Photoontour.com โฟโต้ออนทัวร์
Home  I  Gallery  I  Lampang Province 2
Home    Directory   Events   Royal Photos   Gallery   Outbound tour   Portraits   Flowers   Asia Girls   Photo Around the World   Wallpapers   Site Update
 
ภาพชุด เสน่ห่แห่งล้านนา (7 ตอน )
 
1 เมืองแพร่ (1)
2 เมืองแพร่ (2)
3 อ.ปัว จ.น่าน
4 ดอยภูคา น่าน
5 เมืองน่าน
6 บ้านเสานัก วัดประตูป่อง
7 ตลาดสด ลำปาง
Home  :  Gallery  : Lampang - Phrae - Nan 7   
 

ตอนที่ 7 ตลาดนัดตีนสะพานรัษฏา - กาดกองต้าถนนคนเดิน : Lampang Province 2
 

 

 
 
 

 


ทริปภาคเหนือ แพร่ - น่าน - ลำปาง ตอนที่ 7
(สุดท้าย)
ตลาดนัดตีนสะพานรัษฏา - กาดกองต้าถนนคนเดิน
(บันทึกการเดินทางเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2554)




เมื่อน้ำท่วมในกรุงเทพฯลดลง  ทุกอย่างก็เริ่มคืนสู่สภาวะตามปกติ  วิกฤติน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดเมื่อเดือนตุลาคมจนถึงพฤศจิกายนปี 54  ก็กลายเป็นอดีต  คงเหลือแต่ภาพความเสียหายอันย่อยยับและความทรงจำอันแสนจะน่ากลัวไว้เบื้องหลัง

เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้  ต้องบอกว่านับตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเห็นว่าจะมีครั้งใดที่รุนแรงเท่าครั้งนี้มาก่อน 

และเมื่อมันมาแล้ว หรือท่วมแล้ว  จากนั้นก็ไหลลงสู่ทะเล ตามธรรมชาติของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ  ไม่ต่างกับพายุที่โหมกระหน่ำ จากนั้นมันก็จะสลายไปเอง

จะเห็นว่ามวลน้ำจำนวนมากมายที่ไหลมาจากท้องทุ่งและแม่น้ำ มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ  เมื่อฝนตกหนักก็มีน้ำมากเป็นธรรมดา แต่น้ำมากคราวนี้ก็ทำเอามนุษย์อย่างเราๆท่านๆที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมาณฑลต้องวุ่นวายใจ ต้องตกอยู่ในความทุกข์  ว่าบ้านเราจะถูกน้ำท่วมหรือไม่ และจะท่วมสูงแค่ไหน

รัฐบาลโดยศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม( ศปภ.) ร่วมกับกทม.ต้องทำงานอย่างหนัก แต่ก็โดนด่าเรื่องการระบายน้ำ  ในศปภ.ก็มีเรื่องทุจริตถุงยังชีพ มีการเมืองเข้ามาแทรก โดยหาคะแนนนิยมไปกับการบริจาคสิ่งของ จนมีคลิปประจานไปทั้งเมือง

ส่วนประชาชนบางท้องที่ก็ทะเลาะกันในเรื่องน้ำ  รือคันกั้นน้ำ  รือกระสอบทราย หรือปิดถนน จนถึงกับปะทะกัน

เหลียวมองประเทศญี่ปุ่นเมื่อครั้งเกิดสึนามที่ผ่านไปไม่นานนี้  เห็นผู้คนเค้าสงบเสงี่ยม สงบนิ่งยอมรับชะตากรรม และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเข้ามาจัดการแก้ปัญญา  แต่รู้สึกว่าบ้านเราจะทนกันไม่ค่อยได้ หรือความอดทนมีระยะเวลาจำกัด แต่ละกลุ่มก็อ้างเหตุผลต่างๆนานา เช่นน้ำขังมาเป็นเดือน หรืออิจฉาตาร้อนว่าพื้นที่ใกล้เคียงน้ำแห้งสนิทแต่บ้านตนเองยังมีน้ำท่วมขัง

