Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร์ Home   :   Gallery   :   Hatyai Part1         Home
1
2
3
4
5
6
7
8
 
ตลาดคลองแห 1
ตลาดคลองแห 2
ตลาดบ้านพะวง
ตลาดบ้านควนหิน
ตลาดบ้านเกาะหมี
เกาะยอ
เมืองเก่า สงขลา
Portraits
ทริป สงขลา-หาดใหญ่ ตอนที่ 1

ตลาดน้ำคลองแห อ.หาดใหญ่
จ.สงขลา

Klong Hae Floating Market , Hatyai

 
เที่ยวสงขลา - หาดใหญ่ ชมตลาดท้องถิ่นที่อยู่รอบนอก อ.หาดใหญ่ ตื่นตากับปลาทะเลหลากหลายชนิด ก่อนกลับแวะไปเที่ยวตลาดคลองแหในบรรยากาศของตลาดน้ำแบบไทยๆ
           
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เที่ยวไทยทั่วทุกภาค คลิก
 
 
 

คลิกดูภาพตามหมวดหมู่
(Site Directory)

 ภาพถ่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ภาพท่องเที่ยวในต่างจังหวัด
ภาพวัด ภาพเจดีย์ ภาพโบสถ์วิหาร
ภาพทะเล ภาพชายหาด ภาพหาดทราย
ภาพวิถีไทย บ้านไทยริมน้ำ
ภาพภาพพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก
ภาพเขื่อน ภาพทะเลสาบเหนือเขื่อน



ภาพงานพระราชพิธี ภาพสถาบันพระมหากษัตริย์
ภาพตลาดสด ตลาดพื้นบ้าน ตลาดนัด ภาพถนนคนเดิน
ภาพชาวนา ภาพทุ่งนา ภาพการทำนา
ภาพเด็กน่ารัก ภาพเด็กนักเรียน
ภาพดอกไม้ ดอกกล้วยไม้ ดอกทานตะวัน
ภาพภูเขา ธรรมชาติ ป่าไม้ ทิวทัศน์ ชนบท อุทยานแห่งชาติ
 
 
ภาพในเว็บมีลิขสิทธิ์ อ่าน : copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
Home   :   Gallery   :   Hatyai Part 1      Home        
 
 



หาดใหญ่ – สงขลา ตอนที่ 1 (ตลาดน้ำคลองแห)
Klong Hae Floating Market
(เดินทาง 12 สิงหาคม 2553)




วันแม่แห่งชาติ  หรือวันที่ 12 สิงหาคม  ปี 53  มีโอกาสไปเที่ยวหาดใหญ่และสงขลา  โดยใช้บริการรถทัวร์ของ บขส. หรือบริษัทขนส่ง ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ

ใครจะไปภาคใต้ก็ต้องไปจองตั๋วหรือไปขึ้นรถกันที่สายใต้ใหม่ที่ย้ายไปอยู่บนถนนบรมราชชนนี (เส้นทางพุทธมณฑล) ได้ประมาณ 2-3 ปี  นับว่าไกลมากสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่กลางเมือง  หรืออยู่ในย่านอื่นๆ 

สถานีขนส่งสายใต้ใหม่หากมองในเรื่องการจัดระบบแล้วถือว่าใช้ได้  อาคารหลังใหม่ใหญ่โต   มีสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างดี   รถเมล์บางสายเข้าไปจอดรับ-ส่งกันถึงภายในตัวอาคาร แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ใช้บริการต้องเดินทางกันไกลขึ้น เสียค่าใช้จ่ายหรือค่าแท๊กซี่มากขึ้น  แถมยังต้องเผื่อเวลาสำหรับรถติดด้วย  ทำให้ไม่สะดวกเหมือนเมื่อก่อน
 

แต่ไม่ต้องกังวลครับ 

บริษัทเดินรถภาคใต้หรือรถทัวร์หลายแห่งปรับตัวเพื่อเอาใจลูกค้าที่อยู่คนละฝากฝั่งกับสถานีสายใต้ใหม่  โดยใช้สถานีขนส่งหมอชิตนี่แหละเป็นท่ารถรับส่งไปในตัว  ขึ้นรถก็ท่ารถหมอชิต  ขากลับก็มาลงที่หมอชิต  นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง 

หากวิธีการนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น อนาคตต่อไป ท่ารถสายเหนือ-อีสาน (หมอชิต2 ) และท่ารถสายใต้ ( ถนนบรมราชชนนี) ก็เป็นแค่ชื่อ  ใครจะไปเหนือหรือไปไต้ก็สามารถซื้อตั๋วและขึ้นรถที่ไหนก็ได้    

วันนั้นต้องหาข้อมูลจากเว็บไซต์เพราะไม่รู้ว่าไปหาดใหญ่แล้วสามารถจองตั๋วและขึ้นรถที่หมอชิตได้เลยหรือไม่  บริษัทไหนมีบริการ แต่ได้คำตอบไม่ชัดเจน เมื่อยังสับสนในเรื่องข้อมูล วิธีที่ดีที่สุดก็ต้องไปที่ท่ารถหมอชิตกันเลย  เผื่อว่าจะได้มีทางเลือก  ดีกว่าสอบถามจากคนอื่นๆ 

เมื่อไปถึงหมอชิตเรียบร้อยแล้ว  ก็มายืนเก้ๆกังๆ อยู่หน้าอาคารรูปโค้ง ท่าทางเหมือนบ้านนอกเข้ากรุง  เพียงแต่ไม่ได้หิ้วกระเป๋าให้มันสมบทบาทเท่านั้นเอง   พลันเหลือบเห็นป้ายโฆษณาแผ่นใหญ่แขวนอยู่เหนือศรีษะ  แต่อ่านแล้วก็ยังงง เข้าใจว่า บขส.บริการพาเที่ยวจังหวัดสำคัญๆทางภาคใต้โดยขึ้นรถที่หมอชิต บริการด้วยรถใหม่ทันสมัย  

ทีแรกคิดว่า  บขส.หันมาทำธุรกิจทัวร์แล้ว  สงสัยรถคงจอดอยู่ว่างๆ  และไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า


” จะไปที่ไหนค่ะ “

เสียงเจ้าหน้าที่หญิงแต่งกายด้วยเสื้อขาวเต็มยศ คอยอำนวยความสะดวกอยู่บริเวณประตูทางเข้าอาคาร   คงคิดว่าอีตาคนนี้มาจากบ้านนอกแน่  เพราะรูปลักษณ์หน้าตาแล้ว  บ้านน้อก บ้านนอก เสียจริงๆ  แถมยืนมองซ้ายมองขวาอยู่เป็นนาน คงไปไหนไม่ถูกแน่

” จะไปหาดใหญ่ครับ  ได้ยินว่าท่ารถหมอชิตนี้  มีให้จองไปภาคใต้ด้วยโดยไม่ต้องไปขึ้นรถที่สายใต้ใหม่......”

” นี่ไงละค่ะ  ป้ายโฆษณานี่ไช่เลย “

” อ้าว...ที่แรกผมคิดว่า บขส.จัดทัวร์ไปต่างจังหวัดเห็นบอกว่าพาเที่ยวภาคใต้  “

“ ไม่ค่ะ  จังหวัดใหญ่ๆทางภาคใต้สามารถซื้อตั๋วและขึ้นรถได้ที่นี่ ไม่ต้องไปถึงสายใต้ใหม่
“

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พาไปยังเค้าน์เตอร์ขายตั๋ว  ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆตรงที่ยืนนั่นเอง

นึกในใจว่า  หน้าบ้านนอกแบบนี้ก็ดีไปอย่าง  เป็นจุดเด่นให้เจ้าหน้าที่เดินมาสอบถาม

เป็นอันว่าจองตั๋วเรียบร้อยครับ  กรุงเทพ-หาดใหญ่  แต่ขึ้นรถที่หมอชิต  ใกล้บ้านตั้งเยอะ ประหยัดค่าแท๊กซี่ไปตั้งแยะ  เพราะสายใต้ใหม่ห่างจากย่านลาดพร้าวที่ผมอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก หรืออยู่คนละโยช 

