Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
 
ตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ 2555 ที่วัดน้ำผึ้ง เกาะคา ลำปาง   Wat Nam Phueng, Kohka lampang

ภาพถ่ายในเว็บไซต์โฟโต้ออนทัวร์มีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ต้องการ Save ภาพ
Main Menu
  Photo Gallery ภาพท่องเที่ยวทั่วไทย
  Outbound Tour ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน
  Royal Photo ภาพงานพระราชพิธี
  City Tour ภาพท่องกรุงเทพฯ
  Events ภาพเหตุการณ์ ใน-ต่างประเทศ
  Portrait ภาพคน ภาพสาวพริตตี้
  Baby & Child ภาพเด็กน่ารัก
  Asia Girls รวมภาพสาวเอเชีย
  Guest ภาพแค้มปิ้งจากเพื่อนสมาชิก
  Flower & Nature ภาพดอกไม
  King Photo ภาพในหลวง พระราชินี
  Free Wallpaper วอลเปเปอร์
  Photo Around the World ภาพทุกมุมโลก
  Site Update อัพเตตเว็บล่าสุด
  About Us : Contact Us ติดต่อกับเรา
Outbound ท่องเที่ยวในต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม กัมพูชา
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย กัมพูชา
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  Langkawi : เกาะลังกาวี มาเลเซีย
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang : หลวงพระบาง
  Middle Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา จีน
  Myanmar พม่า ย่างกุ้ง หงสา อินทร์แขวน
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
Asia Girls ,Sexy ,Teen, Idol
  Korean สาวเกาหลี
 Japanese สาวญี่ปุ่น
  Philipines สาวฟิลิปปินส
 Chinese สาวจีน
  Myanmar สาวพม่า
 Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Indian สาวอินเดีย
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Vietnamese สาวเวียดนาม
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  More >
 
 
 
     
 
 



แหล่งท่องเที่ยวใน อ.เกาะคา ลำปาง :   
วัดพระธาตุลำปางหลวง   วัดพระธาตุจอมปิง   วัดไหล่หิน   ลำปางฮักยู



ตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ 2555 ที่วัดน้ำผึ้ง อ.เกาะคา ลำปาง

(เดินทาง 1 มกราคม.55)






ดือนกรกฎาคมของทุกปี  ถือว่าเป็นเดือนแห่งการทำบุญในฤดูเข้าพรรษา ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม เป็นต้นไป ผู้ที่บวชในช่วงพรรษานี้ก็จะต้องอยู่กันนานตลอดระยะเวลา 3 เดือนหรือ 90 วัน  ญาติพี่น้องก็จะมีโอกาสเข้าวัดเข้าวากันมากขึ้น  สมัยก่อนจึงมีการสนับสนุนให้ลูกชายบวชเมื่อครบวัยเบญจเพส  พ่อแม่จะได้มีโอกาสอาศัยบุญเพื่อจะได้เกาะชายผ้าเหลือง

ความหมายของคำว่าเกาะผ้าเหลืองเพื่อขึ้นสวรรค์ตามความเชื่อของคนสมัยก่อน หากแปลกันตรงๆก็คงจะไม่ใช่   เพราะผ้าเหลืองไม่ใช่เป็นพาหนะที่จะพาใครไปสวรรค์ได้เหมือนในหนังอินเดีย แม้แต่คนที่นุ่งเหลืองห่มเหลืองก็ตามเถอะ  แต่ความหมายที่แท้จริงก็คือทำให้พ่อแม่รวมทั้งญาติพี่น้องมีโอกาสเข้าวัดกันมากกว่าในช่วงเวลาอื่น  ได้เจริญศีลภาวนา จะได้เข้าใจในหลักธรรมมากขึ้น สวรรค์ก็จะเกิดขึ้นในจิตใจ 

ดังนั้นการบวชของคน 1 คน  ย่อมเกิดอานิสงส์เผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นๆได้อีกหลายๆคน  เรียกว่าไปผลบุญร่วมกัน หรือไปสวรรค์ด้วยกัน

ปัจจุบันคนไทยอาจดูห่างเหินกับการเข้าวัดเข้าวา หรือให้ความสนใจเนื้อแท้อันเป็นแก่นสารของพุทธศาสนาน้อยลง สาเหตุก็มาจากปัจจัยหลายๆอย่าง  ที่เห็นชัดก็คือคนไทยมีฐานะและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  มีความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตมากกว่าแต่ก่อน  ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องธรรมะมากเท่าที่ควร  มีความรู้สึกว่าชีวิตก็ปกติสุขดีอยู่แล้ว ไม่ทุกข์ร้อนอะไร ธรรมมะจึงไม่จำเป็น ซึ่งความจริงแล้วเป็นการเข้าใจผิด

