Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์
Home  I  Gallery  I  Doi Phu ka, Nan
Home    Directory   Events   Royal Photos   Gallery   Outbound tour   Portraits   Flowers   Asia Girls   Photo Around the World   Wallpapers   Site Update
 
ภาพชุด เสน่ห่แห่งล้านนา (7 ตอน )
 
1 เมืองแพร่ (1)
2 เมืองแพร่ (2)
3 อ.ปัว จ.น่าน
4 ดอยภูคา น่าน
5 เมืองน่าน
6 บ้านเสานัก ลำปาง
7 ตลาดสด ลำปาง
Home  :  Gallery  : Lampang - Phrae - Nan 4   
 

ตอนที่ 4 อช.ดอยภูคา จ.น่าน : Doi Phuka National Park, Nan Province
 

 

 
 
 
 


ทริปภาคเหนือ แพร่ น่าน  ลำปาง ตอนที่ 4

ตอนที่ 4 อช.ดอยภูคา Doi Phuka National Park
(เดินทางมกราคม ปี54)


จากตัวเมืองอำเภอปัวสู่ อช.ภูคา  มีระยะทาง 60 กม.  และราว 50 กม.จะเป็นเส้นทางบนเขา   จุดสูงสุดหรือปลายยอดเขาบนอุทยานมีความสูง  1980  เมตร แต่ในบริเวณกางเต้นท์พัก ระดับความสูงน่าจะประมาณ  1800  เมตร 

ยอดดอยภูคาสูงมากแค่ไหน... คงต้องเปรียบเทียบกับดอยอินทนนท์  ที่มีระดับความสูงที่ 2565  เมตร  หรือประมาณ 2.5 กม.  เมื่อเทียบกับ ดอยภูคาแล้ว  อินทนนท์สูงกว่าราว 585 เมตร  หรือครึ่งกิโลเมตร

วันนั้นขับรถออกจากเมืองปัวเกือบๆ 5 โมงเย็น  พ้นจากเมืองปัวมาได้ราว 10 กม.  ก็เริ่มขึ้นเขาและไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ  ไม่นานก็มาถึงที่ทำการของอุทยานฯ ติดต่อเจ้าหน้าที่พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียม จากนั้นก็ขับรถต่อไปยังลานกางเต้นท์ที่อยู่ด้านบน มีชื่อว่าลานดูเดือน เตรียมเรื่องเต้นท์เสร็จก็เป็นเวลาพระอาทิตย์ตก โชคดีทีเห็นบรรยากาศในยามเย็น

ระหว่างทางขึ้นดอยภูคา มีโค้งหักศอกอยู่หลายแห่ง   แต่ขาขั้นคงไม่น่าหวาดเสียวเหมือนขาลงเพราะถนนค่อนข้างชันและแคบ  หากมีรถสวนมาระหว่างเข้าโค้ง ก็อาจมีความเสี่ยงพอสมควรเพราะจะขับกินเลนทั้งคู่   ช่วงฤดูท่องเที่ยวผู้ใช้รถใช้ถนนจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ  และไม่เหมาะสำหรับประเภทมือใหม่  หรือพึ่งจะขับขึ้นเขาเป็นครั้งแรก

จังหวัดน่าน  หากดูจากแผนที่แล้วจะเห็นว่ามีเขตติดต่อกับประเทศลาวเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร  คนเมืองน่านกับคนลาว  ในอดีตก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน  หรือเป็นคนลาวล้านช้างในสมัยที่มีหลวงพระบางเป็นศูนย์กลาง (ก่อนเกิดการแบ่งแยกเป็นลาว 3 ฝ่าย) 

ลาวกับเขมร แต่เดิมนั้นตกเป็นเมืองขึ้นของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ได้ถูกฝรั่งเศสเข้ามายึดในสมัยล่าอาณานิคม

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งลาวและเขมรได้ตกเป็นของฝรั่งเศส พร้อมกับแบ่งแยกดินแดนตามแผนที่ของฝรั่งเศสที่ทำขึ้นมา

แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเล็กเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศส แผนที่เขตแดนจึงต้องยึดเอาฉบับของฝรั่งเศส ซึ่งต่างกับแผนที่ของไทยที่มีความละเอียดน้อยกว่า เราจึงมีปัญหาเรื่องเขตแดนกับทั้งสองประเทศนี้ในเวลาต่อมา เช่นเรื่องปราสาทเขาพระวิหารที่ไทยครอบครองมาก่อน แต่แพ้คดีที่ศาลโลกหลังเขมรยกเป็นข้อต่อสู้ว่าเป็นของเขมร จนทำให้ไทยต้องเสียประสาทเขาพระวิหารไปเมื่อปี 2500

ส่วนลาว เราก็มีปัญหาเรื่องชายแดนที่บ้านร่มเกล้า เพื่อชิงพื้นที่บนเนิน 1428 ในเขตบ้านร่มเกล้า จังหวัดพิษณุโลก จนเกิดการปะทะระหว่างไทย - ลาว เมื่อปี 2530 หรือสมัยที่มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้บัญชาการทหารบก

การปะทะหรือสงครามครั้งนั้นสร้างความเสียหายให้กับไทยอย่างย่อยยัย มีทหารเสียชีวิตไปประมาณ 1,000 นาย และยังเสียเครื่องบินขับไล่ F5 ไปอีก 1 ลำ จนเป็นที่มาของคำกล่าวเยาะเย้ยถากถาง พลเอกชวลิตฯ ว่า " รบกับลาวก็ยังแพ้ลาว " เป็นการวางแผนการรบอย่างผิดพลาด และประเมินข้าศึกหรือไอ้น้องลาวต่ำไป



เรื่องบ้านร่มเกล้าจบลงที่การเจรจา โดยที่ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายริเริ่ม หลังจากเห็นว่าสงครามอาจยืดเยื้อ และไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบการรบในครั้งนี้