จึงบอกไว้เป็นข้อมูลสำหรับผู้เดินทางว่า  บขส.เปิดเส้นทางวิ่งตรงจากหมอชิตไปจังหวัดสำคัญๆทางภาคใต้  ที่จำได้ก็มีหาดใหญ่ และภูเก็ต  ส่วนอีกราว  2 -3 จังหวัดที่เหลือนั้นจำไม่ได้  ข้อมูลนี้สอบถามได้จากบริษัทโดยตรง  ส่วนค่าโดยสารนั้นราคาปกติ หรือเท่ากับที่สายใต้ใหม่ 
อยู่ที่ว่าจะเลือกขึ้นรถที่ไหนเท่านั้นเอง

ระยะหลังๆนี้ผมใช้บริการรถทัวร์ไปต่างจังหวัดทั้งภาคเหนือและภาคใต้หลายครั้ง  รู้สึกว่าได้มาตรฐานดีกว่าแต่ก่อนมาก  ทั้งสภาพรถ และบริการทั่วๆไป  แต่บริการของ บขส.ดูจะด้อยกว่าทัวร์อื่นอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องจุดแวะบริการอาหารทั้งภาคเหนือและภาคใต้  สภาพร้านอาหารที่พาลูกค้าไปใช้บริการค่อนข้างแย่กว่าร้านของบริษัททัวร์คู่แข่งอื่นๆ

และ ร้านอาหารสาหร่าย ที่เคยให้ดูภาพคราวเมื่อเดินทางไปภูเก็ตในเดือนมีนาคม 53 ที่ผ่านมา  รถของ บขส.ไม่ได้พาลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านนี้นะครับ  แต่พาไปร้านอื่นที่เล็กกว่าและสภาพห่างกันลิบ จนใครต่อใครบ่นกันใหญ่  

เรื่องรถทัวร์ของบริษัท บขส. ยังมีเรื่องที่ต้องวิจารณ์ในตอนขากลับ  ชนิดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับบริษัทนี้  อยากเล่าตอนนี้ แต่เห็นว่าพึ่งจะออกเดินทางไปหาดใหญ่   หากนำเรื่องตอนนั่งรถกลับมาเล่าในตอนนี้ดูจะเร็วเกินไป 

ใครเป็นผู้บริหารของ บขส. หากบังเอิญเข้ามาอ่านก็อย่าลืมติดตามด้วย 
เพราะจะเป็นประโยชน์สำหรับบริษัทขนส่งโดยตรงที่ต้องหาทางแก้ไข

มาหาดใหญ่คราวนี้  เป็นการรวมญาติทางฝ่ายภรรยา แม้จะไม่ครบ  แต่ก็ถือว่ามากพอสมควร  ทั้งหลาน เหลน โหลน หรือหลาย Generation ชนิดที่เหมารถตู้กันมาจากภูเก็ต สมทบกับญาติที่อยู่ในหาดใหญ่  และจากกรุงเทพ

ครั้งนี้ไม่ได้เตรียมวางแผนไปเที่ยวที่ไหน  เพราะหาดใหญ่ในอดีตเคยมากินมานอนกันหลายครั้ง บางครั้งอยู่นานจนเบื่อ โดยเฉพาะตลาดกิมหยง เดินเป็นว่าเล่น จนเงินทองหมดกระเป๋า เพราะซื้อของวันละนิดละหน่อย แต่บ่อยครั้ง

หลายปีก่อนเคยมาธุระเรื่องงาน นอนพักโรงแรมกันเป็นเดือนๆ  อยู่นานจนเกือบจะแต่งงานอยู่กินกับพนักงานสาวของโรงแรมให้มันรู้แล้วรู้แรดไปเลย  เหตุผลก็เพราะได้มาพักที่โรงแรมเปิดใหม่ ซิงๆ  อยู่ตรงปลายสุดถนนนิพัทธ์อุทิศ  3  ไม่ห่างจากตลาดกิมหยง แหล่งซ้อปปิ้งมากนัก

โรงแรมใหม่ ห้องพักใหม่สะอาด  ทุกอย่างใหม่หมดจด แม้กระทั่งพนักงานต้อนรับสาวๆ ก็ใหม่หน้าตาสดใสกันทุกคน  แต่แปลกใจไม่หายว่าทำไมพนักงานสาว(สวย) คนหนึ่งจึงมีผิวขาวผ่อง  ทั้งๆที่คนหาดใหญ่ส่วนมากผิวจะออกคล้ำๆทั้งหญิงและชาย แถมพูดภาษาทองแดงด้วย

