Home  :  Gallery  :  Wat Chetawan Keeree
   
วัดเชตะวันคีรี บ้านแม่ละเมา อ.แม่สอด ดินแดนที่เคยเป็นสถานที่ตั้งค่ายพม่า สมัยที่บุเรงนองยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ปี พ.ศ.2112
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  แผนที่เดินทางจากอช.ตากสินฯไปวัดเชตะวันคีรี แม่ละเมา : เส้นทางเดินทัพพม่าก่อนเข้าตีกรุงศรีฯ : แผนที่อาณาจักรตองอู(พม่า)สมัยพระเจ้าบุเรงนอง    
 
Wat Chetawan keeree วัดเชตะวันคีรี ต.พะวอ อ.แม่สอด สถานที่้เคยเป็นที่ตั้งค่ายพม่า
(เดินทาง มกราคม 2555)





ผมมีโอกาสไปเที่ยว อช.ตากสินมหาราช จ.ตาก เมื่อช่วงปีใหม่ 2555  พร้อมกับได้คุยกับเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตะเวนป่าของอุทยานฯถึงปัญหาการบุกรุกป่าไม้ในเขตอุทยานของจังหวัดต่างๆ อีกอย่างหนึ่งพื้นที่บริเวณนี้ก็มีชาวเขาเผ่ามูเซอหลายหมู่บ้านเข้ามาอาศัยเป็นระยะเวลาหลายสิบปีแล้ว ไม่นานนี้ก็เคยเห็นข่าวชาวมูเซอประท้วงเรื่องการปรับปรุงตลาดมูเซอที่อยู่ริมถนน เนื่องจากบริเวณนั้นกลายเป็นตลาดนัดริมทางขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าการดูแลรักษาป่าในเขตอุทยานเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อุทยาน แต่ถ้าเห็นว่ามีปัญหากับชาวบ้าน ก็จะให้หน่วยงานด้านมวลชนเข้ามาจัดการ

ก็มีความรู้ใหม่ว่าทางราชการเค้ามีหน่วยงานที่ทำงานด้านมวลชนด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อคลี่คลายปัญหาต่างๆ

เช่นหากเจ้าหน้าที่พบปัญหาต่างๆในพื้นที่ป่าของอุทยานฯ ก็จะแจ้งให้หน่วยงานด้านมวลชนได้ทราบ เพื่อเข้าไปเจรจาสอบถามชาวบ้าน  อย่างน้อยๆก็มีภาษาดอกไม้ หรือภาษาที่พูดคุยกันรู้เรื่อง  เพราะหากจะให้เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนทำหน้าที่ทุกอย่างก็คงจะไม่เหมาะ  บางเรื่องเป็นการกระทำผิดกฎหมาย  เช่นปัญหายาเสพติด หรือปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชนเอง  ซึ่งก็ต้องให้ฝ่ายกฎหมายบ้านเมืองหรือตำรวจเข้าไปดำเนินการ

จากนั้นก็คุยกันไปถึงเรื่องการลาดตระเวนว่าไปกันอย่างไร อยู่กันอย่างไร เพราะชีวิตของเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะต้องอยู่กับป่าตลอด 

ได้รับคำตอบว่าในการลาดตระเวนจะแบ่งเป็นชุดๆ  เตรียมเสบียงอาหารไปตามระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไปเช้าเย็นกลับ  โดยให้รถของอุทยานพาไปส่งตามจุดต่างๆ ตอนเย็นก็จะมารับกลับในที่นัดหมาย

ฟังๆดูก็แปลกดี  คนทั่วไปจะทำงานกันในสำนักงานหรือตามสถานที่ราชการ  แต่เจ้าหน้าที่อุทยานฯมีป่าไม้เป็นสถานที่ทำงาน เช้าไป- เย็นกลับ เช่นเดียวกับพวกเราๆท่านๆ  บางครั้งก็อาจค้างคืนกันในป่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนก็มีความสามารถในการใช้ชีวิตและปรับตัวอยู่กับป่าได้เป็นอย่างดี


สอบถามถึงเรื่องราวในอดีตที่พม่าเคยใช้พื้นที่บริเวณป่าของอุทยานตากสินมหาราชแห่งนี้เป็นเส้นทางเดินทัพในสมัยกรุงศรีอยุธยา 

