Home   :    Gallery   :   Doi Mae Salong Part 3
 
 
    Home
 
ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย ดินแดนชนเผ่าและที่ตั้งกองพล93 จากประเทศจีน (เดินทาง มค.58)
Part 1 : Doi Mae salong, Tribal Area & Division 93rd from Republic of China


 
ชมภาพท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย : ภูชี้ฟ้า : ไร่บุญรอด : วัดร่องขุน : ดอยแม่สลอง ตอนที่ 1  ตอนที่ 2   ตอนที่ 3 : บ้านดำของถวัลย์ดัชนี
 

 
ภาพชุดดอยแม่สลอง
 
 
                 
 
 
ดอยแม่สลอง ดินแดนแห่งไร่ชาและที่ตั้งกองพล 93 : Doi Mae salong, Tribal Area & Division 93rd from Republic of China
 
   
ตอนที่ 3
   
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

ดอยแม่สลอง เชียงราย ตอนที่ 3
(เดินทาง มกราคม 2558)




เที่ยวดอยแม่สลองได้มาถึงตอนสุดท้ายแล้วละครับ คราวนี้จะพาไปเที่ยวไร่ชาที่มีชื่อ ชาที่นำมาปลูกน่าจะมีหลายพันธ์ แต่พันธ์ที่มีชื่อมากที่สุดก็คือ “ชาอู่หลง”

คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับชาจีนนัก เนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จะให้กินชาร้อนๆ ก็คงจะไม่ไช่ ร้อนปาก ร้อนคอ แถมเหงื่อแตก

เคยไปเที่ยวเมืองจีนมาหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ถูกต้อนเข้าร้านชาตามธรรมเนียมของการท่องเที่ยวประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นทัวร์กรุ๊ปๆไหน และไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนหรือไทย โดนต้อนเข้าร้านชาและร้านสมุนไพรหมดครับ

ร้านชาที่ขายให้กับนักท่องเที่ยวในจีนจึงขายดี เนื่องจากพอเข้าไปนั่งในห้องแอร์เย็นๆแล้วก็จะมีพิธีกรที่พูดภาษาไทยได้มาบรรยายสรรพคุณว่า ชาแบบโน้นแบบนี้ดีอย่างไร แก้โรคภัยไข้เจ็บอะไรบ้าง ทำเอาหลายคนเคลิ้มไปว่า แค่ใบชาใบเล็กสามารถรักษาโรคภัยได้สารพัด

บรรยายไปสักพัก จากนั้นก็จะสอนวิธีการชงชาที่ถูกต้อง ชงเสร็จก็เทใส่ถ้วยตะไลเล็กๆมาแจกจ่ายให้ลองชิม

และคนที่นำชามาแจกให้ชิมก็มักคัดสาวจีนในชุดสีแดงๆ หน้าตาดีๆ มาเดินแจก

เห็นหน้าคนแจกขาวๆ หมวยๆ สวยๆ ด้วย ก็ต้องชิมกันหลายรอบ และหลายแก้ว 

ชาแต่ละชนิดก็งั้นๆแหละครับ ดูจะคล้ายๆกันไปหมด เนื่องจากเราไม่ไช่คอชา หรือประเภทแฟนพันธ์แท้ เค้าให้ชิมก็ชิมไป บางชนิดมีกลิ่นหอม  บางชนิดมีกลิ่นคล้ายชาเขียว บางชนิดมีกลิ่นคล้ายดอกไม้

คนไทยน้อยคนที่จะอุดหนุนซื้อชาจากร้านในประเทศจีน แต่บางคนที่มีญาติพี่น้องเป็นคนจีนก็อาจซื้อไปฝาก บางคนซื้อกันเป็นหมื่นๆ แถมยังลดแลกแจกแถมอีกเพียบ  ตามเทคนิคของการตลาด

เช่น พอลูกค้าขอต่อรองราคา หรือขอแถมโน่นแถมนี่ คนขายหรือพิธิกร ก็ออกตัวว่าขอไปปรึกษากับผู้จัดการก่อน จากนั้นก็เดินออกนอกห้อง ราว 4-5 นาที ก็กลับเข้ามา บอกผู้จัดการอนุมัติให้เป็นกรณีพิเศษ