บางคนบอกไม่มีอะไรทุกข์ร้อน ศีล 5 ก็ถือกันครบถ้วน แต่ในใจกลับมีความโลภ เช่นซื้อหวยเป็นประจำ เหตุที่ซื้อก็อยากมีอยากรวย จนต้องอยากซื้อ บางคนอาจเฉไฉไปว่าซื้อไม่มากแค่สนุกๆ แต่ถามว่าปีละเท่าไหร่ก็คงได้คำตอบที่เป็นเงินไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อซื้อไปแล้วแต่จะมีโอกาสถูกรางวัลหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าความหวังน้อยเต็มทนหรือมีโอกาสแค่ 1 ในล้าน ยิ่งเงินรางวัลที่ 1 กับรางวัลที่ 2 แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่คนซื้อก็หวังรางวัลที่ 1 ด้วยกันทั้งนั้น เพราะมันเงินก้อนใหญ่ มันฝัน(เฟื่อง)ได้ พอซื้อเสร็จก็จินตนาการถึงรางวัลที่ 1 คิดว่าในชีวิตนี้น่าจะมีโอกาสกันสักครั้ง งวดนี้พลาดก็ยังปลอบใจว่าคราวหน้ายังอาจมีหวัง ว่าแล้วก็ต้องซื้อติดต่อกันทุกงวด เรียกว่าฝันลมๆแล้งๆ

บางคนชอบทำบุญ ถือศีลอยู่เป็นนิจ นั่งสมาธิเป็นประจำ แต่ซื้อหวยทุกงวด ใครถามก็บอกว่าซื้อเล่นๆ บนดินบ้างใต้บินบ้างนิดๆหน่อยๆ แบบสนุกๆ แต่ความสนุกที่อ้างนี้แท้จริงแล้วก็คือความทุกข์ หรือกิเลสที่อยู่ในใจ มีความอยากได้หรือความโลภเป็นที่ตั้ง หวังรวยทางลัด ไม่ต่างการเล่นการพนัน

ศีล 5 ไม่มีปัญหา โอกาสทำผิดศีลคงจะยาก แต่พอพูดถึงความอยากมี อยากได้ อยากรวย มันกลับเอาไม่อยู่ ห้ามใจไม่ไหว เพราะสิ่งเร้ามันอยู่รอบด้าน อยากได้โน่นได้นี่ นี่คือความโลภ และความโลภที่หลายคนรู้และเข้าใจนี้หากมีมากในจิตใจ มันก็จะพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลเสียต่อตนเองและสังคมได้ในภายหลัง ถึงจะตอบสนองได้แล้ว แต่ก็คงไม่รู้จักคำว่าพอ ยังต้องแสวงหากันต่อไป

บางคนมีความโลภในระดับสูงเข้าขั้น แต่ตนเองรวมทั้งคนรอบข้างอาจไม่รู้ตัว เพราะยังไม่เข้าใจในเรื่องของความโลภดีพอ คิดว่าการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาก็ดีแล้ว มีคนยกย่องสรรเสริญ แถมยังเป็นบุคคลตัวอย่างด้วยซ้ำไป










ตัวอย่างเช่นเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่นานนี้กับรายการ Thailand Got Talent ทางโทรทัศน์ช่อง 3 ของค่ายเวิร์คพอยท์ ที่ถูกสังคมรุมประณามว่า หวังดึงเรตติ้งหรือหวังให้มีผู้ชมรายการกันมากขึ้น แต่วิธีการนั้นขาดทั้งศีลธรรมและจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ

คงจำกันได้ว่าทางทีมงานได้ติดต่อว่าจ้างนางแบบโป้หรือนักเต้นโคโยตี้มาออกรายการ ทำทีว่ามาโชว์งานศิลปะบนเวที ด้วยการถอดเสื้อ เปลือยท่อนบนแล้วเอาสีราดตัว จากนั้นก็เอาหน้าอกถูและละเลงกับกระดาษด้วยลีลาสะเอียว(แบบเสียวๆ) ส่วนเจ้าของบริษัทก็ออกมาแก้ตัวว่านี่เป็นงานศิลปะ ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ต่างประเทศก็มีแบบนี้ ว่าแล้วก็โบ้ยไปที่เอเยนซี่หรือผู้จัดหา ส่วนตัวเองไม่รู้ไม่เห็น ไม่ได้อยู่ดูรายการขณะบันทึกเทป

