Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร์ Home   :   Gallery   :   Hatyai Part 7         Home
1
2
3
4
5
6
7
8
 
ตลาดคลองแห 1
ตลาดคลองแห 2
ตลาดบ้านพะวง
ตลาดบ้านควนหิน
ตลาดบ้านเกาะหม
เกาะยอ
เมืองเก่า สงขลา
Portraits
ทริป สงขลา-หาดใหญ่ ตอนที่ 7

เมืองเก่า และ เขาตังกวน จ. สงขลา


Songkla Ancient Town

 
เที่ยวสงขลา - หาดใหญ่ ชมตลาดท้องถิ่นที่อยู่รอบนอก อ.หาดใหญ่ ตื่นตากับปลาทะเลหลากหลายชนิด ก่อนกลับแวะไปเที่ยวตลาดคลองแหในบรรยากาศของตลาดน้ำแบบไทยๆ
           
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เที่ยวไทยทั่วทุกภาค คลิก
 
 
 

คลิกดูภาพตามหมวดหมู่
(Site Directory)

 ภาพถ่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ภาพท่องเที่ยวในต่างจังหวัด
ภาพวัด ภาพเจดีย์ ภาพโบสถ์วิหาร
ภาพทะเล ภาพชายหาด ภาพหาดทราย
ภาพวิถีไทย บ้านไทยริมน้ำ
ภาพภาพพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก
ภาพเขื่อน ภาพทะเลสาบเหนือเขื่อน



ภาพงานพระราชพิธี ภาพสถาบันพระมหากษัตริย์
ภาพตลาดสด ตลาดพื้นบ้าน ตลาดนัด ภาพถนนคนเดิน
ภาพชาวนา ภาพทุ่งนา ภาพการทำนา
ภาพเด็กน่ารัก ภาพเด็กนักเรียน
ภาพดอกไม้ ดอกกล้วยไม้ ดอกทานตะวัน
ภาพภูเขา ธรรมชาติ ป่าไม้ ทิวทัศน์ ชนบท อุทยานแห่งชาติ
 
 
ภาพในเว็บมีลิขสิทธิ์ อ่าน : copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
Home   :   Gallery   :   Hatyai Part 7      Home        
 
 
 
 


เที่ยวหาดใหญ่-สงขลา ตอนที่ 7 ตัวเมืองสงขลา
Songkla Province
(เดินทาง 12 สิงหาคม 2553)



พาเที่ยวหาดใหญ่-สงขลา มาถึงตอนที่ 7 แล้วครับ  ส่วนตอนที่ 8  ตอนต่อไป จะเป็นภาคพิเศษที่รวมรวบภาพบุคคล หรือ Pottrait  เป็นการปิดท้ายรายการ  สาเหตุก็เนื่องจากว่า  ทริปนี้พบเห็นชาวอิสลามค่อนข้างมาก โดยเฉพาะชุดฮิญาบที่มีสีสัน และแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น  ทำให้เข้าใจว่าเมืองหาดใหญ่ กับสงขลานี้มีผู้นับถือศาสนาอิสลามอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก  โดยเฉพาะตำบลคลองแห  ตลาดน้ำที่ขึ้นชื่อของหาดใหญ่  ปรากฏว่าแม่ค้าแม่ขายที่นั่นเป็นอิสลามเกือบทั้งหมด

สงขลา – หาดใหญ่  ที่เดินทางไปครั้งนี้  เป็นช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือวันแม่ 12  สิงหา ปี 53  อากาศในช่วงนั้นดูไม่ค่อยแจ่มใสนัก  เช้ามีแดด  แต่พอสายหน่อยก็มีเมฆมาก  จึงดูขมุกขมัวเกือบตลอดทั้งวัน  แต่หลังจากนั้นไม่ราว 3 เดือนหรือในปลายเดือนพฤศจิกายน 53  หาดใหญ่ก็ประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ชนิดเป็นประวัติการณ์  และหนักกว่าทุกปีที่ผ่านมา

