Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร์ Home   :   Gallery   :   Hatyai Part 2         Home
1
2
3
4
5
6
7
8
 
ตลาดคลองแห 1
ตลาดคลองแห 2
ตลาดบ้านพะวง
ตลาดบ้านควนหิน
ตลาดบ้านเกาะหมี
เกาะยอ
เมืองเก่า สงขลา
Portraits
ทริป สงขลา-หาดใหญ่ ตอนที่ 2

ตลาดน้ำคลองแห อ.หาดใหญ่
จ.สงขลา

Klong Hae Floating Market , Hatyai

 
เที่ยวสงขลา - หาดใหญ่ ชมตลาดท้องถิ่นที่อยู่รอบนอก อ.หาดใหญ่ ตื่นตากับปลาทะเลหลากหลายชนิด ก่อนกลับแวะไปเที่ยวตลาดคลองแหในบรรยากาศของตลาดน้ำแบบไทยๆ
           
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เที่ยวไทยทั่วทุกภาค คลิก
 
 
 

คลิกดูภาพตามหมวดหมู่
(Site Directory)

 ภาพถ่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ภาพท่องเที่ยวในต่างจังหวัด
ภาพวัด ภาพเจดีย์ ภาพโบสถ์วิหาร
ภาพทะเล ภาพชายหาด ภาพหาดทราย
ภาพวิถีไทย บ้านไทยริมน้ำ
ภาพภาพพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก
ภาพเขื่อน ภาพทะเลสาบเหนือเขื่อน



ภาพงานพระราชพิธี ภาพสถาบันพระมหากษัตริย์
ภาพตลาดสด ตลาดพื้นบ้าน ตลาดนัด ภาพถนนคนเดิน
ภาพชาวนา ภาพทุ่งนา ภาพการทำนา
ภาพเด็กน่ารัก ภาพเด็กนักเรียน
ภาพดอกไม้ ดอกกล้วยไม้ ดอกทานตะวัน
ภาพภูเขา ธรรมชาติ ป่าไม้ ทิวทัศน์ ชนบท อุทยานแห่งชาติ
 
 
ภาพในเว็บมีลิขสิทธิ์ อ่าน : copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
Home   :   Gallery   :   Hatyai Part 2      Home        
 
 



หาดใหญ่ – สงขลา ตอนที่ 2 (ตลาดน้ำคลองแห)
Klong Hae Floating Market
(เดินทาง 12 สิงหาคม 2553)



มาเที่ยวตลาดน้ำคลองแหเมื่อเดือน สิงหาคม 2553 ครั้งนี้ มีเวลาเหลือเฟือ และไม่มีธุระต้องไปที่ไหนต่อ จึงมีเวลาถ่ายภาพตั้งแต่ตอนเย็นจนกระทั่งค่ำ หรือเกือบหกโมงเย็นจนกระทั่งราวทุ่มกว่าๆ บรรยากาศมันค่อยๆเปลี่ยนจากสว่างจนมืดค่ำ จึงเห็นภาพตลาดคลองแหที่แตกต่างกัน

แต่ปัญหามันเกิดตอนขากลับ ปรากฏว่าเป็นตอนกลางคืน มืดไปหมดทั้งถนนสายใหญ่สายรอง มองหาทางแยกทางลัดไม่เจอ ขับรถอยู่บนถนนสายหลักจนนานผิดปกติ จึงรู้ว่าผิดทาง จะจอดรถถามใครก็ไม่ได้เพราะช่วงนั้นไม่มีบ้านคนแม้แต่หลังเดียว กว่าจะเห็นบ้านสักหลังก็เลยมาซะไกล โชคดีที่หลงไปไม่ไกลนัก จึงพอคลำความมืดเพื่อกลับทางเดิมได้

มาต่างจังหวัดย่านชานเมืองก็แบบนี้แหละครับ กลางวันกับกลางคืนมันคนละบรรยากาศ ขับรถมาคนเดียวครับ สนุกดี ญาติพี่น้องเค้ายกโขยงไปเที่ยวที่อื่นกันหมด จึงยืมระกระบะคันเก่าๆขับมาตลาดคลองแห ก่อนออกจากที่พักก็ถามเส้นทางมาแบบคร่าวๆ จากนั้นก็ขับปุเลงๆมาคนเดียว  

ตลาดน้ำคลองแหตามที่กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่าเป็นตลาดน้ำแห่งแรกของภาคใต้  พึ่งจะเปิดตัวกันเมื่อเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2551 ไม่กี่ปีมานี้เอง แต่พอเปิดตลาดได้ไม่นานก็ดังเป็นพลุโดยไม่ต้องไปว่าจ้างลิเกที่ไหนให้มาโหมโรงเรียกแขก เหมือนกับการเปิดตลาดใหม่ตามที่เราเห็นๆกัน