ความจริงก็เป็นลีลาของการขาย ลดราคาให้นะ มันได้อยู่แล้ว แต่ก็แกล้งทำให้มันดูมีขั้นตอนว่าพิเศษจริงๆสำหรับคนไทย

ไปเมืองจีนแล้วต้องเตือนสติตลอดว่า คนจีนนี่ ลีลา ลวดลาย และหลอกลวงอยู่ในสายเลือด จึงอย่าหลงเชื่ออะไรนัก แต่ถึงแม้จะรู้ คนไทยจำนวนไม่น้อยที่หลงคารม และจ่ายกันแบบง่ายๆ

ที่สิบสองปันนา เขตยูนนานของจีน มีชาฝูเอ่อ(หรือผู่เอ๋อร์) ที่มีชื่อ แต่เป็นชาหมัก(จนแห้ง) สามารถเก็บไว้ได้นานหลายปี หรืออาจเป็นร้อยๆปี ยิ่งนานก็ยิ่งแพง เมื่อราว 7-8 ปีก่อน มีข่าวการประมูลชื้อชาฝูเอ่อหรือชาหมักที่มีอายุนานมาก ตามข่าวบอกว่าประมูลซื้อกันโลละเป็นล้านๆ(บาท) และผู้ประมูลได้ก็เป็นชาวจีนในฮ่องกง

สำหรับชาที่ปลูกกันบนดอยแม่สลอง ได้นำพันธ์มาจากเกาะใต้หวัน หรือจีนใต้หวัน คนที่นำมาปลูกก็เป็นชาวจีนจากกองพล 93 ของนายพลต้วนที่อพยพมาจากเมืองจีนสมัยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อราว 30-40 ปีก่อน

พวกจีนยูนนานสมัยที่อพยพมาก็คล้ายกับชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอาศัยอยู่ในป่าในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นรอยต่อ 3 ประเทศ ระหว่างประเทศพม่า ไทย และลาว

แรกๆคนจีนพวกนี้ก็ปลูกฝิ่น และค้าเฮโรอิน เพื่อนำเงินมาซื้ออาวุธ แต่หลังจากถูกขับไล่โดยพม่าและไทย ก็หันมาปลูกชาแทนฝิ่น  ตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะเดียวกันรัฐบาลของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมนันท์ ก็อนุญาตให้อาศัยอยู่ในดินแดนไทยโดยไม่ผิดกฏหมาย โดยมีข้อแม้ว่าให้ทำหน้าที่ปกป้องการรุกรานของพวกคอมมิวนิสต์ตามแนวชายแดนไทย

แรกๆนั้นชาวจีนยูนนานบนดอยแม่สลองกลุ่มนี้ไม่ค่อยเป็นที่ไว้วางใจของคนไทยนัก 

อันดับแรกก็คือเป็นชาวจีนพลัดหลงมาจากสงคราม ไม่รู้ว่ามาดีหรือมาร้าย 

อันดับสองก็คือเป็นกลุ่มคนที่ค้าขายยาเสพติด มีความเกี่ยวพันธ์กับนักค้ายาเสพติดระดับโลก


แต่หลังจากที่มีการสร้างถนนจากอำเภอแม่จันขึ้นไปบนดอยแม่สลองเมื่อราวปี พศ.2527 เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเช่นเดียวกับเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์  ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่การต่อสู้กับพวกคอมมิวนิสต์ แต่หลังจากสร้างถนนและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว  ภาพลักษณ์เดิมๆที่เคยเป็นพื้นที่การต่อสู้และเป็นพื้นที่อันตรายก็หมดไป

ทุกวันนี้บนดอยแม่สลองมีการขยายพื้นที่ปลูกชาออกไปอย่างกว้างขวาง อนาคตอีกราว 10 ปี หรือ 20 ปี ก็อาจไม่ต่างกับไร่ชาคาเมรอนในประเทศมาเลเซีย  แต่การปลูกชาบนดอยแม่สลองอาจมีปัญหายุ่งยากกว่าการปลูกชาที่เขาคาเมรอน เนื่องจากดอยแม่สลองเป็นพื้นที่แห้งแล้ง เช่นเดียวกับดินแดนที่อยู่บนเขาทั่วๆไปทางภาคเหนือ