แม้กระทั้งหมู่บ้านที่อยู่ติดกันก็มีปากเสียงทะเลาะกัน กล่าวหาว่าสูบน้ำออกจากหมู่บ้านของตนเองแต่ทำให้รัะดับน้ำของหมู่บ้านข้างเคียงสูงขึ้น บางท้องที่ถึงกับยิ่งปืนขู่ พร้อมกับให้นักเลงหัวไม้มาทำการรื้อกระสอบทราย จนชาวบ้านต้องจัดเวรยามเฝ้าระวังกันตลอด 24 ชั่วโมง  เรียกว่ามีเรื่องราวทำนองนี้ค่อนข้างมาก ทั้งเป็นข่าวและไม่เป็นข่าว

คนไทยยุคนี่สมัยนี้ดูจะเลี้ยงกันยากปกครองกันยาก ขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทั้งๆที่สาเหตุที่แท้จริงแล้วเราทำผิดกันมาแต่แรก เพราะดันไปสร้างที่อยู่อาศัยหรือสร้างโรงงานต่างๆกันในท้องทุ่งที่เป็นพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นทางน้ำไหลผ่าน ทำให้น้ำไม่มีทางไป

แล้วอนาคตประเทศชาติจะปกครองกันอย่างไร  ปิดถนน  รื้อคันกั้นน้ำ  ทุบรถ  ชกต่อยเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาห้ามปราม   จนกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทยไปเสียแล้ว  ทั้งที่เป็นเรื่องผิดกฏหมาย  และไม่ควรจะมีความรู้สึกเช่นนี้อยู่ในจิตใจ 

ฟังพระราชดำรัสของในหลวงเมื่อปี2538 ที่เกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ ท่านทรงแนะนำไว้หลายเรื่อง โดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องน้ำทุกหน่วยงานรวมทั้งกทม. ให้มาประชุม เพื่อหาทางแก้ปัญหาโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความหายนะกันทั้งประเทศ

ท่านทรงแนะนำแม้กระทั่งการเวณคืนที่ดินโดยให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ลุ่มหรือ Green Belt หรือผู้ที่เข้าไปบุกรุกที่ดินของทางการก็ให้รัฐบาลรีบจัดการทางกฏหมาย หากยังดื้ออยู่ท่านยังบอกว่า "ให้กรวดน้ำส่งไปให้ "

หลังจากการประชุมนี้ผ่านไปแล้วก็ไม่มีรัฐบาลชุดไหนสนองพระราชดำริหรือรับไปดำเนินการ ส่วนบรรดาข้าราชการระดับหัวกระทิที่ร่วมประชุม ก็กลับเข้ากรมกองกันตามปกติ สรุปว่าสิ่งที่ในหลวงทรงชี้แนะในครั้งนั้นไม่มีผลใดๆในทางปฏิบัติเลยแม้แต่น้อย

ผ่านไป 16 ปี ความหายนะจึงเกิดขึ้นกับพื้นที่กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑลไม่ต่างกับถูกพระเจ้าลงโทษ หรือเป็นไปตามกฏแห่งกรรม

และหากฟังเทปให้ตลอดแล้วจะเห็นว่าท่านตรัสครอบคลุมหมดไว้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างในพื้นที่การเกษตร รวมทั้งหาทางออกให้กับรัฐบาล
ที่จะต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาล นับหมื่นหรือนับแสนล้าน

ใครฟังเทปนี้แล้วคงต้องอึ้ง เหมือนกับว่าท่านอ่านอนาคตของประเทศในเรื่องน้ำได้อย่างทะลุปรุโปรง แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยเช่นการกระทบกระทั่งของคนในพื้นที่ ท่านทรงกล่าวว่าอาจจะเกิดขึ้น

สรุปว่าทุกเรื่องทุกปัญหาของวิกฤติน้ำท่วมในครั้งนี้ อยู่ในพระราชดำริที่เคยรับสั่งไว้เมื่อ 16 ปี ที่แล้ว หากรัฐบาลที่ผ่านๆมาได้จัดการปัญหาต่างๆเพียงแค่เศษเสี้ยวในพระราชดำริของพระองค์ ความหายนะก็คงไม่เกิดขึ้นมากมายเท่านี้


