Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์
Home  I  Gallery  I  Lampang Province
Home    Directory   Events   Royal Photos   Gallery   Outbound tour   Portraits   Flowers   Asia Girls   Photo Around the World   Wallpapers   Site Update
 
ภาพชุด เสน่ห่แห่งล้านนา (7 ตอน )
 
1 เมืองแพร่ (1)
2 เมืองแพร่ (2)
3 อ.ปัว จ.น่าน
4 ดอยภูคา น่าน
5 เมืองน่าน
6 บ้านเสานัก วัดประตูป่อง
7 ตลาดสด ลำปาง
Home  :  Gallery  : Lampang - Phrae - Nan 6   
 

ตอนที่ 6 บ้านเสานัก และวัดประตูป่อง ต.เวียงเหนือ : Lampang Province
 

 

 
 
 

 


ทริปภาคเหนือ แพร่ น่าน  ลำปาง ตอนที่ 6

บ้านเสานัก  และวัดประตูป่อง ต.เวียงเหนือ จ.ลำปาง
(เดินทางมกราคม ปี 54)


เวลาเราไปเที่ยวต่างจังหวัด ก็อาจได้ยินได้ฟังคำพูดที่ล้อเลียนคนท้องถิ่นหรือคนจังหวัดนั้นๆ  จนกลายเป็นคำพูดตลกโปกฮา  แต่คนท้องถิ่นฟังแล้วอาจไม่ค่อยรู้สึกพอใจนัก 

เช่นคำว่า ฮิ

หลายคนรู้แล้วว่าหมายถึงคนเมืองจันทน์ หรือเมืองระยอง คำว่า ฮิ ภาษาไทยเรียกว่าสร้อย  เป็นต่อท้ายคำพูด  ใครจะพูด ฮิ ล้อเลียนกับคนระยองก็ต้องดูให้ดีว่าเป็นหญิงหรือชาย  ไปพูดล้อเลียนกับสาวเมืองจันทน์ หรือระยองว่า

“นั่งดีๆ ระวังหญ้าตำฮิ “  แบบนี้คงโกรธกันตายแน่  เผลอๆอาจโดนย้อนกลับมาด้วยภาษาตลาดว่า

” ฮิพ่อ ฮิแม่ มึงรึไง  “

เมืองแพร่มีคำพูดที่ล้อเลียนว่า  “ เมืองแพร่แห่ระเบิด “ หากพูดตามสำเนียงคนท้องถิ่นก็ต้องพูดว่า “ เมืองแป้ แห่ระเบิด “ แต่เวลาจะพูดกับคนเมืองแพร่ก็ต้องดูให้ดีๆว่าเค้าจะรับได้หรือไม่  ไม่เช่นนั้นอาจโดนซัดเอาง่ายๆ  เพราะไปดูถูกเค้าว่าคิดได้อย่างไรที่ เอาลูกระเบิดมาแห่

แต่คำพูดนี้ได้ยินได้ฟังมานานมาก  จะเท็จจริงแค่ไหนก็ไม่ยืนยัน ครั้นจะถามคนเมืองแพร่ก็กลัวถูกอัด  จนทุกวันนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า  มันเป็นจริงตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างหรือไม่ว่าครั้งหนึ่งในสมัยสงครามโลก(ครั้งที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ ) ที่ฝ่ายตรงข้ามส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่เมืองแพร่  แต่ไม่ระเบิด 

ปรากฏสร้างความยินดีปรีดาให้กับคนเมืองแพร่เป็นอันมาก  ต่างบอกต่อๆกันว่าเป็นเพราะอภินิหารและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยคุ้มครอง ว่าแล้วก็ช่วยกันนำลูกระเบิดมาแห่แหนกันรอบเมือง  พร้อมกับจัดขบวนฟ้อนขบวนรำกันยกใหญ่  ผู้คนมากมายออกมาดูลูกระเบิดกัน

” ครับ... เอาลูกระเบิดมาแห่กันรอบเมือง “

แต่คนบ้านอื่นเมืองอื่นพอรู้ข่าวนี้ต่างก็ขำกันใหญ่  บอกเดชะบุญที่มันไม่ระเบิดเสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็อาจมีคนเจ็บตายกันเป็นจำนวนมาก

หากเรื่องนี้เป็นจริงก็แสดงว่าลูกระเบิดลูกนั้นน่าจะคงอยู่  หรืออาจเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ใดสักแห่งหนึ่ง  แต่เรื่องเก็บลูกระเบิดนี้ก็ไม่เคยได้ยินว่าอยู่ที่ไหน  หรือว่ามีการทำลายไปแล้ว

หลายเดือนก่อนไปเที่ยวเชียงใหม่ เจอสาวเมืองแพร่หน้าตาดี  กำลังเดินขึ้นบันใดนาคเพื่อไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ  จึงขอถ่ายรูป  พร้อมกับมีโอกาสได้พูดคุยด้วย  เธอบอกว่าเป็นคนเมืองแพร่ แต่มาเรียนที่เชียงใหม่  ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

พอรู้ว่าเป็นคนเมืองแพร่จึงได้โอกาสถามปัญหาที่ค้างคาใจมานาน

” ถามคนเมืองแพร่หน่อยว่า  ที่ได้ยินมาว่า เมืองแป้แห่ระเบิด นั้นมีจริงหรือไม่.....”