น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อการปลูกชา 

ปัญหาก็คือหากขยายพื้นที่ปลูกปไปแล้วจะเอาน้ำจากที่ไหนมารดต้นชา


ต่างกับเขาคาเมรอนในมาเลเซียที่ตั้งอยู่ในเขตชุ่มชื้น มีฝนตกชุกตลอดทั้งปี ปัญหาเรื่องน้ำจึงหมดไป




ไร่ชาบนดอยแม่สลองเท่าที่สอบถามคนในพื้นก็บอกว่ามี 2 แห่ง ที่เป็นไร่ใหญ่โตกว่าที่อื่น ก็ได้แก่ไร่ชา 101 กับไร่ชาพุดตาล

ใครมาเที่ยวดอยแม่สลองคงหนีไม่พ้นที่จะแวะเข้าไปถ่ายภาพในไร่ชา โดยเฉพาะไร่ชา101 ที่อยู่ติดถนน จอดรถริมทางก็เดินเข้าไปในไร่ชาได้เลย สนใจเรื่องชาก็มีร้านค้าให้ลองชิมพร้อมชมวิวทิวทัศน์ของไร่ชา

ส่วนไร่ชาพุดตาล ได้ยินว่าเป็นไร่ขนาดใหญ่ และเก่าแก่ของที่นี่ อาจเรียกว่าเป็นเจ้าพ่อของไร่ชาบนดอยแม่สลองก็น่าจะได้  นอกจากจะเป็นเจ้าของไร่ชาแล้วก็ยังมีภัตตาคารอาหารจีนยูนนานที่ใหญ่โตบนดอยแม่สลองอีกด้วย

ทั้งไร่ชา 101 และไร่ชาพุดตาล ต่างก็มีบรรยากาศที่ไม่ค่อยแตกต่างกันนัก ทั้งวิวทิวทัศน์ก็สวยงามพอๆกัน ใครอยากดึ่มด่ำกับธรรมชาติแบบไหนก็มานอนพักค้างคืนกันได้  หากไม่สะดวกก็ยังมีที่พักที่อยู่ใกล้เคียงให้นอนชมดาวได้ จะได้ถ่ายภาพดวงดาวยามค่ำคืน อาจได้ภาพสวยๆงามๆของไร่ชาที่แปลกกว่าคนอื่นๆ 

มาเที่ยวดอยแม่สลองแล้วก็ต้องทานอาหารจีนยูนนาน จึงจะเรียกว่ามาถึงแล้ว


เมนูหลักที่อยากแนะนำและเป็นเมนูที่ร้านอาหารของชาวจีนยูนนานมีความช่ำชอง ได้แก่ "ตุ๋นไก่ดำ และ ขาหมูหมั่นโถ "

ขอแนะนำแค่สองอย่างที่ถือว่าเป็นเลิศ ส่วนอย่างอื่นก็อร่อยไม่แพ้กัน

อาหารจีนยูนนาน แตกต่างจากอาหารจีนทั่วไปอย่างไร

ก็จะขอวิเคราะห์ตามที่มีโอกาสได้ลองทานอยู่ 2-3 ครั้ง


ก่อนอื่นต้องบอกว่า ชาวจีนยูนนานบนดอยแม่สลองหรือที่อื่นๆในภาคเหนือของไทยนั้น ได้อพยพมาจากมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งเป็นมณฑลที่อยู่ตอนใต้สุด  ส่วนเหนือสุดของมณฑลยูนนานจะอยู่ติดกับเทือกเขาหิมาลัย และเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำโขง

จีนยูนนาน ในสมัยประวัติศาสตร์เมื่อราว 1 พันปีก่อนหรือมากกว่านั้น ก็คืออาณาจักรน่านเจ้า
และเคยรุกเข้าไปตีจีนฮั่นจนถึงกรุงปักกิ่ง เป็นการเดินทัพจากใต้สู่ภาคเหนือ เรียกว่าเดินทางกันนับเป็นหมื่นลี้เลยทีเดียว

จีนยูนนานมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ต่างกับจีนฮั่น(หรือจีนกลาง) เช่นการแต่งกาย อาหารการกินก็นิยมรสจัดกว่า และเป็นเรื่องที่น่าแปลกกว่าร้านอาหารจีนยูนนานในเมืองใหญ่ๆของประเทศจีน กลายเป็นที่ชื่นชอบของชาวจีน