ใครคิดว่าการจ้างลิเกมาเล่นกันนานนับเดือนเพื่อเปิดตลาดเป็นปฐมฤกษ์้มันล้าสมัย ก็ต้องบอกว่าปัจจุบันในกรุงเทพยังมีให้เห็นมากมาย เจ้าของตลาดเขาจ้างให้มาเล่น ดูฟรี ไม่เก็บตังค์ แต่เห็นที่ไร รู้สึกว่าจะไม่ค่อยมีคน เขาจ้างมาเล่นก็ต้องเล่น ทั้งๆที่ไม่มีคน แต่ในต่างจังหวัดน่าจะยังคึกคักอยู่

การจ้างลิเกมาเปิดตลาดเรียกแขก เป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบต่อกันมานาน ทำให้คณะลิเกต่างๆมีงานทำก็เพราะเหตุนี้ แต่ตลาดคลองแหไม่ต้องจ้างทั้งลิเก หรือโนราห์ ได้ยินว่าทางเทศบาลตำบลคลองแห ได้มือดีมาช่วยประชาสัมพันธ์ให้  จึงติดตลาดในเวลาอันรวดเร็วเกินกว่าที่คิด

ส่วนจะติดลมบนและอยู่ได้นานแค่ไหน  อนาคตจะเป็นเรื่องตัดสิน   

ตกค่ำบริเวณตลาดคลองแหเริ่มเปิดไฟ  ทำให้ดูแปลกว่าตลาดน้ำในที่อื่นๆ  ที่พอบ่ายแก่ๆผู้คนเริ่มบางตา  ร้านรวงต่างทะยอยเก็บข้าวของ  แต่ที่นี่กลับตรงกันข้าม  ช่วงหัวค่ำ หรือแดดร่มลมตกคนยิ่งมาก ทั้งนี้เพราะเป็นเวลาอาหารมื้อเย็น  กำลังหิว  ยิ่งมาเห็นอาหารที่ลานตา ใครเล่าจะอดไหว  ยามเย็นที่นี่จึงเป็นเวลาของนักท่องเที่ยวไทย และ ชาวมาเลเซีย  รวมทั้งคนท้องถิ่นเองที่อยากมาทานอาหารอันหลากหลาย

ชาวมาเลเซียที่มาเที่ยว  ดูหน้าตาก็คือชาวจีนดีๆเรานี่เอง  จึงแยกไม่ค่อยออกว่าคนไหนมาเล หรือคนไหนคนไทย  แต่ก็พอจะสังเกตได้บ้างว่า  เช่นหากเห็นคนจีนเป็นกลุ่มๆ  ก็น่าจะเดาได้ว่าเป็นนักท่องเที่ยวมาเลเซีย  หรือประเภทสาวจีนวัยรุ่น แบบนี้ก็น่าจะไช่  เพราะดูจะตื่นเต้นกับสถานที่มากกว่าคนไทย

หาดใหญ่กับมาเลเซียอยู่ไม่ห่างกัน  ถ้าจำไม่ผิด  ก็มีด่านสะเดา กับด่านปาดังเบซาร์  ที่ข้ามไปมาหาสู่กันได้แบบประเทศเพื่อนบ้านติดกัน

ด่านสะเดาเคยนั่งรถไปเที่ยวแต่ก็นานหลายปีเต็มทนราวปี 2528 และปี 2530 สองข้างทางตอนนั้นมีแต่สวนยางร่มรื่นตลอดทาง ไปถึงด่านสะเดาก็ตื่นตากับร้านขายของ มากมายสารพัดชนิด แต่รู้สึกว่าจะปลูกร้านกันแบบง่ายๆบนพิ้นดิน ถนนสายเล็กๆมีทั้งนักท่องเที่ยว และสิงห์มอเตอร์ไซด์ ขณะเดินๆอยู่ ขบวนคาราวานมอเตอร์ไซด์นับสิบก็ส่งเสียงคำราม เหมือนแข่งมอเตอร์ครอสในสนามแข่ง พร้อมกับแล่นผ่านมาอย่างรวดเร็ว ท้ายรถบรรทุกของเต็ม ผู้คนต้องรีบหลบกันใหญ่

แปลกใจว่าอะไรกันนี่ ทำไมจึงขับเร็วจัง จะรีบไป (ตาย) ที่ไหนกัน หา

มารู้ความจริงว่านี่แหละกองทัพมด และของหนีภาษีที่ขายกันในหาดใหญ่ก็มาจากกองคาราวานเหล่านี้ ที่ขับกันเร็วๆนั้นก็เพื่อหลบหนีเจ้าหน้าที่ศุลกากร ขับช้าจะโดนจับกันง่ายๆ พวกนี้จึงชำนาญในการขับมอเตอร์ไซด์ในป่าในเขากันเป็นพิเศษไม่ต่างกับนักแข่งวิบากทีชำนาญ แต่คนที่พามาบอกว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรทั้งสองประเทศ ไม่ค่อยจะเข้มงวดนัก เอาหูไปนา เอาตาไปสวนยาง นานๆจึงจะจับพอเป็นพิธีเท่านั้น