ปรากฏว่าเธอไม่ตอบ เอาแต่หัวเราะพร้อมกับเอามือป้องปาก แล้วรีบวิ่งขึ้นบันใดหนี
(หากสาวเมืองแพร่คนนั้นบังเอิญมาอ่านเจอ ก็ให้รีบติดต่อด่วน จะส่งภาพที่ถ่ายไปให้)

สรุปว่า  จนป่านนี้ก็ยังไม่ทราบคำตอบอยู่ดี  ครั้นจะฟังคำตอบจากสาวเมืองแพร่คนนั้น ก็วิ่งหายไปแล้ว

ส่วนจังหวัดลำปาง หลายคนคงได้ยินคำว่า “ ลำปางหนา “  มันเจ๋งถึงขนาดมีคนจดโดเมน “ ลำปางหนาดอตคอม “

คำว่า หนา เป็นคำสร้อย หรือคำพูดต่อท้ายของคนลำปาง  เช่นหากถามคนภาคเหนือว่า “บ้านอยู่ไหน “ ก็อาจได้คำตอบว่า บ้านอยู่พะเยา  บ้านอยู่เจียงฮาย  อยู่เมืองแป้  หรืออยู่เจียงใหม่จ้าว...

แต่คนลำปางจะตอบว่า ” บ้านอยู่ลำปางหนา “

ใครมาเที่ยวลำปางแล้วได้ยินคำว่าหนาจึงไม่ต้องแปลกใจ  เพราะคนลำปางเค้าหนากันทั้งเมือง  ใครพูดติดหนาก็แสดงว่าเป็นคนลำปาง(หนา) ตัวจริงเสียงจริง

หากใครพูดแล้วไม่มีหนาต่อท้าย  แสดงว่าอาจเป็นคนจังหวัดอื่น  แต่ถ้าเป็นคนลำปางแท้ๆแล้วไม่มีหนาหลุดออกมาจากปาก  แสดงว่าไม่รักษาวัฒนธรรมทางภาษาของท้องถิ่น (ต้องไปหัดพูดให้มีหนา)

แล้วคำที่ว่า “ ลำปางหนาวมาก ” มันมีที่มาอย่างไร

ก่อนนี้ช่วงเวลาข่าวช่อง 9 อสมท.จะมีตัววิ่งอยู่ด้านล่างของจอโทรทัศน์ซึ่งมาจากการส่ง MSN หรือส่งข้อความจากมือถือ และข้อความ ลำปางหนาวมาก ส่งมาทุกวัน จนคำนี้ทำท่าว่าจะฮิตติดปาก หรือกลายเป็นคำพูดตลกโปกฮาไปแล้ว  ทั้งนี้ก็เพราะฝนตก ฟ้าร้อง  แดดออก  หรืออากาศจะร้อนตับแลบปานใด  ก็ยังส่งข้อความ “ลำปางหนาวมาก " มาทุกครั้ง จนคนเมืองอื่นสงสัยว่า ลำปางนี่มันหนาวกันทั้งปีทั้งชาติหรืออย่างไร

แรกๆที่เห็นข้อความนี้ก็รู้สึกรำคาญอยู่เหมือนกัน  ยังนินทาสถานีโทรทัศน์ว่า  เมื่อไหร่จะเลิกเสียทีกับการส่งข้อความแบบนี้  มันไร้สาระสิ้นดี  เป็นการหาเศษหาเลยกับค่าโทรศัพท์ของพวกชอบโทร หรือชอบส่งข้อความ จนรู้สึกว่าขวางหูขวางตาเวลานั่งดูข่าว 

แต่ลำปางหนาวมาก  ส่งข้อความนี้มาเกือบทุกวันจนรู้สึกชิน  ระยะหลังก็ขำทุกครั้ง  นึกในใจว่า  “ มันบ้าเข้าท่าดีนะ “ คิดอีกทีก็อาจเป็นพวกเสียสติ และจากที่รู้สึกรำคาญในช่วงแรก  กลายมาเป็นเรื่องตลกจนหัวเราะ หึ หึ ทุกครั้ง

เขียนเรื่องลำปาง(หนา) จนติดลมบนมาแล้ว  จึงถือโอกาสพาไปแอ่วบ้านเสานักในจังหวัดลำปางกันเลยดีกว่า


บ้านเสานัก

คำว่า นัก แปลว่ามาก บ้านเสานักแปลว่า บ้านเสามาก หรือมีเสาเรือนหลายต้น  บ้านไหนมีเสาเรือนหลายต้นหรือบ้านหลังใหญ่  ย่อมแสดงถึงฐานะและความมั่งคั่งของผู้เป็นเจ้าของ

บ้านเสานักที่ตำบลเวียงเหนือจังหวัดลำปาง เป็นบ้านคหบดีชาวพม่าที่เข้ามาทำธุรกิจค้าไม้ในจังหวัดลำปางสมัยอดีต 