อาหารจีนยูนนานจะมีกลิ่นเครื่องเทศที่คล้ายกับเครื่องปรุงของอาหารเหนือในประเทศไทย หลายคนเคยทานอาหารจีนยูนนาน แต่อาจไม่ทราบว่ามีเครื่องปรุงอะไรบ้าง  แต่รู้ว่าเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง

“มะแขว่น” เป็นเครื่องเทศที่ชาวเหนือนำมาเป็นเครื่องปรุงของการทำลาบ หลู่ กลิ่นหอมแปลกๆ แต่ใส่ในอาหารแล้วจะอร่อยมาก เป็นกลิ่นเฉพาะ และเป็นกลิ่นเดียวกับที่จีนยูนนานนำไปปรุงอาหาร

มะแขว่น เจอหลายประเทศเช่นอินเดีย จีนตอนใต้  สิบสองปันนา ลาว พม่า และภาคเหนือของไทย

และการที่เครื่องเทศชนิดนี้แพร่หลายอยู่ในประเทศต่างๆ น่าจะมาจากการอพยพหนีภัยจากพวกมองโกลเมื่อราวเกือบพันปีก่อน ที่กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆจากอาณาจักรน่านเจ้าต่างอพยพลงมาตามลุ่มแม่น้ำโขง จากนั้นก็ไปตั้งรกราก สร้างบ้านแปงเมือง กลายเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย เป็นแว่นแคว้น กระจายไปในหลายๆที่ตามลุ่มแม่น้ำโขง

ได้แก่เมืองสิบสองปันนา (สิบสองพันนา) สิบสองจุไทย(ตอนเหนือของเวียดนาม) เมืองล้านช้าง(ลาว-หลวงพระบาง) เมืองเชียงตุง(ตอนเหนือของพม่า)  เมืองเชียงแสน(ในเชียงราย) และเมืองล้านนา-เชียงใหม่

เมืองทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มาจากที่เดียวกันคือมาจากอาณาจักรน่านเจ้า ทุกที่ทุกแห่ง มีวัฒนธรรม ประเพณี การแต่งกาย อาหารการกินที่คล้ายๆกัน  

คำถามที่ว่าชาวเขาในประเทศต่างๆเช่นชาวเขาในจีน เวียดนาม พม่า ลาว ไทย มาจากไหน คำตอบก็คือมาจากยูนนาน หรือน่านเจ้าในอดีตนั่นเอง

ใครที่สงสัยว่า ทำไมพวกม้ง อาข่า ฯลฯ จึงมีหน้าตาคล้ายคนจีน คำตอบก็คือกลุ่มชาติพันธ์เหล่านี้มาจากจีนตอนใต้ทั้งสิ้น


เมืองไทยมีชาวเขาเผ่าม้ง จีน พม่า ลาว เวียดนาม ก็มีเช่นไทย และส่วนใหญ่ก็ทานมะแขว่นเหมือนกัน

ล้านนาของไทยนำมะแขว่นไปปรุงอาหารในรูปของน้ำพริกเครื่องแกง นิยมใช้เม็ดที่แห้งแล้ว แต่ในสิบสองปันนาและในลาวนิยมทานสดหรือเมล็ดที่ยังสดๆ
ส่วนจีนยูนนานบนดอยแม่สลองนิยมนำไปคั่วกับน้ำมันหมูให้มีกลิ่นหอม ทำให้นำมันหมูของจีนยูนนานที่นำไปปรุงอาหารจึงมีกลิ่นของลูกมะแขว่น

แม้แต่กระเทียวเจียวที่ใส่ในก๋วยเตี๋ยวก็มีกลิ่นมะแขว่น ทำให้ก๋วยเต่ยวมีกลิ่นเครื่องเทศไปด้วย ใครอยากทราบรายละเอียดไปมากกว่านี้ก็ต้องไปหาทานที่ดอยแม่สลอง แล้วเลือกร้านที่เป็นจีนยูนนาน