โลกเราทุกวันนี้มันเอาแน่อะไรไม่ค่อยได้  เรื่องฝนตก เรื่องดินถล่ม  แทบจะเรียกว่าเป็นกิจวัตรประจำปี   เจอกันทั้งยุโรปและเอเชีย  แต่ละประเทศที่เป็นข่าวมันรุนแรง ชนิดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา  เกิดภูเขาไฟระเบิดที่ดูจะรุนแรงกว่าอดีต 
ปีก่อนเกิดที่ประเทศอินโดนีเชีย  ปีนี้เกิดที่ประเทศซิลี  ทางทวีปอเมริกาใต้  ปรากฏว่าเถ้าถ่านจากภูเขาไฟในชิลี ลอยข้ามทวีปไปถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จนสายการบินต้องงดเที่ยวบินหรือบินอ้อมกลุ่มควัน

ขณะกำลังเขียนบทความนี้ในมณฑลยูนนานประเทศจีน  กำลังเจอภัยน้ำท่วมและดินถล่มอย่างหนัก  ดูภาพข่าวจากเว็บไซต์ต่างประเทศ  ต้องบอกว่าน่ากลัวมาก  กระแสน้ำพัดพารถยนต์จำนวนหลายคันให้มากองสุมกัน  ไม่ต่างกับเกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่หาดป่าตอง ภูเก็ต  หลายคนคงจำภาพรถเก๋งที่กองระเกะระกะในสภาพพังยับเยิน  ที่ยูนนานก็มีสภาพไม่ต่างกัน  แสดงว่าน้ำมาเร็วมากจนตั้งตัวกันไม่ทัน 



ปีที่แล้วหาดใหญ่เจอน้ำท่วมจนเดือดร้อนกันทั้งอำเภอ  ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ไปสอบถามประชาชนที่นั่น  รู้สึกว่าจะให้ความเห็นเหมือนๆกันว่า “ ไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้  ปีก่อนๆก็ไม่เคยท่วม  แม้จะท่วมก็คิดว่าคงไม่รุนแรงเท่ากับ 2543  “  

แต่ปรากฏว่า ปี 2553  เสียหายหนักกว่าปี 43  ชนิดเทียบกันไม่ได้

เรื่องภัยธรรมชาติจึงไม่ควรไว้ใจ  ความรุนแรงและความเสียหาย มันทำลายสถิติเดิมชนิดถล่มทลาย  บ้างก็บอกว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปีบ้าง 60 ปีบ้าง  หรือบางแห่งบอกว่า 100 ปี 




น่าแปลกใจว่าไปขุดคุ้ยสถิติกันมาจากไหนกันตั้ง 100 ปี   อีกอย่างหนึ่งจะเอาสถิติเดิมๆมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันไม่ได้  เช่นสมัยก่อนสภาพพื้นที่มันเป็นไร่นาสาโท  ไม่มีตึกอาคารและถนนหนทางที่เป็นตัวปัญหาปิดกั้นทางเดินของน้ำเหมือนปัจจุบัน

ดังนั้นใครอ้างสถิติเดิมก็ควรคิดถึงในเรื่องนี้ด้วยว่ามันคนละเรื่องกัน  หรือในช่วง 100 ปีก่อน  ฝนอาจตกมากกว่าปัจจุบันด้วยซ้ำไป  แต่น้ำไหลลงคูคลองหรือลงทะเลได้สะดวกเนื่องจากไม่มีใครมาถม  หรือมาสร้างอาคารลำที่คูคลองจนน้ำไหลไม่สะดวก