หากย้อนหลังไปในสมัยรัชกาลที่ 6  ขณะนั้นประเทศไทยอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนประเทศกันขนานใหญ่  ซึ่งเป็นผลมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5  พระบิดาของรัชกาลที่ 6  ที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสยามประเทศกับชาติทางยุโรป

ภาคเหนือของไทยในเวลานั้นมีป่าสักเป็นจำนวนมาก และเป็นที่ต้องการของต่างประเทศ

แต่เนื่องจากเราขาดประสบการณ์การทำไม้้ในระดับประเทศหรือเพื่อการส่งออก เพื่อนำเงินค่าภาษีมาเป็นงบประมาณของประเทศ    จึงมีพ่อค้าชาวอังกฤษที่มีประสบการณ์จากการทำไม้ในพม่า เข้ามาติดต่อขอสัมปทานทำไม้ในประเทศไทย   ทางไทยจึงตั้งสำนักงานป่าไม้เพื่อทำหน้าที่ควบคุมดูแล มีศูนย์กลางอยู่ที่บ้านท่ามะโอ เขตตำบลเวียงเหนือ จังหวัดลำปาง ซึ่งขณะนั้นลำปางถือว่าเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภาคเหนือ

ชาวอังกฤษที่เข้ามารับสัมปทานป่าไม้สักในลำปางมีชื่อว่า นาย เอช.สเลด เข้ามาเมืองไทยพร้อมกับลูกน้องคู่ใจชาวพม่า ที่ชื่อ “จองตะก่าอินตะ”  ส่วนเจ้าของบ้านเสานักของชาวพม่าหลังนี้มีชื่อว่า  "หม่องจันโอ่ง จันทร์วิโรจน์ " อพยพมาจากเมาะลำเลิง ประเทศพม่า เข้ามารับจ้างทำไม้กับ บริษัท อีส อีสต์เอเชียติก เมืองลำปาง ได้แต่งงานอยู่กินกับลูกสาวพ่อค้าไม้ชาวพม่าชื่อ มุกต์ จันทรวิโรจน์ มีบุตรชายชื่อ หม่องต่าอู (พนาสิทธิ์ จันทรวิโรจน์) หม่องจันโอ่ง ถือว่าเป็นต้นตระกูลจันทร์วิโรจน์ ตระกูลดังของลำปาง ที่ประกอบธุรกิจเรื่องค้าไม้ และเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการค้าไม้ในอดีต

บ้านเสานักสร้างเมื่อ พ.ศ. 2438 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงปัจจุบัน (ปี54) มีอายุ 116 ปี บ้านเสานักเป็นบ้านหลังใหญ่  เมื่อก้าวขึ้นไปข้างบนมีความรู้สึกว่าคล้ายเรือนไทยโบราณมากกว่าที่จะเป็นบ้านแบบพม่า หรือแบบล้านนา 

บนเรือนมีนอกชานเป็นลานกว้าง  ห้องต่างๆก็จะยกพื้นสูงให้สูงกว่านอกชานไม่ต่างจากบ้านเรือนไทย  ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่ประดับประดาตามห้องต่างๆ  รวมทั้งลายไม้ฉลุ
เป็นศิลปะแบบพม่าบ้าง ตะวันตกบ้าง  เช่นลวดลายของช่องระบายลมบนขื่อเพดาน เป็นลายเถาซึ่งเป็นศิลปะแบบตะวันตก ส่วนไม้ฉลุตามระเบียงหรือมุมต่างๆเป็นศิลปะแบบพม่าหรือแบบล้านนาตามที่พบเห็นทั่วไป

จากที่สังเกตโดยรอบของบ้านหลังนี้ ดูแล้วเป็นศิลปะแบบผสมผสานมากกว่าที่จะเป็นแบบหนึ่งแบบใดโดยเฉพาะ  เช่นผนังกั้นระหว่างห้องจะเป็นแบบบานพับ สามารถเปิดให้ดูเป็นห้องใหญ่ เพื่อประโยชน์ใช้สอย หรือเพื่อการระบายอากาศ เข้าใจว่าบานพับแบบนี้น่าจะเป็นบ้านแบบภาคกลางมากกว่า เช่นเดียวกับที่เคยพบเห็นในบ้านหลังเก่า จังหวัดอยุธยา

ส่วนภายในห้องต่างๆก็ไม่ต่างกับเป็นที่แสดงพิพิธภัณฑ์ไปในตัว เช่นชุดขันโตก ภาชนะกระเบื้อง กระติ๊บข้าวเหนียวสานด้วยไม้ใผ่ ที่มีหลายขนาด ใบใหญ่มากเรียกว่าไหข้าวหลวง (หลวงแปลว่าใหญ่)

ในชุดขันโตกยังมีน้ำต้น หรือ ภาชนะดินเผาสำหรับใส่น้ำดึ่ม สังเกตว่าน้ำต้นที่เห็นน่าจะเป็นแบบล้านนา(ไม่มีลวดลายมาก) และแบบพม่า(ใบเล็กมีลวดลายคล้ายเกลียว) ซึ่งศิลปะการทำน้ำต้น หรือคณโฑใส่น้ำของพม่านี้ น่าจะเป็นฝีมือของชาวมอญซึ่งมีชื่อเสียงในการทำภาชนะดินเผามาก

