.ศ. 2367 ตรงกับรัชกาลที่ 3
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จากนั้นอังกฤษก็ต้องการดินแดนล้านนาที่อยู่ติดกับพม่า เนื่องจากเห็นว่ามีทรัพยากรป่าไม้สักเป็นจำนวนมาก แต่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นรู้ทัน จึงปรึกษากับสยามประเทศ พร้อมกับยกดินแดนล้านนาให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับสยาม ขณะเดียวกันก็ยกพระธิดาพระนามว่าเจ้าหญิงดารารัศมี ให้เป็นพระชายา(มเหสี) ของรัชกาลที่ 5 อังกฤษจึงล้มเลิกความตั้งใจ

นึกเล่นๆว่า หากล้านนาไม่รวมกับสยามในสมัยนั้น แล้วเชียงใหม่กับจังหวัดอื่นๆทางภาคเหนือจะเป็นอย่างไร  

ที่แน่ๆล้านนาคงตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษเช่นเดียวกับพม่า  และคงได้รับสถาปนาให้เป็นประเทศล้านนา โดยมีเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง  หากเป็นไปตามนี้ จังหวัดตากก็จะเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย และอาณาเขตประเทศไทยก็คงไม่มากเท่าปัจจุบัน ขณะเดียวกันประเทศล้านนาก็จะไม่มีทางออกทะเล จะมาเที่ยวภูเก็ตหรือพัทยา ก็ต้องมีหนังสือเดินทาง และต้องทำวีซ่าเพื่อขอนุญาตเข้าประเทศไทย

หากมองในด้านดีก็คิดว่าประเทศล้านนาน่าจะยังรักษาวัฒนธรรมได้ดีไม่ต่างกับ เมืองสิบสองปันนา(เขตปกครองตนเองของจีน) ซึ่งมีฐานะเป็นเมืองล้านนาผู้พี่ของล้านนา-เชียงใหม่ แต่ได้แยกตัวออกมาจากสิบสองปันนาเมื่อราว พ.ศ. 1805 หรือเมื่อ 750 ปีก่อน ในสมัยพญามังราย


พญามังราย ต้นราชวงศ์มังรายของอาณาจักรล้านนา(เชียงใหม่)

พญามังรายสร้างเมืองใหม่ขี้นที่เชียงแสน (อาณาจักรโยนกเชียงแสน ปัจจุบันคืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) ก่อนที่จะรวบรวมไพร่พล ค่อยๆตีเมืองต่างๆที่อยู่ตอนล่าง รวมทั้งเขลางค์นคร(ลำปาง) ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรหริภูญชัยในสมัยนั้น จนกระทั้งทัพพญามังรายเข้าตีเมืองหริภูญชัย(ลำพูน)  พร้อมกับกำชัยชนะเหนือเมืองนี้ไว้ได้ จากนั้นพญามังรายได้มาตั้งหลักที่เชียงใหม่เพื่อสร้างเมืองใหม่ พร้อมกับรวบรวมหัวเมืองเหนือทั้งหมดไว้เป้นเมืองบริวาร

การสร้างอาณาจักรล้านนา (ที่มา:วิกิพีเดีย)

หลังจากพญาเม็งรายรวบรวมอาณาจักรหริภุญชัยเข้ากับโยนกเชียงแสนเสร็จสิ้นแล้ว ได้ขนานนามราชอาณาจักรแห่งใหม่นี้ว่า "อาณาจักรล้านนา" พระองค์มีดำริจะสร้างราชธานีแห่งใหม่นี้ให้ใหญ่โตเพื่อให้สมกับเป็นศูนย์กลางการปกครองแห่งอาณาจักรล้านนาทั้งหมด

พร้อมกันนั้นก ได้อัญเชิญพระสหายสนิทร่วมน้ำสาบานสองพระองค์ได้แก่ พญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา และ พ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย มาร่วมกันสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ในสมรภูมิบริเวณที่ลุ่มริมฝั่งมหานทีแม่ระมิงค์ แม่น้ำปิง โดยตั้งชื่อราชธานีแห่งใหม่นี้ว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่"

