Home
 
Phuket Tourism : Phuket Songkla Chumphon : ภาพท่องเที่ยว ภูเก็ต ชุมพร สงขลา
ภูเก็ต : หาดป่าตอง หาดราไว หาดในยาง สะพานสารสิน / สงขลา : แหลมสมิหลา เกาะยอ / ชุมพร : หาดภราดรภาพ

 
Part 1 : Phuket
Part 2 : Songkla
Part 3 : Koh Yor & Chumphon
 
 


 
ภาพชุด 3 เกาะยอ สงขลา และหาดภราดรภาพ ชุมพร Koh Yor & Paradorn Phap Beach Chumporn


Songkla Tourism
: เกาะยอ จ.สงขลา และหาดภราดรภาพ จ.ชุมพร

(เดินทาง 9 - 12 สิงหาคม 2557)



ภาพเกาะยอ จ.สงขลา ในวันนี้ (สค.57)กับเมื่อ 4 ปีก่อน หรือปี 53 แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนัก ทุกอย่างยังเป็นแบบเดิมๆ ดูแล้วก็น่าจะเป็นเกาะสำหรับผู้ที่ทำประมงในทะเลสาบสงขลา ที่นี่จึงเหมือนเป็นหมู่บ้านเป็นตำบลของคนท้องถิ่นดั่งเดิม จึงไม่มีคนนอกพื้นที่เข้ามาอยู่อาศัย

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงพอมีบ้างเช่นมีป้ายโฮมสเตย์ขึ้นหลายแห่ง แต่ไม่แน่ใจว่าโฮมสเตย์ตามป้ายเหล่านั้นจะอยู่บนบกหรือจะอยู่ในน้ำ เนื่องจากไม่กี่วันมานี้ได้ยินข่าวว่ามีการจัดระเบียบกับผู้บุกรุกพื้นที่ในทะเลสาบสงขลา ส่วนหนึ่งของปัญหาก็น่าจะสร้างโฮมสเตย์ล้ำเข้าไปในทะเลสาบนั่นแหละ

คนที่มาพักเคยเล่าว่าบ้านพักกลางน้ำจะมีข้าวของเครื่องใช้เหมือนกับเป็นบ้านหลังใหญ่ ในห้องครัวมีอุปกรณ์ครบ ที่พักหลังหนึ่งแบ่งเป็นหลายห้องสามารถจุผู้คนได้เป็นสิบๆ ส่วนใครไปพักก็ต้องเตรียมของไปทำอาหารกันเอง แต่สามารถหาซื้อวัตถุดิบได้จากแถวๆนั้น ขาดเหลืออะไรก็โทรบอกเจ้าของ จะมีเรือหางยาวไว้บริการรับ-ส่งพร้อม

ใครจะบอกว่าโฮมสเตย์ที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบสงขลามีเอกสารถูกต้องก็คงไม่ใช่ เนื่องจากเป็นที่หลวง แต่อนุญาตให้ชาวบ้านไปตั้งโพงพางและสร้างกระชังปลาเพื่อทำประมงได้ในบางพื้นที่ หากไปสร้างที่พักกันกลางทะเลสาบก็จะเกิดปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสียที่มาจากบ้านพัก

นี่ก็เลยมาหลายเดือนแล้ว เข้าใจว่าทาง คสช.และเจ้าหน้าที่คงจะจัดการปัญหาการบุกรุกให้เป็นที่เรียบร้อย เช่นเดียวกับเคยจัดการกับแถวชายหาดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีข่าวว่าเจ้าของเต้นท์ชายหาดป่าตองเครียดจัดจนฆ่าตัวตาย ข่าวบอกว่าเป็นหนี้หลายล้านบาท