รายการนี้เป็นรายการที่บันทึกเทป ไม่ได้ถ่ายทอดสด จึงมีเวลาในการพินิจพิจารณาถึงความเหมาะสมว่าสมควรจะออกอากาศหรือไม่

แต่ไม่...ปล่อยให้สังคมใช้วิจารณญาณเอาเองก็แล้วกัน

นี่ไง..ถึงโดนรุมชนิดถล่มทลาย ชนิดที่ประเทศไทยจะต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของรายการโทรทัศน์(ฉาว)

ตอนหลังก็มีการแฉว่าทุกอย่างเป็นเรื่องที่ Make หรือสร้างเรื่องขึ้นมาทั้งสิ้น โดยว่าจ้างนางแบบโคโยตี้ด้วยเงิน 10,000 บาท มีการซักซ้อมและวางแผนกันมาอย่างดี ส่วนนางแบบรายนี้ก็ไม่มีความรู้เรื่องศิลปะอะไรเลย เค้าจ้างมาเปลือยอกก็ตกลง เนื่องจากมีอาชีพนี้อยู่แล้ว

มันไม่ใช่การมาสมัครออกรายการเพื่อต้องการแสดงความสามารถตามที่หลายคนเข้าใจ ทั้งหมดมีการจัดฉากจัดสคริปต์รวมทั้งบทพูดของกรรมการกันเสร็จสรรพ เรียกว่าเตี้ยมมาตั้งแต่ในมุ้ง

การลุกออกไปของกรรมการผู้หญิงที่แสดงความไม่พอใจ รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ในรายการที่ติดตามถ่ายภาพการโต้เถียงในห้องทำงาน มันก็คือละครลวงโลก

งานนี้ภาษาชาวบ้านบอกว่า "เสียหมา" และพังกันทั้งแถบ เรตติ้งที่คาดหวังว่าจะได้ แต่กลับกลายเป็นความย่อยยับชนิดคาดไม่ถึง ทุกสื่อรุมประนามชนิดไม่มีชิ้นดี

หากรายการนี้ผลิตโดย บริษัท ซื่อบื่อจำกัด ก็คงไม่มีใครมาวิพากษ์วิจารณ์กันมากนัก ต่นี่เป็นรายการที่ผลิตโดยบริษัทเวอร์คพอยท์ โดยมี นายปัญญา นิรันดร์กุล เป็นเจ้าของ และเจ้าของบริษัทนี้ก็ได้รับรางวัลดีเด่นมาแล้วหลายรายการทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรียกว่ามีวุฒิภาวะ พอที่จะรู้ดีรู้ชั่วกันพอสมควร

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความคิดความอ่านของคนทำธุรกิจที่ขาดศีลธรรมจรรยา หวังเอาแต่ได้หรือมีความโลภ ขาดความยั้งคิดถึงความถูกต้อง
หากผู้จัดและทีมงานมีศีลธรรมอยู่ในจิตใจบ้าง เหตุการณ์ทำนองนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น

นี่คือตัวอย่างของคนที่มีความทุกข์ มีความพิการทางจิตใจ โดยที่หลายๆคนอาจมองข้ามหรือมองไม่เห็นถึงความโลภ และคนแบบนี้ในสังคมธุรกิจยังมีอีกมาก เพียงแต่ว่ายังหาโอกาสกระทำไม่ได้เท่านั้นเอง เรื่องนี้ต้องแก้โดยให้เข้าใจหลักธรรม หรือธรรมะกันมากขึ้น จะได้มีสติยั้งคิดและกระทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง

สังคมไทยเรามีภาพแห่งความหลอกลวงนี้มาตลอด คิดว่าเขาเป็นคนดี หรือคิดว่าเขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ โดยมีการสร้างภาพจากสื่อต่างๆ แต่ถ้าใครก็ตามที่ประสบความสำเร็จด้วยวิธีนี้ สังคมก็ต้องประณาม เพราะเป็นความสำเร็จที่ไม่ถูกทำนองครองธรรม

มันไม่ต่างกับผู้ร้ายฆ่าคน แต่เหตุการณ์นี้มันหนักกว่าการฆ่าคนเพียง 1 คน เพราะมันฆ่าคนทั้งสังคม เรื่องนี้ภาครัฐก็ทำขึงขังแบบขอไปที และไม่อาจจะหาช่องทางกฎหมายมาเล่นงานได้ แม้จะมีข่าวว่าต้องถูกปรับเป็นเงิน 7-8 แสนบาท แต่ก็เป็นข่าวลวงทั้งนั้น ที่สุดแล้วก็เพียงแค่ว่ากล่าวตักเตือนแล้วเลิกลากันไป

