Home : Gallery : Phu Ruea 05
 
 

เที่ยวภูเรือ - ด่านซ้าย - เชียงคาน จ.เลย
อช.ภูเรือ สวนคริสต์มาส วัดพระธาตุศรีสองรัก วัดเนรมิตรวิปัสนา พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน(วัดโพนชัย) ทิวทัศน์ริมแม่น้ำโขง ถนนคนเดินเมืองเชียงคาน ตักบาตรที่เชียงคาน แก่งคุดคู้

 
 

ตอนที่ 5  : Monks collecting alms at dawn in Chaing Khan ตักบาตรยามเช้าที่เชียงคาน

                                                    



                                                    



                                                    

 
ตักบาตรที่เชียงคาน
(เดินทาง 24 มค.57)
 
 



 

 

เที่ยวเชียงคาน จ.เลย มาถึงตอนที่ 5 แล้ว และไฮไลท์ที่ทำให้เมืองเชียงคานเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นเมืองท่องเที่ยวก็คือ การตักบาตรข้าวเหนียวในตอนเช้า ที่หลายคนบอกว่าคล้ายกับวิธีชีวิตของคนลาว

ความจริงคนเชียงคานและอีกหลายๆพื้นที่ทางภาคอีสานก็คือคนลาวกับคนเขมรที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วยกันทั้งนั้น คนอีสานทางตอนเหนือกับตอนกลางที่มีเชื้อสายลาวก็จะเว้าลาวได้ คนอีสานที่ติดเขมรก็จะพูดภาษาเขมรได้ เช่นคนในจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ และสระแก้ว(ภาคตะวันตก) จะพูดคำว่า "จุมเรี๊ยบซัว หรือ ซัวสะเด็ย" ที่แปลว่าสวัสดี ส่วนภาษาลาวก็ใช้คำว่า "สะบายดี"

สมัยก่อนลาวอ่อนแอกว่าไทยจึงตกเป็นเมืองขึ้นมาตลอด และเป็นระยะเวลาที่ยาวนานหรือตั้งแต่สมัยสุโขทัย

สมัยประวัติศาสตร์ เมื่อไทยจะไปรบกับใคร บรรดาหัวเมืองที่ขึ้นกับไทยก็มีหน้าที่กวาดต้อนผู้คนให้มาช่วยเสริมกำลังทัพ หรือให้เป็นฝ่ายสนับสนุน เช่นมีหน้าที่สร้างกำแพงเมือง สร้างเชิงเทิน หรืออาจให้ไปอยู่ฝ่ายเสบียง ทำหน้าที่เก็บข้าวปลาอาหารไว้ในกองเสบียง รวมถึงการทำนาเกี่ยวข้าวด้วย

คนลาวจึงถูกกวาดต้อนมาเกือบทุกครั้งที่ไทยมีศึกสงคราม และเข้ามามากที่สุดก็ในสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้า(รัชกาลที่ 3)หรือสมัยที่พระเจ้าอนุวงศ์จากลาวก่อการกบฏ ถึงขั้นยกทัพมาหมายจะตีไทย ทั้งที่ขณะนั้นลาวยังตกเป็นเมืองขึ้นของไทย และยังอ่อนแอกว่าบางหัวเมืองทางภาคอีสาน

เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้เกิดประวัติศาสตร์เรื่องย่าโมหรือคุณหญิงโมที่ออกสู้รบกับกองทหารของเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งหลังจากที่กองทัพสยามยกทัพไปปราบกบฏที่เวียงจันทน์ ก็ได้กวาดต้อนคนลาวเข้ามาทางฝั่งไทยเป็นจำนวนมาก และให้กระจายไปตามภาคต่างๆของประเทศ

ดังนั้นหากมีชุมชนชาวลาวในจังหวัดใด ก็เข้าใจได้เลยว่าส่วนใหญ่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 - 4

และเพื่อไม่ให้คนลาวคิดกบฏอีก รัฐบาลสมัยนั้นจึงต้องให้กลุ่มคนลาวกระจายไปอยู่จังหวัดต่างๆของไทย ประเทศไทยทุกวันนี้จึงมีกลุ่มชาติพันธ์จากลาวเป็นจำนวนมาก บางกลุ่มก็ยังรวมตัวจนเกิดเป็นชุมชนและยังรักษาขนบประเพณีของตน เช่นกลุ่มไทยทรงดำในจังหวัดเพชรบุรี หรือที่เรียกว่าลาวโซ่ง และในจังหวัดเพชรบุรีก็ยังมีลาวพวนอีกด้วย

และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างไทย-ลาว ตำราต่างๆจึงมักใช้คำว่า“ลาวอพยพ”

เช่นคนลาวจากเมืองเชียงขวาง จ.เชียงราย อพยพเข้ามาในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งฟังแล้วดูดี แต่ความเป็นจริงแล้วคนลาวเค้าไม่ต้องการอพยพเข้ามาทางฝั่งไทย เนื่องจากข้าวปลาอาหารก็อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และแม่น้ำโขงก็มีปลามากมาย ลาวไม่ใช่ประเทศที่อดอยากเหมือนกับประเทศจีนสมัยอดีต ถึงขนาดต้องอพยพย้ายถิ่นฐานนั่งเรือสำเภาออกไปตายเอาดาบหน้า

คนลาวที่อยู่ในประเทศไทย ที่ถูกต้องก็คือคนไทยไป“กวาดต้อน”เข้ามาทั้งนั้น 

สมัยกบฏเจ้าอนุวงศ์ เมื่อพ.ศ.2370 คนสมัยก่อนเค้าบอกว่า กรุงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาวแทบจะเป็นเมืองร้าง เนื่องจากส่วนหนึ่งถูกกวาดต้อนเข้ามาทางฝั่งไทยหลังผ่ายแพ้สงครามในสมัยรัชกาลที่ 3 หรือสมัยกบฏเจ้าอนุวงศ์ และส่วนหนึ่งได้หนีเข้าป่า หรืออพยพหนีสงครามเข้าเวียดนามไปพร้อมๆกับเจ้าอนุวงศ์

สมัยประวัติศาสตร์ ลาวกับเวียดนามมีความสนิทสนมกัน และมีความสนิทสนมกว่าไทย ลาวสมัยก่อนมองไทยเป็นศัตร เนื่องจากอยู่ในฐานะที่ตกเป็นเมืองขึ้นของไทย จึงมีความคิดที่จะกอบกู้ประเทศเมื่อมีโอกาส แต่สำหรับเวียดนามแล้วลาวกลับมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน โดยเฉพาะคนในราชสำนักด้วยกัน

คนลาวบางกลุ่มที่กระจัดกระจายอยู่ตามภาคต่างๆของไทยส่วนใหญ่ได้ถูกวัฒนธรรมของไทยกลืนลาวจนหมดสิ้น พูดง่ายๆก็คือกลายเป็นคนไทยไปหมดแล้ว หากจะพอหลงเหลือก็น่าจะเป็นภาษาพูดและวัฒนธรรมบางอย่างที่ยังสืบสานให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม

เช่นคนที่หมู่บ้านลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง หากได้ฟังภาษาพูดซึ่งเป็นภาษาทางภาคเหนือแล้วก็รู้ว่ามีสำเนียงที่แตกต่างกับคนเกาะคาจากหมู่บ้านอื่นๆ สำเนียงหรือภาษาพูดของคนลำปางหลวงเหมือนมี “เอื้อน”ด้วย คำพูดเอื้อนๆคือจะออกเสียงสูงๆต่ำๆ แตกต่างกับคนเกาะคาในพื้นที่อื่นที่จะพูดแบบห้วนๆ 

และปรากฏว่าคนบ้านลำปางหลวงแท้ๆ กลับมีหน้าตาที่คล้ายคนลาวนครเวียงจันทน์เป็นอย่างมาก(เช่นหน้ากลม) ขณะเดียวกันสำเนียงภาษาที่พูดก็คล้้ายกัน เรื่องนี้อาจไม่มีข้อสรุป เพราะจากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่คนบ้านลำปางหลวงว่ามาจากไหน เค้าก็ตอบไม่ได้ แต่บอกว่าบรรพบุรุษมาจากที่อื่นๆ ไม่ใช่เป็นคนภาคเหนือและไม่ใช่คนเกาะคามาแต่กำเนิด

เรื่องชาติพันธ์ดั่งเดิมก็ไม่ต่างกับประเทศอื่นๆที่ถูกคนท้องถิ่นกลืนวัฒนธรรมจนหมดสิ้น ไม่ต่างกับคนลาวในปัจจุบันที่เกิดการผสมผสานระหว่างคนลาวกับเวียดนาม จนเกิดคนลาวสายพันธ์ใหม่