ในจังหวัดลำปาง  ก็มีบ้านโบราณหลังนี้แหละที่เป็นสิ่งเชิดหน้าชูตา  ส่วนบ้านหลังอื่นๆในยุคสมัยเดียวกันก็คิดว่าเสื่อมสภาพไปจนไม่เหลือร่องรอย

ใครเคยไปเที่ยวแคว้นสิบสองปันนา หรือเมืองจิ่งหงในเขตมณฑลยูนนานของจีน จะเห็นบ้านของชาวไทลื้อที่มีอายุเป็นร้อยๆปี หรือเกือบร้อยปีมีอยู่มากมายหลายแห่ง เรียกว่า มีให้เห็นกันทั้งหมู่บ้าน ขณะเดียวกัน บ้านหลังใหม่ที่กำลังก่อสร้าง ก็ยังเป็นแบบดั่งเดิม

อยากเห็นบ้านโบราณแบบล้านนากันให้เต็มตา ก็ต้องไปดูที่สิบสองปันนา(ล้านนายุคแรก) ซึ่งถือว่าเมืองนี้เป็นต้นตระกูลของล้านนา (เชียงใหม่) ก่อนจะอพยพลงมาสร้างเมืองล้านนาในเมืองเชียงใหม่ ในสมัยพญามังราย

มาเที่ยวบ้านเสานักแล้วมีข้อสงสัยว่าเจ้าของบ้านเป็นถึงคหบดีพ่อค้าไม้  แต่เสาเรือนกลับเล็กมาก  ต่างจากบ้านหลังใหญ่ๆทางภาคเหนือ  ที่นิยมเสาเรือนขนาดใหญ่  ยิ่งใหญ่มากก็ยิ่งแสดงถึงฐานะและบารมี หรือขนาดเท่าท่อนซุงก็ยิ่งดี ซึ่งสมัยนั้นไม้สักใหญ่เท่าซุงหาได้ไม่ยากนัก

จจุบันเราจะพบเห็นเสาเรือนหรือซุ้มเสาประตูบ้านขนาดใหญ่ ตามจังหวัดต่างๆทางภาคเหนือจนเป็นเรื่องปกติ  แม้กระทั่งตามวัดวาอาราม หากเป็นสมัยก่อนที่มีไม้สักมากมายก็คงไม่รู้สึกอะไรนัก แต่ถ้าเป็น พ.ศ.2554 หรือปีปัจจุบัน บ้านไหน วัดไหน  มีเสาเรือนเป็นต้นสักขนาดน้องๆท่อนซุง  ก็น่าแปลกใจว่าไปหามาจากไหนกัน  หากเป็นไม้เก่าก็พอทำเนา(แต่คิดว่าเป็นไปได้ยากมาก) แต่ถ้าเป็นไม้สักทองใหม่เรื่ยมเร้สุกปลั่ง จะบอกว่าเป็นไม้ที่ซื้อมาอย่างถูกต้องตามกฏหมาย  ถามว่าใครจะเชื่อ

ไม้เถื่อนจากพม่าครับ ..ฟันธง

ดังนั้นหากเห็นบ้านหลังไหนหรือวัดใดที่สร้างด้วยไม้สักท่อนโตๆก็จงคิดว่า ป่าไม้พินาศกันไปเท่าไหร่ เรารณรงค์ให้เกิดจิตสำนึกเพื่อปกป้องป่าไม้ แต่กลับมาชื่นชมกับวัด หรือบ้านหลังใหญ่ ที่ใช้ไม้สักขนาดใหญ่มาทำเสาเรือน หรือนำมาประดับประดาเป็นซุ้มต่างๆ แล้วมันได้ประโยชน์อะไร ไม่ต่างกับเกลียดตัวแต่กินไข่

ในทางกลับกันเราต้องมีความรู้สึกต่อต้านและรังเกียจรสนิยมประเภทนี้ พร้อมกับบอกลูกบอกหลานว่า ไม้เหล่านี้เป็นไม้เถื่อนทั้งนั้น เป็นการตัดไม้ทำลายป่า จึงไม่ควรจะชื่นชม

ไม่ว่าจะเป็นไม้จากพม่า จากลาว หรือจากเขมร มันก็คือการทำลายป่าเหมือนกัน และไม้เหล่านี้ก็นำเข้าประเทศอย่างผิดกฏหมายด้วยกันทั้งนั้น

บ้านเสาใหญ่ๆโตๆ ทางภาคเหนือมี จ๊าดนัก (มีมาก) และที่กำลังก่อสร้างก็ยังเห็นกันมากมาย ล่าสุดไปเห็นที่ วัดบ้านเด่น อ.สารภี เชียงใหม่ กำลังสร้างวิหารไม้สักขนาดใหญ่มากๆ ใช้ท่อนซุงนับร้อยๆต้นมาทำเป็นเสาวิหาร เห็นแล้วก็ไม่ได้ชื่นชมหรอกครับ แต่ตกใจและแปลกใจมากกว่า ว่าเอาไม้สักมาจากไหนกัน หรือจะอ้างว่ามีคนบริจาค เสียดายที่วันนั้นไม่ได้ถ่ายภาพ เนื่องจากล้องแบตหมด ใครไม่เชื่อสามารถไปดูได้เลย และขณะนี้ (สค.54) ก็คิดว่ายังสร้างไม่เสร็จ