กองทัพมดที่เคยได้ยินก็พึ่งเห็นกับตาวันนี้เอง รู้ว่าของหนีภาษี่นี่กว่าจะมาถึงผู้ซื้อนั้นสำบากแสนเข็ญกันแบบนี้เอง ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่นเด็ก อาหารแห้งจากเมืองจีน รองเท้ากีฬา ต่างก็เดินทางผ่านป่าเขากันมาแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น

ที่เล่าเป็นตุเป็นตะนี้ นานหลายปีแล้วครับ ปัจจุบันสินค้าในตลาดหาดใหญ่คงเข้ามากันไม่ยาก และด่านสะเดาปัจจุบัน คงสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ใหญ่โตกันหมดแล้ว

ทุกด่านที่อยู่ตามชายแดนของประเทศไทย เชื่อว่ามีที่มาที่ไปไม่ต่างกับด่านสะเดามากนัก โดยเฉพาะกองทัพมด หลายคนอาจสงสัยว่ามันคืออะไร

ด่านแม่สอดติดชายแดนพม่าจังหวัดตาก สมัยก่อนก็ไม่ต่างกันกับที่อื่นๆ

ด่านแม่สอดที่พรรคพวกเคยพาไป ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ประจำด่านพม่าหน้าตาดุดันและพกปืนทุกคน แถมพรรคพวกที่พาไปยังกำชับมาว่า อย่าให้มีปัญหากับคนพวกนี้เด็ดขาด หากโดนข้อหาเล็กๆน้อยๆกับเจ้าหน้าที่ เช่นแอบพกกล้องเข้าไปก็อาจนอนคุกพม่า ตอนนั้นยังนึกด่าเพื่อนอยู่ในใจว่า (มึง) พา (กู) มาที่นี่ทำไมกัน แค่ยืนริมฝั่งไทยหรือริมแม่น้ำเมย ร้านขายของก็เต็มไปหมด พาข้ามมาฝั่งพม่าเสี่ยงเปล่าๆ ไม่เห็นมีอะไรเลย แถมมาแล้วพวกพม่าก็มองเราเหมือนตัวประหลาด ไปที่ไหนก็เป็นเป้าสายตา มารู้ทีหลังว่าทำไมพวกเขาจึงมองเรา คำตอบก็เพราะไม่ได้นุ่งโสร่ง กับเคี้ยวหมาก เท่านั้นเอง


หาดใหญ่ในอดีต

ในอดีตช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์จะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้ามาเที่ยวหาดใหญ่กันเป็นจำนวนมาก  ซึ่งเป็นแบบนี้มานานหลายสิบปีแล้ว  ชาวมาเลชอบมาเที่ยวก็เพราะสีสันของแหล่งบันเทิง และความเป็นอิสระ  ต่างจากประเทศมาเลเซียที่มีทั้งกฏหมาย และกฏของศาสนาอิสลาม เข้ามากำกับอีกชั้นหนึ่ง  หนุ่มสาวอิสลามที่นั่นจึงไม่สามารถแสดงออกได้อย่างอิสระเหมือนบ้านเรา

ตัวอย่างง่ายๆ เช่นหากคนอิสลามที่ไม่ไช่สามีภรรยากันแล้วมาเดินเคียงคู่แบบคนไทย หรือเกี่ยวก้อยกัน  จะถูกตำรวจวัฒนธรรมจับ  ไม่เหมือนบ้านเราที่ไปไกลกว่า จะกอดจูบ ลูบคลำ หรือเคล้าเต้ากันที่แจ้งที่ลับ  ก็ไม่มีใครว่า  ขนาดเด็กนักเรียนหญิงยังแสดงออกอย่างไม่อายสายตาผู้ใหญ่  เมืองไทยทำได้  แต่มาเล โดยเฉพาะคนอิสลาม ห้ามเด็ดขาด  ดังนั้นคนมาเลเซียอยากมาเที่ยวหาดใหญ่ เพราะมีความเป็นอิสระกว่า

นี่ยังไม่นับพวกมาเลเซียที่หนีเมียมาเที่ยว

ประเภทนี้มีมานานแล้วครับ เรื่องแบบนี้ได้รับฟังจนเต็มสองรูหู แต่จะเล่าให้ฟังพอเป็นกระสาย

หลายสิบปีก่อนเห็นจนชินตา  ตอนเย็นวันพฤหัสหาดใหญ่จะเริ่มคึกคัก มีชีวิตชีวา คนมาเลเซียทั้งแก่ และหนุ่มจะเดินทางกลับมาหาเมีย(คนไทย) วันหยุดเมืองหาดใหญ่คึกคักกับสาวงามที่ออกมาต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อันงามเลิศ และสั้นจู๋ ชนิดที่หนุ่มไทย(อย่างผม) เห็นแล้วอิจฉาจนเกิดกิเลส สาวงามที่ว่านี้ส่วนใหญ่มาจากภาคเหนือ