ครั้งนั้นเดินเข้า-เดินออก กับโรงแรมนี้เป็นเดือนเชียวนะครับ  เจ้าหน้าที่สาวสวยคนนั้นก็ยิ้มให้ผมทุกวัน (วันละหลายครั้ง)  จนหัวใจ (ทั้งผมและเธอ) พองโตจนคับอก รู้เลยว่า ตัวเองเริ่มเป็นโรคหัวใจโป่งพอง  สาเหตุเป็นเพราะพนักงานสาวคนนั้นแน่นอน

ระยะหลังๆ สายตาที่จ้องมองกัน  เริ่มรู้สึกว่ามีความหมายขึ้น  ไม่ได้มองกันแบบลักษณะพนักงานโรงแรมกับลูกค้าๆทั่วไป

เอาละซิ  ชักยุ่งเหมือนกัน ใจเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วละนะ ชักยังไงอยู่ บางครั้งรู้สึกว่า จิตใจมันระทวยระทม (อธิบายไม่ถูกแต่รู้สึกได้ด้วยตนเอง)

เห็นหน้ากันที่ไร หัวใจชักจะเต้นแรง  จนใบหน้าของเธอลอยละล่องมาอยู่ในความนึกคิดอยู่บ่อยครั้งทั้งกลางวันและกลางคืน (แถมตอนดึกและเช้ามืดอีกต่างหาก)

ส่วนเธอก็ดูจะเคอะเขิน จนไม่กล้าสบสายตาตรงๆเหมือนตอนแรกๆ   บางครั้งหยิบกุญแจห้องให้ผมด้วยท่าทางเอียงอาย  มือไม้ที่เรียวสวยชักสั่นๆ ยื่นกุญแจห้องให้แบบผิดๆถูกๆ เช่นขอกุญแจห้องแต่หยิบปากกาให้แทน (ไม่แน่ใจว่าเจตนาหรือไม่) และมักจะแอบมองผมทุกครั้งที่เดินออกจากโรงแรม ด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อย
จนผมรู้สึกสงสารอย่างแรง (ขอใช้ภาษาใต้หน่อยเถอะ)

อาการแบบนี้หมายความว่าอะไร.....

หลังเสร็จงานแล้วก็เดินทางกลับกรุงเทพด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ 

1 เดือน ได้แต่มองหน้า และส่งความรู้สึกให้เพียงแค่ทางใจ

แม้แต่คำพูดง่ายๆ ว่า คุณมีแฟนแล้วหรือยัง หรือผมชอบคุณนะ ก็คิดจนปวดสมอง และไม่กล้าถาม เพราะหาจังหวะไม่ได้ รู้อยู่เต็มอกว่าจิตใจเค้าพร้อมสำหรับเราอยู่แล้ว แต่เรามัวแต่คิดและรีรอ ไม่ทำอะไรให้เกิดความคืบหน้า (โง่อิบอ๋าย)

ผมทำร้ายจิตใจเธอหรือเปล่า

หัวใจเธอคงร่ำหา  และเรียกร้องอยู่ในใจ ด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวด

เธอแอบร้องให้หรือไม่ ในวันที่ผมจากไป

เธอสวย หุ่นดี ผิวขาว มือเรียวสวย แถมน่ารักและมารยาทดี ชนิดที่ใครได้มีโอกาสพบเธอคงจะรู้สึกได้ทุกคน

ไปหาดใหญ่หลายครั้ง  แต่จิตใจไม่เคยหวั่นไหวเท่าคราวนี้

ผมจีบผู้หญิงไม่เป็น ... เปล่า..

ผมไม่กล้า..เปล่า..

ผมชอบทรมานจิตใจผู้หญิงเล่น....เปล่า..

แต่อยากตะโกนออกมาดังๆว่า

” กูมีเมียแล้ว โว้ย...”