เรื่องบุกรุกที่ดินสาธารณะทุกวันนี้มีข่าวชนิดแทบจะเป็นรายวัน เมื่อสักครู่ก็มีข่าวว่าภาครัฐโดยฝ่ายทหารกับกรมป่าไม้เข้าไปจัดการกับผู้บุกรุกพื้นที่บนดอยอ่างขาง ในจังหวัดเชียงใหม่ เห็นภาพในโทรทัศน์แล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าอาคารโรงแรมที่พักสูงๆราว 7-8 ชั้น มันเข้าไปตั้งในพื้นที่ของอุทยานฯได้อย่างไร ทำไมไม่มีใครรู้ และโรงแรมที่พักเหล่านั้นก็อยู่ไม่ห่างจากโครงการหลวงดอยอ่างขางเท่าใดนัก

เจ้าของทุกรายยอมรับว่าไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งเป็นการยอมรับโดยดุษฎีหลังเห็นทหารหลายนายเข้าไปสำรวจพื้นที่ ต่างกับหลายแห่งที่เจอแต่พวกหัวหมอ อ้างว่าตนเองมีกรรมสิทธิ์ถูกต้อง เช่นที่วังน้ำเขียว จนกรมอุทยานต้องใช้วิธีการที่เข้มข้น "โดยไช้รถแบคโฮทุบตึกอาคารแม่ง..มันซะเลย"

เรื่องของเรื่องก็คือว่าเดิมแถวนี้เป็นหมู่บ้านของชาวเขา พอเป็นแหล่งท่องเที่ยวก็มีนายทุนคนจากเชียงใหม่ไปกว้านซื้อบ้านชาวเขามาสร้างโรงแรมที่พัก พออยู่ไปก็ไม่เห็นมีใครว่าเนื่องจากที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวเขา แถมมีน้ำไฟฟ้าน้ำประปามาเดินสายและติดตั้งให้พร้อม เรียกว่าตอบสนองสอดรับกันเป็นปีเป็นขลุ่ย

เช่นเดียวกับวังน้ำเขียวที่การไฟฟ้าหลับหูหลับตาเข้าไปตั้งเสาเดินสายไฟให้เป็นที่เรียบร้อย ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวน หากการไฟฟ้าที่อำเภอวังน้ำเขียวจะบอกกว่าไม่ทราบก็ดูจะโง่ไปหน่อย ที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นี่หากจะเอาผิดผู้ที่กระทำผิดกันอย่างจริงจัง ก็ต้องเอาผิดหน่วยราชการเหล่านี้ด้วย

สำหรับกรณีชาวเขาที่อ่างขางเมื่อขายที่ไปแล้วก็อพยพบุกรุกที่อื่นๆกันต่อไป ไม่ต่างกับการทำไร่เลื่อนลอยในอดีต

ครับ..เงินแสนที่ชาวเขาได้มามันไม่น้อยนะ สามารถไปถอยรถปิคอัพมาได้อย่างสบายๆแค่คันละ 3-4 แสนเท่านั้นเอง ใครบ้างจะไม่เอา


พื้นที่บุกรุกที่ดอยอ่างขางแรกๆก็ค่อยๆมีอาคารงอกขึ้นมาทีหลังหลังสองหลัง สองชั้นบ้าง สามชั้นบ้าง แต่ปัจจุบันได้สร้างเพิ่มจนกลายเป็น 7-8 ชั้น และมีจำนวนที่พักมากขึ้นตามลำดับ ที่นี่จึงไม่ต่างกับเป็นเมืองขนาดย่อมๆ โรงแรมบางแห่งมีห้องพักถึง 70 ห้อง และในภาพข่าวก็เห็นตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จอีกหลายแห่ง

จากการสอบถามเจ้าของอาคารที่พัก ต่างยอมรับว่าไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ บางรายบอกว่าเป็นมรดกตกทอดมาจากพ่อแม่ และทำกันเรื่อยมา ขณะเดียวกันก็ขยายพื้นที่ก่อสร้างรุกป่าเขาเข้าไปเรื่อยๆเช่นกัน กระทั้งถูกเจ้าหน้าที่(ทหาร+ป่าไม้)เข้ามาตรวจสอบ เนื่องจากมีชาวบ้านที่ต้องการรักษาป่าต้นน้ำทำหนังสือร้องเรียนถึงคสช.