คงจำกันได้กับฝ่ายลาว ที่มีพลเอกสีสหวาด แก้วบุญผัน เป็นผู้บัญชาการทหารบก เดินทางมาถึงสนามบินดอนเมืองพร้อม ภริยาและคณะ เมื่อวันที่ 16 กพ.31 เพื่อเปิดการเจรจา ซึ่งเป็นข่าวครึกโครมในครั้งนั้น คณะจากลาวเปรียบเสมือนผู้ยิ่งใหญ่ หรือผู้กำชัยในศึกครั้งนี้ ส่วนฝ่ายไทยก็มี ผบ.ทบ หรือพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ไปต้อนรับคณะของลาวจนถึงรันเวย์ สนามบิน

ทันที่ที่พลเอก สีสหวาด ลงจากเครื่อง ก็เข้าสวมกอดพลเอกชวลิต ตามธรรมเนียมของพรรคคอมมิวนิสต์ ี ทำเอา บิกจิ๋วเรา ทำท่าเหรอหร่า เพราะไม่คิดมาก่อนว่า ลาวจะแสดงความเป็นมิตรแบบกอดกันแน่น ทั้งๆที่ไทยกับลาวก็มีวัฒนธรรมการยกมือไหว้ที่ไม่ต่างกัน ดีที่ตอนนั้นเป็นช่วงกลางวัน หากครึ้มฝนเมื่อไหร่ คงเกิดอาเพธฟ้าผ่าลงมาเป็นแน่

และนี่เองที่เป็นที่มาของคำว่า "กอดสามัคคี " หรือ " นอนสามัคคี " ซึ่งคำว่าสามัคคีนี้เป็นคำที่คนลาวใช้กันมาก อะไรๆก็สามัคคีไว้ก่อน เช่นในวงเหล้าก็มีการชนแก้วสามัคคี

รัฐบาลไทยในสมัยพลเอกชาติชายฯในขณะนั้น ต้อนรับขับสู้ผู้แทนลาว ชนิดเอาอกเอาใจเต็มที่ สารพัดยุทธวิธีที่นำมาใช้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้การเจรจาราบรื่น เพราะหากไม่เป็นผล หรือทำให้ฝ่ายลาวไม่ยอมรับแล้ว สงครามบ้านร่มเกล้าก้คงต้องยืดเยื้อต่อไป ขณะเดียวกันก็ไม่เป็นผลดีกับไทย เพราะเราสูญเสียนายทหารรวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ไปแล้วเป็นจำนวนมาก หมดงบประมาณไปมหาศาล ที่สำคัญไทยเราเสียหน้าด้วย ว่าลาวเป็นประเทศเล็กๆแต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้

นับว่าเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญหลังจากสงครามเย็นหรือสงครามการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์เริ่มสงบลง

กำลังมันส์... ขอต่ออีกหน่อย

สาเหตที่อยากเขียนต่อ เป็นเพราะเรื่องมันยังอยู่ในความทรงจำ และยังแค้นไม่หายที่ฝ่ายไทย อันมีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้บัญชาการ วางแผนการรบผิดพลาด จนทำให้ฝ่ายไทยเสียหายอย่างหนัก (จะเรียกว่าพ่ายแพ้ก็ไม่น่าเกลียด) เรื่องนี้ใครอยากรู้ความจริงในสนามรบ ต้องไปสอบถามจากปากของทหารที่เคยผ่านสงครามในครั้งนี้ ฟังแล้วจะรู้ว่าเลตุ้มเเป๊ะ แถมมีการทุจริตงบประมาณกันอื้อซ่า

นายทหารบางคนยังบอกว่า ไทยรบกับคอมมิวนิสต์มาเป็นสิบๆปี ก็ยังไม่เสียหายมากมายเท่านี้ ทหารไทยนับจำนวนเป็นพันต้องเสียชีวิตในเวลาอันสั้น แถมยังถูกลาวสอยเครื่องบินขับไล่ F 5 ร่วงกลางป่า มันน่าอับอายขายขี้หน้ากันขนาดไหน

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2531 หลังลงนามยุติหยุดยิงที่ประเทศลาว ไทยเราก็มีโอกาสต้อนรับคณะผู้แทนลาวที่เดินทางมาเจรจา ชนิดที่คณะลาวก็คาดไม่ถึง

โน่นครับ...พาไปนอนโรงแรมในพัทยา พักกันสุดหรูระดับ 5 - 6 ดาว คณะลาวบอกว่า มันเริ่ดหรูอะไรกันขนาดนี้ และเกือบจะทุกคนในคณะมีโอกาสลงเล่นน้ำทะเลเป็นครั้งแรก (ในชีวิต) ต่างตื่นเต้นดีใจกันใหญ่

พักหรู ในโรงแรมสุดยอด ทานอาหารระดับราชา เลี้ยงดูปูเสื่อกันขนาดนี้ การเจรจายุติศึกมันก็ง่ายสิครับ..

ไม่พอ ขากลับ รัฐบาลไทยก็เอาอกเอาใจ ฝากทุเรียนนนท์ ที่มีรสชาติระดับอภิมหาความอร่อย ลูกละเป็นพันๆ ติดไม้ติดมือไปคนละลูกสองลูก ให้ทานกันชนิดพุงบาน

หลายคนในคณะลาว คงคิดว่าประเทศลาวตั้งแต่เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ก็มีแต่สงคราม ประเทศไม่มีความสงบ ประเทศลาว(คอมมิวนิสต์)ไม่มีศาสนา ไม่มีพระมหากษัตริย์ และกษัตริย์องค์สุดท้าย หรือพระเจ้าศรีสว่างวัฒนา ขณะประทับอยู่เมืองหลวงพระบางก็ถูกจับไปอยู่ในค่ายกักกันของพวกเชลย จนสิ้นพระชนม์ที่นั่น ประชาชนคนลาวในยุคนั้นก็อดอยากเพราะข้าวที่ปลูกได้ต้องส่งไปให้ประเทศจีน ในฐานะที่เป็นพี่เบิ้มของค่ายคอมมิวนิสต์