การบันทึกภาพน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์

เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์คราวนี้ต้องผ่านเลยไป   จึงต้องออกไปลุยน้ำถ่ายภาพในที่ต่างๆเท่าที่จะมีโอกาส เพราะคิดว่าอนาคตคงภาพแบบนี้คงหาไม่ได้อีกแล้ว อาจเป็นระยะเวลาหลายสิบปีที่อาจเกิดขึ้นสักครั้ง ภาพในปัจจุบันน่าจะเป็นอุทธาหรณ์ให้รุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคตได้เห็นความหายนะ จากการไม่เตรียมตัวหรือเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ที่สำคัญเราไม่ได้คิดที่จะป้องกันมาตั้งแต่แรก เมื่อน้ำมาก็วิ่งหากระสอบทรายกันให้วุ่น และท้ายที่สุดก็เอาไม่อยู่ เพราะระดับน้ำมันสูงกว่ากำแพงกระสอบทราย ซึ่งเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า

เสร็จจากน้ำท่วมก็คงต้องปล่อยให้ผู้คนในสังคมได้วิพากวิจารณ์   นักการเมืองก็คงต้องออกมาตำหนิติติงหรือเปิดอภิปรายกันตามระเบียบ ว่ารัฐบาลทำงานผิดพลาด (ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่ได้เก่งกว่ากันนัก) ส่วนนักวิชาการหรือผู้รู้ รวมทั้งผู้แกล้งรู้ทั้งหลายก็คงออกมาเสนอแนะทางออกให้กับรัฐบาลกันตามฟอร์ม คุยโม้โอ้อวดภูมิปัญญา เหมือนกับเหตุการณ์อื่นๆที่เคยเกิดขึ้น 

จากนั้นก็บ้านใครบ้านมัน

รัฐบาลก็คงจะไม่สนใจที่จะแก้ปัญหา  เพราะมีเรื่องอื่นน่าสนใจกว่า  เช่น “ ทำอย่างไรจะให้ทักษิณกลับบ้าน “ และคิดว่าอีกไม่นานคนไทยก็คงจะลืมๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ปัญหาเรื่องการระบายน้ำ  โครงการแก้มลิง หรือเรื่อง  Floodway ก็คงจะไม่ได้เกิด  ผังเมืองที่อยากให้เป็นเพื่อการป้องกันความเสียหายในอนาคตก็คงไม่มีใครสนใจ 

คิดเล่นๆว่านโยบายในการแก้ปัญหาระยะยาวของรัฐบาลอย่างมากก็คงจะทำเพียงแต่ขุดลอกคูคลอง  หรือเสริมคันกั้นน้ำของเดิมให้สูงขึ้น ส่วนนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมก็คงสร้างเขื่อนดินล้อมคอกนิคมของตนเองเพียงเท่านั้น

และเมื่อเกิดเหตุการณ์ซ้ำอีกในวันข้างหน้า  ประชาชนก็คงหันกลับมากระทำแบบเดิมๆ  เช่นกักตุนอาหาร  ขับรถขึ้นไปจอดบนทางด่วน  หรือย้ายไปอยู่ในศูนย์อพยพ องค์กรต่างๆ นักข่าว และดารา ก็นั่งเรือไปแจกถุงยังชีพกันต่อไป แล้วคนไทยที่ประสบปัญหาก็คงทะเลาะกันเหมือนเดิม พร้อมกับมีข้อเรียกร้องต่างๆมากขึ้น  แต่คราวนี้ข้อเรียกร้องอาจมากกว่าเก่า  ถึงขนาดคนไทยนับแสนๆคนที่ได้รับผลกระทบรวมตัวกันฟ้องรัฐบาล เหมือนกับที่คณะอาจารย์จากจุฬาชี้ทางให้

