Photoontour.com   โฟโต้ออนทัวร์
Home > Gallery > Wat Srisathong     Home
       
    วัดศรีษะทอง (วัดหัวทอง) วัดพระราหู อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม Wat Srisathong Wat Rahu , Nakornprathom    
   
           
   
    เที่ยววัดทั่วไทย คลิก    
   
   

คลิกดูภาพตามหมวดหมู่
(Site Directory)

 ภาพถ่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ภาพท่องเที่ยวในต่างจังหวัด
ภาพวัด ภาพเจดีย์ ภาพโบสถ์วิหาร
ภาพทะเล ภาพชายหาด ภาพหาดทราย
ภาพวิถีไทย บ้านไทยริมน้ำ
ภาพภาพพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก
ภาพเขื่อน ภาพทะเลสาบเหนือเขื่อน


ภาพงานพระราชพิธี ภาพสถาบันพระมหากษัตริย์
ภาพตลาดสด ตลาดพื้นบ้าน ตลาดนัด ภาพถนนคนเดิน
ภาพชาวนา ภาพทุ่งนา ภาพการทำนา
ภาพเด็กน่ารัก ภาพเด็กนักเรียน
ภาพดอกไม้ ดอกกล้วยไม้ ดอกทานตะวัน
ภาพภูเขา ธรรมชาติ ป่าไม้ ทิวทัศน์ ชนบท อุทยานแห่งชาติ
ภาพในเว็บมีลิขสิทธิ์ อ่าน : copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
Home > Gallery > Wat Srisathong     Home        
 

วัดศรีษะทอง (วัดหัวทอง) : วัดพระราหู อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
แผนที่เดินทางสู่วัดศรีษะทอง
(เดินทาง เมษายน 2553)



ไปเที่ยวจังหวัดนครปฐม  หรือไปนมัสการพระปฐมเจดีย์   หากมีเวลาก็แนะนำให้มาแวะที่วัดศรีษะทอง เขตอำเภอนครชัยศรี  จังหวัดนครปฐม วัดนี้หาไม่ยาก  อยู่ช่วงระหว่างตัวจังหวัดนครปฐม และ จุดแยกของถนนปิ่นเกล้า – นครชัยศรี ตัดกับถนนเพชรเกษม (ดูแผนที่ด้านล่าง)

วัดศรีษะทอง หรือ วัดหัวทอง ในภาษาชาวบ้าน  แต่เดิมทางแถบนี้เป็นถิ่นอาศัยของชาวลาว หรือลาวอพยพที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองเวียงจันทน์ในสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตาก) ในฐานะที่เจ้าสิริบุญสาร กษัตริย์ลาวผู้ครองนครเวียงจันทน์  เคยให้ความช่วยเหลือแก่พม่าเมื่อครั้งที่พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา 

ซึ่งภายหลังจากเสร็จศึกสงครามกับพม่าแล้ว  พระเจ้าตากสินจึงกลับมาคิดบัญชีกับลาว หรืออาณาจักรล้านช้าง  

พระเจ้าตากสินได้ส่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาได้สถาปนาเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)  พร้อมกองทัพจากกรุงธนบุรี จำนวน 20,000 คน สมทบกับทัพเขมรอีกราว 10,000 คน  ยกไปตีเมืองเวียงจันทน์ได้สำเร็จ หลังล้อมอยู่ 4 เดือน   

การศึกครั้งนั้นทัพไทยได้กวาดต้อนผู้คนชาวลาวจากเวียงจันทน์ พร้อมกับ  ช้าง ม้า วัว ควาย ข้ามโขงมายังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก  ขณะเดียวกันก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกลับคืนสู่แผ่นดินไทยด้วย  

ชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนส่วนหนึ่งได้มาตั้งรกรากอยู่บริเวณแม่น้ำท่าจีน   และได้ทำมาหากินจนมีฐานะขึ้น  ต่อมามีความศรัทธาที่จะสร้างวัดขึ้นในชุมชน   จึงได้ช่วยกันถากถางบริเวณพื้นที่และพบเศียรพระพุทธรูป จึงได้ตั้งชื่อวัดที่สร้างขึ้นว่า "วัดหัวทอง" เมื่อปี พ.ศ. 2358  ซึ่งตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่1)

ต่อมาทางราชการ ได้ขุดคลองเจดีย์บูชาขึ้น เพื่อที่จะใช้เป็นเส้นทางพระราชดำเนินนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ จึงได้ย้ายวัดมาอยู่ริมน้ำ เพื่อสะดวกในการสัญจรและได้ทำการเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดศรีษะทอง" จนมาถึงในปัจจุบันนี้