นักธุรกิจที่ทำร้ายสังคม สมควรแล้วที่สื่อหลายๆแขนงต้องช่วยขุดคุ้ยและนำความจริงมาตีแผ่ มันเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันจรรโลงสังคม ตามหน้าที่ของแต่ละคน เพราะความเสียหายนี้มันใหญ่หลวงนัก และไม่ไช่เป็นการแสดงทางศิลปะที่อ้างกับสังคม ่ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความโลภที่อยู่ในจิตใจ อยากดึงเรตติ้งแบบทางลัด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น

คำว่า "ธรรมาภิบาล" หรือ "Good Governance” ซึ่งเป็นการประกอบธุรกิจแบบโปร่งใส มีคุณธรรม ทั้งต่อพนักงาน และต่อสังคม จึงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจต้องคำนึงและยึดถือ เพราะเป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น


ประเทศเพื่อนบ้านเช่น เขมร ลาว และพม่า ประเทศเหล่านี้คงไม่ค่อยมีเรื่องวุ่นวายเหมือนบ้านเรานัก เพราะเค้ายังมีจิตใจที่เป็นกุศลอยากเข้าวัดทำบุญมากกว่าบ้านเรา ยิ่งประเทศลาวแล้วไม่ต้องพูดถึง เพราะคนลาวส่วนใหญ่จะตักบาตรกันทุกวัน  เพียงแค่ข้าวเหนียว  1 กระติบ ก็พียงพอโดยไม่ต้องมีอะไรมากไปกว่านี้

ข้าว 1 กระติบใบเล็กๆของชาวลาวนั้น  หากพิจารณาให้ดีๆแล้วมีความหมายมากกว่าที่เราเห็น  เพราะทุกเช้าคนลาวถือเป็นภารกิจที่ต้องตักบาตร(ข้าวเหนียว)  เพียงแค่แบ่งปันจากข้าวเหนียวที่หุงเป็นประจำทุกเช้า  ผิดกับคนไทยที่มุ่งจะทำอาหารเป็นกรณีพิเศษเพื่อจะถวายพระ แต่ก็นานๆครั้งหรือปีละครั้ง หรืออาจซื้อจากร้านค้าใกล้ๆแถวนั้น

คนลาวจะนุ่งผ้าสวยงามเพื่อออกมาใส่บาตรหน้าบ้านทุกๆเช้า  ทั้งหญิงและชายจะมีผ้าผาดบ่า  ผู้หญิงส่วนใหญ่จะนิยมผ้าสีขาว  อาจเป็นผ้าลูกไม้หรือผ้าไหมที่ราคาไม่แพงนัก  ส่วนผู้ชายจะนิยมผ้าขาวม้า

ทุกเช้าคนลาวจะปูเสื่อนั่งรอพระที่หน้าบ้านพร้อมกับขวดน้ำใบเล็กๆเพื่อกรวดน้ำ ภาษาลาวเรียกว่า " หยาดน้ำ " ซึ่งคนลาวจะนิยมกรวดน้ำทันทีหลังตักบาตรเสร็จแล้ว   ต่างจากคนไทยที่นิยมมากรวดกันที่บ้าน 



จะเห็นว่าทุกๆเช้าของคนลาวจะมีขบวนการต่างๆตั้งแต่การหุงข้าวเหนียว การแต่งตัว กระทั่งปูเสื่อนั่งรอพระ และเสร็จสิ้นที่การกรวดน้ำ  สิ่งเหล่านี้คนลาวทำกันเป็นกิจวัตร  ค่อยสะสมความรู้สึกที่ดีงามเหล่านี้ทีละเล็กละน้อย  ผิดกับสังคมไทยที่นานๆครั้งหรือปีละครั้งสองครั้ง  และแต่ละครั้งก็ทำกันเป็นเรื่องใหญ่โต  จะตักบาตรก็พยายามใส่บาตรกับเจ้าอาวาส  จะถวายอะไรก็มุ่งแต่เจ้าอาวาสเป็นหลัก  พระองค์รองๆก็มีของถวายน้อยหน่อย หรือให้ความสำคัญน้อยลง  คิดแต่ว่าทำบุญกับเจ้าอาวาสแล้วจะได้บุญมากกว่า

ที่เปรียบเทียบระหว่างไทยกับลาวนั้น เพื่อให้เห็นความแตกต่างว่าของประเทศไทยที่เจริญกว่าลาวค่อนข้างมาก และเป็นเมืองพุทธศาสนาเหมือนกัน แต่เมื่อความเจริญเข้ามากร่ำกราย ความมั่นคงในพุทธศาสนาที่อยู่ในจิตใจก็ต้องพลอยถูกกระทบไปในทางที่เสื่อมถอย 