นึกขึ้นได้ว่า มะแขว่นที่ว่านี้ยังใช้ทำไก่ดำตุ๋นยาจีนอีกด้วย ใครเคยทานอาหารเหนือ หรือเป็นคนเหนือ เพียงแค่ชิมน้ำไก่ดำก็รู้ได้ทันทีว่าใส่มะแขว่นด้วย

มะแขว่นเป็นพืชล้มลุก โดยเฉพาะตามป่าเขาจะมีมาก ชาวเขาทั่วไปทางภาคเหนือ(โดยเฉพาะจ.น่าน)จะรู้จักกันดี เนื่องจากนำมาปรุงเป็นอาหาร  ตามตลาดนัดต่างๆทางภาคเหนือก็จะเห็นชาวเขานำมาขายกันเป็นล่ำเป็นสัน และเป็นพืชสมุนไพรที่นำมาจากป่า ใช้นำมาปรุงอาหารเพื่อดับกลิ่นคาว เช่นลาบเลือด  และยังเป็นเครื่องชูรสของอาหารบางชนิดชนิดที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะพวกลาบเลือด หรือยำไก่กับหัวปลี

“มะแขว่น” และ “มะแหลบ” ซึ่งเป็นเครื่องเทศอีกชนิดหนุ่ง ปกติชาวเขาหรือชาวบ้านในชนบทมักจะขายคู่กัน เป็นเครื่อเทศประเภทมีกลิ่นหอม และมีรสร้อนแรงเช่นกัน


หน้าตาของมะแขว่นเป็นแบบนี้ครับ




ใครมาทานอาหารจีนยูนนานแล้วก็อาจได้กลิ่นเครื่องเทศแปลกๆ โดยเฉพาะตุ๋นไก่ดำ

อีกอย่างอาหารบนดอยแม่สลองที่ชอบมากก็คือขาหมู –หมั่นโถ  หรือซาลาเปาจืด (ไม่มีใส้) รสชาติขาหมูของจีนยูนนานรู้สึกว่าเข้มข้นอร่อยกว่าขาหมูที่ทานจากที่อื่นๆ   

ไม่ลองไม่รู้ จึงต้องหาทานกันเอาเอง  แต่ปัจจุบันร้านอาหารจีนยูนนานเห็นเปิดขายกันหลายแห่งทั่วประเทศ แม้แต่ในกรุงเทพก็เคยได้ยิน แสดงว่าถูกปากคนไทย

แต่สำหรับในประเทศจีนแล้ว ร้านอาหารจีนยูนนานเป็นที่ชื่นชอบของคนจีนที่แสวงหาความแปลกใหม่ เป็นอาหารจีนที่มีรสจัดจ้าน มีกลิ่นเครื่องเทศเฉพาะ  แตกต่างกับอาหารจีนทั่วไปที่มีแต่รสจืดๆ


 

 
โฟโต้ออนทัวร์
30 มิถุนายน 2558


 



การเดินทางในทริปนี้

ขาไป

ใช้บริการ Nok Air จากดอนเมือง – สนามบินเชียงราย ต่อด้วย taxi ไปยังท่ารถ(เก่า)เชียงราย แล้วนั่งรถเมล์ท่องถิ่นสาย แม่สาย-เชียงราย(หรือรถตู้) ไปลงที่ อ.แม่จัน บอกกระเป๋าให้จอดตรงปากทางขึ้นดอยแม่สลอง แล้วนั่งสองแถวจากปากทางไปจนถึงบนดอย
 
ระหว่างอยู่บนดอยใช้บริการมอเตอร์ไซด์ขับจ้าง ขับพาไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ ราคาก็แล้วแต่ตกลง(แต่ค่อนข้างแพง)


การเดินทางไปดอยแม่สลองตอนขาไปมีทางเลือก 2 เส้นทาง

ทางเลือกที่ 1 นั่งรถบัสจากท่ารถ(เก่า)เชียงรายไปลงที่แม่จันโดยใช้บริการรถ เชียงราย-แม่สาย บอกกระเป๋ารถให้จอดที่หน้าปากทางขึ้นดอยแม่สลอง(ใกล้ปั้มน้ำมัน) จากนั้นก็ใช้บริการรถสองแถวที่จอดรอผู้โดยสารตรงปากทางขึ้นดอย(แต่มีน้อยคัน)