หลวงพ่อน้อย อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีษะทอง

หลวงพ่อน้อย ซึ่งนามเดิมว่า  "น้อย นาวารัตน์" เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2435   สมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส ได้สร้างพระเครื่องและเครื่องราง ไว้หลายชนิด จนเป็นที่เลื่องลือกันว่า อยู่ยงคงกพันยิ่งนัก โดยเฉพาะ "พระราหูอมจันทร์" และ "พระโคสุลาภ" หรือวัวธนู  

แต่พระราหูอมจันทร์เป็นเครื่องรางที่ได้ความนิยมจากประชาชนมากกว่าเครื่องรางชนิดอื่น  ประชาชนที่ทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์ต่างก็เดินทางกันมากราบไหว้ และขอเช่าไปบูชา จนสืบต่อมาเป็นเวลาช้านาน  ทำให้วัดศรีษะทอง หรือวัดพระราหูเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของเครื่องรางมาถึงสมัยปัจจุบัน 

จากศรัทธาที่หลังไหลกันมาอย่างไม่ขาดสาย ทางวัดจึงได้นำเงินที่บริจาคมาสร้างโบสถ์และวิหารต่างๆขึ้นมาหลายหลัง  แต่เป็นแบบกระทัดรัดสวยงาม   สถาปัตยกรรมไทยแบบประยุกต์ แต่งประดับด้วยปูนปั้นรูปเหล่าเทวดาถืออาวุธ และมีลวดลายอ่อนช้อยสวยงาม  นับเป็นงานศิลปกรรมไทยชั้นบรมครูที่หาดูได้ยาก
 
นอกจากนี้ภายในวิหารต่างๆยังแต่งแต้มด้วยภาพวาดจิตรกรรมทางพุทธประวัติอย่างสวยงาม  และเต็มทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะแหงนมองไปทางไหนก็มีแต่ภาพวาดจิตรกรรมเต็มไปหมด นับเป็นการสร้างวิหารที่ผสมผสานงานศิลปะไทยหลายๆแขนงไว้รวมกัน 

ขณะนี้โบสถ์วิหารและศาลาต่างๆที่เห็นภายในวัดยังไม่เสร็จสมบูรณ์   อนาคตหากทุกอย่างเสร็จสิ้นก็น่าจะเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่เป็นทั้งวัดและเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนครปฐม 



25 กรกฎาคม 2553
โฟโต้ออนทัวร์


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


กำเนิดของพระราหู

กำเนิดของพระราหูมีอยู่ด้วยกัน 2 ตำนานด้วยกันคือ 1.พระราหูถูกสร้างขึ้นมาโดยพระอิศวร หรือพระศิวะจากหัวกะโหลก 12 หัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีทอง แล้วประพรมด้วยน้ำอัมฤตเสกได้เป็นพระราหู มีสีวรกายสีนิลออกไปทางทองแดง ทรงสุบรรณ (ครุฑ) เป็นพาหนะ มีวิมานสีนิลอยู่ในอากาศ ประจำอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) และแสดงถึงเศษวรรคที่ 1 (ย ร ล ว) 2.พระราหูเป็นโอรสของท้าววิประจิตติและนางสิงหิกาหรือนางสิงหะรา เมื่อเกิดมามีกายเป็นยักษ์และมีหางเป็นนาค

พระราหูเป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์ ให้ผลในทางลุ่มหลงมัวเมา พระราหูเป็นมิตรกับพระเสาร์และเป็นศัตรูกับพระพุธอันมีเหตุตามนิทานชาติเวร

ในอดีตชาติ พระราหูได้เกิดมาเป็นน้องร่วมท้องเดียวกันกับเทวดานพเคราะห์อีก 2องค์ คือ พระอาทิตย์ และพระจันทร์ โดยพระราหูเกิดเป็นน้องสุดท้อง ครั้งหนึ่ง พระราหูได้ร่วมทำบุญถวายพระที่มารับบิณฑบาตร่วมกับพี่ทั้ง 2 คน พระอาทิตย์ตักบาตรในครั้งนั้นด้วยภาชนะทอง พระจันทร์ตักบาตรด้วยภาชนะเงิน ส่วนพระราหูตักบาตรด้วยภาชนะที่ทำมาจากกะลามะพร้าว เมื่อทั้ง 3 พี่น้องได้มาเกิดเป็นเทวดานพเคราะห์ พระอาทิตย์จึงมีรัศมีและวรรณะเปล่งปลั่งดุจทองคำ พระจันทร์มีรัศมีและวรรณะเป็นสีขาวสว่างดุจเงิน และพระราหูมีรัศมีและวรรณะเป็นสีนิลออกไปทางทองแดง (แต่ในบางตำราก็ว่ากายของพระราหูนั้นมีสีดำบ้าง สีทองบ้าง แตกต่างกันไป)