นอกจากจิตใจและการยึดมั่นในพุทธศาสนาจะถูกกระทบแล้ว บ้านเราก็ยังเห็นวิธีการแปลกๆอีกหลายๆอย่าง ที่ฝ่ายสงฆ์เองก็ไม่กล้าที่จะออกมาติติงว่าผิดประเพณี หรือเป็นเรื่องไม่ถูกกับวิธีปฏิบัติตามแนวทางของพุทธศาสนา

ที่เห็นกันเป็นประจำไม่ว่าจะภาคไหน  เวลากรวดน้ำแต่ละทีก็จะเกาะเอวต่อแถวเป็นหางว่าว

ยังแปลกใจไม่หายว่าพิธีกรรมประหลาดๆแบบนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ไปที่ไหนก็เจอแต่แบบนี้  ทั้งๆที่ความหมายของการกรวดน้ำ  เจ้าภาพเค้าจะเตรียมให้เฉพาะผู้ที่เป็นประธานพิธีหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น  แต่บ้านเราไม่เป็นอย่างนั้น  ใครจะกรวดน้ำก็ขอเกาะไปด้วยคน  ทำเหมือนประหนึ่งว่ากำลังพากันไปสวรรค์ 

ถ้าแค่กรวดน้ำจะเกาะกันไปสวรรค์ได้คงก็ดีไม่น้อย  หากอยากไปถึง ไปเร็ว ไปแบบชัวร์ๆ  ทางวัดก็คงเตรียมการกรวดน้ำให้เป็นแบบมีก๊อกน้ำ  พอพระขึ้นยะถาวาริวะหาปูรา ประธานพิธีก็ทำการเปิดก๊อกน้ำให้ไหลลงโอ่งลงกะลามัง จะได้ไปสวรรค์กันแบบสะดวกโยธินเพราะน้ำไหลแรง ทุกคนที่เกาะเอวกันจะได้ไปสวรรค์พร้อมๆกันได้

ใครอย่าคิดว่า เรื่องความคิดแบบพิเรนทร์จะไม่เกิดนะครับ  เพราะเห็นกันมานักต่อนักแล้ว

หากย้อนไปในอดีตสมัยหลวงพ่อคูณกำลังโด่งดังในเรื่องการเคาะกระโหลก(เคาะหัว) และการเหยียบโฉนดที่ดินเพื่อให้ขายได้ราคาดี รวมทั้งท่านั่งยองๆอันเป็นเอกลักษณ์  และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่กรมตำรวจ(ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ได้นิมนต์หลวงพ่อคูณมาทำพิธีที่กรมตำรวจย่านปทุมวัน 

ปรากฏว่าตำรวจไทยจากทั่วสารทิศเดินทางมาขอพรกันใหญ่(หรืออาจให้เคาะกะโหลกคนละที) หลังเสร็จพิธีก็มีการรดน้ำมนต์ แต่เนื่องจากมีคนมาก จึงต้องรดน้ำมนต์แบบภาคพิศดารโดยการใช้รถดับเพลิงแทนพรมน้ำมนต์จากบาตรพระ เจ้าหน้าที่ตำรวจนิมนต์หลวงพ่อคูณให้ขึ้นไปยืนบนรถดับเพลิงแล้วเอามือแตะหัวฉีด  จากนั้นตำรวจดับเพลิงก็เดินเครื่องปั้มน้ำพร้อมสายหัวฉีดน้ำไปมารอบๆสนามหญ้า ที่มีทั้งตำรวจหญิงและตำรวจชายยืนรอน้ำมนต์จากหลวงพ่อคูณกันเป็นสนุกสนาน ไม่ต่างกับยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน

การรดน้ำมนต์ด้วยรถดับเพลิงของหลวงพ่อคูณในครั้งนั้น  ถือว่าเป็นการเปิดศักราชของการรดน้ำมนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง  สามารถรดได้ครั้งละนับร้อยนับพันคน และได้น้ำมนต์ตั้งแต่หัวยันเท้า เรียกว่าเปียกปอนกันทั้งตัว ถือว่าเป็นศิริมงคลไปตลอดชีวิต แต่ก็ไม่ทราบว่าจะมีใครออกอาการไข้ขึ้นหรือไม่ เพราะเป็นการรดน้ำมนต์ตอนกลางวัน ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนแผดเผา และก็ยังสงสัยว่าน้ำที่ฉีดจากรถดับเพลิงในวันนั้นได้ปลุกเสกแล้วหรือยัง