อาจารย์จากจุฬาอาจนำเรื่องน้ำท่วมไปฟ้องยังศาลโลก  โดยมีสภาทนายความเป็นผู้รับลูก 

เห็นบทบาทของสภาทนายความที่ผ่านๆมาดูเหมือนว่าได้รับการยอมรับจากสังคมได้พอสมควรทีเดียว แต่แปลกใจมากว่าทำไมไปบ้าจี้กับนายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ดูๆแล้วก็เหมือนกับว่าอาจารย์กำลังหลงตนเอง  หรือมีอีโก้จัดระดับขั้นรุนแรง

อาจารย์ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีแบบนี้ในต่างประเทศเขาฟ้องรัฐบาลได้ในฐานะที่บริหารงานบกพร่อง  พร้อมกับยกตัวอย่างว่า “ ขนาดคนเดินตกท่อเขาก็ยังฟ้องรัฐบาลกันได้เลย “

เห็นข่าวนี้แล้วก็คันปาก  และอยากแนะนำอาจาย์ว่าน่าจะไปสอนหนังสือที่ต่างประเทศให้มันรู้แล้วรู้แรด  ไม่ต้องมารำคาญกับการบริหารจัดการน้ำห่วยๆของรัฐบาลไทยที่มีน้องสาว(คนสวย)ของทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี

หากไม่รู้จะไปสอนหนังสือที่ประเทศไหนดี  ก็ขอแนะนำสักประเทศ  เอาใกล้ๆก็แล้วกัน “ก็คือประเทศเขมร”  และวานช่วยไปสอนวิชาประชาธิปไตยให้กับคนเขมรด้วยจักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง  เพราะคนในประเทศนี้โดยเฉพาะท่านฮุนเซ็นดูจะอ่อนวิชานี้มาก 

หันกลับมาเรื่องอาจารย์จุฬาฯขู่จะฟ้องรัฐบาลโดยยื่นต่อศาลปกครองในกรณีจัดการปัญหาเรื่องน้ำบกพร่อง หรือบริหารน้ำผิดพลาด ก็ต้องบอกว่าควรดำเนินการให้ถึงที่สุดไม่เช่นนั้นสังคมอาจกล่าวหาว่า “ท่านอยากดัง หรือเครียดจัดจากปัญหาน้ำท่วม "

ที่น่าแปลกมากก็คือทำไมสภาทนายความจึงออกมารับลูกเหมือนนัดกันไว้  หรือว่าไม่ชอบขี้หน้ารัฐบาลชุดนี้เต็มทน พอได้ทีก็ฉวยโอกาส ยิ่งเห็นประเด็นที่จะฟ้องแล้วก็ขำกลิ้ง เด็ก ป.4 มันยังรู้เลยว่าไม่มีหลักฐานที่มัดแน่น หรือหลวมโครกเครก ทุกข้อกล่าวหามีแต่คำว่า น่าจะ ... หรืออาจจะเข้าข่าย...

นี่เป็นคดีระดับชาติเลยนะท่านทนาย หากฟ้องได้จริงรัฐบาลคงต้องจ่ายเงินกันเป็นแสนๆล้านบาทแล้วจะเอาเงินมาจากไหนหรือต้องเก็บภาษีจากประชาชนทั้งประเทศ สมองมีไว้คิดนะ แล้วคิดกันบ้างหรือเปล่า

แล้วคำว่า อาจจะ..น่าจะเข้าข่าย...มันบอกอยู่ทนโท่ว่า แพ้คดีตั้งแต่ในมุ้งแล้ว

เป็นห่วงว่าอนาคตสภาทนายความอาจเสียหมา... เอ้ยเสียรูปมวย  ไม่ได้เป็นขวัญใจแม่ยกกันอีกต่อไป   และกว่าจะกู้หน้าขึ้นมาได้ก็คงต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน


หนีน้ำมาเที่ยวลำปางกันดีกว่า

สำหรับภาพท่องเที่ยวเมืองลำปาง  หรือเมืองเขลางค์นครครั้งนี้ก็เป็นภาพชุดต่อเนื่องในชุดเที่ยวเมืองแพร่ – น่าน – ลำปาง  ที่มีภาพและเรื่องราวมาแล้วถึง 6 ตอน จากชุดแรกซึ่งเป็นเรื่องราวของเมืองแป้แห่ระเบิด หรือเมืองแพร่  สำหรับชุดที่ 7 นี้  เป็นชุดลำปางหนา  หรือจังหวัดลำปาง  เป็นการปิดฉากในทริปแอ่วเมืองเหนือใน 3 จังหวัด ซึ่งมีส่วนที่คล้ายๆกัน  ก็คือเป็นเมืองที่ดูสงบ  น่าอยู่น่าอาศัยสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการความศิวิไลมากนัก  ค่ากินอยู่ค่าที่พักก็ถูกกว่าจังหวัดเชียงใหม่หรือเชียงรายค่อนข้างมาก  

ใครมาเที่ยวลำปาง หากตรงกับคืนวันเสาร์และอาทิตย์  ก็แนะนำให้มาเที่ยวหรือมาแอ่วถนนตนเดินซึ่งมีเพียงแห่งเดียว  กลางค่ำกลางคืนจะเห็นนักท่องเที่ยวและคนลำปางมาเที่ยวกันมาก  เป็นบรรยากาศแบบกันเอง  ผู้คนไม่แน่นขนัดเหมือนจังหวัดใหญ่ๆ  ราคาข้าวของก็สมเหตุสมผล  ซื้อหากันได้โดยไม่ต้องต่อรองมากนัก  ไม่ต่างกับเมืองหลวงพระบางประเทศลาว 

ส่วนของกินที่อยากแนะนำเมื่อมาถนนคนเดินที่มีชื่อว่า “ กาดกองต้า “  ได้แก่ ” ขนมถ้วย “  ลักษณะเหมือนกับ เกียมโก้ย ของคนจีน  แคะจากถ้วยแล้วหยอดด้วยน้ำจิ้มออกหวานๆ  โรยด้วยกระเทียวเจียว  รสชาติแปลกดีทีเดียว 

ถัดมาก็เป็น ไข่ใบตอง  ที่เหมือนกับไข่เจียวทั่วไป  แต่ใช้ใบตองแทนกระทะ อยากทราบว่ารสชาติเป็นอย่างไรก็ต้องไปหาทานที่ลำปาง  

อีกอย่างที่อยากแนะนำก็คือ ผัดไท  ร้านนี้มีคนเข้าคิวตลอดเวลา  เรียกว่าคุณป้าคนขายแกผัดจนเมื่อยมือ  อายุแกก็มากแล้วนะครับ  แต่ท่าทางกระฉับกระเฉงเกินวัย  ผมยืนดูแกผัดตั้งนาน  นึกในใจว่าหากตนเองได้ผัดขายละก้อ  แค่สองกระทะก็คงยอมแพ้  แต่ป้าคนนี้แกยืนผัดทั้งคืน นับถือจริงๆ

สำหรับรสชาติผัดไทร้านนี้ผมให้ 4 ดาวครับ 

วันนั้นซื้อเสร็จก็ยืนโซ้ยกันตรงนั้นเลย  เรียกว่าเป็นผัดไทที่มีรสชาติแบบทางเหนือหรือแบบลำปางที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

และขอฝากเป็นข้อคิดว่า เรื่องรสชาติอาหารของแต่ละจังหวัด  เมื่อเราทานแล้วก็อย่ายึดติดหรือนำไปเปรียบเทียบกับเจ้าอร่อยระดับประเทศนะครับ  เพราะมันคนละรสชาติกัน   คนภาคเหนือเขาก็ว่าของเขาอร่อยแบบนี้มาตั้งนานแล้ว  ดูเครื่องปรุงก็ไม่ต่างกันกับที่อื่นๆ  จะต่างกันก็ตรงที่เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใหญ่กว่าทางภาคกลาง  เรียกว่าเป็นเส้นแบบท้องถิ่น ทานแล้วอาจมีกลิ่นแป้งก๋วยเตี๋ยว