เจ้าหน้าที่เล่าว่า บริเวณแถวนี้รวมทั้งพื้นที่อื่นๆในเขตอำเภอแม่สอดเป็นเส้นทางที่พม่าใช้เดินทัพข้ามมาจากเมืองเมียวดีของพม่า พร้อมกับเล่าว่าบางครั้งในขณะลาดตระเวนอยู่ในป่านั้นก็เคยพบเห็นอาวุธ เช่นมีดดาบ รวมไปถึงเครื่องใช้ไม้สอย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังพบอยู่เป็นประจำ  

แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าแปลกและไม่ทราบว่ามันมีความหมายอะไร ก็คือ พบเห็นกองหินลูกกลมๆกองสุมกันใหญ่มาก  

ฟังจากเจ้าหน้าที่ดูแล้วก็น่าเป็นกองก้อนหินขนาดใหญ่ และในกองนั้นก็มีแต่หินก้อนกลมๆเท่านั้น แต่ก็เดาว่าน่าจะเป็นวิธีการการนับยอดจำนวนทหารของพม่าในสมัยนั้น เนื่องจากยังไม่มีความรู้เรื่องการนับเลขเหมือนปัจจุบัน  อาจให้ทหารถือก้อนหินกลมๆมาคนละก้อน  เมื่อถึงจุดนี้หรือถึงหน้าค่ายก็โยนก้อนหินไว้ในที่เดียวกัน เป็นการเช็คยอดกำลังพลว่ามีเหลือเท่าไหร่

ฟังดูก็น่าจะมีเหตุผล  เพราะสงครามไทยรบกับพม่าในการเสียกรุงครั้งที่ 1  ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าทัพพม่าที่บุกกรุงศรีฯครั้งนี้มีจำนวนถึง 5 แสนคน  โดยมาหลายทิศหลายทาง  แต่ทัพหลักหรือทัพหลวงจะเข้าทางด่านแม่ละเมา หรือบ้านละเมา ตำบลพะวอ  เขตอำเภอแม่สอด ในปัจจุบัน

เจ้าหน้าที่อุทยานฯบอกว่าหากเจอพวกของเก่าๆก็จะนำมาเก็บไว้ที่สำนักงานของอุทยาน(น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมๆ)สามารถเข้าชมได้ในเวลาราชการ 

ถามว่าไม่นำไปเก็บไว้ที่บ้านบ้างหรือ  แกก็บอกว่ากลัวเจ้าของเค้าจะมาทวงคืนจึงไม่กล้า  บอกว่าหาก
สนใจเรื่องนี้ก็แนะนำให้ไปที่วัดเชตะวันคีรี ที่ด่านแม่ละเมา  ห่างจากอุทยานนี้ราว 35 กม. ที่นั้นจะมีของเก่าที่กองทัพพม่าทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก

วันรุ่งขึ้นจึงไปที่วัดเชตะวันคีรี บ้านแม่ละเมา ตำบลพะวอ เขตอำเภอแม่สอด  ตามเส้นทางที่เจ้าหน้าที่แนะนำ บอกให้เลี้ยวขวาหลังผ่านจุดตรวจจุดที่ 2 (ดูภาพประกอบ)

มาถึงวัดก็เห็นกำลังมีงานแต่ไม่ทราบว่าเป็นงานอะไร  จึงเดินขึ้นไปบนศาลาการเปรียญขณะกำลังทำพิธี  เสร็จแล้วก็มาที่พิพิธภัณฑ์ที่อยู่ภายในวัด ที่นี่มีของเก่าหลายอย่าง  ซึ่งเป็นของที่ชาวบ้านแม่ละเมานำมาถวายให้กับวัด  ชาวบ้านบอกว่าหมู่บ้านละเมาในตำบลพะวอทั้งหมู่บ้าน เคยเป็นที่ตั้งค่ายของพม่ามาก่อน จึงพบเห็นของเก่าแก่มากมายในบริเวณนี้  และไม่ห่างจากตัววัดมากนักก็ยังมีร่องดินเป็นทางยาวที่พม่าขุดเอาไว้

และของในพิพิธภัณฑ์ที่เห็นนี้เป็นเพียงส่วนน้อย  ยังมีของมีค่าอีกหลายอย่างที่ชาวบ้านเก็บไว้ที่บ้านและไม่ได้นำมาให้กับทางวัด  ของบางอย่างเป็นของใช้สำหรับกษัตริย์ที่มีราคา แต่ชาวบ้านบอกว่าจะเก็บไว้เพื่อรอถวายให้กับสมเด็จพระเทพฯ  ที่อาจเสด็จมาหมู่บ้านนี้อีกสักครั้  หลังจากเมื่อปี 2535 ก็เคยเสด็จมาแล้วครั้งหนึ่ง