สำหรับภาพถ่ายในชุดนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับวันเข้าพรรษา  แต่เห็นว่าเป็นภาพเกี่ยวกับวัดกับวา  หรืองานตักบาตรปีใหม่ 2555 ที่ถ่ายไว้นานแล้ว  จึงถือโอกาสนำมาลงไว้ในช่วงฤดูพรรษานี้

ภาพชุดนี้ถ่ายที่อำเภอเกาะคา  จังหวัดลำปาง  เป็นอำเภอที่หลายคนคงรู้จักเพราะมีวัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ   ส่วนการตักบาตรปีใหม่ได้ถ่ายที่วัดน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นวัดเล็กๆที่ตั้งมาได้ราว 70 กว่าปี  วัดนี้สร้างขึ้นหลังการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลทรายเกาะคา เมื่อปี 2479  ในสมัยพลเอกพระยาพหลฯเป็นนายกรัฐมนตรี

วัดน้ำผึ้ง มีชื่อเต็มๆว่า ” วัดน้ำผึ้งชาวไร่อ้อย “ สมัยก่อนรอบๆวัดคงเต็มไปด้วยสวนอ้อยที่ปลูกไว้ป้อนโรงงานน้ำตาล แต่ปัจจุบันทุกอย่างได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว แถววัดไม่มีไร่อ้อยให้เห็น ที่ดินข้างเคียงก็กลายเป็นโรงเรียนและสถานที่ราชการ

ปัจจุบันวัดน้ำผึ้ง เป็นวัดที่อยู่ใกล้ตัวอำเภอเกาะคามากที่สุด  หรือไม่เกิน 1 กม.จากย่านการค้าหรือใจกลางของอำเภอ จึงสะดวกที่จะใช้เป็นสถานที่จัดงานตักบาตรปีใหม่ของคนแถวตลาด และละแวกใกล้เคียง 

วัดน้ำผึ้งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด  บรรยากาศจึงไม่ต่างกับวัดทั่วไปทางภาคเหนือ  แต่ที่นี่ก็ยังพอเห็นกลิ่นอายของคำว่าพื้นเมืองเหนืออยู่บ้าง  เช่นชาวบ้านยังนิยมตะกร้าสานหรือตะกร้าหวาย  ยังใช้ขันเงินใบใหญ่ๆใส่ของมาวัดเช่นเดียวกับในอดีต  ซึ่งเมื่อก่อนคนทางภาคเหนือหรือล้านนาจะนิยมใช้ขันเงินใส่ดอกไม้ธูปเทียนมาทำบุญที่วัด  มาวันนี้ก็ยังพอจะเห็นวัฒนธรรมดั่งเดิมอยู่บ้าง  เพียงแต่ว่าขันเงินใบใหญ่ที่เป็นเงินแท้ๆอาจหายากเนื่องจากมีราคาสูง สมัยนี้จึงนิยมใช้ขันอลูมิเนียมแทน ซึ่งราคาถูกกว่ากันมากและไม่ด่างดำเหมือนขันเงินแท้

ส่วนดอกไม้ที่นำมาถวายพระ ที่สังเกตจะเป็นดอกไม้หรือไม้ประดับประจำถิ่น  อาจเก็บหาตามบ้านหรือตามริมรั้ว  ต่างจากกรุงเทพที่ทุกอย่างต้องหาซื้อจากร้านขายดอกไม้หรือจากร้านขายดอกไม้บริเวณหน้าวัด 

ที่น่าแปลกและเห็นว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมที่นำเข้ามาในวัด  ก็คือว่าทางวัดจัดเตรียมธูปเทียนโดยมัดเป็นกำๆไว้ให้บูชา  และยังมีกระดาษชิ้นเล็กๆให้เขียนชื่อของตนเองลงไปแล้วมัดรวมกับธูปเทียนเพื่อจุดบูชา จากนั้นก็ไปปักในกองทรายที่ทำไว้ชั่วคราว

การเขียนชื่อบนกระดาษและติดกับเทียน เคยเห็นที่ศาลเจ้าย่านพลับพลาชัยในวันตรุษจีนเมื่อหลายปีก่อน

แต่ที่ศาลเจ้าจะไม่เผากระดาษที่เขียนชื่อเพราะเค้าใช้กระบอกใสที่ใช้น้ำมันสีแดงไว้จุดไฟด้านบน   ส่วนกระดาษที่มีชื่อจะอยู่ด้านล่างสุดของกระบอก  เมื่อน้ำมันพร่องลงไป ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยกันเติมน้ำมันให้พอดีตลอดเวลา เหมือนจุดเทียนอันใหญ่ที่จะไม่มีการยุบตัวหรือหดตัวลงจากการเผาไหม้ เมื่อทำพิธีกันครบ 10 วันแล้ว ก็จะเก็บกระบอกเทียนออกไป และจะมีชุดใหม่เข้ามาแทน   