ผิดกับประเทศไทยที่เป็นเมืองแห่งความศิวิไล บ้านเมืองทันสมัย คนไทยอยู่ดีกินดี

ก่อนที่คณะผู้แทนลาวจะกลับประเทศ ผู้สื่อข่าวไทยได้มีโอกาสสัมภาษณ์ภริยาท่านพลเอกสีสหวาด ปรากฏว่าภริยาท่านก็พาซื่อตามประสาคนลาว บอกความในใจ โม๊ดเลย..ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ชนิดที่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาสัมภาษณ์ ทั้งทีวี ทั้งหนังสือพิมพ์ มากันเป็นร้อย ให้ความสำคัญกันยิ่งกว่าดาราฮอลลีวู๊ด

สงสัยกลับไปแล้ว คณะผู้แทนลาวก็คงจะนอนไม่หลับไปหลายคืน กับความประทับใจที่มาเมืองไทยในครั้งนี้ ขณะเดียวกันก็คงจะเข็ดขี้อ่อนขี้แก่ กับคำว่า ประเทศคอมมิวนิสต์ ว่ามันสู้ประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตยนี้ไม่ได้ มองไปทางไหนก็มีแต่ความเจริญ ประชาชนไม่ต้องมาล้มตายเหมือนประเทศตน

เขีบนเรื่องน่าน แค่รู้สึกว่าจะแทรกเรื่องของลาวมากไปหน่อย อย่างน้อยๆก็จะได้ไม่ลืมว่า ลาวกับไทยเคยรบกันมาหลายครั้ง และไทยก็ชนะมาตลอด สมัยประวัติศาสตร์ไทยเราก็กวาดต้อนคนลาวเข้ามาไม่รู้ต่อกี่แสนคน จนเวียงจันทน์แทบจะเป็นเมืองร้าง ปัจจุบันคนลาว ในประเทศไทยก็มีหลายกลุ่ม กระจายไปตามจังหวัดต่างๆ มีทั้งลาวพรวน ลาวโซ่ง ไทยทรงดำ ฯลฯ

สมัยที่ลาวตกอยู่ในการครอบครองของพรรคคอมมิวนิสต์ ไทยกับลาวก็มีการสู้รบตามแนวชายแดน ในเขตอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เมื่อ พ.ศ.2510 สมัยนั้นเรียกว่า " ลาวแดง " แต่ไทยเรายังตรึงพื้นที่เอาไว้ได้ ใครไปเที่ยวทุ่งช้างก็คงจะเห็นอนุสาวรีย์ทหารไทยและพิพิธภัณฑ์ทางทหาร เช่นเดียวกับเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
(อยากรู้ว่าทุ่งช้าง ที่เป็นพื้นที่การสู้รบอยู่ตรงไหน คลิกดูได้จากแผนที่ชุดที่ 1 ด้านล่าง)

สำหรับการรบกับลาวครั้งหลังสุดเพื่อชิงพื้นที่ เนิน 1428 ที่บ้านร่มเกล้าในตำบลโนนหมากมุ่น เขตจังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี 2530 ถามใครๆก็บอกว่า ต่างฝ่ายต่างยุติ หรือนำปัญหามาสู่การเจรจา แต่ถ้าจะถามในเรื่องยุทธวิธีแล้ว ก็ต้องบอกแบบฟันธงว่า ไทยแพ้ลาวครับ

ก็เพราะคำว่าแพ้ ที่อยู่ในส่วนลึกของฝ่ายรัฐบาลชาติชาย ไทยเราจึงต้องเร่งให้มีการเจรจาโดยด่วน

คำถามง่ายๆ ว่าหากไทยชนะอย่างเด็ดขาดแล้ว เราจะไปเจรจากันทำไม รบชนะก็เข้ายึดพื้นที่แล้วไล่ตะเพิดทหารลาวออกไป พร้อมปักธงชาติไทย และประกาศชัยชนะ ก็เพราะมันไม่ไช่แบบนั้น เราจึงใช้ทุกวิถีทาง ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ในที่ลับก็คือได้แอบไปเจรจากับประเทศจีนเพื่อให้ช่วยเจรจากับลาว (รวมทั้งผู้อยู่เบื้องหลัง ได้แก่ เวียดนาม คิวบา และรัสเซีย ที่สนับสนุนเรื่องอาวุธ)

ซึ่งขณะนั้นประเทศจีนได้ปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศ หรือหันหลังให้กับคำว่าคอมมิวนิสต์ไปแล้ว นับจากนายเติ้ง เสี่ยวผิง ขึ้นมาเป็นผู้นำ จากนั้นจีนเปิดประเทศให้ผู้นำประเทศต่างๆเดินทางเข้าจีนเพื่อไปจับไม้จับมือกับท่านประธานเหมา พร้อมกับเปืดเจรจาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน
ส่วนประเทศไทยก็มี มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีฯเดินทางไปจีนเมื่อปี 2518

ลาวถูกกดดันจากจีนเพื่อให้ยุติศึกร่มเกล้า ซึ่งก็สร้างความไม่พอใจให้กีบลาวเป็นอย่างมาก ถึงขนาดตีรวน หรือทำกร่าง ในการประชุมมาตลอด ผิดกับไทยที่พยายามรักษาไมตรี ทำเป็นสุภาพบุรุษ อ้างถึงหลักฐานเขตแดนที่ถูกต้องของไทย เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ต่างกับที่นายฮุนเซ็นทำกับไทยในขณะนี้ แต่ลาวทำค่อนข้างออกหน้าออกตามากกว่า เรียกว่าไม่คิดยำเกรงไทยแม้แต่น้อย