สวยจริงๆ เรียกว่า งามแต้ๆ ผิวขาว วัยขบเผาะ หน้าเอ๊าะๆ ด้วยกันทั้งนั้น

พรรคพวกที่หาดใหญ่ตอนนั้นบอกว่าคนมาเลที่เข้ามาหาดใหญ่มี 2 จำพวก พวกหนึ่งคือมาหาเมีย พวกเมียเก็บ  เมียเช่า  อย่างที่รู้ๆกันนี่แหละ  อีกพวกหนึ่งคือนักท่องเที่ยวตัวจริง พวกนี้ส่วนใหญ่มาเป็นครอบครัว  หรือมาเป็นหมู่คณะ แถมพรรคพวกยังบอกว่า พวกมีเมียคนไทยนี้ อยู่ได้แค่ 3 - 4 วันก็ต้องกลับประเทศไปทำมาหากิน ส่วนเมียเก็บที่สามีชาวมาเลซื้อบ้านให้อยู่ ซื้อทาวน์เฮ้าส์ให้อาศัย ก็ถือโอกาสแอบหาลำไผ่ หรือหาลูกค้าคนไทย เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นเงินเป็นทอง และเกิดประโยชน์ครบทั้ง 7 วัน

เพื่อนๆบอกหาดใหญ่เมื่อก่อนจะคึกคักกันอาทิตย์ละประมาณ 3-4 วัน เริ่มจากพฤหัส จนถึงวันอาทิตย์ พอพวกมาเลกลับไป หาดใหญ่ก็กลับสู่ภาวะปกติ

ปัจจุบันได้ยินว่า คนมาเลเซียที่มาเป็นคณะหรือนักท่องเที่ยวตัวจริงมีค่อนข้างมาก และเป็นกลุ่มที่ทำรายได้ให้กับสถานประกอบการณ์ด้านการท่องเที่ยว เช่นโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ ส่วนกลุ่มที่เน้นแต่การเสวยสุขทางเพศ ปัจจุบันไม่ทราบว่ายังมีอยู่หรือไม่ แต่ต้องบอกว่าเมื่อก่อนมันเป็นแบบนั้นจริงๆ จนหลายคนบอกว่า หาดใหญ่เป็นเมืองของคนมาเลเซีย ข้าวของมีราคาแพง ตามร้านอาหาร และโรงแรมเอาใจคนมาเลเซียมากกว่าคนไทย

เขียนมาถึงตรงนี้ก็พอจำได้ว่ามาหาดใหญ่ครั้งแรกนั้น เห็นมีร้าน บะกุ๊ดเต๋ หลายร้าน ถามคนหาดใหญ่ว่า มันแปลว่าอะไรนะ แกก็บอกว่ามันเป็นอาหารของคนจีนมาเลเซีย หรือกระดูกหมูตุ๋นยาจีน ครั้งนั้นเพื่อนได้พาไปลองทาน รู้สึกว่ารับไม่ค่อยได้กับอาหารแปลกๆที่ได้กลิ่นฉุนยาจีนตั้งแต่เดินเข้าร้าน

ทานกันง่ายๆเป็นอาหารเช้า น้ำกระดูกหมูตุ๋นยาจีนที่ไม่มีเครื่องปรุงใดๆ 1 ชาม ข้าวเปล่า 1 ถ้วย ตะเกียบ 1 คู่ กว่าจะทานหมดก็ต้องกล้ำกลืนฝืนกิน และไม่เห็นว่าจะอร่อยตรงไหน

ทานครั้งเดียวเข็ดเลย ครับท่าน

เมื่อราว 3-4 ปี ก่อนได้ไปเที่ยวมาเลเซียปรากฏว่า ที่นั่นเค้าทำเป็นอุตสาหกรรมใหญ่โตกันทีเดียวและเป็นสินค้าส่งออก แต่ทำให้ปรุงได้ง่ายโดยบรรจุในซองสำเร็จรูป ซื้อกระดูกหมูแล้วนำมาตุ๋นกับเครื่องยาจีนนี้ได้เลย ขายดีมาก ปัจจุบันตามห้างใหญ่ในกรุงเทพหาซื้อได้ไม่ยาก แถมร้านอาหารจีนบางร้านก็ยังมีเมนูนี้ แต่ได้ประยุกต์ให้เป็นแบบไทยๆ ใส่เครื่องปรุง พวกเห็ด พวกผักสารพัด ทำให้ถูกปากมากขึ้นกว่าต้นตำรับจากมาเลเซีย ที่รสชาติไม่ต่างกับกระดูกหมูในน้ำต้มผสมยาขม