เออ..แล้วหน่วยงานราชการจะไม่รู้เรื่องนี้เลยหรือ นายทุนจากเชียงใหม่ที่อยู่ตีนดอยเค้าทำกันมาหลายสิบปีแล้วนะ หรือว่าเงินมันคาปากจึงพูดไม่ออก

นี่ถ้าหากไม่มีการปฏิวัติโดย คสช. อนาคตก็คงจะแย่ยิ่งกว่านี้ ป่าไม้ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำก็จะหดหายไปเรื่อยๆ

ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และดูเหมือนเมืองไทยจะทำกันแบบง่ายๆยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ไม่ต่างกับเป็นประเทศไม่มีขื่อมีแป

เรื่องนี้พูดไปก็เมื่อยปาก มันก็ปัญหาเดิมๆทั้งนั้น

ปัญหาหาบุกรุกที่สาธารณะหากให้รัฐบาลที่ได้รับเลือกมาจากการเลือกตั้งแก้ปัญหาคงทำไม่ได้ เนื่องจากคนที่บุกรุกก็เป็นพวกของตนทั้งนั้น เป็นผู้นำอบต.บ้าง เป็นกำนัน เป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นบ้าง หรือเป็นฐานคะแนนเสียง บรรดาข้าราชการที่ตั้งใจทำงานปราบปราบอย่างจริงจังจึงไม่มีใครกล้า เนื่องจากกลัวถูกโดนย้าย ทำดีไม่ได้ดี แต่ทำดีกลับได้ชั่ว ทำนองนั้น

แต่พอเป็นรัฐบาลปฏิวัติมาปราบปรามจึงดูลื่นไหล ปราบได้หมดแทบจะทุกท้องที่ เนื่องจากคนพวกนี้กลัวถูกทหารเรียกไปปรับทัศนะคติ เรื่องนี้หลายฝ่ายต่างก็ให้กำลังใจรัฐบาล ทั้งๆที่บางคนไม่ชอบรัฐบาลปฎิวัติ และไม่ชอบขี้หน้าพลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา แต่พอเห็นการปราบอย่างจริงจังและเด็ดขาด ก็ขอปรบมือและเอาใจช่วยให้ทำสำเร็จในทุกพิ้นที่

เพียงแต่เป็นห่วงว่า มันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมหลังมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

แนะนำว่ารัฐบาลต้องทำอย่างจริงจังและเด็ดขาด ตามสุภาษิตไทยที่ว่า"ตีเหล็กต้องตีตอนกำลังร้อนๆ" หากรอให้เหล็กเย็นจะตียาก

การปราบปรามที่ภูเก็ตที่ทำได้สำเร็จก็เหมือนกับ "เชือดไก่ให้ลิงดู"จากนั้นที่อื่นทำได้ไม่ยาก ทั้งๆที่ฝ่ายรัฐบาลก็ทำงานตามปกติ กฏหมายดำเนินการก็ปกติ ไม่ได้ใช้กฏหมายพิเศษอะไรเลย

แต่ตอนนี้ชักเป็นห่วงว่าขณะนี้ตามแหล่งท่องเที่ยวเช่นชายหาดพัทยาเลยไปถึงหาดจอมเทียนเริ่มมีปัญหา คณะกรรมการพิจาณาแก้ไขปัญหาการบุกรุกและจัดระเบียบกลายเป็นพวก อบต.เก่าหรือหน่วยราชการท้องถิ่นทั้งนั้น ภาพขณะนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยเกรงกลัวซึ่งต่างกับที่ภูเก็ต ทำให้การทำงานของรัฐบาลที่ตั้งใจปราบอย่างจริงจังกำลังถูกท้าทายว่าจะทำสำเร็จหรือไม่

ปัญหาเกิดจากมีการอลุ่มอล่วยมากเกินไป รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการรุกล้ำชายหาดที่ผิดกฏหมาย ใครจะมาอ้างกฏเกณฑ์ หรืออ้างข้อตกลงกับหน่วยงานต่างๆในอดีตนั้นทำไม่ได้แล้ว เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่ผิดกฏหมาย และเป็นการบุกรุกที่สาธารณะอย่างชัดเจน ที่สำคัญการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในขณะนี้ก็ต้องยึดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกชายหาดทั่วประเทศ