ถึงขนาดตอนแถลงข่าวหลังประชุมที่เวียงจันทน์ ที่ทั้งสองต้องออกมาแถลงร่วมกัน ซึ่งมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ และมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมากที่มาทำข่าว ปรากฏว่า โฆษกของลาว กระแทกไหล่ นายสาโรจน์ ชวนะวิรัช โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยอย่างเจตนา ทำเอาโฆษกไทยไม่พอใจแต่ต้องต้องเก็บความรู้สึก เพราะโทรทัศน์กำลังถ่ายทอดสดมาถึงประเทศไทบ

รบกับลาวก็ยังแพ้ลาว เป็นความทรงจำที่คนไทยไม่เคยลืม ว่าเป็นไปได้ และเกิดขึ้นแล้วในสมัยที่มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้บัญชาการทหารบก

และเหตุการณ์นี้หรือเปล่าที่อาจทำให้ท่านเครียด พูดกับใครก็ไม่ค่อยจะรู้เรือง หรือประเภทต้องแปลไทยเป็นไทย จนนายแพทย์ที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ได้อภิปรายในสภาว่า ท่านเป็นโรคอัลไซม์เมอร์ หรือโรคสมองเสื่อม พร้อมกับแนะนำให้ไปปรึกษาจิตแพทย์

สมัยที่พลเอกชวลิตฯ เป็นนายกรัฐมนตรี บางครั้งก็ใช้คำพูดแปลกๆเช่นบอกว่า " จะไปโดดน้ำตาย " จากกรณีที่ไปรับปากว่าหากแก้ปัญหาอีสานจนไม่เป็นผลสำเร็จ

หรือการอาสาเข้ามาเป็น " โซ่คล้องใจ" ในกรณีความขัดแย้งของฝ่ายทักษิณ กับพรรคประชาธิปัติย์ ทั้งๆที่รู้ว่าตนเองมีความสามารถเพียงแค่เอ็นสองสลึง (ไม่เต็มบาท)


หรือ "จะขอเข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูล..." บนเวทีคนเสื้อแดงที่ท้องสนามหลวง หรือการ " แต่งเครื่องแบบทหารเต็มยศพลเอก " ในวันที่ไปรายงานตัวต่อ ฉอฉ. ที่ราบ 11 ในกรณีที่มีชื่อปรากฏอยู่ในขบวนการล้มเจ้า ของหน่วยดีเอสไอ หรือกรมสอบสวนพิเศษ ก่อนที่พวกแดงจะเผาเมือง

เรื่องเหล่านี้ไปพูดกับใครๆก็มีแต่สายหัวกันทุกคน ว่ามันเป็นไปไดักับนายทหารยศพลเอก และมีตำแหน่งทางการเมือ
งถึงระดับนายกรัฐมนตรี

ในอนาคต เรื่องประเภท มันแปลกดีนะ หรือมันเพี้ยนไปแล้วนะ คงมีให้เห็นอีกเป็นระยะๆ ตราบใดที่ผีห่าทักษิณ หรือผีเจ้ามูลเมือง มันยังสิงสถิตย์อยู่ในร่างของพ่อจิ๋ว

ความจริงก็น่าเห็นใจท่านนะ จากที่หลายคนตั้งฉายาว่า ขงเบ้งแห่งกองทัพบก แต่มาแพ้กองทัพไอ้แกวจากประเทศลาว บริหารประเทศก็ล้มเหลว พาประเทศลงสู่ก้นเหว จนประเทศไทยแทบจะขายประเทศกิน ค่าเงินบาทตกรูดไม่มีชิ้นดี สถาบันการเงินถูกปิดกิจการ ธนาคารหลายแห่งถูกต่างชาติเข้ามา Take Over หรือซื้อกิจการ บริษัทเล็กบริษัทใหญ่เจ้งกันระนาว บริษัทที่เป็นหนี้ต่างประเทศแทบไม่มีปัญญาจ่าย เนื่องจากหนี้ในบัญชีเพิ่มสูงขึ้นจากการที่ค่าเงินบาทตกต่ำ กิจการหลายแห่งปิดตัว พนักงานบริษัทตกงานกันชนิดเป็นประวัติการณ์

ทั้งหมดนี้คือผลงานอัปยศของรัฐบาลในสมัยที่มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2540 โดยมีรองนายกฯ นายอำนวย วีรวรรณ รับผิดชอบดูแลเรื่องเศรษฐกิจและการคลัง จนประเทศไทยต้องบากหน้าขอความช่วยเหนือจากกองทุน ไอเอ็มเอฟ

คนไทยถ้าจะลืมอะไรก็ลืมได้ แต่อย่าลืมว่า พลเอกแห่งกองทัพบกคนนี้ มีส่วนทำให้ประเทศ ฉิบหาย มาแล้ว

เท่านั้นไม่พอ ยังเป็นหัวหอกในขบวนการล้มเจ้า หรือ ล้มราชวงศ์อีกด้วย และจากปากของพลเอกเปรม ติณสุลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่เคยให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้าย หลังจากผู้สื่อข่าวถามความเห็นเรื่องพลเอกชวลิต เข้าไปเป็นที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย

ท่านบอกสั้นๆกับผู้สื่อข่าวว่า " คนขายชาติ "

กลับมาที่น่านกันต่อ

แผนที่เชื่อม 3 ประเทศ พม่า ไทย ลาว  
   และ   เส้นทางจากด่ายหัวโก๋นสู่หลวงพระบาง ระยะทาง 160 กม.