ต่างจากที่เห็นในวัดน้ำผึ้งที่กระดาษชื่อของเราจะมอดไหม้และถูกเผาไปกับธูปเทียน  ดูไปก็เหมือนกับการเผากระดาษเงินกระดาษทอง หรือเผากงเต๊ก  ซึ่งเป็นเรื่องของความตายมากกว่า

ไม่ทราบวิธีการแบบนี้ทางวัดไปเอามาจากทีไหน  หรือต้องการสื่อว่าความตายเป็นอนิจจัง หรือมรณานุสติเพื่อเตือนสติเรื่องความตาย ซึ่งก็คงจะไม่ใช่  เพราะพุทธศาสนามีการสอนที่ถูกวิธีโดยไม่ต้องไปสร้างอุบายให้เผาชื่อตนเองเหมือนกับที่เห็นนี้

บอกได้เลยครับว่า  “ วิธีการแบบนี้ไม่ไช่เป็นการบูชาพระของศาสนาพุทธ“  เป็นวิธีการแบบผิดๆ  และเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ศาสนาพุทธในประเทศไทยมีหลักปฏิบัติในเรื่องการบูชาพระดังนี้
- จุดธูป 3 ดอก ความหมายก็คือการบูชา พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์    
- จุดเทียน 2 เล่ม ความหมายก็คือ การรักษาศีล และบูชาพระธรรมหรือหลักธรรม
- บูชาดอกไม้ ก็เพื่อความงดงามความสดชื่นทางใจ


นี่คือหลักปฏิบัติทั่วไป  ส่วนวัดไหนจะให้จุดธูปเป็นกำๆจนควันโขมงก็ผิดวิธี   เพราะนั่นเป็นการจุดไหว้เจ้า  ซึ่งธรรมเนียมจีนก็มีเจ้าหลายองค์  และต้องนำไปปักตามกระถางธูปของเจ้าแต่ละองค์ 

บูชาเสร็จบางวัดให้จุดประทัดด้วย  แบบนี้ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ  วัดเป็นสถานที่ควรสำรวมกายสำรวมใจ  และเป็นสถานที่ควรสงบ  ไม่ควรทำอะไรให้เกิดเสียงดัง เหมือนกับที่เห็นในวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่จุดประทัดกันสนั่นวัด

หรือบางวัดก็อาจจัดให้มีการทอดผ้าหรือห่มจีวรพระประธาน นี่ก็ไม่ใช่  จะว่าบ้าก็น่าจะใช่  มีอย่างที่ไหน  ให้เจ้าหน้าที่วัดขึ้นไปปีนป่ายพระประธานองค์ใหญ่  เพื่อจะห่มจีวรผืนใหญ่ให้กับพระประธาน  ดูเป็นการไม่สมควร  และเป็นการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเดินทางกันมากราบไหว้

หรือที่เคยเกิดขึ้นในวัดพระธาตุลำปางหลวงเมื่อหลายปีก่อนที่ให้ผู้มาปิดทอง ลงลายมือชื่อตนเองที่หน้าตักพระแก้วมรกต ก็เป็นเรื่องประหลาดที่ไม่น่าจะมีความคิดพิเรนทร์แบบนี้ ทางวัดลำปางหลวงเคยอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็เหมือนเป็นการแก้ตัว ชาวพุทธควรรู้จักที่ต่ำที่สูง โดยเฉพาะกับพระที่ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

บางวัดก็ดูอาการหนัก เอาใจญาติโยมที่อยากรวย ใครทำบุญบริจาก ทั้งพระทั้งโยมก็สาธุดังๆ " ขอให้รวย ขอให้รวย ขอให้รวย " 3 ครั้ง หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปทางวัดอาจมีบทอาราธนาความร่ำรวย แทนการอาราธนาศีล

พุทธศาสนาในเมืองไทยมักมีอะไรที่ผิดเพี้ยนออกไปเรื่อยๆ  ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดและคิดผิดทั้งนั้น   ยิ่งมาเจอคนไทยที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวก็พลอยเชื่อกันไปหมด คิดแต่ว่าสิ่งที่วัดจัดทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  ทั้งๆที่เป็นเรื่องของกลอุบายเพื่อหาเงินเข้าวัดด้วยการเอาอกเอาใจต่อผู้มีจิตศรัทธา

ผิดกับศาสนาอื่นที่เค้ายังยึดมั่นในพิธีกรรมแบบเดิมๆโดยไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่มีสิ่งรกรุงรัง และรุ่มร่ามเหมือนกับที่เห็นตามวัดต่างๆในประเทศไทย 