คำว่าด่านแม่ละเมา  หรือบ้านแม่ละเมา เขตอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก  เคยได้ยินอยู่บ่อยๆว่าเป็นเส้นทางเดินทัพของพม่าในคราวที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ.2112 โดยมีพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าเป็นแม่ทัพ


วันนี้มีโอกาสเดินทางมาถึงแผ่นดินที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์  เคยเป็นสถานที่ตั้งค่ายใหญ่ของพม่าทีมีทหารจำนวนหลายแสนคน ซึ่งขณะนั้นจังหวัดตากเป็นหัวเมืองที่อยู่ตอนเหนือสุดของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ทิศตะวันตกอยู่ติดกับพม่า ทิศเหนือติดกับอาณาจักรล้านนา
 
เชื่อว่าผู้ที่นั่งรถผ่านเส้นทางนี้ คงน้อยคนนักที่จะทราบว่าหมู่บ้านแม่ละเมา เคยเป็นที่ตั้งค่ายของทหารพม่ามาก่อน อีกอย่างหนึ่งก็ไม่มีป้ายของทางการว่าสถานที่แห่งนี้มีความสำคัญอย่างไร อาจจะลืมหรือแกล้งลืม เนื่องจากเห็นว่าไทยแพ้พม่าก็เป็นได้ หากทางจังหวัดจะทำให้สถานที่แถวนี้เป็นจุดขายเพื่อการท่องเที่ยวก็น่าจะทำได้ ดูตัวอย่างจังหวัดกาญจนบุรีก็ได้ ที่ใช้สถานที่เล็กๆใกล้กับสะพานข้ามแม่น้ำแควให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เป็นการรำลึกถึงความยากลำบากและความโหดร้ายสมันสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งผ่านไปเมื่อ 60 กว่าปีมานี้เอง

แม่ละเมามีของเก่าของแก่ที่กองทัพพม่าทิ้งไว้ หลังมาตั้งค่ายพักรบก่อนจะยกทัพเข้าตีกรุงศรี เมื่อปี พ.ศ.2112 หรือเมื่อ 442 ปีก่อน ถือว่ามีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ไทย อย่างน้อยๆโรงเรียนต่างๆในอำเภอแม่สอด หรือจังหวัดตาก ก็น่าจะมีโอกาสมาทัศนศึกษาให้เห็นสถานที่จริง เห็นของจริง จะได้จดจำเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้ดีกว่าการท่องจำในห้องเรียน และเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่าของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งโบราณวัตถุต่างๆ ไม่ให้มีใครมาทำลาย

การรบระหว่างไทยกับพม่า คราวเสียกรุง ครั้งที่ 1

ก่อนที่พม่าจะยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าบุเรงนองด้ -กษัตริย์พม่า ได้รวบรวมกำลังพลจากหัวเมืองต่างไว้มากมายก่อนที่จะยกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีฯ หัวเมืองต่างๆที่รวบรวมได้แก่ หัวเมืองมอญ  ไทยใหญ่ ละว้า และล้านนา โดยให้ทัพล้านนาทำหน้าที่ระดมเสบียงอาหารมาทางเรือ โดยใช้จังหวัดตากเป็นที่พักรบ เตรียมเสบียง ก่อนจะเคลื่อนทัพต่อไป

นับว่าเป็นการเตรียมการรบที่สมบูรณ์แบบกว่าครั้งก่อน หรือสมัยพระเจ้าตะเบงชะเวตี้เมื่อปี พ.ศ 2091 ที่ขาดแคลนเสบียง จนในที่สุดก็ต้องยกทัพกลับไป หลังล้อมกรุงศรีมาเป็นเวลานานแต่ไม่สามารถตีได้

แต่ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก และทัพพม่าที่ยกมาตีกรุงศรีฯครั้งนี้มีจำนวนถึง 5 แสนคน  โดยมีทัพจากหัวเมืองต่างๆทางฝั่งพม่าร่วมสมทบ กลายเป็นกองทัพขนาดใหญ่ และด้วยกำลังทหารอันยิ่งใหญ่ของทัพพม่าจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยต้องพ่ายแพ้แก่พม่า
เมื่อปี พ.ศ 2112