แต่ก่อนที่จะตั้งเมือง พระองค์ทรงได้สร้างราชธานีชั่วคราวขึ้นก่อนแล้ว ซึ่งก็เรียกว่า เวียงกุมกาม แต่เนื่องจากเวียงกุมกามประสบภัยธรรมชาติใหญ่หลวงเกิดน้ำท่วมเมืองจนกลายเป็นเมืองบาดาล ดังนั้นพระองค์จึงได้ ย้ายราชธานีมาอยู่ ณ นครเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 1839 และได้เป็นศูนย์กลางการปกครองราชอาณาจักรล้านนานับแต่นั้น

นครเชียงใหม่มีอาณาบริเวณอยู่ระหว่าง เชิงดอยอ้อยช้าง (ดอยสุเทพ) และ บริเวณที่ราบฝั่งขวาของแม่น้ำปิง (พิงคนที) นับเป็นสมรภูมิที่ดีและเหมาะแก่การเพาะปลูกเนื่องจากเป็นบริเวณที่ราบลุ่มมีแม่น้ำไหลผ่าน


เรื่องราวเมื่อปี 2547

มาเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพคราวนี้ ทำให้อดนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นเมื่อปี 47 ไม่ได้ เรียกว่าเป็น Talk of the town หรือวิจารณ์กันให้แซด แค่เห็นภาพข้างล่างก็คงถึงบางอ้อ เจ้เบียบ นั่นเอง

กรณี นางระเบียยรัตน์ พงษ์พานิช วุุฒิสภาขอนแก่น (ส.ว.) มาเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพแล้วบังเอิญไปเห็นป้าย " สุภาพสตรีห้ามเข้า " แขวนไว้ที่ประตูรั้ว(สีแดง) ซึ่งเป้นประตูที่จะเข้าไปสู่องค์พระธาตุ แต่เจ้เบียบของเราเคร่งครัดในกฏหมายสิทธิและเสรีภาพของสตรี ซึ่งเป็นกฏหมายใหม่ชนิดแกะกล่อง ที่พึ่งตราไว้ในกฏหมายรัฐธรรมนูญ

แกโวยวายใหญ่ พร้อมออกรายการโทรทัศน์ด้วย ว่าป้ายสุภาพสตรีห้ามเข้านั้นมีข้อความที่ขัดต่อสิทธิและเสรีภาพของสตรี อ่านแล้วก็รู้สึกแสลงหู แสลงตา และแสลงใจชนิด จนทนไม่ได้ และทนไม่ไหว

เจ้เบียบในฐานะ ส.ว.(ห้ามแปลว่า ผู้สูงวัย) จึงทำหนังสือถึงสำนักงานพุทธศาสนาขอให้ปลดป้าย และให้ชี้แจงกรณีดังกล่าว


เรื่องนี้ทางวัดชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า"เป็นประเพณีของล้านนาที่มีมากว่า 600 ปี ว่าห้ามมิให้สตรีเข้าไปในองค์พระธาตุ ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์"

และเท่าที่ทราบมาจากผู้หลักผู้ใหญ่(ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม)ว่า การห้ามสตรีก็เนื่องจากสตรีนั้นมีประจำเดือน ซึ่งถือว่าเป็นของไม่สะอาด หากเข้าไปใกล้พระบรมสารีริกธาตุ ในขณะที่มีประเดือน ก็ไม่เหมาะสม เพราะเป็นของสูง

หลังข่าวนี้แพร่ออกไป คนทางภาคเหนือและจากทั่วประเทศต่างรุมยำเจ้เบียบอย่างไม่มีชิ้นดี

พร้อมกับตั้งคำถามว่า " นังระเบียบรัตน์ นี่เป็นใครมาจากไหน ขนาดสตรีสูงศักดิ์ในราชสกุลของเจ้านายฝ่ายเหนือทุกพระองค์ ก็ยังต้องปฏิบัติตามจารีตประเพณีของล้านนาโดยเคร่งครัด"