มาเลเซียอยู่ไม่ห่างชายแดนไทยนัก  ไปมาหาสู่กันสะดวกคล้ายเดินทางข้ามจังหวัด

ชายแดนมาเลเซียที่ติดต่อกับจังหวัดสงขลาก็คือรัฐเคดาร์ (หรือเกดะห์) รัฐเกดะห์ในอดีตเคยเป็นดินแดนของไทย(สยาม) มาก่อน  แต่ตกเป็นของอังกฤษ (หรือเป็นของมาเลเซีย) เมื่ออังกฤษเข้ามามีอิทธิพลเหนือดินแดนแหลมมลายู

และปี พ.ศ. 2452 สยามประเทศก็ต้องส่งมอบรัฐเคดาร์รวมทั้งเกาะลังกาวี ให้กับอังกฤษ ตามสนธิสัญญา อังกฤษ - สยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5  หรือเมื่อราว 100 ปี ก่อน

คนในรัฐเคดาร์ ประเทศมาเลเซีย คือคนไทย พูดไทย แต่ถือสัญชาติมาเลเซีย  ปัจจุบันมีวัดไทยหลายแห่ง  คนไทยบางกลุ่มก็ข้ามไปทำบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่า กันเป็นประจำทุกปี สถานท่องเที่ยวในรัฐเคดาร์ที่คุ้นเคยกันดีก็คือ เกาะลังกาวี 

ลังกาวี เป็นเกาะที่อยู่ทางฝั่งอันดามัน ไม่ไกลจากเกาะตะรุเตาของไทยในเขตจังหวัดสตูลมากนัก  เกาะลังกาวี ก็ได้นักท่องเที่ยวคนไทยนี่แหละที่เดินทางไปเที่ยวกัน เพราะไปทางเรือ ค่าใช้จ่ายถูก

ตลาดน้ำคลองแห

ตลาดน้ำคลองแห แรกเริ่มเดิมทีนั้นมาจากความคิดของอดีต นายก อบต.ตำบลคลองแห  ชื่อว่า นายอภิชาติ สังขาชาติ หรือ “นายหัวมัน”  เป็นนายก อบต.หนุ่มวัย 39 ปี 

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2552  นายอภิชาติ สังขาชาติ  ถูกลอบสังหารด้วยอาวุธสงคราม ปืนเอ็ม 16  และจบชีวิตลงที่กลางถนนในอำเภอหาดใหญ่ขณะกำลังขับรถ  ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังของภาคใต้ในช่วงนั้น  เนื่องจากมีการใช้อาวุธสงครามอย่างอุกอาจกลางเมือง มีอิทธิพลท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ข่าวนี้ดูแล้วไม่ต่างกับข่าวการเด็ดชีวิตผู้นำ อบต. ที่ได้ยินได้ฟังกันเป็นประจำ  เรียกว่าเป็นเรื่องปกติของคนในต่างจังหวัดไปแล้ว  

แต่รายของนายก อบต.ตำบลคลองแห  เขาบอกว่าเป็นผลประโยชน์มาจากการเติบโตของตลาดน้ำคลองแหนั่นแหละ  แว่วๆมาว่าเป็นเรื่องสถานที่จอดรถของนักท่องเที่ยว   คนภายนอกอาจไม่ทราบว่าแค่เรื่องสถานที่จอดรถจะเป็นสาเหตุจนถึงขั้นรุนแรงเลยหรือ 

การเสียชีวิตของ นายก อบต.ผู้นี้คงจบลงเหมือนกับคดีอิทธิพลทั่วๆไป  คือจับใครไม่ได้  ในที่สุดทุกอย่างก็ค่อยๆสลายหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

เมืองไทยเราจะทำอะไรแต่ละทีรู้สึกว่ามันเป็นประเด็นของผลประโยชน์กันไปหมด  และมักตัดสินด้วยการเด็ดชีวิตฝ่ายตรงกันข้าม อยู่ที่ว่าใครจะเริ่มใช้ก่อนกันเท่านั้นเอง การเมืองท้องถิ่น หรือการเมืองระดับจังหวัด  หลายแห่งไม่ต่างกับเลี้ยงโจรไว้ใช้งาน  บางคนก็มีโจรในเครื่องแบบ ทั้งสีกากี และสีเขียว

เรื่องเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นว่าเมืองไทยนี้ ยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ไม่ต่างกับประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย การตายในลักษณะถูกแก๊งมือปืนเก็บ โดยมีใบสั่ง มันกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยที่ทุกคนก็ยอมรับว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง มันแสดงถึงความอ่อนด้อยในขบวนการยุติธรรมทุกระดับ และมีส่วนทำให้ขบวนการเหล่านี้ยังเติบโตอยู่ได้ในสังคม