หลังพม่าเคลื่อนทัพออกจากละเมา ก็เข้าตีหัวเมืองต่างๆที่อยู่ตอนเหนือของกรุงศรีอยุธยาจนแพ้ราบคาบ หัวเมืองเหล่านี้ได้แก่ เมืองสองแคว(พิษณุโลก)  กำแพงเพชร  สุโขทัย สวรรคโลก บางหัวเมืองได้ต่อสู้กับพม่าจนนาทีสุดท้าย  บางเมืองก็ไม่ได้ต่อสู้เพราะเห็นว่าข้าศึกมีกำลังเหลือคณานับ จึงยอมแพ้แต่โดยดี

เมื่อพม่ายกมาถึงกรุงศรีอยุธยา  ทำให้ชาวกรุงศรีฯเกิดความระส่ำและขวัญเสีย เนื่องจากเห็นว่าทัพพม่าครั้งนี้ใหญ่โตนัก รวมทั้งขาดกำลังเสริมจากหัวเมืองเหนือเหมือนสงครามครั้งก่อน ทำให้ฝ่ายไทยอ่อนกำลังลง  ประกอบกับการคาดการณ์ผิดพลาด ว่าพม่าจะบุกมาทางด่านเจดีย์สามองค์เหมือนเมื่อครั้งในสมัยพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ เมื่อปี พ.ศ.2091  จึงไม่ได้วางแผนการตั้งรับข้าศึกทางหัวเมืองเหนือแต่อย่างใด

นี่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับพม่า และหากคนไทยไม่รู้สึกชาตินิยมจนเกินไป พร้อมกับศึกษาเรื่องราวของพม่ามาบ้าง ก็จะทราบว่า อาณาจักรพม่าในสมัยพระเจ้าบุเรงนองนั้นมีความยิ่งใหญ่จนได้ฉายาว่า " ผู้ชนะสิบทิศ "

และในยุคนี้พม่าก็แผ่ขยายอาณาจักรออกไปมากที่สุด นอกจากจะได้กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นแล้ว ก็ยังมีอาณาจักรล้านนา  อาณาจักรล้านช้าง(ลาว)  รวมถึงหัวเมืองอื่นๆที่อยู่ทางตอนเหนือของพม่า เช่นเมืองสิบสองปันนา(ของจีน)รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของมณฑลยูนนานในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ของรัฐมณีปุระของอินเดียในปัจจุบันรวมอยู่ด้วย
(ูแผนที่ประกอบ)

วันนั้นฟังชาวบ้านพูดถึงเรื่องของเก่าที่เก็บได้ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าสักวันนึ่งอาจตกไปอยู่ในมือของนักค้าหรือนักสะสมของเก่า   เหตุที่ชาวบ้านไม่กล้านำของดีๆที่มีค่ามาเก็บรักษาไว้ที่วัดเพราะกลัวหาย แต่ก็น่าปลื้มใจที่บอกว่าต้องการถวายให้กับสมเด็จพระเทพฯ  ซึ่งสะท้อนถึงความรู้สึกว่าไม่ต้องการจะเก็บไว้เป็นเจ้าของ ขณะเดียวกันก็ยังไม่ทราบว่าสมเด็จพระเทพฯจะเสด็จมาที่นี่อีกเมื่อไหร่

พูดคุยกับชาวบ้านได้ไม่นานก็ต้องรีบเดินทางไปที่อำเภอแม่สอด 

ถึงแม่สอดราวบ่ายโมงก็ยังหาร้านอาหารเดิม หรือร้านกระเพาะปลาจิวเวลรี่ ร้านนี้ี่เคยมานั่งทานเมื่อปลายปี 50 ก่อนจะข้ามไปเที่ยวฝั่งพม่า

วันนี้บริเวณด่านชายแดนแม่สอดมีความคึกคักกว่าครั้งก่อน  ที่นี่มีบรรยากาศเป็นแบบพม่า ร้านค้าต่างๆมีชื่อเป็นภาษาพม่า  แม้แต่เมนูหรือป้ายชื่ออาหารก็เป็นภาษาพม่า ไม่แน่เหมือนกันว่าอีกไม่นานคนพม่าอาจมาเซ้งตึกอาคารแถวนี้จนหมด