สาเหตุที่พระราหูมีกายเพียงครึ่งท่อน
มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่เหล่าเทวดาได้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอัมฤตนั้นมีทั้งเทวดาและยักษ์ทั้งหลายเข้าร่วมทำพิธี พระราหูได้แอบอยู่ในกลีบเมฆ เมื่อทำพิธีสำเร็จพระราหูจึงรีบลอบดื่มน้ำอัมฤตที่เกิดขึ้นนั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้นไปทูลบอกพระนารายณ์หรือพระวิษณุ พระนารายณ์ทราบจึงขว้างจักรตัดไปถูกกลางตัวพระราหูขาดกลายเป็นสองท่อน แต่ด้วยว่าน้ำอัมฤตที่พระราหูได้ดื่มนั้นไหลไปจนถึงกลางตัวพระราหูแล้วพอดี ครึ่งบนของพระราหูที่ถูกตัดออกจึงกลายเป็นอมตะ

ส่วนครึ่งล่างนั้นได้กลายมาเป็นพระเคราะห์องค์ที่ 9 แห่งเหล่าเทวดานพเคราะห์ซึ่งก็คือ พระเกตุ จากนั้นเมื่อครั้งใดที่พระราหูได้พบเจอพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ พระราหูก็จะจับมากลืนกินด้วยความโกรธแค้นที่เทวดาทั้งสององค์นำเรื่องไปทูลพระนารายณ์ แต่อมไว้ในปากได้ไม่นานก็ต้องคายออกมาเพราะทนความร้อนและรัศมีของเทวดานพเคราะห์ทั้งสองไม่ได้ เกิดเป็นเหตุของปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคาตามคติความเชื่อของคนโบราณ

ในโหราศาสตร์ไทย พระราหูถูกแทนด้วยสัญลักษณ์  8 และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจากหัวกะโหลก 12 หัว จึงมีกำลังพระเคราะห์เป็น 12

ที่มา วิกิพีเดีย

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


วิธีบูชาพระราหู

การบูชาพระราหู จะนำความสำเร็จหรือมีโชคอย่างดีที่สุด และมีทางจะร่ำรวยด้วยอิทธิพลของเลข ๘ การบูชาจึงให้ใช้ของดำ 8 อย่าง ดังนี้
ไก่ดำ เหล้าดำ การแฟดำ เฉาก๊วย ข้าวเหนียวดำ ถั่วดำ ขนมเปียกปูนดำ และไข่ดำ จะมีความสำเร็จหรือมีโชคลาภอยู่เสมอ การเงิน การลงทุนทุกอย่างจะมีทางรวย ปัญหาที่มีบ้างก็สามารถแก้ไขไปจนเรียบร้อย
การบูชาพระราหูเป็นการเสียเงินค่าบูชาน้อยมาก แต่ก็จะสามารถแก้ไขได้ทุกอย่างได้อย่างดี แทนที่จะไปโดนหลอกลวงเสียเงินเป็นแสนเป็นล้านก็จะรอดพ้นไปได้อย่างสบายๆ ไม่มีความงมงาย

ส่วนมากจะเป็นคุณหญิงคุณนายประเภทไฮโซมีเงินมากมายมหาศาล แต่มีปัญญานิ่ม ก็ต้องโดนหลอกเสียอย่างสาสม เพราะความหึงหวงสามีกลัวจะมีเมียน้อย และประเภทเมียน้อยกลัวสามีจะรักน้อยไป ก็ไปให้หมอดูเจิมตัวให้เกิดเสน่ห์ต่างๆ จนเกิดมีเรื่องเสียหายเกิดขึ้นบ่อยๆ และด้วยความอับอาย ก็ต้องแล้วๆกันไป บางทีก็ถูกรีดไถกันเสียหายต่อไปอีกด้วย

การบูชาพระราหู เมื่อได้ของดำ 8 อย่างมาแล้ว ก็ทำพิธีกลางแจ้ง ใช้โต๊ะวางกลางแจ้ง หรือที่สนาม หรือที่ดาดฟ้าก็ได้ บางทีก็ทำที่ระเบียงที่มีลมพัดผ่านได้

อาหารต้องเป็นของดำที่สุกแล้ว สามารถนำมากินหรือดื่มต่อไปได้ การจะให้ขลังต้องดื่มหรือเอาไปอาบจะดีมาก ส่วนอาหารประเภทกินได้ ก็นำมากินได้เช่นเดียวกัน และสามารถจะนำไปแจกจ่ายคนข้างบ้านได้ด้วย

การบูชาพระราหู จะอธิษฐานอย่างไรตามใจปรารถนา และสามารถทำได้ทุกวันพุธตอนกลางคืน เวลาอะไรก็ได้ ในวันพุธแรกที่บูชา จะเป็นของดำที่ครบชุดหรือชุดใหญ่ และสามารถบูชากันทั้งบ้าน หรือชักชวนคนอื่นๆมาบูชากันก็ได้ ส่วนของบูชาใช้ชุดเดียวกันนั้นเท่านั้น แต่ต้องใช้ธูปดำคนละ 8 ดอกต่างหาก