ออกจากบ้านเสานักก็เกือบค่ำแล้ว  เรียกว่าเป็นนักท่องเที่ยวเกือบจะชุดสุดท้ายของวันนี้  เมื่อขับรถมาถึงบ้านท่ามะโอ เห็นต้นสักต้นใหญ่ๆหลายต้นตามสองข้างทาง  ซึ่งบริเวณนี้เป็นเขตที่ทำการของกรมป่าไม้ หน่วยงานแต่ละแห่งก็มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต บางแห่งมองเข้าไปแทบไม่เห็นตัวอาคาร มีแต่ต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด

แถวนี้ดูคล้ายป่าสัก แปลกตากว่าที่อื่นๆจึงจอดรถถ่ายรูปกันหน่อย แต่รู้สึกว่าบรรยากาศดูจะเงียบๆชอบกล นานๆจะเห็นรถผ่านมาสักคัน กลางค่ำกลางคืนคงไม่ค่อยมีคนกล้าผ่านเป็นแน่ 

ย่านนี้ในอดีตน่าจะมีบรรยากาศคึกคัก แต่เมื่อไม้หมดป่า รัฐบาลจึงยกเลิกการทำสัมปทานป่าไม้ไปเมื่อหลายสิบปีก่อน   หน่วยงานต่างๆเช่นองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)ที่เคยดูแลป่าไม้ก็ต้องลดบทบาทลง  อาคารสำนักงานที่เคยคึกคักเช่นอดีตจึงรู้สึกหงอยเหงา  บางแห่งกลายเป็นสำนักงานร้าง

ขณะจอดรถถ่ายภาพต้นสักก็พอจะมองเห็นบ้านพักของพนักงานป่าไม้  รู้สึกว่าทรุดโทรมไปมาก พอดีมีคนขี่มอเตอร์ไซด์ออกมา บอกว่าข้างในมีบ้านเก่ากว่านี้  เป็นอาคารไม้สักรูปหกเหลี่ยม อายุเป็นร้อยๆปี

จึงต้องเลี้ยวรถเข้าไปดูตามที่เค้าแนะนำ

ยิ่งเข้ามาก็รู้สึกวิเวกพิกลๆ  ดูมันรกมันร้างไปหมด อาคารรูปหกเหลี่ยมที่ว่าเป็นตึกร้าง มีต้นไม้ขึ้นเต็ม สภาพก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังคิดว่าพอจะบูรณะให้เหมือนเดิมได้ อาคารรูปทรงแบบนี้ก็เดาได้เลยว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือที่ 6 แน่นอน เพราะทรงยุโรปแบบนี้เป็นที่นิยมกันมากในยุคนั้น

เห็นอาคารรูปทรงหกเหลี่ยมหรือทรงครึ่งวงกลมทำให้นึกถึง พระที่นั่งวิมานเมฆ (ข้างสวนอัมพร) วังเก่าของรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นอาคารไม้สักที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


หากคิดจะอนุรักษ์  และให้หน่วยงานที่ดูแลพื้นที่รับผิดชอบก็คงเป็นไปไม่ได้  เพราะต้องใช้งบประมาณมากมาย  แค่เรือนพักคนงานเจ้าหน้าที่ทำท่าจะพังมิพังแหล่  ก็ยังไม่มีงบประมาณซ่อมแซม

เข้ามาข้างในนี้มีความรู้สึกว่าเหมือนกำลังย้อนเวลาหาอดีต ญาติๆที่นั่งรถมาด้วยกันไม่มีใครกล้าลง (คงกลัวผี)   เห็นสภาพที่นี่แล้วทำให้นึกถึง สัจธรรมเรื่องความไม่เที่ยง  แม้แต่ตัวเราขณะที่ยืนถ่ายภาพอยู่นี้  อนาคตก็ต้องแก่เฒ่าทรุดโทรมลงเหมือนกับภาพที่เห็นอยู่ข้างหน้า

ออกจากสถานที่นี้ไปแล้วก็จะไปทางสะพานรัษฎา  ตอนนี้ขับรถไปช้าๆ ดูโน่นดูนี่ไปพลาง  เหลือบเห็นวัดๆหนึ่งดูท่าทางน่าสนใจ  ชื่อว่า วัดประตูป่อง  จึงเลี้ยวรถเข้าไปจอดที่ริมกำแพงเก่าบริเวณหน้าวัด  ปรากฏว่ากำแพงที่เห็นคล้ายกับกำแพงเมือง มากกว่าที่จะเป็นกำแพงวัด 