อนาคตคาดว่าด่านแม่สอดจะเป็นประตูสู่พม่าที่สำคัญ อาจมีถนนสายใหม่ที่ลากยาวจากชายแดนแม่สอดไปยังเมืองเมาะตะมะ หรืออ่าวเมาะตะมะ  ตามเส้นทางเดินทัพของพม่าในอดีต  ซึ่งปัจจุบันบริเวณอ่าวเมาะตะมะ กลายเป็นแหล่งพลังงานก๊าสและน้ำมันที่หลายประเทศเข้าไปลงทุน รวมทั้ง ปตท.ของไทยด้วย

หากถนนเส้นนี้สร้างเสร็จก็จะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อการค้าขายระหว่างทะเลทางอ่าวเมาะตะมะกับภาคเหนือของไทย  หากดูตามแผนที่ก็เห็นว่าการขนส่งหรือการระบายสินค้าทางภาคเหนือของไทยเพื่อไปลงทะเลที่ท่าเรือเมาะตะมะ น่าจะใช้เวลาเดินทางสั้นกว่ามาที่ท่าเรือคลองเตยหรือท่าเรือแหลมฉบังจังหวัดชลบุรี เพียงแต่ว่าท่าเรือเมาะตะมะจะมีความพร้อมแค่ไหนเท่านั้นเอง

บทความนี้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของไทยกับพม่า เมื่อ 442 ปีก่อน หรือเมื่อปี พ.ศ.2112 ซึ่งเป็นยุคที่รุ่งเรืองขีดสุดของพม่า แต่จะว่าไปแล้วประวัติศาสตร์ของพม่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจ และเป็นประเทศที่มีอารยะธรรมเก่าแก่มายาวนาน และมีมาก่อนที่อาณาจักรไทยจะเริ่มก่อตัวขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย

คนไทยอาจไม่ค่อยทราบเรื่องราวของพม่ามากนักเพราะเป็นเมืองปิดที่ปกครองด้วยเผด็จการทหารมายาวนานหลายสิบปี ทำให้เศรษฐกิจของประเทศต้องชงักงัน กลายเป็นประเทศที่ยากจน ขณะที่ประเทศอื่นก็โตวันโตคืนและทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ แต่เมื่อรัฐบาลทหารได้ปฏิรูปประเทศและก้าวเข้าสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป พม่ากลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับหลายๆประเทศ เพราะทรัพย์ในดินของพม่า เช่นแร่ธาตุ ก้าส และน้ำมัน มีมากมายมหาศาล และยิ่งปีหน้าพม่าก็จะเป็นประธานของกลุ่มผู้นำอาเซี่ยน ก็ยิ่งทำให้พม่ากลายเป็นจุดสนใจที่ชาวโลกต้องจับตา

แต่พม่าก็คงใช้เวลาอีกยาวไกล กว่าความเจริญจะก้าวมาถึงประเทศไทยในขณะนี้ จึงไม่ต้องกังวลว่าพม่าจะเป็นคู่แข่งกับไทยในเรื่องต่างๆ การพัฒนาประเทศนั้นมันคงต้องใช้เวลา และพัฒนาในทุกๆด้านพร้อมกัน ไม่ไช่สักแต่ว่ามีเงินแล้วจะเนรมิตรอะไรได้ทุกอย่าง ต้องสร้างปัจจัยพื้นฐานอีกมากมาย และยังต้องพัฒนาความคิดความอ่านหรือองค์ความรู้ต่างๆ ชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษา ฯลฯ มันเป็นสิ่งที่ต้องค่อยเป็นค่อยไปตามธรรมชาติของมันเอง

เมื่อราว 5-6 ปีก่อน เราเคยฮือฮากับประเทศเวียดนามว่าจะโตแซงไทย แต่ ณ เวลานี้ เวียดนามก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แถมยังสะดุดหน้าคะมำในเรื่องความผันผวนของค่าเงินดองห์จนหัวทิ่มหัวตำมาแล้ว บ้านเราลอยตัวเรื่องค่าน้ำมัน แต่เวียดนามยังมีการคุมราคาเหมือนไทยในอดีต น้ำมันขึ้นรัฐบาลก็ต้องควักเนื้อจนหน้ามืด

ไทยเราก็ถือว่าพัฒนามาได้ในระดับที่น่าพอใจ แม้การเมืองจะล้มลุกคลุกคลาน จะทะเลาะกัน จะเผาเมือง หรือจะแก้รัฐธรรมนูญกี่ครั้งก็ตาม แต่เศรษฐกิจไทยก็ก้าวพ้นและอยู่เหนือการเมืองมาหลายปีแล้ว เศรษฐกิจไทยไม่ได้อิงการเมืองเหมือนเมื่อก่อน เพราะบ้านเรามีกลุ่มทุนจากต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก การลงทุนของต่างชาติก็มีส่วนผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังช่วยประคับประคองประเทศในยามที่เศรษฐกิจมีปัญหา