  

แผนที่จังหวัดน่าน

แผนที่ในชุดที่ 2 จะเห็นว่า  หลวงพระบาง อยู่ห่างจากชายแดนบ้านห้วยโก๋นที่จังหวัดน่านเพียง 160 กม.  ปัจจุบันถนนสายนี้กำลังพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและการค้าขายของสองทั้งประเทศ ระหว่างไทย-ลาว  เมื่อสร้างเสร็จคนไทยคงเดินทางไปเที่ยวหลวงพระบางกันง่ายขึ้น  ส่วนคนลาวคงมาค้าขายที่ชายแดน  อนาคตก็อาจเป็นอีกจุดหนึ่งที่มีความคึกคักทางด้านการค้าไม่แพ้ชายแดนที่อำเภอเชียงของ  จังหวัดเชียงราย  เขตติดต่อกับบ้านห้วยทราย  แขวงบ่อแก้ว  ของลาว ซึ่งปัจจุบันประเทศจีนได้
มาเช่าที่ดินทางฝั่งลาว เพื่อสร้างบ่อนกาสิโนและ ตลาดการค้าอินโดจีน

อนาคตคนภาคเหนือคงจะไปเที่ยวหลวงพระบางได้สะดวกขึ้น  แทนที่จะไปข้ามแดนกันที่จังหวัดหนองคาย ที่อยู่ทางภาคอีสาน  แล้วนั่งรถผ่านเวียงจันทน์  วังเวียง  ขึ้นไปจนถึงหลวงพระบาง  เส้นทางนี้ดูจะอ้อมโลก  เพราะต้องข้ามภูเขาสูงๆหลายลูก ที่เป็นพื้นที่อาศัยของชาวลาวเผ่าต่างๆ

อีกไม่เกิน 3 ปี หรือราวปี 2556  ถนนเชื่อมระหว่างชายแดนไทยที่น่าน กับหลวงพระบาง  น่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง 

น่านกับหลวงพระบาง  ตั้งอยู่บนเทือกเขาเดียวกัน  หรือเทือกเขาหลวงพระบาง   ใครไปเที่ยวหลวงพระบาง คงน้อยคนนักที่จะรู้ว่าที่นี่อยู่ห่างจากพื้นที่ของจังหวัดน่านไม่มากนัก  ขณะเดียวกันก็ห่างจากเชียงของ ในจังหวัดเชียงรายไปไม่ไกลเช่นกัน  ซึ่งสามารถนั่งเรือล่องแม่น้ำโขงจากเชียงของไปยังหลวงพระบางได้  แต่การเดินทางอาจใช้เวลาราว 1 วันเต็มๆ โดยพักกลางทาง 1 คืน

คนที่ชอบล่องลำน้ำโขงสู่หลวงพระบาง
คงต้องเป็นประเภทนิยมธรรมชาติ และชอบวิถีชีวิตของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ริมฝั่งโขง ซึ่งจะมีให้เห็นเป็นระยะๆ  แต่เส้นทางเดินเรือนี้อาจมีความไม่แน่นอน เนื่องจากการสร้างเขื่อนในประเทศจีน ที่มีผลกระทบต่อการขึ้นลงของกระแสน้ำ บางครั้งแม่น้ำโขงอาจเหือดแห้งจนต้องหยุดบริการ เพราะโขดหินเต็มไปหมด

อช.ดอยภูคาอาจอยู่ห่างไกลเมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในจังหวัดอื่นๆ   แต่เส้นทางสายแพร่ – น่าน  ไปจนถึงเมืองปัว มีความเป็นธรรมชาติค่อนข้างมาก  หรือยิ่งห่างไกลจากความเจริญของเมืองใหญ่ๆ  ก็ยิ่งเห็นความเป็นชนบท  และธรรมชาติที่สวยงามมากยิ่งขึ้น 

นอกจาก อช.ดอยภูคา ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในจังหวัดน่านที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง  และอยู่ไม่ไกลกันนัก  โดยเฉพาะอำเภอที่ตั้งอยู่ตามรอยตะเข็บชายแดน ไทย-ลาว 

การเดินทางระหว่างอำเภอในจังหวัดน่านอาจวนเวียนอยู่บนเขา  คนไม่ชินอาจรู้สึกว่าไกลลิบโลก  แต่ถ้าหากใครไปเที่ยวแล้วก็คงคุ้มค่ากับธรรมชาติที่พบเห็นระหว่างสองข้างทาง  ไม่ต่างกับเส้นทางสู่หลวงพระบางโดยทางรถยนต์  ที่ใช้เวลากันทั้งวันกว่าจะไปถึง  แต่ภาพสองข้างทางที่พบเห็นก็ทำให้ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง  นอาจเรียกได้ว่านี่คือสวรรค์ของการเดินทาง 

                   

หลายประเทศก็คงจะเป็นในทำนองเดียวกัน  ยิ่งห่างไกลจากเมืองใหญ่หรือเมืองหลวง  ก็ยิ่งเห็นความเป็นชนบท  วิถีชีวิตของผู้คน  รวมทั้งความเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ 

ใครอยากมีความสุขในการเดินทาง  ก็คงต้องไปให้ไกล  ให้หลุดออกไปจากความจำเจที่พบเห็นกันเป็นประจำ  แล้วจะรู้ว่าชนบทที่อยู่ห่างไกลนี้ช่างมีเสน่ห์  และน่าเดินทางมาสัมผัสจริงๆ

ไปเที่ยวดอยภูคาคราวนี้  คงไม่ได้พูดถึง อช.ดอยภูคามากนัก   เพราะอุทยานต่างๆในประเทศไทยก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน  แต่ละแห่งก็มีเสน่ห์ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ใครไม่เคยมาพักค้างแรมตามอุทยาน  ก็แนะนำว่าน่าจะลองมาเที่ยวกันบ้าง  ยิ่งมาบ่อยก็ยิ่งติดใจ  มานอนกลางป่าในสภาพบรรยากาศที่สดชื่น  กลางคืนมีแต่ความมืดรอบด้าน  มันเป็นความสุขที่ยากจะอธิบาย   ยิ่งมาในช่วงอากาศหนาวเย็นแล้วคงไม่ต้องบอกว่า คุ้มเกินคุ้มจริงๆ

ปัจจุบันมาตรฐานของอุทยานแห่งชาติในทุกๆแห่งอยู่ในระดับที่ดีมาก   มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน  ยิ่งเป็นอุทยานที่ได้รับความนิยมก็ยิ่งพร้อมสรรพในทุกๆด้าน  ชนิดที่แทบไม่ต้องเตรียมอะไรมามากมาย  ไม่ต่างกับมีเซ่เว่นเปิดบริการ 24 ชั่วโมงในอุทยาน