นึกแล้วก็แปลกใจ วัดประตูป่องคะเนด้วยสายตาแล้วก็ไม่ต่างกับวัดทั่วๆไปในลำปาง อายุอานามของโบสถ์ก็คงไม่น่าจะมากนัก ประตูวัดดูเหมือนสร้างขึ้นมาแทนของเก่า ยังเห็นเนื้อปูนและลายปูนปั้น ดูแล้วเป็นของใหม่แน่นอน แต่กำแพงเก่าหน้าวัด กลับคล้ายกำแพงเมืองโบราณ ดูจะขัดแย้งกันไม่น้อย

แต่เมื่อมาค้นหาความจริงก็ถึงบางอ้อ พร้อมๆกับได้ความรู้ใหม่ว่า จุดที่จอดรถนั้นเป็นเขตเมืองเก่า เรียกว่าเขลางค์นคร และเมืองนี้ก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี ก่อนที่เมืองสุโขทัยอันเป็นต้นกำเนิดของประวัติศาสตร์ชาติไทยจะเกิดขึ้นเสียอีก

มีคำถามว่าเป็นไปได้หรือ ที่เขลางค์นครเกิดก่อนอาณาจักรสุโขทัย เด็กนักเรียนที่ท่องจำกันเป็นนกขุนทอง พอเริ่มเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ตำรับตำราก็จะกล่าวถึงอาณาจักรสุโขทัยเป็นอันดับแรก และยังบอกว่าชนชาติไทยได้อพยพมาจากน่านเจ้าพร้อมกับสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ตรงนั้น

เป็นไปได้ครับ  คำว่าเขลางค์นครหรือเมืองเขลางค์นี้ เกิดในยุคของอาณาจักรหริภูญชัย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองลำพูนในปัจจุบัน

และเขลางค์นครนี้ก็ยังเกิดก่อนยุคอาณาจักรล้านนาที่มีพญามังรายเป็นปฐมกษัตริย์  เรียกว่าคนละยุคสมัยกันเลยที่เดียว   เขลางค์นครนั้นเป็นเมืองที่เคียงคู่กับเมืองลำพูนหรือเมืองหลวงในสมัยอาณาจักรหริภูญชัย ซึ่งอาณาจักรนี้มีความรุ่งเรืองมาเป็นเวลานานถึง 630 กว่าปี  มีกษัตริย์สืบทอดอำนาจถึง 49 พระองค์ องค์สุดท้ายมีชื่อว่าพระยายีบา และเมื่อพ.ศ.1835 พญามังรายเข้ามายึดเมืองไว้ได้ในสมัยพระยายีบา

จากนั้นเมืองเขลางค์และเมืองลำพูนจึงตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา ถือเป็นการล่มสลายของอาณาจักรหริภูญชัย รวมระยะเวลาของอาณาจักรหริภูญชัยตั้งแต่ พ.ศ.1206 ถึง 1835 เป็นระยะเวลา 630 ปี

อาณาจักรหริภูญชัยล่มสลายในสมัยพระยายีบาเมื่อ พ.ศ.1835 และปี พ.ศ.เดียวกันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรล้านนา่ มีพญามังราย เป็นปฐมกษัตริย์ปกครองหัวเมืองล้านนาต่างๆ ถึง 8 หัวเมือง ได้แก่เมืองเชียงใหม่ ลำปาง แพร่ น่าน ลำพูน เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน (ใช้ชื้อเมืองตามชื่อปัจจุบัน)

ล้่านนาในยุึคของพญามังรายเรียกว่า " ล้านนา-เชียงใหม่ " เป็นล้านนาในยุคที่สอง ต่อจากล้านนาจากจีนสิบสองปันนา หรือเมืองจิ่งหง

ถึงตอนนี้ต้องขออนุญาตก้าวเท้าเบาๆออกจากรถ  เพื่อไม่ให้แผ่นดินบริเวณนี้สะเทือน  เพราะสิ่งที่อยู่ใต้พื้นดินแถวนี้อาจมีซากปรักหักพังของเขลางค์นคร  นครเก่าแก่ในอดีตที่มีอายุนับเป็นพันๆปี  หากนักโบราณคดีขุดค้นกันจริงๆแล้ว  ย่านแถวนี้ก็อาจไม่ต่างกับเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่ นครโบราณที่ถูกฝังอยู่ในดิน

สรุปว่าเขลางค์นครในสมัยก่อนนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ไช่เป็นชื่อเก่าของจังหวัดลำปาง ซึ่งรวมทุกพื้นที่ทุกอำเภอ (ตามพื้นที่การปกครองในปัจจุบัน)
แต่หมายถึงพื้นที่เฉพาะในเขตตำบลเวียงเหนือ และเขตตำบลหัวเวียง หรือบริเวณสองฝั่งแม่น้ำวังนี้เท่านั้น

คิดไม่ออกก็ง่ายๆหากตั้งหลักจากตัวเมืองเพื่อข้ามไปยังฝั่งตรงกันข้าม สองฝั่งแม่น้ำวังที่อยู่ทางขวามือไปประมาณ 2 กม. ก็ คือเขลางค์นครในอดีต (ดูภาพประกอบ)




ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ลองหยิบเมืองเขลางค์ มาส่องกล้องขยายกันให้ละเอียดลงไปอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้น มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอะไรบ้าง