เฮ้อ น่าสงสาร กรรมของคนมีเมีย 

กรอบกำแพงนี้  มันช่างสูงจนปีนป่ายไม่ได้ 

ขืนปีนก็คงตกลงมาคอหักตายเท่านั้นเอง
 
นึกถึงเรื่องนี้ทีไรแล้วอยากร้องให้ สงสารตัวเอง



กลับมาหาดใหญ่ดีกว่า ก่อนจะละเมอเพ้อพกไปมากกว่านี้

หาดใหญ่และสงขลาเคยมาหลายครั้ง ทั้งมาธุระเรื่องงาน และมาเที่ยวส่วนตัว  แต่ระยะหลังๆไม่ค่อยได้แวะเหมือนเมื่อก่อน  มาคราวนี้ความจำเก่าๆชักเลือนลาง ถนนหนทางก็จำไม่ค่อยได้  เอารถของญาติขับมาในเมืองหาดใหญ่ก็หลงทาง เรียกว่าหลงแล้วหลงอีก ถนนบางเส้นเปลี่ยนเป็นวันเวย์  จึงต้องลงไปสอบถามคนแถวนั้น

มาครั้งนี้ได้บรัวชัวร์หรือแผ่นพับของการท่องเที่ยวสงขลาที่บ้านญาติ  ให้รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาและหาดใหญ่ จึงเป็นจังหวะดีที่กำลังหาแหล่งเที่ยวและถ่ายภาพไปในตัว ไหนๆมาแล้วก็ควรมีภาพและเรื่องราวไปลงในเว็บไซต์บ้าง

ที่อื่นๆก็เที่ยวจนหมดแล้ว  จะมีแต่ตลาดน้ำคลองแห แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของหาดใหญ่ที่น่าสนใจ  แต่ในแผ่นพับยังกล่าวถึงเมืองเก่าสงขลา  ที่คงความเป็นเอกลักษณ์ของย่านการค้าในอดีต

ตึกเก่า บ้านเก่า อยากจะไปเดินชม หรือเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ  เช่นเดียวกับถนนถลางเมืองภูเก็ต คิดว่าอนาคตย่านการค้าดั่งเดิมแบบนี้จะค่อยๆสาบสูญ  คนรุ่นใหม่ๆก็ไม่ค่อยให้ความสนใจ เพราะคนรุ่นก่อนๆก็ไม่มีการสืบทอดหรือสานต่อ  ความเป็นอดีตจึงสลายลงไปเรื่อยๆ  เหลือแต่ความทรงจำและภาพถ่าย

การไปถ่ายภาพเก็บไว้น่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่พอจะบันทึกสภาพปัจจุบันไว้ให้คนรุ่นหลังๆได้ดู  ความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ มักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความเป็นอดีต ทั้งๆที่เป็นเมืองท่องเที่ยว  ผิดกับหลายประเทศที่พยายามเอาของเก่ามาปัดฝุ่นให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวจนสร้างรายได้มหาศาล  ขณะเดียวความดั่งเดิมก็ยังคงอยู่


จะว่าไปแล้วที่เราๆท่านๆเดินทางไปต่างประเทศก็ไปดูของเก่าของเค้าทั้งนั้น ในทางตรงกันข้าม ต่างชาติืมาเมืองไทยก็อยากมาเห็นของเก่าเช่น วัดเก่า วังเก่า

งบประมาณของรัฐบาลที่สนับสนุนการท่องเที่ยวในแต่ละปี  หากเจียดมาทำโครงการส่งเสริมความเป็นอดีต  เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆในแต่ละจังหวัดก็จะดีไม่น้อย  จะมีโครงการอะไรก็ประชุมกับเจ้าของพื้นที่  แต่ว่าคนที่เป็นผู้นำต้องมีต้นแบบจากต่างประเทศที่เค้าประสบความสำเร็จมาแล้ว เพื่อนำมาเป็นตัวอย่าง เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมืดแปดด้าน หรือนึกอะไรไม่ออก  เช่นพอพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวในแต่ท้องถิ่น ส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงแต่วัดวาอาราม  ซึ่งมันไม่ไช่  

ชุมชนในอดีตที่ยังรักษาและสืบสานวิถีชีวิต รวมถึงวัฒนธรรมดั่งเดิม  สามารถนำมาปัดฝุ่นและคิดในเชิงสร้างสรรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เสมอ

ตัวอย่างเช่นตลาดน้ำคลองแห   ที่กำลังพาไปชมอยู่นี้  ก็มาจากความคิดของผู้นำชุมชน  หรือนายก อบต. ตำบลคลองแห  มีชื่อว่า นายอภิชาติ สังขาชาติ หรือ “ นายหัวมัน “ 
 