หากเป็นวันหยุดจะมีผู้โดยสารมาก เต็มเร็ว ออกเร็ว ส่วนวันธรรมดา คนน้อย รอนาน อาจต้องเหมา หรือตกลงกับผู้โดยสารอื่นว่าจะช่วยกันแชร์ (เหมา 5-600 บาท) เส้นทางนี้ ถนนชำรุดบางช่วง ถนนค่อนข้างชัน แต่ระยะทางสั้นกว่าทางเลือกที่ 2

ทางเลือกที่ 2 นั่งรถบัสจากท่ารถเก่าเชียงรายไปลงที่ท่ารถแม่จัน(ท่ารถเล็กๆ ดูคล้ายป้ายรถเมล์ กทม.) แล้วต่อด้วยรถสองแถวประจำทาง แม่จัน-ดอยแม่สลอง ่เส้นทางนี้จะไกลกว่าเส้นทางแรกเกือบเท่าตัว แต่ข้อดีก็คือถนนดี เรียบ ไม่ชัน มีจุดจอดหรือท่ารถก็บริเวณตลาด(ตลาดซ็อป/ตลาดชา ของนักท่องเที่ยว)


ขากลับ(จากดอย)

นั่งสองแถวจากท่ารถอยู่ที่ตลาดดอยแม่สลอง (หรือตรงหลักกิโลขนาดใหญ่) มาที่ท่ารถแม่จัน เมื่อสองแถวพามาจอดที่ท่ารถแม่จันแล้วก็ต้องรอรถประจำทาง แม่สาย-เชียงราย  เข้าตัวเมืองเชียงราย(ท่ารถเก่า)

มาถึงเชียงรายแล้ว หากมีเวลาก็อาจเที่ยวต่อที่เชียงราย ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้แกวัดร่องขุน และบ้านดำ ของ อ.ถวัลย์ ดัชนี 

รถทัวร์ เชียงราย – กรุงเทพ ปกติจะออกจากเชียงรายตอนประมาณ  5-6 โมงเย็น ถึงกรุงเทพราวตี 5 ตอนขากลับจำได้ว่า รถวิ่งรวดเดียวโดยไม่จอดที่ใดๆ (VIP)


หมายเหตุ : ท่ารถเก่าหมายถึงท่ารถเดิมที่ปัจจุบันใช้เป็นท่ารถสำหรับเดินทางไปอำเภอต่างๆ(ตามภาพที่เห็น)
ส่วนท่ารถใหม่ที่อยู่นอกเมือง(ราว7-8 กม) จะเป็นท่ารถทัวร์เดินทางออกนอกจังหวัด หรือไปกรุงเทพ


ทางเลือกอื่น...

เครื่อง+รถเช่า

นั่งเครื่องจากดอนเมืองแล้วไปหารถเช่าที่เชียงราย โดยติดต่อล่วงหน้าให้เอารถมาส่งมอบที่สนามบิน(จะได้ประหยัดเวลาและค่าแท๊กซี่เข้าเมือง) ได้รถแล้วก็ขับเที่ยวได้เลย ไม่ว่าจะเป็นดอยแม่สลอง  ภูชี้ฟ้า ชายแดนแม่สาย  ฯลฯ

ขากลับ(หากกลับเครื่อง)ก็ส่งรถเช่าที่สนามบิน ปกติจะมี Flight ตอนเช้าๆ หรือบ่าย (แล้วแต่สายการบิน)
หากกลับรถทัวร์ก็นัดแนะส่งรถท่ารถทัวร์(ท่ารถใหม่ที่อยู่นอกเมืองราว  7-8 กม.รถออกประมาณ 5 โมงเย็น)

ที่สำคัญมาเที่ยวเชียงรายก็อย่าลืมขนมจีนน้ำเงี้ยวเชียงราย เรียกมาว่าถึงถิ่น แต่ไม่กิน ไม่ชิม ก็น่าเสียดายทีเดียว รับประกันอร่อยทุกร้าน โดยไม่ต้องไปเสาะแสวงหาที่ไหน  ขนาดร้านชาวบ้านๆที่ท่ารถทัวร์(เก่า)ก็อร่อยระดับ 4-5 ดาวแล้วละครับ









 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