เมืองเขลางค์นครแบ่งออกเป็น 3 รุ่น

เมืองเขลางค์นครรุ่น 1  สร้างเมื่อ พ.ศ. 1223  โดยสุพรหมฤาษี สมัยพระนางจามเทวี แห่งอาณาจักรหริภูญชัย  มีศูนย์กลางอยู่ที่ วัดพระแก้วดอนเต้า (ตำบลเวียงเหนือในปัจจุบัน) รุ่นนี้ มีอายุ 621 ปี

เมืองเขลางค์นครรุ่น 2 สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1844 โดยขุนไชยเสนา สมัยอาณาจักรล้านนา โดยย้ายเมืองมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเก่า รุ่น2 นี้ มีอายุ 486 ปี

เมืองเขลางค์รุ่น 3 สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2330 – 2337 ในสมัยเจ้าคำโสม เจ้าผู้ครองนครองค์ที่ 2 ต่อจากพระเจ้ากาวิละ สร้างเมืองขึ้นใหม่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำวัง (เขตตำบลหัวเวียง) รุ่น 3 นี้ มีอายุ 7 ปี

ชาวลำปางคงทราบแล้วนะครับว่า คำว่าเมืองเขลางค์นี้ มีพื้นที่เพียงไม่กี่ร้อยไร่ และอยู่แถวๆสะพานรัษฎาแค่นี้เอง ทุกครั้งที่นั่งรถข้ามสะพาน ก็ขอให้บอกลูกบอกหลานด้วยว่า สองฝั่งแม่น้ำวังนี้ เป็นเมืองโบราณ หรือเมืองเขลางค์ ที่มีอายุมากว่า 1300 ปี จงรักและภาคภูมิใจกับความเป็นอดีตในแผ่นดินเกิดของตนเอง และหากใครมีบ้านเรือนอยู่ในบริเวณนี้ ก็จงเข้าใจด้วยว่า ซากปรักหักพังที่คนสมัยก่อนได้สร้างไว้ อยู่ใต้พื้นดินที่เราอาศัย และรับประกันว่า ขุดเมื่อไหร่ก็ต้องเจอ

เมืองเขลางค์นครสร้างขึ้นเมื่อ พศ.1223 หรือราว 1330 ปีมาแล้ว เมื่อเทียบกับยุคสุโขทัย ในสมัยราชวงศ์อู่ทอง  หรือสมัยที่สร้างบ้านแปงเมืองเมื่อ พ.ศ. 1893  แสดงว่าเขลางค์นครมีมาก่อนสุโขทัยถึง 670 ปี 

หากจะเปรียบเทียบว่า ปีที่สร้างเมืองเขลางค์เมื่อ พ.ศ.1223 นั้น อยู่ในยุคใดสมัยใดกับอาณาจักรขอม ก็พบว่าอยู่ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 ซึ่งยุคนี้เรียกว่า Pre Angkor มีเมืองหลวงอยู่ที่บริเวณเทือกเขาพนมกุเลนที่ผมเคยไปเที่ยวเมื่อ 2 ปีก่อน สนใจติดตามภาพและบทความได้ใน ชุดเกาะแกร์ นครที่โลกลืม

หากเป็นไปตามนี้ก็แสดงว่า เขลางค์นครเกิดก่อนนครวัด-นครธมของเขมร ซึ่งเกิดในยุค Angkor (พ.ศ.1345-1830) หรือยุคที่ขอมย้ายอาณาจักรลงมาจากเทือกเขาพนมกุเลนแล้ว ถึงตอนนี้ก็ต้องบอกว่า นักโบราณคดีน่าจะรีบๆขุดคุ้ยซากเมืองเขลางค์นครโบราณ เพื่อให้ปรากฏเป็นรูปเป็นร่าง จะได้ประกาศแก่ชาวโลกว่า เมื่องเก่าเมืองแก่ที่เขมรว่าแน่ ที่แท้แล้วจังหวัดลำปาง(หนา) ยังมีเมืองที่เก่ากว่าอีก แถมมีซากเมืองโบราณให้ดูเป็นขวัญตาด้วย

หากเป็นจริงก็คงดังแน่ๆ ชาวลำปาง(หนา) จะได้จัดพีธีฉลองสมโภชน์ให้ยิ่งใหญ่ (แต่คงไม่เอาระเบิดมาแห่)

พอก่อนนะครับ ยิ่งเขียนยิ่งไปไกล  จากบ้านเสานักที่มีอายุเพียงแค่ร้อยปีเศษๆ หรือสมัยรัชกาลที่ 6 แต่จบท้ายที่เขลางค์นคร  เขียนไปก็ชักมันส์ แต่รู้สึกว่าจะเริ่มออกไปเขมรแล้ว ขืนเขียนต่อคงยาวแน่

(หมายเหตุ : เรื่องปี พ.ศ. หลักฐานและเอกสารจากเว็บไซต์ต่างๆอาจไม่ตรงกัน บางเว็บที่ดูน่าเชื่อถืออาจพบข้อผิดพลาด หรือแม้แต่ผู้รู้รุ่นก่อนๆ ก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงไม่ควรยึดถือว่าฉบับของใครถูกต้อง )