ปรึกษาหารือกันว่าจะพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง  สร้างงานสร้างรายได้ให้คนในชุมชนอย่างไร  ขณะเดียวกันก็คงเห็นว่าตลาดน้ำสามารถสร้างขึ้นมาได้ และหากประชาสัมพันธ์ให้ดีๆแล้วก็อาจเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบถาวร เช่นเดียวกับตลาดน้ำดอนหวายหรือตลาดน้ำอัมพวา

ไม่น่าเชื่อว่าจากต้นคิด  และความร่วมมือของชุมชน  จนเกิดเป็นตลาดน้ำคลองแห  ตลาดน้ำแห่งแรกของภาคใต้ขึ้นมาได้  ทุกวันนี้กลายเป็นตลาดน้ำที่มีชื่อในระดับประเทศ  ทั้งๆที่คำว่าตลาดน้ำนั้น เป็นวิถีชีวิตของทางภาคกลางแต่เพียงภาคเดียว  ภาคอื่นๆนั้นไม่มีมีแน่  เช่นคนภาคเหนือพายเรือไม่เป็น (แต่ขี่ช้างเป็น) เพราะอยู่แต่บนดอย  ส่วนภาคใต้ก็มีแต่เรือหาปลา และคนภาคใต้ไม่ใส่งอบ เรียกว่าสวนทาง ทั้งวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนภาคใต้อย่างสิ้นเชิง

ตลาดน้ำคลองแห  สามารถเอาชาวบ้านที่เป็นอิสลามมาใส่งอบ แล้วนั่งขายของกันในเรือ ซึ่งคนขายคงพายเรือไม่เป็น  ผู้หญิงบางคนก็นุ่งชุดจงกระเบน เปลือยไหล่  ทั้งๆเป็นวัฒนธรรมของภาคกลาง จะผิดฝาผิดฝั่งไปบ้างก็คงไม่น่าเกลียด เพราะเป็นคนไทยเหมือนกัน ใครทำก็ดีทั้งนั้น ยิ่งมีแบบนี้มากๆก็ยิ่งดีใหญ่

จะบอกว่าสร้างภาพก็ไม่ผิด  ทุกอย่างเป็นการสร้างให้เป็นจุดสนใจเพื่อการท่องเที่ยว  อาศัยแม่น้ำลำคลองและบรรยากาศของท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วเป็นองค์ประกอบ   จัดหาเรือพายลำเล็กๆแบบภาคกลางมาลอยลำอยู่ริมน้ำและขายของให้นักท่องเที่ยว ไม่ต่างกับตลาดน้ำดำเนินสะดวก นักท่องเที่ยวซื้อแล้วก็นั่งทานกันบนฝั่ง

จะทำซะอย่างใครจะทำไม  บางคนเกิดมาไม่เคยใส่งอบ เพราะเป็นอิสลามที่แต่งกายด้วยชุดฮิญาบ คลุมผ้าโพกศรีษะมาตลอดชีวิต  แต่พอมาเป็นแม่ค้าที่ตลาดน้ำคลองแหก็แค่เอางอบมาสวมทับ  ทุกอย่างก็ดูดี  เป็นที่ถูกใจแก่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะชาวมาเลเซียที่ดูจะชอบอกชอบใจกับตลาดน้ำที่แสดงถึงวิถีไทยในอดีต อาหารหวานคาวทีดูธรรมดาก็่แปลงโฉมบรรจุภัณฑ์กันใหม่เช่นใช้กะลา พวกเครื่องดื่มก็ใช้เครื่องดินเผา หรือกระบอกไม้ใผ่
ทานเสร็จก็นำกลับไปบ้านเป็นของที่ระลึก ใครเห็นต่างก็สอบถามว่าได้มาจากที่ไหน เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์กันไปในตัว

ตลาดน้ำคลองแห อยู่ห่างจากตัวเมืองหาดใหญ่ออกไปทางจังหวัดสงขลาราว 10 กม.โดยใช้เส้นทางสายใหม่ หรือถนนลพบุรีราเมศวร์ 414 ระหว่างทางจะเห็นป้ายโฆษณาเป็นระยะๆ หาไม่ยากครับ และอย่าลืมว่าเปิดเฉพาะ ศุกร์ - เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 15.00 - 20.00 แนะนำว่าควรไปถึงที่นั่นประมาณ 5 - 6 โมงเย็น เป็นช่วงแดดร่มลมตก

ตลาดคลองแหเปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 51  ถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 2 ปี พอดี  แม้จะเป็นตลาดใหม่และอยู่ในต่างจังหวัด แต่กระแสก็มาแรงชนิดแซงตลาดน้ำที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่ๆกัน  จนสื่อมวลชนทั้งโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ต้องตามไปทำข่าว  ไม่เช่นนั้นก็อาจตกกระแส

ครั้งแรกที่เห็นภาพตลาดน้ำแห่งนี้ทางโทรทัศน์  ดูน่าสนใจไม่น้อย พ่อค้าแม่ค้าแต่งชุดไทยและใส่งอบกันหมด  คนสูงอายุก็เห็นนุ่งชุดจงกระเบนแบบไทยแท้ 

บรรยากาศไทยๆย้อนยุคแบบนี้คงหาดูไม่ได้ในตลาดน้ำที่อื่นๆ  โดยเฉพาะชุดจงกระเบน  เข้าใจว่ากว่าจะใส่กันได้อย่างมั่นอกมั่นใจก็ต้องลองแล้วลองอีกหลายๆครั้ง เพราไม่เช่นนั้นหลุดแน่   


เขียนถึงเรื่องนี้ทำให้นึกถึงสมัยเรียนมัธยม  มีคนถามปัญหาอะไรเอ่ย...

” อะไรเอ่ย ปั่นให้แข็ง แล้วแทงหว่างขา “ 

ตอนนั้นก็ขำกลิ้งกันใหญ่  เพราะคิดว่าเป็นเรื่องสัปดน ว่าคำตอบก็คงเป็นไอ้นั่น กับอีนั่นตีกัน แต่พอเฉลยแล้วฮาตรึม 

คำตอบก็คือคนนุ่งจงกระเบนนี่เอง 

ปั่นให้แข็งก็คือ เมื่อสวมผ้าแล้วจะต้องรวบชายผ้ามาข้างหน้า พร้อมกับม้วนให้แน่นหรือปั่นให้แข็ง  จากนั้นก็สอดเข้าระหว่างขาหน้าออกไปข้างหลัง  แล้วเอาชายผ้าที่ม้วนนั้นขึ้นไปผูกกับเอว  หรือรัดกับเข็มขัด   ใครปั่นผ้าไม่แข็งพอก็จะหลุดง่าย

พูดเป็นตุเป็นตะแต่ไม่เคยแต่ง  เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ชอบนุ่งผ้าขาวม้า  หรือผ้าเช็ดตัว  แต่ห้ามใครมากระตุกเชียวนะครับ  รับรองเจอเสื้อเกราะตัวจิ๋ว  ใครไม่ใส่เสื้อเกราะก็อาจเจอ ไอ้เสือหมอบ ที่พร้อมออกศึกได้ทุกเมื่อเชื่อวัน

ภายชุดตลาดน้ำคลองแหยังมีต่ออีก 1 ตอน  จากนั้นก็จะพาไปเที่ยวในที่ต่างๆของหาดใหญ่  โดยเฉพาะตลาดสดที่น่าตื่นตา ปลาทะเลสดๆจากทะเลมากมายก่ายกอง  ไปเห็นแล้วก็อดที่จะนึกถึงปลาเผา หรือกุ้งเผาไม่ได้  นอกเหนือจากความสดและความหลากหลายของชนิดปลาแล้ว  ราคาถูกอีกต่างหาก  พูดแล้วน้ำลายสอ  คราวนั้นได้ทานปลาทูสดแต่เอามานึ่งเองพร้อมทานกับข้าวต้ม 

แม่เจ้าโวย...บอกตามตรงว่าไม่เคยทานปลาทูนึ่งที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนในชีวิต  อร่อยจนแทบไม่ต้องเติมเครื่องปรุงอะไรอีกเลย 

อยากเห็นของทะเล สด ถูก และอร่อย  ต้องติดตามตอนต่อๆไปนะครับ



โฟโต้ออนทัวร์
12 กันยายน 2553  





     



   
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