จะว่าไปแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นก็มาจากฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น  ทุ่งนาเวิ้งว้างในต่างจังหวัด วันดีคืนดีก็ถมที่สร้างถนนตัดผ่าน ไม่ต่างกับสร้างแนวกำแพงปิดกันทางเดินหรือการไหลของน้ำ  เรียกว่าสร้างโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบว่าจะมีปัญหาอื่นตามมาอีกหรือไม่ พูดๆง่ายๆก็คือเป็นการฝืนธรรมชาตินั่นเอง

ที่มักเห็นเป็นประจำในช่วงน้ำท่วม ก็คือสถานีโทรทัศน์บางช่อง จะเชิญผู้รู้มาวิพากษ์วิจารณ์ ถึงปัญหาและข้อเสนอแนะ ที่พอจะจับประเด็นได้ว่าการระบายน้ำไม่ทัน ปัญหาหลักๆมาจากการสร้างถนนนี่แหละ หากถนนมีการทำช่องให้น้ำลอดได้เป็นช่วงๆ ปัญหาก็จะบรรเทาไปไม่ไช่น้อย 

และเดาได้เลยว่า  น้ำท่วมในปีต่อๆไป  ปัญหาเดิมๆมันก็จะวนวียนกันอยู่แบบนี้  เหมือนสุภาษิตไทยที่ว่า “ ความวัวยังไม่ทันหาย  ความควายก็เข้ามาแทรก “ ปัญหาเก่าก็ยังได้แก้ ปัญหาใหม่ก็กลับมาซ้ำเติมเข้าไปอีก

ถามว่าน้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปลายปี 53  ทางจังหวัดหรือรัฐบาลได้เตรียมแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกันอย่างไรบ้าง  หรือว่าไม่สนใจ  ลืมๆไปแล้ว  น้ำท่วมอีกครั้งจึงค่อยว่ากันใหม่ 

แนะนำว่าคนหาดใหญ่โดยเฉพาะตัวแทนภาคเอกชนหรือนักธุรกิจ ต้องออกมาทวงถามและกระตุ้นทางราชการ พูดให้ตรงๆก็ต้องไปเรียกตัวนักการเมืองหรือ ส.ส.หาดใหญ่(พรรค ปชป.) นั่นแหละมานั่งประชุมกันว่า  มีแนวทางการแก้ปัญาหาปัญหาน้ำท่วมในอนาคตกันอย่างไรบ้าง พร้อมคาดโทษอนาคตทางการเมืองเพื่อเป็นเดิมพันกันเลย เหตุที่ให้นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องก็เพราะจะได้เป็นปากเสียงแทนประชาชนในการประสาน
งานกับภาครัฐ และยังมีส่วนผลักดันงบประมาณมาใช้ในการแก้ปัญหาระยะยาว

อำเภอเมืองสงขลา กับ อำเภอหาดใหญ่

อำเภอหาดใหญ่ทุกวันนี้โตวันโตคืน แล้วจังหวัดสงขลาเป็นอย่างไรบ้าง  ทำไมอำเภอหาดใหญ่จึงเจริญกว่าตัวจังหวัดสงขลา  เป็นเรื่องที่ชวนให้สงสัย และหากจะถามคนท้องถิ่นก็อาจได้คำตอบที่หลากหลาย 

คนหาดใหญ่เคยเล่าให้ฟังเมื่อหลายปีก่อนว่า  อำเภอหาดใหญ่อยู่ใกล้ชายแดนมาเลเซียอยู่ถึง 2  ด่าน ได้แก่ ด่านสะเดา  และด่านปาดังเบซาร์  ระยะทางจากชายแดนมาเลเซียมาหาดใหญ่เพียงเพียงแค่ 60 กม.  เรียกว่ามาเช้าเย็นกลับได้ 

และเนื่องจากมาเลเซียเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม กฏหมายจึงความเข้มงวดในเรื่องสถานบันเทิงเริงรมย์ เรียกว่าหายากและคุมเข้ม  ต่างกับเมืองไทยที่มีอิสระเสรีชนิดค่ำคืนไม่เคยหลับไหล  