เมื่อไหร่บ้านเราจึงจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทก์นี้เสียทีก็ไม่ทราบได้  นี่ขนาดระดับตำบล หรือการเมืองท้องถิ่น ยังใช้วิธีเถื่อนๆ ตายกลางถนน  หากเป็นการเมืองระดับจังหวัดหรือ สส. คงไม่ต้องพูดถึงจะรุนแรงขนาดไหน 

ยิ่งเป็นเรื่องผลประโยชน์ระดับชาติแล้วคงไม่ต้องพูดเลยว่า  มันรุนแรงชนิดไม่ต่างกับเป็นสงครามขนาดย่อมๆ หรือสงครามก่อการร้าย

เหตุการณ์เผาเมือง  เผากรุงเทพ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553  ทุกคนก็รู้ๆกันอยู่ว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายทักษิณที่เสียประโยชน์ จนต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างประเทศ และต้องการกลับมามีอำนาจในประเทศเหมือนเดิม  เพราะหากได้เป็นรัฐบาลแล้วมันหมายถึงผลประโยชน์ที่จะได้มาอย่างมหาศาล  รวมทั้งต้องการกลับมาเพื่อล้มล้างคดีความต่างๆ

แต่มันก็ไม่ง่ายที่จะได้อำนาจมาอย่างถูกต้องตามกระบวนการ  เพราะตัวเองก็มีคดีความเป็นชนักติดหลัง มีแผลเหวอะหวะเต็มไปหมด  ทั้งคำพิพากษาติดคุกติดตาราง  และยังถูกยึดทรัพย์สินอีกจำนวนมากมาย

ทักษิณตอนนี้ก็เหลือเพียงต้องการขอรับพระราชทานอภัยโทษ จากคดีอาญา ที่ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี  ในเรื่องที่ดินรัชดา  ที่จะเป็นใบเบิกทางให้กลับมาสู่มาตุภูมิได้ แต่คงไม่ง่าย เพราะทราบว่ายังมีอีกหลายคดีที่ศาลยังพิจารณาไม่เสร็จ หรือพักคดีไว้ก่อนชั่วคราวก่อนเนื่องจากผู้ตองหาไม่มาให้การ หากมาเมื่อไหร่ก็จะตะครุบตัวทันที

หากจำกันได้เมื่อราวปีกว่า พวกเสื้อแดงมีการล่าลายชื่อ เพื่อทูลเกล้าขอพระราชทานอภัยโทษ  ก็ไม่มีผลอันใดเกิดขึ้น  เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันผิดขั้นตอน  แต่ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงก็ยังดันทุรังทำไป  เพราะต้องการที่จะกดดันทุกฝ่ายว่าเป็นความต้องการของสาวกทักษิณนับล้านๆคน เรียกว่าเป็นการกดดันในหลวง  

คิดว่าทักษิณคงเจ็บแค้นที่ไม่สามารถเข้าประเทศไทยได้ และการยื่นขออภัยโทษก็ไม่ได้รับความสนใจจากสำนักพระราชวัง แม้แต่บิกจิ่ว  พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ  อาสาจะขอเข้าเฝ้าเพื่อความปรองดอง  ในช่วงที่เหตุการณ์คุกรุ่น ก็คว้าน้ำเหลวอีกตามเคย 

แผนล้มเจ้าจึงอยู่ในใจบิกจิ๋วมาตลอด  แม้แต่การข่าวของ ศอฉ. ก็ยังมีรายชื่อบิกจิ๋วอยู่ในขบวนการล้มเจ้านั้นด้วย นายเนวิน ชิดชอบ ก็ยังยืนยันในเรื่องนี้ และพร้อมกับประกาศที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างถวายชีวิต

ทักษิณฯและขบวนการล้มเจ้า ค่อยๆวางแผนอย่างค่อยเป็นค่อยไป  โดยนำความล้มแหลวถึง 2 ครั้งที่ผ่านมา  เมื่อปี 2552 จากการบุกยึดหน้าทำเนียบ และการสร้างความวุ่นวายในบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่มีการเผารถเมล์ และขู่เผารถแก๊ส ที่ถนนหน้าแฟลตดินแดงมาเป็นบทเรียนและปรับแผน   ปี2553 คราวนี้จึงเปลี่ยนยุทธวิธีด้วยการใช้มวลชน  ปลุกระดมด้วยการใช้วิทยุชุมชนมาเป็นเครื่องมือ ซึ่งถือว่าได้ผล  เพราะคนระดับรากหญ้าถูกกล่อมให้มาเป็นสาวกกันเป็นจำนวนเรือนแสน เรือนล้าน ทั่วประเทศ

แผนล้มประเทศไทยจึงเกิดขึ้น  ด้วยการสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นทั่วประเทศ จากนั้นก็วางเพลิงเผากรุงเทพ  และเผาศาลากลางจังหวัด ตามที่ประกาศบนเวทีคนเสื้อแดง ขณะเดียวกันก็ยังคิดล้มสถาบันพระมหากษัตริย์  