นึกขึ้นได้ว่าในคืนแรกของทริปเที่ยวภาคเหนือคราวนี้  วันนั้นไปทานผัดไทที่เมืองแพร่ในตลาดกลางคืนใจกลางเมือง  ยังติดใจผัดไทร้านนั้นไม่หาย พอมาลำปางก็ติดใจผัดไทในกาดกองต้าถนนคนเดิน  เรียกว่าเป็นความบังเอิญที่ผัดไททั้งสองร้านมีรสชาติอร่อยทั้งคู่

ความจริงก็ไม่ไช่จะชอบผัดไทกันมากนัก  ร้านที่ขึ้นชื่อหลายร้านในกรุงเทพที่เคยลองก็ยังไม่ค่อยจะถูกใจนัก  เพราะทุกร้านไม่ได้เอาไข่ไก่ลงไปผัดพร้อมๆกับเส้น  ใครจะชอบประเภทไข่โป๊ะหน้าหรือห่อไข่็แล้วแต่  แต่ผมไม่ค่อยจะชอบนัก   ดูมันแยกร่างความอร่อยๆไปค่อนข้างมาก  สู้ผัดไทแบบโบร่ำโบราณดีกว่า ผัดรวมทุกอย่างในกระทะ  ดูกลมกล่อมเข้าเครื่องกันดี  

เขียนเรื่องผัดไทแล้วก็ขอต่อกันให้หมดเลย จะได้ครบถ้อยกระบวนความ

ใครที่อยู่กรุงเทพ  แนะนำให้ร้านเดียวที่ดังระเบิดเทิดเทิงมาหลายสิบปีแล้วมีฉายาว่า่ “ผัดไทประตูผี  “ (มีชื้อร้านแต่จำไม่ได้)

ชื่อออกน่ากลัว  แต่นั่นมันเป็นเรื่องราวในอดีตที่ย่านนี้อยู่ใกล้เรือนจำเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร  ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์เรือนจำไปแล้ว   สมัยก่อนใครถูกตัดหัวหรือถูกประหารก็จะเอาศพออกทางด้านหลังประตูคุก  คำว่าประตูผีจึงเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันมาเป็นร้อยๆปีนับจากกรุงเทพมีเรือนจำเป็นแห่งแรก

ร้านผัดไทประตูผี  จึงถูกชาวบ้านเรียกชื่อตามสถานที่ตั้ง  เขียนมาแค่นี้หลายคนอาจสงสัยว่าอยู่ตรงไหน   ตอบว่าอยู่ถนนด้านหลังวัดราชนัดดา ที่เห็นเจดีย์โลหะปราสาทสูงตะหง่านจากถนนราชดำเนินกลางนั่นแหละครับ

ร้านผัดไทประตูผี ใครได้มาทานแล้วต้องบอกว่า สุดยอดในยุทธจักร ผมมาที่ไรล่อ 2 จานทุกครั้ง(น้ำลายไหล) จานแรกเป็นผัดไทกุ้งสด เป็นจานพิเศษใส่มันกุ้งและกุ้งสด ราคาอาจแพงหน่อย อีกจานหนึ่งเป้นผัดไทแบบโบราณ มีไข่ไก่ลงไปผัดผสมปนกัน จานนี้ถูกหน่อย

มาทั้งทีจึงขอล่อทั้ง 2 จาน เรียกว่าสมใจอยากจริงๆ เพราะนานทีปีหนจะผ่านมาสักครั้ง

อิ่มเรื่องผัดไทลำปางแล้วก็พามาเที่ยวตลาดนัดตีนสะพานรัษฏา  ที่นี่เป็นตลาดที่ไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ  ชาวบ้านเขาบอกว่า “ตลาดตีนสะพานรัษฏา”  ผมก็ต้องเรียกตีนสะพานตามชาวบ้านเค้า