หาดใหญ่จึงเป็นแหล่งดึงดูดชาวจีนมาเลเซียที่ไม่ได้เป็นอิสลาม  โดยเฉพาะย่านราตรีที่มีอยู่มากมาย เศรษฐกิจในเมืองหาดใหญ่โตจนแซงหน้าตัวจังหวัดก็มาจากการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยเฉพาะในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นวันที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นการเฉพาะ

ร้านอาหาร แหล่งบันเทิง สถานบริการอื่นๆรวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว จะคึกคักมากในช่วงวันหยุด และชาวมาเลเซียที่มาเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นประเภทกระเป๋าหนัก โดยเฉพาะนักเที่ยวราตรี จึงทำให้ผู้คนในหาดใหญ่มีเรื่องเล่าถึงชาวมาเลเซียกันอยู่เนืองๆ

พรรคพวกบอกว่า ชาวมาเลเซียบางคน จะเช่าบ้านจัดสรรหรือทาวน์เฮ้าส์(ในสมัยนั้น) ไห้หญิงบริการเป็นที่พักพิง หรือเป็นฮาเร็มขนาดย่อม พร้อมกับมีเงินเดือนให้ด้วย  เรียกว่าทั้งเลี้ยงดูและปูเสื่อไปพร้อมๆกัน

สาวไทยบางคนโชคดี เพราะบางครั้งสามี(ชั่วคราว) พานั่งเครื่องการบินไทยไปหาความสุขสำราญกันถึงภูเก็ต จนผู้โดยสารขาประจำรู้สึกผิดสังเกตว่า ในเที่ยวบินวันพฤหัสและวันศุกร์จะมีสาวเหนือวัยขบเผาะ ควงคู่กับหนุ่มชาวมาเลเซียกันมากหน้าผิดปกติ
เหมือนชวนกันไปฮันนีมูนหมู่

แหล่งบันเทิงในเมืองหาดใหญ่  ผมเคยสัมผัสเมื่อหลายปีก่อน  รู้สึกได้เลยว่าหนุ่มไทยอย่างเราๆ กลายเป็นบุคคลชั้นสอง  ร้านอาหาร โรงแรม หรือแหล่งบันเทิง  มักเอาใจคนมาเลเซียมากกว่า  โดยเฉพาะร้านอาหาร ประเภทร้านใหญ่หน่อย

วันนั้นไปกับเพื่อน  เข้าไปนั่งในร้านตั้งนาน  บริกรก็ไม่เห็นจะมาถามว่าจะทานอะไร  แต่พอคนมาเลเซียเดินเข้าร้าน  มันวิ่งออกไปต้อนรับโค้งแล้วโค้งอีก  วันนั้นยั๊วะมาก  ตั้งใจจะสั่งอาหารหลายๆอย่าง แต่รู้สึกว่าจะทานไม่ค่อยลง  ว่าแล้วก็ข้าวผัดคนละจาน จากนั้นก็ไปที่อื่นกันต่อ

ในคราวเดียวกันมีโอกาสไปที่อำเภอสุไหงปาดี  จังหวัดนราธิวาส  เจออีกแล้วครับท่าน  ที่นั่นอยู่ใกล้ด่านสุไหงโกลก  และสุไหงปาดีในเวลานั้นยังเป็นอำเภอเล็กๆ  พวกธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารก็ได้ลูกค้าชาวมาเลเซียเป็นหลัก  ส่วนคนไทยมีน้อย  ปรากฏว่าคนไทยกลายเป็นบุคคลชั้นสองไม่ต่างกัน


พ่อค้าหาดใหญ่ในสมัยก่อน

พรรคพวกที่หาดใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนหาดใหญ่เป็นดินแดนของนักเที่ยวมาเลเซีย และย่านถนนนิพัทธ์อุทิศ รวมไปถึงตลาดกิมหยง ขึ้นชื่อในเรื่องของหนีภาษี ชนิดที่ใครไปหาดใหญ่ก็ไม่พลาดที่จะต้องซื้อลูกแอปเปิลสีแดงๆ และเนสกาแฟมาเป็นของฝาก