คิดจะพลิกประเทศกันถึงขั้นนี้เชียว  ใครจะว่า  เถื่อน บ้าคลั่ง  พวกนี้ก็ไม่สนใจกันแล้ว

และการที่จะหาแนวร่วมเพื่อพลิกประเทศ ก็ใช้วิธีการไม่ต่างกับที่หลายๆประเทศใช้กัน  คือการสร้างความศรัทธา ปลุกปั่นให้เชื่อทักษิณ เชื่ออดีตผู้นำจอมปลอม  ค่อยๆล้างสมองที่ละเล็กละน้อย จนกระทั่งกลายเป็นสาวกร่วมอุดมการณ์ ใครจะว่า ไอ้แม้ว  มันชั่ว  มันเลว มันล้มเจ้า ยังไงก็ไม่เชื่อ  เพราะใจมันไปแล้ว 

คงอีกนานกว่าประเทศไทยจะกลับมาสู่สภาวะปกติ  ช่วงนี้ก็ต้องทนๆกันหน่อยกับข่าวคราว หรือเรื่องราวที่ไม่ค่อยเป็นมงคลกับประเทศ   เช่นมีคนโทรศัพท์ไปขู่ว่าจะวางระเบิดโรงพยาบาลศิริราช  ทั้งๆที่รู้กันทั้งประเทศว่าในหลวงท่านประทับอยู่ที่นั่น ขบวนการของทักษิณ  มันถึงขนาดปลุกปั่นให้มีความเกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์  ทั้งที่เมืองไทยไม่เคยเกิดขบวนการแบบนี้มาก่อน  

ในหลวงท่านทำความดีกับประชาชนคนไทยมาตลอดชีวิตของพระองค์  เห็นๆกันอยู่  แต่แปลก คนเหล่านี้กลับถูกล้างสมองกันเพียงข้ามคืน  ว่าประเทศไทยต้องไม่มีสถาบันกษัตริย์  อ้างว่าเป็นสถาบันที่เป็นพิษภัยของระบอบประชาธิปไตย  และไม่มีประเทศไหนมีเหมือนเมืองไทย การปกครองแบบประชาธิปไตยจะต้องไม่มีพระมหากษัตริย์ ต้องเอาคำว่าพระมหากษัตริย์ออกไปจากกฏหมายรัฐธรรมนูญทุกมาตรา

ขบวนการนี้มันไปไกลกว่าที่คิดนะครับท่านพ่อแม่พี่น้อง

ตำรวจ และ หน่วยดีเอสไอ รู้เรื่องเหล่านี้ดี  จึงไม่แปลกใจว่าจะมีคนโทรศัพท์ขู่ว่าจะระเบิดโรงพยาบาลศิริราช

อีกข่าวหนึ่งที่ฮือฮาในช่วงนี้  ก็คือข่าวทหารเขมรฝึกอาวุธให้กับแกนนำพวกเสื้อแดงในประเทศกัมพูชา ที่มีทั้งอดีตเสื้อแดงเชียงใหม่ 51 และเสื้อแดงอุดร เรียกว่ามีทั้งฮาร็ดคอ ฮาร็ดควายทั้งนั้น เขาฝึกจริง  และเอาจริงนะครับ  ฝึกไปล้างสมองไป  ฝึกเสร็จจะให้ไปฆ่าใคร หรือทำลายล้างที่ไหน ก็ทำได้ไม่ยาก ขอให้สั่งมา แม้แต่นายกฯ อภิสิทธิ์  ก็เกือบโดนเด็ดชีพมาแล้ว ไม่เชื่อถามหน่วยข่าวกรองได้

อย่าบอกว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ และอย่าคิดว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้ เพราะสังคมไทยทุกวันนี้มันมีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่จิตใจอยู่หนือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี คนมันถูกล้างความคิด และให้เชื่อกันแบบผิดๆ จึงไม่คิดเรื่องเหตุผลและความถูกต้องอยู่ในจิตใจ

ตึกเวิร็ดเทรดที่เกาะแมนฮัตตันก็ถล่มมาแล้ว ด้วยวิธีการที่บ้าคลั่งเหนือมนุษย์ ด้วยการขับเครื่องบินชน ผลงานครั้งนี้ ตายไป 3 พันกว่าคน นี่ไงฝีมือมนุษย์ที่มีใจอุบาทก์

เมืองไทยก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าจะมีโอกาสหรือเปล่าเท่านั้นเอง ยิงลูกระเบิดเข้าวัดพระแก้ว เผาเมือง หรือเผาศาลากลาง ก็ทำมาแล้วแบบไม่ยากเย็น ถึงวันนี้กฏหมายบ้านเมืองก็เอาผิดใครไม่ได้ ไช่หรือเปล่าครับท่าน คำว่าผู้ก่อการร้ายฝังดูน่ากลัว แต่บ้านเราผู้ก่อการร้ายอยู่สุขสบาย แถมบางคนได้ประกันออกมาจากคุกเฉยเลย ขบวนการยุติธรรมบ้านเราช่างเมตาปราณี ให้ผู้ก่อการร้ายออกจากคุกมาเดินลอยชาย หน่อมแน้มจริง