ตลาดแห่งนี้ผ่านมาโดยบังเอิญในตอนค่ำๆหลังจากเที่ยวบ้านเสานักและวัดประตูป่องจากบทความภาคที่แล้ว(ตอนที่ 6)  ซึ่งเป็นเส้นทางที่ต้องผ่านเพื่อข้ามสะพานรัษฏามายังตัวเมืองลำปาง

วันนั้นมีคนมาจับจ่ายกันมากมายจึงลองเข้าไปดู เห็นอาหารพื้นเมืองหลายอย่างน่าสนใจ ชวนให้น้ำลายไหล

ภาพอาหารเมืองเหนือที่นำมาให้ดูความจริงมีมากกว่านั้น แต่เอาให้ดูพอเป็นกระสายว่ามีอะไรบ้าง  คนเหนือเห็นอาหารที่ถูกปากบางชนิดแล้วก็อาจรู้สึกอยากทาน  

ใครมาเที่ยวภาคเหนือแล้วต้องบอกว่า  อาหารเหนือไม่ว่าจังหวัดใดๆราคาจะไม่แพงนัก  โดยเฉพาะอาหารประเภทคลุกๆ  ยำๆ หรือพวกแกงผักต่างๆ ที่ราคาถูกเนื่องจากไม่มีเนื้อสัตว์ 5 บาท 10 บาท ก็ยังมีขาย

จุดเด่นของอาหารเมืองเหนือส่วนใหญ่แล้วจะเป็นประเภทผักพื้นเมือง  พวกเนื้อสัตว์มีน้อยมาก  และอาหารแต่ดั่งเดิมของภาคเหนือโดยปกติแล้วจะไม่ใช้น้ำมันพืชหรือน้ำมันหมู หรือนำไปผัดในกระทะ มาในยุคหลังๆนี้เท่านั้นทีมีการนำอาหารบางอย่างไปผัดในน้ำมันเพื่อเพิ่มรสชาติ

หลายคนอาจเคยทานแกงโฮ๊ะ  ใส้อั่ว  ตำมะเขือ  น้ำพริกอ่อง แกงบอน  ลาบคั่ว  ฯลฯ อาหารเหล่านี้แต่ดั้งเดิมจะไม่นำไปผัดกับน้ำมัน  แต่ทำกันง่ายๆเพียงแต่นำน้ำพริกมาคลุกเคล้าเท่านั้นเอง รสชาติอาจไม่กลมกล่อมเหมือนนำไปผัดกับน้ำมัน 

ทริปลำปาง- แพร่- น่าน ก็จบลงในตอนที่ 7  ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย   ส่วนภาพเที่ยวทั่วไทยครั้งต่อไปคงต้องพาไปชิมผลไม้ที่เมืองจันทบุรี  เป็นตอนต่อจากครั้งก่อนที่พาไปเที่ยวชุมชนริมน้ำเมืองจันทบูรณ์  ซึ่งอดีตเมิ่อหลายร้อยปีก่อนเป็นย่านการค้าของคนจีนและคนเวียดนาม  คนเมืองจันท์หลายคนในปัจจุบันอาจมีบรรพบุรุษที่สืบเชื้อสายมาจากชาวเวียดนามก็เป็นได้




โฟโต้ออนทัวร์
27 พฤศจิกายน 2554






       
 
คลิกดูภาพและเรื่องราวของภาคเหนือที่ผ่านมา
 
 
Chiangmai - เชียงใหม่

   ทะเลสาบดอยเต่า
   วัดโลกโมฬี อ.เมือง เชียงใหม่
   ภาพทุ่งนาเส้นทาง แม่ริม - เชียงใหม่
   ภาพการทำนาเส้นทางลำปาง-เชียงใหม่
   วัดกู่เต้า อ.เมือง เชียงใหม่
   วัดพระสิงห์ อ.เมือง เชียงใหม
   วัดสวนดอก อ.เมือง เชียงใหม
   วัดท่าจำปี อ.สันป่าตอง เชียงใหม่
   วัดบ้านเด่น อ.แม่แตง เชียงใหม่
   อช.ออบหลวง สวนสน อ.แม่แจ่ม เชียงใหม่
   ดอกไม้จากดอย ตอนที่ 1
   ดอกไม้จากดอย ชุดที่ 1
   ดอกไม้จากดอย ชุดที่ 2
   ดอกไม้จากดอย ชุดที่ 3
   ดอกไม้จากดอย ชุดที่ 4
   บทความเที่ยวทะเลสาบดอยเต่า
   ตักบาตรในวันแม่ 12 สค.47 ที่ ม.เชียงใหม