เช่นสาวลาวในปัจจุบันมีรูปร่างสูงโปร่ง มีผิวคล้ายคนจีน ที่สำคัญทั้งสวย ขาว และหุ่นดีกว่าคนลาวแท้ๆ ใครไปลาวหรือเห็นสาวลาวที่รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ารูปไข่ และหุ่นดี ฟันธงได้เลยครับว่ามีเชื้อสายเวียดนามทั้งนั้น

สาวลาวที่เห็นรูปร่างสวยและหน้าตาดีในปัจจุบัน ถ้าให้เดาก็น่าจะเป็นผลพวงสมัยที่ทั้งลาวและเวียดนามต้องตกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ด้วยกันทั้งคู่ ตอนนั้นเวียดนามต้องให้ความช่วยเหลือประเทศลาวในเรื่องการทหาร ทหารเกณฑ์จากเวียดนามถูกส่งมาประจำการในประเทศลาวโดยเป็นทหารอยู่ในเวียดนาม 1 ปี และถูกส่งมาที่ลาว 1 ปี

ปัจจุบันมีชาวเวียดนามอาศัยอยู่ในลาวน่าจะเป็นหลักล้าน และกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ บางแห่งเช่นที่เมืองจำปาสัก แขวงปากเซ หรือลาวใต้ ก็มีหมู่บ้านชาวเวียดนาม เคยไปเที่ยวเมื่อปี 49 เห็นผู้หญิงลาวมีหน้าตาคล้ายคนเวียดนาม เค้าก็บอกว่าเป็นคนเวียดนาม หรือพ่อแม่เป็นคนเวียดนาม




ตักบาตรที่เชียงคาน

หลายคนคงเคยเห็นภาพชีวิตที่เรียบง่ายของคนเชียงคาน ในทุุกๆเช้าจะมีชาวบ้านออกมาใส่บาตร เรียกว่าตักบาตรข้าวเหนียวจากกระติ๊บใบเล็ก ภาษาลาวและอีสานเรียกว่า"จ๊กข้าวเหนียวใส่บาตร" ทางอีสานคำว่าจ๊กข้าวเหนียวอาจเห็นภาพไม่ชัด แต่ถ้ามีโอกาสไปหลวงพระบางก็จะรู้จักคำว่า “จ๊กข้าวเหนียว” ได้อย่างชัดเจน

คือคนลาวเค้าจะใช้ปลายนิ้วจิกข้าวเหนียวเป็นก้อนเล็กๆเพื่อใส่บาตรกันอย่างรวดเร็ว ชนิดที่เร็วกว่านักท่องเที่ยวไทยมาก เห็นคนเฒ่าคนแก่ชาวลาวเค้าจ๊กกันเร็วๆก็เพื่อไม่ให้พระเสียจังหวะในการเดิน แต่พอมาถึงคนไทยแล้วต้องเสียเวลา ช้า เพราะมัวแต่ควักอยู่นั่นแหละ บางรูปก็เดินผ่านเอาดื้อๆ เนื่องจากทิ้งห่างพระรูปอื่นไปมาก อย่าลืมว่าพระออกมาบิณฑบาตถึง 200 รูป จึงต้องควบคุมจังหวะและความเร็วให้ได้อย่างเหมาะสม   

นักท่องเที่ยวไทยที่ไปหลวงพระบางปรากฏว่าไม่มีใครแนะนำเลยว่าต้องทำหรือจ๊กข้าวเหนียวกันอย่างไร ไกด์ก็ไม่บอก คงคิดว่าเหมือนๆกับเมืองไทย แต่ไม่ใช่นะครับ พระที่หลวงพระบางออกมาเดินบิณฑบาตทุกๆเช้าเป็นจำนวนมาก ทุกอย่างจึงต้องรวดเร็ว เปิดฝาบาตรรับข้าวเหนียวกันแบบเร็วๆ ดุแล้วเหมือนยากแต่คนลาวเค้าชำนาญแล้วจึงดูลื่นไหล โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่