ดังนั้นบรรยากาศการลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ประเทศที่กำลังพัฒนาจึงต้องหวังพึ่งนักลงทุนต่างชาติทั้งสิ้น เพราะลำพังจะให้นักลงทุนในประเทศขยายกิจการขนาดใหญ่ก็ทำไม่ได้เพราะมีข้อกำกัดในเรื่องเงินทุน ประสบการณ์ รวมถึงความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการ และการเข้าไปแข่งขันกันในตลาดต่างประเทศก็ไม่ไช่ของง่าย หากไม่ได้รับความเชื่อถือมาก่อน

เขมร เวียดนาม พม่า ประเทศเหล่านี้มีปัญหาที่ไม่ต่างกัน ก็คือต้องการนักลงทุนจากต่างชาติ ยกตัวอย่างง่ายๆ ประเทศเขมร หากไม่มีต่างชาติไปลงทุนในเรื่องโรงแรมที่พักเพื่อให้ได้มาตรฐานแล้ว ถามว่าใครจะไปเที่ยวนครวัด - นครธม เขมรก็ต้องเปิดทางให้นักธุรกิจด้านนี้เข้าไปลงทุนสร้างโรงแรมที่พัก เพื่อให้ทัดเทียมกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ใครไปเที่ยวเขมรก็จะได้คำตอบในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

เวียดนามในปัจจุบัน มีนักลงทุนเข้าไปทำธุรกิจมากขึ้น มีการย้ายฐานการผลิตจากประเทศไปที่นั้นหลายแห่ง การพัฒนาประเทศก็ก้าวหน้าตามลำดับ ประชาชนมีกินมีใช้ มีนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามมาเที่ยวเมืองไทยกันมากขึ้น

ส่วนพม่าเนื่องจากเป็นน้องใหม่ ทุกอย่างจึงต้องพึงพาการลงทุนทั้งสิ้น ถนนหนทาง(ขรุขระ) ไฟฟ้า(ดับวันละ 6 ครั้ง) โทรศัพท์(จากซิมราคา 18,000 บาทเมื่อ 5-6 ปีก่อนเหลือประมาณ 3 พันบาทในปัจจุบัน) และการซื้อขายสินค้าบางอย่างก็ยังต้องใช้เงินดอลล่าร์สหรัฐแทน เพราะค่าเงินจ๊าดของพม่าเอาแน่อะไรไม่ได้

สนใจเรื่องราวของพม่า ติดตามได้ที่นี่ครับ พึงไปเที่ยวมาหมาดๆไม่นานนี้เอง และหากใครจะไปพม่าในตอนนี้ก็ต้องทำใจ ราคาแพงขึ้นแล้วครับ ทั้งค่าที่พัก และค่าอาหาร ไปเที่ยวพม่าจึงต้องสอบถามให้ดีว่าพักที่ไหน ไม่ไช่เช็คแต่ราคาอย่างเดียวนะครับ ราคาถูกมากที่พักก็อาจโหลถ้วย หรือกินกันแบบตามมีตามเกิดก็เป็นได้ ทุกอย่างในพม่าตอนนี้ผันผวนไปตามค่าเงินจ๊าด ที่ขาดเสถียรภาพ



โฟโต้ออนทัวร์
6 เมษายน 2555




 

แผนที่เดินทางจาก อช.ตากสินมหาราช - วัดเชตะวันคีรี แม่ละเมา คลิกที่ภาพ
แผนที่ อช.ตากสิน - วัดเชตะวันคีรี

ทัพหลวงของพม่าผ่านมาทางด่านแม่ละเมา และตั้งค่ายที่นี่ พ.ศ.2112  คลิกที่ภาพ

อาณาจักรตองอู สมัยพระเจ้าบุเรงนอง พ.ศ.2115 คลิกที่ภาพ
ภาพเส้นทางเดินทัพของพม่า  ตีกรุงศรีครั้งที่ 1
อาณาจักรพม่า สมัยบุเรงนอง
   
ภาพมีลิขสิทธิ์ : copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์
(พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]

 

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls     World Photos     Site Update    Contac Us