ครั้งแรกบูชาครบชุดแล้ว ครั้งต่อๆไปก็ใช้เฉพาะเหล้า 1 จอก และธูป 8 ดอก ในการอธิษฐาน หรือขอพรความสำเร็จ การบูชาพระราหูดังกล่าวนี้ไม่ใช่การบูชาพระราหูประจำวัน แต่เป็นการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มีการช่วยเหลือในทางโชคลาภ หรือเป็นการป้องกันภัยต่างๆที่จะเกิดขึ้นต่อไป เป็นการบูชาที่ขออะไรก็ได้ แม้บางอย่างจะเป็นการโลภหรือเป็นการผิดกฎหมายก็ได้ แต่ทั้งนี้อย่าได้ผิดศีลธรรมที่ดี การเงิน ความสำเร็จทั่วไป จะเกิดขึ้นกับทุกท่านที่บูชาพระราหูด้วยความศรัทธา

การบูชาพระราหู หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เทพราหู" ซึ่งถือเป็นเทพองค์หนึ่ง สามารถบันดาลประโยชน์และโทษให้เกิดขึ้นกับบุคคลหรือสิ่งต่างๆได้

ฉะนั้น เพื่อให้โชคร้ายอันอาจจะเกิดขึ้นบรรเทาลง หรือแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งดีงาม จึงได้คิดค้นวิธีบูชาเทพองค์นี้โดยไม่ต้องขอให้คนอื่นมาทำพิธีให้ สามารถกระทำการบูชาด้วยตัวเอง และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายอะไร

วันบูชา ขอให้บูชาในวันพุธตอนกลางคืน (เวลาใดก็ได้ที่สะดวก) กลางแจ้งที่มีลมพัดผ่าน

ทิศ หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ของบูชา 8 อย่าง ดังที่กล่าวไว้แล้ว

ท่านที่หาของตามนี้ไม่ได้ ก็เปลี่ยนเป็นของดำอย่างอื่น เช่น องุ่นดำ งาดำ น้ำอัดลมสีดำ ก็ได้ ทั้งนี้ของดำทั้ง 8 อย่างต้องให้สุกทั้งหมด (หมายถึงพร้อมกินหรือดื่มได้)

การกล่าวคำบูชา ข้าแต่พระราหูเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ข้าขอนำอาหารมาบูชา ขอจงดื่มและกินตามอัธยาศัย ขอจงช่วยคุ้มครองข้า (บอกชื่อผู้บูชา) และขอให้พ้นจากอันตราย ให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และขอให้มีความสุขความเจริญ มีเงินทอง มีโชคลาภตลอดไป

เสร็จพิธี เมื่อธูปหมดดอกก็เป็นอันเสร็จพิธี ให้นำของบูชาทั้งหมดมารับประทานได้ เหล้าให้นำมาดื่มหรือผสมน้ำอาบก็ได้ (ไม่มีคำลา)

การบูชาครั้งแรก จงบูชาด้วยของดำ 8 อย่าง และธูปดำ 8 ดอก วันพุธตอนกลางคืน วันพุธต่อไปให้บูชาด้วยเหล้า 1 จอก ธูปดำ 8 ดอก

ข้อยกเว้น อาจทำพิเศษในคืนวันที่ 3 , 8 , 12 , 18 , 28
คนเกิดวันพุธกลางคืน ถ้าบูชาตลอดชีวิตได้จะดีมาก

คนที่เกิดวันที่ 3 , 8 , 12 , 18 , 28 หรือบ้านเลขที่ บัตรประจำตัวประชาชน บัตรข้าราชการ เลขทะเบียนบ้าน เบอร์โทรศัพท์ที่ลงท้ายด้วยเลข 8 คนที่มีอักษร ย ร ล ว อยู่ในชื่อ ควรบูชาพระราหูเป็นประจำ จะเกิดความร่ำรวยและมีความสำเร็จในกิจการงานทั้งปวง นอกจากนี้จะมีความปลอดภัยในการเดินทางไกล การเสี่ยงโชค หรือการลงทุนจะร่ำรวยดีมาก

การบูชาพระราหู ผู้บูชาจะต้องมีศีลมีธรรมและมีความดี มีคุณธรรมสูง และทำบุญกุศลอยู่เสมอ ความร่ำรวยหรือโชคลาภใหญ่ก็จะเกิดขึ้นได้

(ตำรับของโหร อรรถวิโรจน์ ศรีตุลา)




แผนที่เดินทางสู่วัดศรีษะทอง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม (คลิกที่ภาพ)





 
     
 
 
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