ชาวบ้านทุกวันนี้เค้าอยากให้รัฐบาลจัดการขั้นเด็ดขาด ใครจะว่าโหดก็ต้องยอม ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ภาครัฐไม่ได้คิดที่จะใช้วิธีการแบบนี้ มันจึงเป็นปัญหาเรื้อรัง ทำเถอะครับ...จะรื้อ จะลุย จะทุบ จะทิ้ง หรือจะทลายในพริบตา ชาวบ้านเขาเป็นกองเชียร์ให้อยู่แล้ว และนี่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เป็นการคืนความเป็นระเบียบให้สังคม

ข่าวที่การจัดระเบียบชายหาดที่พัทยา มีโทรทัศน์บางช่องที่ชอบทำข่าวแนวดราม่า เช่นไปสัมภาษณ์ผู้ที่เดือดร้อน(ผู้ทำผิดกฏหมาย) บางคนทำหน้าละห้อยอ้างจะอดตายบ้าง ครอบครัวขาดรายได้บ้าง แย่แล้ว อะไรทำนองนั้น การทำข่าวแบบนี้นึกแล้วก็อยากเอาไม้มาตีหัวนักข่าวที่ทำให้ประชาชนสับสนและเห็นอกเห็นใจผู้ที่ทำผิกกฏหมาย ขณะเดียวกันก็อาจนึกตำหนิการกระทำของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่สนใจความเดือดร้อนของผู้หาเช้ากินค่ำ

ข่าวแนวดราม่าแบบนี้มีเยอะนะครับโดยเฉพาะช่องไทยพีบีเอส ที่มักอ้างว่ามีนโยบายที่จะเสนอข่าวทั้งสองด้าน และรู้สึกว่าช่องนี้จะเสนอข่าวแนวนี้อย่างเห็นได้ชัด เช่นเมื่อปี 54 คราวน้ำท่วมใหญ่ก็นำเสนอเบื้องหลังการทำงานของนักข่าวของตนเอง ว่ามาทำงานอย่างลำบากลำบน บ้านตนเองก็น้ำท่วม จะเข้าบ้านก็ต้องปีนเข้าชั้นสอง

" เห็นไม๊...ลำบากขนาดนี้ก็ยังต้องมาปฏิบัติหน้าที่ สงสารหน่อยเถอะ "

ในขณะที่ทีวีช่องอื่นหรือหนังสือพิมพ์ฉบับไหนจะไม่นำเสนอในทำนองนี้ เพราะรู้ว่าเป็นหน้าที่ หรือแม้แต่ตำรวจที่ถูกส่งไปปราบม๊อบปราบจราจล เค้าก็ทำหน้าที่ของตำรวจ แล้วทำไมต้องไปทำสกรุ๊ปข่าวสัมภาษณ์ลูกเมียของตำรวจเหล่านั้นว่าอยู่อย่างไร พ่อกลับบ้านกี่ทุ่ม มีโอกาสทานข้าวร่วมกันหรือไม่ เป็นห่วงพ่อไม๊ มีอะไรจะฝากถึงพ่อไม๊ อะไรทำนองนั้น

..บ้าหรือเปล่า

บอกตรงๆว่านักข่าวช่องนี้ไม่เข้าใจ และไม่ทราบบทบาทในหน้าที่ของแต่ละอาชีพ

ตำรวจ ทหาร มีอาชีพที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทั้งนั้น หรือนักข่าวภาคสนามที่ออกไปทำข่าวการชุมนุม เกิดการนองเลือด จนตนเองอาจบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก็ไม่เห็นใครต้องมาพิรี้พิไรออกแนวดราม่าเพื่อเรียกร้องความสงสารและความสนใจจากสังคม เพราะทุกคนรู้ว่า "นั่นคือหน้าที่"