ส่วนเรื่องสิทธิสตรีกับเรื่องจารีตตามประเพณีนั้นมันคนละเรื่องกัน พร้อมกับกล่าวว่า นางระเบียบรัตน์ เป็นคนมีการศึกษา มีตำแหน่งเป็นถึง ส.ว.(ห้ามแปลว่าสูงวัย) ก็น่าจะรู้และเข้าใจในเรื่องนี้ดี ไม่น่าจะมีความคิดพิสดารกันแบบนี้
  อ่านข่าว


วัดพระธาตุดอยสุเทพ

วัดพระธาตุดอยสุเทพ  สร้างเมื่อ พ.ศ. 1929หรือ 625 ปีก่อน ในสมัยพญากือนากษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์มังราย   สมัยแรกๆนั้น การขึ้นมานมัสการพระธาตุดอยสุเทพ
ต้องเดินด้วยเท้าแต่เพียงอย่างเดียว  ต่อมาครูบาศรีวิชัย  พระจากบ้านปาง จ.ลำพูน ซึ่งชาวบ้านขนานนามว่า  นักบุญแห่งล้านนา  เป็นผู้รวบรวมพลังแห่งศรัทธาจากชาวบ้านในเชียงใหม่และอีกหลายจังหวัด  รวมทั้งชาวเขาเผ่าต่างๆให้มาร่วมกันสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ




ทางเดินขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ (ที่มา : www.doisuthep.com )

ในสมัยก่อน การขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพนั้นเป็นเรื่องที่ลำบาก ไม่มีถนนสะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน ทางเดินก็คับแคบ ไม่ราบเรียบ ต้องผ่านป่าเขาลำเนาไพร บางครั้งก็ต้องปีนเขา ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานถึง 5 ชั่วโมงกว่า จนมีคำกล่าวขานกันทั่วไปในสมัยนั้นว่า ถ้าไม่มีพลังบุญและศรัทธาเลื่อมใสจริงๆ ก็จะไม่มีโอกาสได้กราบไหว้พระธาตุดอยสุเทพ

ในปี พ.ศ.2477 (ค.ศ.1934) ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา จากวัดบ้านปาง จังหวัดลำพูน เป็นผู้เริ่มดำเนินการสร้างถนนขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ โดยมีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สมัยนั้น เป็นผู้เริ่มขุดดินด้วยจอบเป็นปฐมฤกษ์ ตรงที่หน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ปัจจุบัน ใกล้ๆ กับบริเวณน้ำตกห้วยแก้ว โดยเริ่มสร้างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2477

ฝูงชนอาสาร่วมสร้างถนน
เมื่อข่าวการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพได้แพร่สะพัดไปยังจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ ชาวพุทธผู้เลื่อมใสในครูบาศรีวิชัย ต่างทยอยกันมาจากทั่วสารทิศจนเต็มบริเวณเชิงดอย เพื่อมาร่วมสละแรงงานช่วยสร้างถนน โดยไม่มีค่าจ้างใดๆ ทั้งสิ้น วันหนึ่งๆจะมีประชาชนมาร่วมสร้างถนนประมาณ 3 - 4 พันคนจากทั่วทุกจังหวัดภาคเหนือ รวมไปถึงอุตรดิตถ์-พิษณุโลก ปริมาณคนงานที่มาช่วยมีมากเกินความต้องการ ครูบาศรีวิชัยจึงได้กำหนดให้สร้างถนนหมู่บ้านละ 10 วาเท่านั้น และต่อมายังได้ลดลงอีกเหลือประมาณหมู่บ้านละ 2 วา 3 วา เพราะมีคนมาขอร่วมแรงงานสร้างมากขึ้นเรื่อยๆ

นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากที่การสร้างถนนบนภูเขายาวถึง 11 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 5 เดือนกับอีก 22 วัน ทั้งๆ ที่อุปกรณ์การสร้างทางมี เพียงจอบ และเสียม เท่านั้น อุปกรณ์ทันสมัย เช่นในปัจจุบันยังไม่มี พิธีเปิดใช้ถนนใหม่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2478 หรือ ค.ศ.1935 โดยท่านครูบาศรีวิชัย เป็นคนแรกที่นั่งรถยนต์ขึ้นดอยสุเทพตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา




โฟโต้ออนทัวร์
1 กันยายน 2554


แผนที่มุมสูงวัดพระธาตุดอยสุเทพ




      










 
 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