เขียนมาแบบนี้ก็อย่ามองในด้านลบว่าอุทยานแห่งชาติจะมีของขายกันมากมาย แล้วมันไม่วุ่นวายหรือ คงต้องบอกว่าไม่วุ่นวายครับ บา
งแห่ง ก็อาจมีชาวบ้านมาเปิดร้านขายของ ไม่ต่างกับตลาดนัด หากใครไม่มาเห็นด้วยตาก็อาจจะไม่เชื่อ  เมื่อมาเห็นแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ในสถานการณ์ที่เนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในวันสิ้นปี หมดฤดูกาลแล้วทุกอย่างก็เข้าสู่ภาวะปกติ

การมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ไปถึงแห่งท่องเที่ยวในที่สูงๆหรือยอดเขา ปัจจุบันหลายประเทศต่างก็พยายามสร้างสิ่งต่างๆให้เป็นจุดขายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมดูแลไม่ให้ไปสร้างปัญหาทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งแต่ละแห่งที่ไปเห็นมาก็ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้แต่อย่างใด

บ้านเรากระแสอนุรักษ์ดูค่อนข้างตื่นตัว ก็ถือว่าเป็นสิ่งดีที่ทุกคนควรจะหันมาให้ความสนใจ ผิดกับเมื่อก่อนที่คำว่า อนุรักษ์ เป็นเรื่องที่น้อยคนจะเข้าใจ แต่การอนุรักษฺ์บางครั้งก็เข้าใจกันผิด หรือสร้างความกลัวจนเกินเหตุ บางครั้งก็อาจเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างคนคัดค้าน กับคนที่เห็นด้วย เหตุการณ์อาจรุนแรงถึงขั้นต้องฆ่ากัน

หากไม่เข้าใจในปัญหา การโหนกระแสอนุรักษ์มันอาจเข้าทางอีกฝ่ายหนึ่ง หรือตกเป็นเครื่องมือเอาง่ายๆ

หลายคนชอบการอนุรักษ์ ชอบคำว่าอนุรักษ์ จนคิดว่าความคิดนี้ถูกต้องในทุกๆเรื่อง ความคิดแบบนี้หากยึดติดมากไปก็จะกลายเป็นพวกคร่ำครึ หรือประเภทเต่าล้านปี ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่นเรื่องกระเช้าลอบฟ้า ที่มักถูกต่อต้านทุกครั้งที่มีข่าวว่าจะสร้างที่โน่นที่นี่

กลายเป็นว่า กระเช้าลอบฟ้า หรือ Cable Car นี้มันน่ารังเกียจเต็มประดา คิดแต่ว่าสร้างที่ไหน ป่าที่นั่นก็จะถูกทำลาย แต่หารู้ไม่ว่า  มันไม่ได้ทำลายต้นไม้เลยแม้แต่น้อย   หลายประเทศเขาก็สร้างเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว  เห็นมาหลายแห่งแล้วว่าต้นไม้สักต้นก็แทบไม่ได้ตัด  เพราะเสาสูงที่ตั้งสายเคเบิล   มันอยู่สูงกว่ายอดไม้ขึ้นไปอีกไกล  เหมือนกับนำเสาเหล็กขนาดใหญ่ไปปักไว้กลางป่า ส่วนกระเช้าก็ลอยอยู่ข้างบน

จากตีนดอยสู่ยอดเขา หรือจากฝั่งแม่น้ำข้ามไปยังอีกฝากหนึ่ง ที่เห็นมาจะมีแค่ 2 เสาใหญ่ๆเท่านั้นเอง ไม่ได้มีหลายต้นเหมือนกับที่หลายๆคนคิด และระหว่างทางที่กระเช้าผ่าน ด้านล่างก็มีแต่ป่าหรือมีต้นไม้เต็มไปหมด ไม่เห็นว่าจะต้องถางป่าไปเป็นทาง หรือเป็นร่องแต่อย่างใด

เรื่องการสร้างกระเช้านี้ คงแตกต่างกับการสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูง ที่ต้องถางป่า หรือปรับพื้นที่ให้โล่งเป็นแนวยาวตลอดทาง สาเหตุที่ต้องทำก็เพราะหากมีต้นไม้แล้วก็อาจอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจร

่บ้านเราพอมีข่าวการสร้างกระเช้าทีไร  ก็เห็นออกมาประท้วงไว้ก่อน  แสดงถึงความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ อะไรๆก็หาว่าทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ทั้งๆที่โลกเขาพัฒนาไปไกลแล้ว ความคิดแบบนี้ไม่ต่างกบในกะลา

ไม่นานนี้ก็เห็นประท้วงเรื่องการสร้างอาคารเลี้ยงหมีขั้วโลกที่สวนสัตว์เชียงใหม่  หาว่านำหมีมาทรมาน เปลืองค่าไฟ เปลืองแอร์  นำสัตว์มาอยู่กรง ทำให้เครียด ขาดอิสระภาพ แถมอ้างผลวิจัยบ้าๆบอๆจากฝรั่งมังค่า

คิดกันแบบนี้ก็น่าจะเรียกร้องให้ยกเลิกสวนสัตว์ทั่วประเทศแล้วนำสัตว์ไปปล่อยในป่าให้หมดไม่ดีกว่าหรือ ได้บุญอีกต่างหาก

แกนนำประท้วงบางคนก็บอกว่าติดเครื่องทำความเย็นกันทั้งวันทั้งคืนเพื่อรักษาอุณหภูมิให้หมีขั้วโลกมีชีวิตอยู่ได้ในสภาพอากาศร้อน ส่งผลทำให้โลกร้อนขึ้น เพราะปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามาก ขณะเดียวกันบ้านตนเองก็ติดแอร์ นอนแอร์ ทำงานห้องแอร์ นั่งรถติดแอร์ มีจิตใจอนุรักษ์กันขนาดนี้ก็น่าจะเปลี่ยนมานอนห้องพัดลม หรือใช้พัดโบกเวลาร้อน โลกจะได้ยกย่องว่าเป็นนักอนุรักษ์ตัวยง