บ้านนักข่าวน้ำท่วม มาทำงานลำบาก ปีนเข้าบ้าน ถือว่าหน่อมแน้มจริงๆ


กลับมาที่เกาะยอ

หลังออกจากหาดสมิหลาเพื่อมาเกาะยอ คิดว่าคงไม่ได้ถ่ายภาพมากนักเนื่องจากท้องฟ้ายังมีเมฆ เวลานั้นก็ยังมีฝนตก แต่พอใกล้ค่ำปรากฏว่าฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ด้านทิศตะวันตกของเกาะยอค่อยๆมีสีแสงชวนให้ตื่นตา

วันนี้ถือว่ามีโชค ทั้งๆที่เป็นฤดูฝน

วันรุ่งขึ้นก็เดินทางออกจากสงขลาเพื่อเดินทางกลับ แต่ไม่ได้กลับกรุงเทพในวันนั้น เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล จึงตั้งใจแวะพักที่ชุมพรก่อน

มาถึงชุมพรก็เริ่มมืด ไม่ต่างกับที่เคยมาเมื่อหลายปีก่อน จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังหาดภราดรภาพและหาดทรายรีในเส้นทางเดียวกัน

ทีแรกตั้งใจจะขับรถตรงไปเพื่อหาที่พักแถวๆหาดทรายรีที่อยู่ปลายสุดของแหลม แต่เห็นว่าค่ำมืดเกินไป ขณะเดียวกันก็ขับรถผ่านที่พักเล็กๆแห่งหนึ่งที่อยู่ติดชายหาด จำได้ว่าเคยมาพักเมื่อหลายปีก่อน

ปรากฏว่าเปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว ลองเข้าไปสำรวจตามห้องเดิมก็พอจะ OK แต่อาจดูโทรมไปหน่อย ว่าแล้วก็เอาทีนี่แหละ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหาที่อื่น

บังกะโลที่นี่มีไม่เกิน 10 ห้อง วันนี้ไม่มีใครมาพักนอกจากครอบครัวผมเอง ก็เป็นธรรมดาสำหรับฤดูฝนหรือ Low Season แต่เจ้าของรายใหม่บอกว่าช่วงเวลาอื่นไม่มีปัญหา เสาร์-อาทิตย์เต็มทุกวัน ก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่ธุรกิจยังไปได้ดี

หลังเก็บสัมภาระเข้าไว้ในห้องพัก จากนั้นก็ขับรถไปหาร้านอาหารทาน ได้รับคำแนะว่ามีอยู่เพียงร้านเดียวที่ใกล้แถวนี้ ส่วนร้านอื่นจะต้องไปอีกไกล

และร้านอาหารที่ว่าก็ปรากฏว่าเป็นร้านเดิม สภาพของร้านก็เป็นแบบเดิมๆ ไม่ต่างกับที่เคยมาเมื่อ 7 ปีก่อน เวลานั้นมีลูกค้าราว 3 โต๊ะ แต่เนื่องจากเป็นวันทำงานปกติจึงถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา คืนนั้นปรากฏว่าอาหารที่สั่งมาอร่อยทุกอย่างไม่ต่างกับครั้งก่อน เมนูที่สั่งก็มี ต้มยำ ผัดฉ่า ไข่เจียว ผัดผักรวม ปลาทอด

ผมจำได้ว่าเคยมาพักที่ชุมพรราว 3 ครั้ง ซึ่งก็พอจะสรุปได้ว่าร้านอาหารในชุมพรที่เคยทานนั้นถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว แม้แต่ญาติซึ่งก็ยังแปลกใจว่าไปร้านไหนก็ไม่ผิดหวัง ขนาดร้านอาหารปักษ์ใต้ริมทางของเช้าวันรุ่งขึ้นก่อนกลับกรุงเทพ ปรากฏว่าไปเจอร้านเดิมที่เคยประทับใจในรสชาติเมื่อ 7 ปีก่อน