Tak - ตาก
    อช.ตากสินมหาราช (ตอนที่ 1)
    อช.ตากสินมหาราช (ตอนที่ 2)
    อช.ตากสินมหาราช (ตอนที่ 3)
    ตลาดมูเซอ (ตอนที่ 1)
    ตลาดมูเซอ (ตอนที่ 2)
   เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ตอนที่ 1
   เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ตอนที่ 2
   เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ตอนที่ 3
   ล่องลำน้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพล ตอนที่ 1
   ล่องลำน้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพล ตอนที่ 2
   ล่องลำน้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพล ตอนที่ 3

Phae แพร่
   วัดพระธาตุสุโทน อ.เด่นชัย จ.แพร
   วัดพระธาตุช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่
 
Lampang - ลำปาง
    ตลาดนัดวัว-ควาย อ.เกาะคา
    ตลาดอัศวิน อ.เมือง ลำปาง
   วัดไหล่หิน เกาะคา ลำปาง
   บทความเรื่องวัดไหล่หิน
   สถานีรถไฟนครลำปาง
   วัดพระธาตุลำปางหลวง ตอนที่ 1
   วัดพระธาตุลำปางหลวง ตอนที่ 2
   วัดพระธาตุลำปางหลวง ตอนที่ 3
   บทความเรื่องวัดพระธาตุลำปางหลวง
   วัดพระแก้วดอนเต้า อ.เมือง ลำปาง
   ตลาดเซรามิค อ.เกาะคา ลำปาง
   วัดพระธาตุจอมปิง อ.เกาะคา ลำปาง
   วัดเชตวัน อ.เมือง ลำปาง
   วัดเกาะ อ.เมือง ลำปาง
   ถนนคนเดิน อ.เมือง ลำปาง
   วัดศรีรองเมือง(วัดพม่า) อ.เมือง
   ทิวทัศน์ยามเช้าที่ริมวัง
   ทิวทัศน์จากหน้าต่างรถไฟ


Nan น่าน
 
   แอ่วเมืองน่าน
   โรงแรมน่านฟ้า อ.เมือง น่าน (โรงแรมไม้สัก)
    ตลาดสดเมืองน่าน
   วัดพระธาตุแช่แห้ง อ.เมือง น่าน
   บทความแอ่วเมืองน่าน


Mae Hong Son - แม่ฮ่องสอน
   กระเหรี่ยงคอยาว
   ตักบาตรที่แม่ฮ่องสอน
   วัดจองกลาง อ.เมือง แม่ฮ่องสอน
   วัดพระธาตุดอยกองมู อ.เมือง แม่ฮ่องสอน
   อช.ถ้ำปลา อ.เมือง แม่ฮ่องสอน
   วัดน้ำฮุ้ ภูโคลน บ่อเดือดท่าปาย
   ปามะผ้า ถิ่นมูเซอ
 
แผนที่ภาคเหนือ แผนที่จังหวัดแพร่ - น่าน-ลำปาง โดยละเอียด
  แผนที่จังหวัดน่าน (คลิกที่ภาพ)




แผนที่เมืองน่านแบบตัดส่วน (สำหรับ Print และนำไปต่อกัน)
(คลิกที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด)



 

แผนที่จังหวัดแพร่ (คลิกที่ภาพ)





แผนที่เมืองแพร่แบบตัดส่วน (สำหรับ Print และนำไปต่อกัน)
(คลิกที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด)


แผนที่จังหวัดในภาคเหนือ
(คลิกที่ภาพ)









แผนที่ทางหลวงภาคเหนือ
(คลิกที่ภาพ)





 
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