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ประท้วงกันชนิดที่ไร้เหตุผล  ถ้าใช้คำว่า " บ้าไปแล้ว " ก็น่าจะเหมาะสม

ทีอย่างเรื่อง หมาแพนดี้ หมีแพนด้า สัตว์เมืองหนาว และต้องอยู่ห้องแอร์ตลอดเวลา ทำไมไม่มีหน้าไหนมาประท้วง หรืออะควาเรี่ยม(Aquarium) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ เห็นสร้างกันเต็มบ้านเต็มเมือง  ทั้งสัตว์ทะเล รวมทั้งอะควาเรี่ยมน้ำจืดที่บึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี แต่ละแห่งก็ลงทุนกันเป็นร้อยๆล้าน แถมอะควาเรี่ยมที่สยามพารากอน ก็สร้างกันในห้างใหญ่กลางกรุง ลงทุนนับเป็นพันๆล้าน

ปลาที่นำเลี้ยงมาโชว์ก็มาไกลกันค่อนโลก  เอาน้ำทะเลขึ้นไปไว้ในเรือนกระจกตั้งกี่ร้อยตัน ทีแบบนี้แล้วไม่ประท้วงว่าทรมานสัตว์ ว่าไม่ไช่ถิ่นอาศัย หรือต้องให้อยู่ในทะเล (แตเพียงแห่งเดียว)

บ้านเราในยุคนี้ถือว่าเป็นยุคบ้าประท้วง  ทั้งๆที่พวกออกไปเย้วๆ ถือป้ายกลางถนน ก็ไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆแม้แต่น้อย  เรียกว่าใครชวนก็ไป 

ประเทศกำลังพัฒนา สมองของนักวิชาเกิน วิชาการ ก็กำลังพัฒนาตามไปด้วย ปัญญาก็คงไม่เกิดในเร็ววัน คนไทยด้วยกันก็ต้องเห็นใจกันหน่อย



โฟโต้ออนทัวร์
27 พฤษภาคม 2554





ดอกชมพูภูคา ที่ อช.ดอยภูคา (ภาพจาก วิกิพีเดีย)
(คลิกที่ภาพ)






แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติจังหวัดน่าน

ิมีจำนวนอุทยานแห่งชาติ 7 แห่ง วนอุทยาน 1 แห่ง และ สวนรุกขชาติ 2 แห่ง

ได้แก่

อุทยานแห่งชาติดอยภูคา
อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของจังหวัดน่าน มีอาณาเขตกว้างขวางเป็นอันดับ 4 ของประเทศ โดยมีพื้นที่ประมาณ 1,065,000 ไร่ หรือ 1,704 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมในท้องที่ 8 อำเภอของจังหวัดน่าน ได้แก่ อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอบ่อเกลือ อำเภอสันติสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และ อำเภอแม่จริม ประกอบด้วยพรรณไม้ที่หลากหลาย มีการค้นพบพืชสำคัญหลายชนิด เช่น เต่าร้างยักษ์ภูคา ที่พบเฉพาะที่นี่เพียงแห่งเดียว รวมถึงต้นชมพูภูคา ซึ่งพบที่นี่เพียงแห่งเดียวเช่นกัน

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน
มีพื้นที่ครอบคลุมในท้องที่อำเภอนาหมื่น อำเภอนาน้อย อำเภอเวียงสา ตามแนวสองฟากฝั่งลำน้ำน่าน จนไปสิ้นสุดที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ มีเนื้อที่ประมาณ 640,237.50 ไร่ หรือ 1,024.38 ตารางกิโลเมตร สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ ดอยเสมอดาว ผาหัวสิงห์ ผาชู้ เสาดิน แก่งหลวง หมู่บ้านประมงปากนาย เป็นต้น

อุทยานแห่งชาติแม่จริม
อยู่ในอำเภอแม่จริม มีเนื้อที่ประมาณ 270,000 ไร่ หรือ 432 ตารางกิโลเมตร มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เด่นคือ การล่องแก่งลำน้ำว้า

อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน
อยู่ในท้องที่อำเภอท่าวังผา อำเภอเชียงกลาง อำเภอทุ่งช้าง อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน และอำเภอเชียงคำ อำเภอปง จังหวัดพะเยา มีพื้นที่ประมาณ 155,200 ไร่ หรือ 248.32 ตารางกิโลเมตร

อุทยานแห่งชาตินันทบุรี
มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอท่าวังผา อำเภอเมืองน่าน อำเภอบ้านหลวง เนื้อที่ประมาณ 548,125 ไร่ หรือ 877 ตารางกิโลเมตร พื้นที่แห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ สำคัญแห่งหนึ่งในอดีต เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีการต่อสู้ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

อุทยานแห่งชาติขุนสถาน
มีพื้นที่ครอบคลุมป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ ในท้องที่อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น เนื้อที่ประมาณ 262,000 ไร่ หรือ 419.2 ตารางกิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติขุนน่าน
ครอบคลุมพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ มีพรรณไม้และสัตว์ป่าที่น่าสนใจมากมาย มีพื้นที่ประมาณ 155,375 ไร่ หรือ 248.6 ตารางกิโลเมตร

วนอุทยานถ้ำผาตูบ
อยู่ในท้องที่บ้านผาตูบ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน มีเนื้อที่ประมาณ 528 ไร่

สวนรุกขชาติแช่แห้ง
ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง โดยมีอาณาเขตติดกับวัดพระธาตุแช่แห้ง มีเนื้อที่ประมาณ 72 ไร่