เจ้าของร้านอาหารริมทางที่ว่าเป็นหญิงในวัยราว 65 ปี ส่วนคุณลุงที่เคยเห็นครั้งก่อนนั้นแกบอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว แกเล่าว่าจุดที่ขายแต่เดิมจะอยู่ห่างตัวบ้าน แต่พื้นที่ด้านหน้าถูกเวณคืนเพื่อสร้างถนน ที่ตั้งร้านปัจจุบันจึงต้องร่นเข้ามาจนเกือบจะชิดตัวบ้าน

เมื่อ 7 ปีก่อน ฝีมือและรสชาติเป็นอย่างไร มาวันนี้ก็ยังอร่อยเหมือนเดิม แก่เล่าว่าทำอยู่คนเดียว ตื่นแต่เช้าก็ไปซื้อของที่ตลาด อาหารทุกหม้อทำเองหมด โดยเฉพาะขนมจีนน้ำยาแกบอกว่าได้ปลาสดทุกวัน และเนื้อปลาก็ใส่ไม่อั้น ทำเสร็จก็ขายเอง ไม่มีผู้ช่วย

ถามว่าไม่มีลูกหลานมาช่วยบ้างหรือ แกก็บอกว่าลูกๆไม่ชอบทำงานแบบนี้ ชอบเป็นลูกจ้างทำงานในบริษัท เมื่อไม่มีใครช่วยจึงต้องทำคนเดียว ขณะเดียวกันลูกๆก็ขอให้หยุดพัก อยากให้แม่พักผ่อน แต่แกไม่เอาบอกชอบทำงานและมีความสุขที่ทำแบบนี้

ก็บอกแกไปว่าคิดถูกแล้วที่ไม่ยอมหยุดขายตามที่ลูกบอก หากหยุดทำงานสมองก็จะไม่ได้ทำงาน อยู่บ้านนานๆก็เหงา เป็นหงิกเป็นง่อย เจ็บออดๆแอดๆ และแก่ตัวลงทุกวัน ทำแบบนี้เหมือนได้ออกกำลังกาย เป็นการบริหารสมองไปในตัว อัลไซเมอร์หรือโรคความจำเสื่อมก็จะไม่เกิดขึ้น

แถมยังบอกว่าหากลูกๆคิดให้เป็นก็น่าจะมาช่วยกัน เนื่องจากแม่มีฝีมือการทำอาหารมาก หากให้คะแนนก็ต้องบอกว่าระดับ 4 ดาว หากลูกมาช่วยปรับปรุงร้านนี้ให้ดูทันสมัย เช่นมีซุ้มกาแฟ ขายไอศครีม หรือเบเกอรี่ เพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ ก็เท่ากับว้าเป็นการต่อยอดทางธุรกิจ ลูกขายกาแฟขายเบเกอรี่ ส่วนแม่ขายข้าวแกง ขายกาแฟพื้นบ้าน เป็นการเสริมกัน และลงทุนก็ไม่มาก เนื่องจากเป็นที่ของเราเอง ที่สำคัญทำเลดีด้วย

ยังแนะนำว่าลูกๆที่ทำงานในบริษัท(ตามที่แม่เล่า)ก็ไม่ได้มั่นคงนัก ออกจากบ้านแต่ละวันก็มีค่าใช้จ่าย เงินที่ได้แต่ละเดือนเมื่อหักโน่นหักนี่ก็เหลือไม่เท่าไหร่ มาช่วยแม่ มาคิดปรับปรุงที่นี่ดีกว่ารายได้ก็จะมากกว่าที่ไปเป็นลูกจ้างเค้าด้วย อีกอย่างที่นี่ก็เป็นทางผ่านเพื่อไปยังแหล่งท่องเที่ยว และที่สังเกตมาตลอดทาง แทบจะร้านข้าวแกง หรือร้านกาแฟไม่ได้เลย

ร้านนี้ปรากฏว่าครอบครัวผมประทับใจในรสชาติหมดทุกคน ขณะเดียวกันก็ยังซื้อใส่ถุงเพื่อไปทานต่อที่กรุงเทพอีกหลายอย่าง ที่จำได้ก็มีขนมจีนน้ำยา แกงไตปลา แกงเขียวหวาน แกงพริก(ใส่ผักหลากหลาย)