โฟโต้ออนทัวร์
23 สิงหาคม 2554




       
 
คลิกดูภาพและเรื่องราวของภาคเหนือที่ผ่านมา
 
 
Chiangmai - เชียงใหม่

   ทะเลสาบดอยเต่า
   วัดโลกโมฬี อ.เมือง เชียงใหม่
   ภาพทุ่งนาเส้นทาง แม่ริม - เชียงใหม่
   ภาพการทำนาเส้นทางลำปาง-เชียงใหม่
   วัดกู่เต้า อ.เมือง เชียงใหม่
   วัดพระสิงห์ อ.เมือง เชียงใหม
   วัดสวนดอก อ.เมือง เชียงใหม
   วัดท่าจำปี อ.สันป่าตอง เชียงใหม่
   วัดบ้านเด่น อ.แม่แตง เชียงใหม่
   อช.ออบหลวง สวนสน อ.แม่แจ่ม เชียงใหม่
   ดอกไม้จากดอย ตอนที่ 1
   ดอกไม้จากดอย ชุดที่ 1
   ดอกไม้จากดอย ชุดที่ 2
   ดอกไม้จากดอย ชุดที่ 3
   ดอกไม้จากดอย ชุดที่ 4
   บทความเที่ยวทะเลสาบดอยเต่า
   ตักบาตรในวันแม่ 12 สค.47 ที่ ม.เชียงใหม

Tak - ตาก
    อช.ตากสินมหาราช (ตอนที่ 1)
    อช.ตากสินมหาราช (ตอนที่ 2)
    อช.ตากสินมหาราช (ตอนที่ 3)
    ตลาดมูเซอ (ตอนที่ 1)
    ตลาดมูเซอ (ตอนที่ 2)
   เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ตอนที่ 1
   เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ตอนที่ 2
   เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ตอนที่ 3
   ล่องลำน้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพล ตอนที่ 1
   ล่องลำน้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพล ตอนที่ 2
   ล่องลำน้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพล ตอนที่ 3

Phae แพร่
   วัดพระธาตุสุโทน อ.เด่นชัย จ.แพร
   วัดพระธาตุช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่
 
Lampang - ลำปาง
    ตลาดนัดวัว-ควาย อ.เกาะคา
    ตลาดอัศวิน อ.เมือง ลำปาง
   วัดไหล่หิน เกาะคา ลำปาง
   บทความเรื่องวัดไหล่หิน
   สถานีรถไฟนครลำปาง
   วัดพระธาตุลำปางหลวง ตอนที่ 1
   วัดพระธาตุลำปางหลวง ตอนที่ 2
   วัดพระธาตุลำปางหลวง ตอนที่ 3
   บทความเรื่องวัดพระธาตุลำปางหลวง
   วัดพระแก้วดอนเต้า อ.เมือง ลำปาง
   ตลาดเซรามิค อ.เกาะคา ลำปาง
   วัดพระธาตุจอมปิง อ.เกาะคา ลำปาง
   วัดเชตวัน อ.เมือง ลำปาง
   วัดเกาะ อ.เมือง ลำปาง
   ถนนคนเดิน อ.เมือง ลำปาง
   วัดศรีรองเมือง(วัดพม่า) อ.เมือง
   ทิวทัศน์ยามเช้าที่ริมวัง
   ทิวทัศน์จากหน้าต่างรถไฟ


Nan น่าน
 
   แอ่วเมืองน่าน
   โรงแรมน่านฟ้า อ.เมือง น่าน (โรงแรมไม้สัก)
    ตลาดสดเมืองน่าน
   วัดพระธาตุแช่แห้ง อ.เมือง น่าน
   บทความแอ่วเมืองน่าน


Mae Hong Son - แม่ฮ่องสอน
   กระเหรี่ยงคอยาว
   ตักบาตรที่แม่ฮ่องสอน
   วัดจองกลาง อ.เมือง แม่ฮ่องสอน
   วัดพระธาตุดอยกองมู อ.เมือง แม่ฮ่องสอน
   อช.ถ้ำปลา อ.เมือง แม่ฮ่องสอน
   วัดน้ำฮุ้ ภูโคลน บ่อเดือดท่าปาย
   ปามะผ้า ถิ่นมูเซอ
 
แผนที่ภาคเหนือ แผนที่จังหวัดแพร่ - น่าน-ลำปาง โดยละเอียด
  แผนที่จังหวัดน่าน (คลิกที่ภาพ)




แผนที่เมืองน่านแบบตัดส่วน (สำหรับ Print และนำไปต่อกัน)
(คลิกที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด)



 

แผนที่จังหวัดแพร่ (คลิกที่ภาพ)





แผนที่เมืองแพร่แบบตัดส่วน (สำหรับ Print และนำไปต่อกัน)
(คลิกที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด)


แผนที่จังหวัดในภาคเหนือ
(คลิกที่ภาพ)









แผนที่ทางหลวงภาคเหนือ
(คลิกที่ภาพ)





 
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