หรือว่าการก่อการร้าย ที่สร้างความวุ่นวายจนทรัย์สินและเศรษฐกิจของชาติเสียหายย่อยยับ มันเป็นคดีเล็กน้อย แค่ว่ากล่าวตักเตือน บ่อยครั้งที่ลูกชายผมถามว่า ทำไมศาลจึงให้ประกันตัวผู้ก่อการร้ายได้ มันเป็นเรื่องใหญ่ไม่ไช่หรือพ่อ บอกตรงๆตอบไม่ถูกเหมือนกัน และงุนงงกับเหตุผลของศาล

ได้ยินว่าผู้ก่อการร้ายที่ได้ประกันตัวบางคน ขณะนี้นอนเกาสะดือเล่นกับภรรยาที่ต่างประเทศสบายใจไปแล้ว ใครไม่เชื่อไปถาม นายวีระ มุสิกพงศ์ ก็คงรู้ หรือบางคนเป็นถึงระดับหน้าหน้าผู้ก่อการร้าย แต่กฏหมายเอาผิดไม่ได้ เพราะความเป็นสส. คุ้มหัว คุ้มกระบาลอยู่ แถมยังด่าคนโน้นคนนี้ได้อย่างเสรี คนเขาแปลกใจกันทั้งประเทศว่า สส.บ้านเรานี่มันยิ่งใหญ่ มันเป็นเทวดาที่อยู่เหนือกฏหมาย ทั้งๆที่เป็นคดีสำคัญ คดีก่อการร้าย นะครับท่าน

ต่างประเทศเขาเห็นผู้ก่อการร้ายในเมืองไทยแล้วขำกลิ้งกันใหญ่ บอกว่าเผาประเทศอีก 10 ครั้งก็คงไม่มีความผิด ไม่ต้องนอนคุก ถึงผิดก็คงจะมีกฏหมายนิรโทษกรรมออกมาให้ปล่อยตัวเป็นอิสระในอนาคต ก็เพื่อความปรองดองไงละ สงสารแค่คณะลูกขุนทั้งหลาย นั่งพิจารณากฏหมาย จนหัวหงอก หัวฟู ประชุมกันหน้าดำคร่ำเครียด แรมเดือน แรมปี ที่สุด เขาปล่อยออกจากคุกจนหมด

ตลกเมืองไทย แต่ฝรั่งงง ครับท่าน บอกว่าประเทศนี้มันมีอะไรแปลกๆ พิสดารพันลึกกันจริงๆ

การสมานฉันท์ การปรองดอง  ที่แต่งตั้งกันมาหลายคณะจนกรรมการแทบจะขี่คอกัน ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่  เพราะปัญหามันไม่ไช่เรื่องของเหตุผลที่อีกฝ่ายหนึ่งจะสำนึกและเข้าใจ แต่มันเป็นเรื่องของความศรัทธาทักษิณที่ถูกฝังหัวจนยากจะแก้ไข  หรือถูกล้างสมองไปแล้ว เรื่องเหตุและผล ใช้ไม่ได้กับคนพวกนี้ เพราะจิตใจรับรู้แต่ว่า ทักษิณคือพระเจ้า  ต้องให้พระเจ้าองค์นี้กลับมาประเทศให้ได้

คนไทยมัวแต่เถียงกันว่า ทักษิณผิดหรือไม่ แต่คนอเมริกันเขามีสติ  มีเหตผล  มีวิจารณญาน รู้ว่าใครดีใครชั่ว

ว่าแล้วก็ประกาศแต่งตั้งให้ ทักษิณ เป็น 1 ใน 5 ของอดีตนายกรัฐมนตรีเลวที่สุดในโลก 

ใครไม่เชื่อให้ไปถาม นาย Joshua E.Keating  จากนิตยสาร “ฟอรีน โพลิซี” (Foreign Policy) เจ้าของเดียวกับหนังสือพิมพ์ เดอะวอชิงตันโพส  หรือ หาอ่านข่าวได้ไม่ยาก นี่เลย คมชัดลึก และอีกหลายๆสำนัก ที่เสนอข่าวนี้โดยพร้อมเพรียงกัน โดยพาดหัวข่าวที่ไม่แตกต่างกันนักว่า

“ ทักษิณ 1 ใน 5 อดีตผู้นำที่เลว “



นับถือคนดีพาชาติเจริญ  นับถือคนเลวพาชาติวิบัติ

เอวังก็ด้วยประการ ฉะนี้



โฟโต้ออนทัวร์
23 ตุลาคม 2553




   
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