หากใครจะถามว่าร้านนี้อยู่ตรงไหน ก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน รู้แต่ว่าพอลงจากเขาหรือมาจากหาดภราดรภาพเพื่อเข้าเมือง จากนั้นก็เลี้ยวขวาอีกราว 3 กม. ไปตามถนนหมายเลข 4119 ที่พึ่งปรับปรุงใหม่ และหากสังเกตให้ดีจะเห็นร้านอาหารเล็กๆทางซ้ายมือ ส่วนฝั่งตรงข้ามของร้านจะเป็นพื้นที่สีเขียว เช่นมีดงมะพร้าว ร้านป้าจะปลูกเป็นเพิงอยู่โคนต้นไม้ ส่วนหลังร้านเป็นบ้านเก่าที่ทาสีออกขาวๆ
(ที่แรกจะหาภาพร้านนี้จาก Google Street View แต่ปรากฏว่าถนนเส้นนี้ Google ยังไม่ได้มาสำรวจ)

ผ่านมาหลายปีหาดภราดรภาพรวมไปถึงหาดทรายรีในยามค่ำคืนยังดูเงียบๆไม่ต่างกับเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งรวมไปถึงหาดทุ่งวัวแล่นที่มาพักในคืนวันแรก โดยเฉพาะทางแยกจากถนนใหญ่มุ่งหน้าสู่หาดทุ่งวัวแล่นที่สองฝั่งถนนยังเต็มไปด้วยสวนปาล์ม ที่เขียวขจีและดูร่มรื่นเป็นระยะราว 10 กม. ที่แรกก็ชักไม่แน่ใจว่ามาถูกทางหรือไม่ เพราะรู้สึกว่ามันมีแต่สวนปาล์ม ไม่มีบ้านคน ไม่มีชุมชน ทั้งๆที่ข้างหน้านั้นเป็นหาดทุ่งวัวแล่น ซึ่งเป็นสถานท่องเที่ยวสำคัญของชุมพร

ทุกวันนี้บริเวณหาดทุ้งวัวแล่นยังมีโรงแรมไม่มากนัก แต่ถ้าใครอยากไปพักและไม่ต้องเสียเวลาเมื่อมาถึง ก็แนะนำให้จองผ่าน Agoda เนื่องจากราคาถูกกว่าการ Walk in ทั้งๆที่รู้ว่าช่วงเดือนสิงหาคมซึ้งโดยปกติแล้วที่พักจะว่างตลอด สำหรับการจองผ่าน Agoda เพียงต้องการราคาที่ถูกกว่าเท่านั้นเอง

ความจริงตามชายหาดชุมพรต่างๆ จะมีที่พักขนาดที่หลากหลายราคา และหลายรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่อยู่ในสารบบของ Agoda แต่ก็สามารถเดินทางมาพักได้แบบสบายๆ ราคาไม่แพง โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน

หลายครั้งที่มีโอกาสขับรถเดินทางไปภาคใต้ก็มักจะแวะชุมพรก่อนจะเดินทางต่อ ความจริงก็มีหลายแห่งที่ต้องแวะพักกลางทาง ขึ้นอยู่กับว่าจะออกเดินทางจากกรุงเทพในเวลาไหน

มีอยู่ครั้งหนึ่งต้องออกราวๆเที่ยงวัน ระหว่างทางก็มีฝนกระหน่ำตลอด ถึงประจวบก็เป็นเวลามืด จึงต้องหาที่พักในอ่าวมะนาว ซึ่งเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในกองบิน 5 ของกองทัพอากาศ

ส่วนชุมพรจำได้ว่าเคยมาแวะพักราว 3 ครั้ง แต่ถ้าออกจากรุงเทพเช้าหน่อยก็จะเลยไปพักที่สุราษฏร์ธานี

การเดินทางในช่วงหลังๆเริ่มทำเวลาได้ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากรถราตามท้องถนนมากกว่าแต่ก่อน จึงต้องมาแบบเรื่อยๆสบายๆและเพื่อความปลอดภัย



โฟโต้ออนทัวร์
19 ตุลาคม 2557







  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