ชาวมูสลิมในศาสนาอิสลามยังเข้ามัสยิดหรือสุเหร่าแบบมือเปล่า  ก่อนเข้าไปในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ก็จะต้องล้างหน้าล้างมือและล้างเท้า เป็นการชำระกายให้สะอาดก่อนเข้าพิธีละหมาด และทุกคนที่เข้ามาในสถานที่นี้จะถือว่ามีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน  ต้องนั่งพื้นเหมือนๆกัน  ไม่แบ่งชั้นวรรณะ  ทุกคนที่เข้ามาในสถานที่นี้ต่างเข้าใจกันดีว่าจะต้องมีความสำรวม ไม่ส่งเสียงดัง ไม่รบกวนคนที่กำลังท่องคัมภีร์

ศาสนาคริสต์  ก็จะเข้าโบสถ์ด้วยมือเปล่าเช่นกัน มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจก็คือพระศาสดาเพียงองค์เดียว  ซึ่งเป็นกฎที่เข้มงวดของศาสนาคริสต์  หากนำมาเปรียบเทียบกับศาสนาพุทธในบ้านเราก็เท่ากับห้ามนับถือเจ้าแม่กวนอิม ห้ามนับถือพระวิษณุ  พระอีศวร  รวมทั้งห้ามนับถือเกจิอาจารย์ทั้งหลายแหล่ รวมทั้งห้ามมีรูปปั้นรูปเคารพอื่นๆที่เห็นเกลื่อนเมือง  

เหตุที่ศาสนาคริสต์ห้ามก็เพราะไม่ต้องการให้ไขว้เขว  และนี่แหละมั้งที่ทำให้ศาสนาคริสต์มีความเป็นปึกแผ่นมากที่สุดในเวลานี้ 


หันมามองพุทธศาสนาในบ้านเรา  ต้องบอกว่าถูกปรุงแต่งจนผิดเพี้ยนไปหมด เรามีพิธีกรรมแบบจีน  แบบพราหมณ์  แบบแขกอินเดีย  มาใช้กับพุทธศาสนาจนแทบจะแกะกันไม่ออก  พระพุทธเจ้าแค่องค์เดียวชาวพุทธคนไทยบอกยังไม่เพียงพอ  บนหิ้งบูชาหรือในวัดบางวัดจึงมีเจ้าแม่กวนอิม พระพิฆเนศ  พระวิษณุ และพระอีศวร จนไม่รู้ว่านับถือองค์ไหนกันแน่  

ในอนาคตบัตรประชาชนของคนไทยจึงไม่ควรระบุว่านับถือศาสนาใด  เพราะเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล  ใครจะนับถือแบบผสมผสาน มีทั้งไทย จีน และแขกอินเดียก็เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล

โชคดีที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ระบุว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  แต่ก่อนที่จะคลอดกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดออกมา ้ก็มีพระบางกลุ่มออกมาต่อต้านและเดินขบวนประท้วงกันจนเป็นเรื่องใหญ่โตมาแล้ว  

ความจริงแล้วเรื่องการนับถือศาสนา และความเชื่อต่างๆ  ไม่ควรระบุไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ  ส่วนประเทศไหนจะระบุก็เป็นเรื่องของพวกเค้า ไม่ควรจะให้ความสนใจนัก  หากระบุว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ(ไทย) ก็เท่ากับว่าหาบ่วงมาผูกคอ  เพราะอนาคตเราคงไม่สามารถรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความยั่งยืนและเป็นปึกแผ่นได้  ในทางตรงกันข้ามเรากลับทำลายพุทธศาสนาแบบไม่รู้ตัวและไม่เข้าใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะองค์กรสงฆ์ที่ดูแลรับผิดชอบขาดความเข้มแข็ง  และที่สำคัญฝ่ายปกครองสงฆ์ ยังเข้าไม่ถึงแก่นธรรมที่ถูกต้อง จึงโดนสิ่งรุมเร้าที่ทำให้หลงติดจนไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ  

วัดแต่ละแห่งจึงมีอิสระที่จะทำในสิ่งที่อาจผิดเพี้ยนกันมาก ขึ้นอยู่กับว่าวัดนั้นๆมีกิเลสเย้ายวนกันมากขนาดไหน 

เขียนเรื่องวัดวาอารามในฤดูเข้าพรรษาที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า  ก็ขอเอวังด้วยประการฉะนี้



โฟโต้ออนทัวร์
6 กรกฎาคม 2555









 
 
     
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