ชมภาพตักบาตรข้าวเหนียวที่หลวงพระบาง ตอบคำถามว่า "จ๊กข้าวเหนียว" เป็นแบบนี้นี่เอง





การใส่บาตรของคนลาวจะใส่แต่ข่าวเหนียวล้วนๆ ดังนั้นจึงไม่ต้องพิรี้พิไรค่อยเป็นค่อยไปเหมือนเมืองไทยที่ต้องใส่ทั้งอาหาร ขวดน้ำ ดอกไม้ และซองเงิน กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลานาน

แต่ธรรมเนียมของลาวต่างกับไทย คือเค้าจะใส่ข้าวเหนียวอย่างเดียว ลาวจึงมีคำ“ตักบาตรข้าวเหนียว”

และที่เชียงคานซึ่งเป็นคนอีสานเชื้อสายลาวก็มีประเพณีตักบาตรขาวเหนียวติดต่อกันมาเป็นเวลานานกระทั่งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว หลายคนที่มาเห็นต่างก็บอกว่าคล้ายๆกับประเทศลาวบ้าง คล้ายหลวงพระบางบ้าง ทำให้เกิดเป็นกระแสกันอย่างรวดเร็ว

แต่พอเชียงคานกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ประเพณีตักบาตรตอนเช้าๆก็เลยผิดเพี้ยน ไม่เป็นไปตามประเพณีแบบดั่งเดิม ดูแล้วก็ไม่ต่างกับกับการตักบาตรทั่วๆไป เช่นมีของหลายอย่าง มีโน่นมีนี่ จิปาถะ คล้ายกับการถวายสังฆทาน

ทุกวันนี้พระจึงต้องมีรถมารับของที่นักท่องเที่ยวใส่บาตร ดูแล้วก็ไม่ต่างกับที่อื่นๆ และนี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมือนอดีตทีเคยมีกระติ๊บข้าวเหนียวเพียงอย่างเดียว

อะไรที่ทำให้เปลี่ยนไป ก็ต้องบอกว่า ทั้งชาวบ้านเชียงคานและนักท่องเที่ยวด้วยกันเองนั่นแหละ

เรื่องนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเมื่อมีคนมากหรือมีนักท่องเที่ยวมาก จึงเกิดธุรกิจนี้ขึ้นมา

ตอนเช้าๆบนถนนสายวัฒนธรรมเมืองเชียงคานจะมีร้านค้าแถวนั้นตั้งโต๊ะวางขายชุดใส่บาตร ชุดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ตามกำลังทรัพย์ของผู้ซื้อ นักท่องเที่ยวซื้อไปแล้วก็ไปนั่งบนเสื่อที่ปูเป็นทางยาวหน้าร้าน หรือบางร้านก็ปูเสื่อพร้อมวางถาดชุดใส่บาตรเรียงเป็นระยะๆ พอนักท่องเที่ยวมาถึงก็จะนั่งตามที่เค้าจัดวางไว้ จ่ายเงินจ่ายทองโดยไม่ต้องลุกไปไหน

นี่คือภาพที่เกิดขึ้นในเชียงคาน ดูแล้วก็สะดวกดี แต่รู้สึกจะเป็นธุรกิจมากเกินไปจนทำให้คำว่า“ตักบาตรข้าวเหนียว” แบบพื้นบ้านแท้ๆกำลังจะหายไปจากเชียงคาน หรืออีกทีก็ยกถนนสายนี้ให้เป็นเรื่องของการท่องเที่ยวเอาไว้ดึงนักท่องเที่ยว ส่วนชาวบ้านก็จะใส่บาตรในที่แห่งใหม่ ไม่ปะปนกัน   

ความจริงถ้าจะรักษาประเพณีดั่งเดิมก็ทำไม่ยาก และควรทำเหมือนกับที่หลวงพระบาง คือให้ใส่แต่ข้าวเหนียวล้วนๆ โดยร้านค้าจัดเตรียมแต่เสื่อกับกระติ๊บข้าวเหนียว ไม่ต้องมีชุดสังฆทานขนาดย่อมๆให้เป็นที่ระคายเคืองสายตา ส่วนใครจะมอบเงินก็เตรียมใส่ซองไว้ให้จะได้ไม่ดูประเจิดประเจ้อ


และหากทางอำเภอเชียงคานปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร หรือคนเชียงคานอาจเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย และไม่ผิดประเพณี


    


โฟโต้ออนทัวร์
31 สิงหาคม 2557




 


 
  Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์

copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ

Contact Us : [email protected]

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls      Site Update    Contac Us