สวนรุกขชาติห้วยน้ำอุ่น
อยู่ในท้องที่ตำบลอ่ายนาไลย อำเภอเวียงสา มีเนื้อที่ประมาณ 400 ไร่

(ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)


ระยะทางจาก อําเภอเมืองน่าน ไปยังอําเภอต่างๆ (15 อำเภอ)

1 อ.เมือง 0 กิโลเมตร
2 อ. ภูเพียง 6 กิโลเมตร
3 อ. เวียงสา 23 กิโลเมตร
4 อ. สันติสุข 32 กิโลเมตร
5 อ. แม่จริม 38 กิโลเมตร
6 อ. ท่าวังผา 45 กิโลเมตร
7 อ. บ้านหลวง 48 กิโลเมตร
8 อ. นาน้อย 58 กิโลเมตร
9 อ.. ปัว 63 กิโลเมตร
10 อ. เชียงกลาง 68 กิโลเมตร
11 อ. นาหมื่น 78 กิโลเมตร
12 อ. สองแคว 78 กิโลเมตร
13 อ.. ทุ่งช้าง 80 กิโลเมตร
14 อ. บ่อเกลือ 85 กิโลเมตร
15 อ. เฉลิมพระเกียรติ 130 กิโลเมตร

หมายเหตุ : ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางบนเขา
จึงไม่สามารถคำนวณเวลาเดินทางได้แน่นอนเหมือนกับเส้นทางในพื้นราบ




 
   
คลิกดูภาพและเรื่องราวของภาคเหนือที่ผ่านมา
   
     


Chiangmai - เชียงใหม่

   ทะเลสาบดอยเต่า
   วัดโลกโมฬี อ.เมือง เชียงใหม่
   ภาพทุ่งนาเส้นทาง แม่ริม - เชียงใหม่
   ภาพการทำนาเส้นทางลำปาง-เชียงใหม่
   วัดกู่เต้า อ.เมือง เชียงใหม่
   วัดพระสิงห์ อ.เมือง เชียงใหม่
   วัดสวนดอก อ.เมือง เชียงใหม่
   วัดท่าจำปี อ.สันป่าตอง เชียงใหม
   วัดบ้านเด่น อ.แม่แตง เชียงใหม่
   อช.ออบหลวง สวนสน อ.แม่แจ่ม เชียงใหม่
   ดอกไม้จากดอย ตอนที่ 1
   ดอกไม้จากดอย ชุดที่ 2
   ดอกไม้จากดอย ชุดที่ 3
   บทความเที่ยวทะเลสาบดอยเต่า
   ตักบาตรในวันแม่ 12 สค.47 ที่ ม.เชียงใหม่





Tak - ตาก
    อช.ตากสินมหาราช (ตอนที่ 1)
    อช.ตากสินมหาราช (ตอนที่ 2)
    อช.ตากสินมหาราช (ตอนที่ 3)
    ตลาดมูเซอ (ตอนที่ 1)
    ตลาดมูเซอ (ตอนที่ 2)
   เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ตอนที่ 1
   เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ตอนที่ 2
   เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ตอนที่ 3
   ล่องลำน้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพล ตอนที่ 1
   ล่องลำน้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพล ตอนที่ 2
   ล่องลำน้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพล ตอนที่ 3



Phae แพร่
   วัดพระธาตุสุโทน อ.เด่นชัย จ.แพร่
   วัดพระธาตุช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร



Lampang - ลำปาง
    ตลาดนัดวัว-ควาย อ.เกาะคา
    ตลาดอัศวิน อ.เมือง ลำปาง
   วัดไหล่หิน เกาะคา ลำปาง
   บทความเรื่องวัดไหล่หิน
   ถานีรถฟนครลำปาง
   วัดพระธาตุลำปางหลวง ตอนที่ 1
   วัดพระาตุลำปางหลวง ตอนที่ 2
   วัดพระธาตุลำปางหลวง ตอนที่ 3
   บทความเรื่องวัดพระธาตุลำปางหลวง
   วัดพระแก้วดอนเต้า อ.เมือง ลำปาง
   ตลาดเซรามิค อ.เกาะคา ลำปาง
   วัดพระธาตุจอมปิง อ.เกาะคา ลำปาง
   วัดเชตวัน อ.เมือง ลำปาง
   วัดเกาะ อ.เมือง ลำปาง
   ถนนคนเดิน อ.เมือง ลำปาง
   วัดศรีรองเมือง(วัดพม่า) อ.เมือง
   ทิวทัศน์ยามเช้าที่ริมวัง
   ทิวทัศน์จากหน้าต่างรถไฟ





Nan น่าน
 
   แอ่วเมืองน่าน
   โรงแรมน่านฟ้า อ.เมือง น่าน (โรงแรมไม้สัก)
    ตลาดสดเมืองน่าน
   วัดพระธาตุแช่แห้ง อ.เมือง น่าน
   บทความแอ่วเมืองน่าน




Mae Hong Son - แม่ฮ่องสอน
   กระเหรี่ยงคอยาว
   ตักบาตรที่แม่ฮ่องสอน
   วัดจองกลาง อ.เมือง แม่ฮ่องสอน
   วัดพระธาตุดอยกองมู อ.เมือง แม่ฮ่องสอน
   อช.ถ้ำปลา อ.เมือง แม่ฮ่องสอน
   วัดน้ำฮุ้ ภูโคลน บ่อเดือดท่าปาย
   ปามะผ้า ถิ่นมูเซอ
   
     
แผนที่ภาคเหนือ แผนที่จังหวัด น่าน โดยละเอียด
   
      แผนที่จังหวัดน่าน (คลิกที่ภาพ)




แผนที่เมืองน่านแบบตัดส่วน (สำหรับ Print และนำไปต่อกัน)
(คลิกที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด)



   
      แผนที่จังหวัดในภาคเหนือ
(คลิกที่ภาพ)









แผนที่ทางหลวงภาคเหนือ
(คลิกที่ภาพ)





   
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