ปรากฏว่าช่วงแรกๆที่ตลาดบูม บรรดาพ่อค้าจากหาดใหญ่ขับรถอย่างหรูๆไปขอกู้เงินจากคนจีนหรือนักธุรกิจกันถึงเมืองสงขลา  เรียกว่าขับรถชั้นดีเพื่อให้ดูดีมีฐานะ ส่วนเศรษฐีตัวจริงก็ทำตัวเป็นกระยาจก ใส่กางเกงขาสั้นนั่งรถไฟจากสงขลา* มาลงที่สถานีรถไฟหาดใหญ่  เพื่อเก็บต้นเก็บดอกกับลูกหนี้  เรียกว่าคนรวยแต่ทำตัวเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง
(สถานีรถไฟสงขลาได้ยกเลิกไปเมื่อ 1 กรกฏาคม.2521 ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน)

นี่เป็นตำนานเล่าขานของเมืองหาดใหญ่ที่เล่าสืบต่อกันมา

ตัวจังหวัดสงขลา ในวันนี้เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป  ไม่หวือหวาเหมือนหาดใหญ่ ในเมืองสงขลาส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ตั้งของหน่วยราชการ  ส่วนอำเภอหาดใหญ่จะเป็นย่านธุรกิจการค้า และศูนย์กลางการศึกษา

นับจากสร้างสะพานติณสุลานนท์เพื่อข้ามไปยังเกาะยอ และต่อไปจังหวัดอื่นๆในเส้นทางเลียบชายฝั่ง  ทำให้ปลายแหลมสงขลาที่เคยเป็นท่าแพขนานยนต์  และให้บริการเรือข้ามฝากกันอย่างคึกคักในอดีต ต้องเงียบเหงาลง  ส่วนถนนสายใหม่เพื่อข้ามสะพาน  ก็ไม่ผ่านตรงเข้าตัวจังหวัดสงขลาเหมือนแต่ก่อน   

แต่สงขลายังโชคดีที่อยู่ติดทะเล  อย่างน้อยหาดสะมีหลาที่มีชื่อเสียงมาเป็นเวลาช้านาน ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวได้พอสมควร  ขณะเดียวกันก็ยังเป็นสถานพักผ่อนหย่อนใจของคนอำเภอหาดใหญ่

ปัจจุบันเมืองสงขลายังพอเห็นหลักฐานความเจริญในอดีตหรือเมื่อราวเกือบ 100 ปีก่อน สมัยที่บริเวณแหลมสงขลายังเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าจากแดนไกล และเป็นจุดแวะของนักเดินเรือต่างชาติเช่นเดียวกับภูเก็ตที่ทำมาค้าขายกับเกาะปีนัง ภาพตึกเก่าที่เป็นศิลปะแบบซิโน-โปรตุกีส ในเขตเมืองเก่าสงขลา ยังมีให้เห็นบนถนนสายเล็กๆที่ชื่อว่า ถนนนางงาม  รวมทั้งถนนใกล้เคียงสายอื่นที่ตั้งชื่อตามจังหวัดทางภาคใต้  เช่นถนนยะหริ่ง  ถนนปัตตานี 

ถนนนางงาม  ชื่อนี่ฟังดูแปลกๆ  ญาติที่หาดใหญ่บอกว่า สมัยก่อนนางงามสงขลามีบ้านอยู่บนถนนสายนี้ จึงเรียกติดปากว่าถนนนางงาม  ส่วนอีกกระแสหนึ่งบอกว่า 

” เพ้ๆ..  ย่านนี้ในอดีตเป็นแหล่งบันเทิงเริงรมย์ของชาวเรือ และชาวบ้าน ถนนสายนี้มีสำนักนางโลมอยู่หลายแห่ง ยามค่ำคืนจะมีสาวงามออกมาหาแขก
ไม่ต่างกับย่านพัฒน์พงษ์ในปัจจุบัน  “ 

ถนนเส้นนี้้จึงถูกขนานนามกันอย่างเพราะพริ้งว่าถนนนางงาม 
และนางงามในความหมายที่ว่านี้ ก็คือ หญิงงามเมือง นั่นเอง

ส่วนถนนนางงามตามที่หลายคนเข้าใจกันนั้น  มันคนละเรื่องกันเลย 

เรื่องนี้ก็คงไม่ต่างกับในยุคประวัติศาสตร์ที่เรียกบ้านของหญิงบริการว่า “ บ้านโคมเขียวโคมแดง “  กลางค่ำกลางคืนแล้วเห็นบ้านไหนห้อยโคมเขียวบ้าง โคมแดงบ้าง  แสดงว่าไช่เลย  เข้าไปได้ไม่ผิดหวัง  นางงามนั่งรออยู่แล้ว

เรื่องผู้หญิงบริการ หรือย่านบันเทิงแบบที่ว่านี้  มักจะมีศัพท์แสงเรียกกัน  และเป็นที่รู้กันในกลุ่ม  จะเรียกว่าเป็นศิลปะทางภาษาก็น่าจะได้   เพราะหากพูดกันตรงๆ  เรียกกันตรงๆก็อาจจะดูไม่เหมาะสม  การใช้คำที่ดูตลกโปกฮาบ้าง  หรือมีความหมายไปในทางอื่น หากโดนใจผู้คนก็จะเรียกจนติดปาก  หรือกลายเป็นศัพท์ใหม่ไปเลยก็ได้ 

อย่างเช่นคนกรุงเทพสมัยก่อนมีคำพูดว่า “ จับไก่สวนลุมฯ “ คนบ้านนอกอย่างเราๆตอนเข้ากรุงเทพใหม่ๆก็คิดว่า  สวนลุมนี่คงจะเป็นป่าหญ้าหรือที่รกร้าง  คงมีคนเอาไก่มาเลี้ยง  และมีเจ้าของมาไล่จับ  ทำนองนั้น

ปรากฏว่าญาติผมเองที่เป็นทหารแถวนั้นบอกว่า  สมัยก่อนมีโรงเรียนเตรียมทหารอยู่ใกล้สวนลุม  เย็นๆจะมีนักเรียนเตรียมทหาร(รวมทั้งญาติผมด้วย)  มักจะมาหาไก่(หลง) หรือมาจีบสาวในสวนลุม โชคดีก็จีบสาวได้ โชคร้ายก็อาจติดเชื้อกามโรค และสาวที่พกพาโรคมาก็ไช่ใครที่ไหน เป็นหญิงบริการที่มาหาลำไพ่ คำว่าจับไก่สวนลุม ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง

แล้วผีขนุนละมันคืออะไร

เรื่องนี้คงต้องไปถามผู้รู้แถวๆกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงคลองหลอดกันเอาเอง   ได้ยินว่าสมัยก่อนที่หน้ากระทรวงฯหรือริมคลองหลอด จะมีต้นขนุนปลูกเรียงราย  ยามค่ำคืนก็จะเห็นผีสาวผมยาวและผมสั้น (บางครั้งก็นุ่งผ้าถุง)  ออกมายืนตะคุ่มๆอยู่ตามโคนต้นขนุนโดยมิได้นัดหมาย (ยกเว้นในคืนที่ฝนตก)  

ส่วนผีขนุนที่ว่านี้กลัวอะไร ทราบหรือไม่

คำตอบ กลัวตำรวจครับ

คำว่า ผีขนุน จึงมีที่มาเช่นนี้แล



โฟโต้ออนทัวร์
27  มิถุนายน 2554





   
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