Home
Home : Gallery : Khao Sok National Park Part 1

       
                                                                                                               

 
ตอนที่ 1
 
 
อุทยานแห่งชาติเขาสก (เขื่อนรัชชประภา หรือ เขื่อนเชี่ยวหลาน) จ.สุราษฎร์ธานี : Khao Sok National Park , Suratthani
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


อช.เขาสก อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฏร์ธานี
(เดินทาง กค.58)



                       ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วละครับที่มีโอกาสมาล่องเรือในทะเลสาบเหนือ “เขื่อนรัชชประภา”  ซึ่งเป็นชื่อพระราชทาน ส่วนชื่อเดิมที่ชาวบ้านเรียกกันนั้นมีชื่อ “เขื่อนเชี่ยวหลาน “

เขื่อนรัชชประภาหรือเขื่อนเชี่ยวหลาน สร้างอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาสก  ดังนั้นพื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมดจึงมีทั้งชื่อเขื่อนรัชชประภา และ เขต อช.เขาสก

สำหรับพื้นที่เขื่อนจะอยู่ในส่วนหน้าซึ่งเป็นบริเวณทางเข้าประกอบด้วย เขตที่ทำการ สนามกอล์ฟ และสถานที่อื่นซึ่งเป็นหนน่วยงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต

ส่วนเขตอุทยานนั้นขึ้นอยู่กับกรมอุทยานฯ จะเริ่มจากพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน ไปจนถึงบริเวณป่าเขาที่อยู่ลึกเข้าไป

อุทยานฯเขาสกมีพื้นที่ประมาณ 740 ตารางกิโลเมตร หรือ 461,712 ไร่ จัดตั้งเป็นอุทยานเมื่อปี 2523 ส่วนเขื่อนรัชชประภาเริ่มก่อสร้างเมื่อพ.ศ.2525 แล้วเสร็จปี 2530 ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2531

เท่ากับว่าการจัดตั้งเป็นเขตอุทยานฯกับการก่อสร้างตัวเขื่อนมีระยะเวลาห่างกันไม่มากนัก

สำหรับตัวเขื่อนมีความยาว 716 เมตร สูง 94 เมตร และเป็นเขื่อนดิน มีพื้นที่ที่เป็นอ่างเก็บน้ำประมาณ 185 ตรกม.

หลายคนอาจไม่ทราบว่า เมืองไทยมีเขื่อนดินกี่แห่งและเขื่อนคอนกรีตกี่แห่ง ก็ต้องบอกว่าส่วนใหญ่เป็นเขื่อนดินเกือบทั้งหมด  ส่วนเขื่อนคอนกรีตหรือเขื่อนซีเมนต์ที่มีพื้นที่ของอ่างเก็บน้ำนั้นมีแห่งเดียวคือ “เขื่อนยันฮี” หรือ “เขื่อนภูมิพล” ในจังหวัดตาก 

ในอนาคตการการสร้างเขื่อนในประเทศไทยดูแล้วจะเกิดได้ยาก เนื่องจากมีกลุ่มผู้คัดค้านเต็มไปหมด แต่มีอยู่เขื่อนเดียวที่ไม่มีใครไปแตะ หรือคัดค้าน ก็คือ “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ “ ซึ่งเป็นโครงการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ลองคิดดูเล่นๆ หากไม่ไช่เป็นโครงการของในหลวง ก็เชื่อได้เลยว่าเขื่อนป่าสักคงไม่มีวันเกิดได้แน่ และทุกวันนี้ทุกคนก็เห็นแล้วว่า เขื่อนป่าสักช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม.ได้อย่างได้ผล ยกเว้นในปี 2554 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติ มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาค่อนข้างมาก

ประจวบกับเป็นช่วงที่พรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่คือ พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ นำมาเป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง

จนถึงวันนี้ก็ไม่สามารถพิสูจน์ชัดว่าเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี54 เป็นเรื่องการบริหารน้ำหรือเรื่องของธรรมชาติ ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะถือหางใคร รวมทั้งนักวิชาการที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆนั้นขึ้นอยู่จะชอบพรรคไหนและเกลียดพรรคใด

จากกรณีน้ำท่วมเมื่อปร54 ก็มีกลุ่มบุคคลออกมาเรียกร้องจากรัฐบฐาล ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการบริหารน้ำผิดพลาด จนมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง

ก็ปรากฏว่าศาลปกครองยกฟ้องเป็นที่เรียบร้อย ตามที่ศาลปกครองได้แถลงเมื่อวันที่ 27 กค.57 โดยมีข้อความบางส่วนดังนี้


โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในช่วงกลางถึงปลายปี 54 ประเทศไทย เกิดพายุโซนร้อนและมรสุมจำนวนหลายลูก จึงทำให้มีปริมาณน้ำสะสมในเขื่อนต่างๆ อาทิ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอื่นๆ มากที่สุด ในรอบหลายๆ ปี

ซึ่งผู้ถูกฟ้องมีความพยายามในการระบายน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทางวิชาการแล้ว แต่การปล่อยน้ำออกจากเขื่อน ก็จำเป็นต้องปล่อยเพื่อไม่ให้เกินความจุของเขื่อน แต่ด้วยปริมาณน้ำฝนทำให้บริเวณพื้นที่ใต้เขื่อน ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนมากอยู่แล้ว ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามากขึ้น...


สรุปว่า ศาลเชื่อว่าเหตุที่น้ำท่วม กทม.ในปี54นั้น เกิดจากธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการน้ำ
และไม่เชื่อคำกล่าวอ้างของนักวิชาการและอดีตข้าราชการของกรมชลประทาน ที่แสดงความผิดเห็นผ่านสื่อมาหลายครั้งหลายครา

เป็นอันว่าเรื่องน้ำท่วมปี54 เป็นอันจบ แต่ก็ยังมีนักการเมืองจากพรรคสตอ รวมทั้งนักวิชาการทียังฟาดงวงฟาดงาบ้างหากมีโอกาส


สำหรับการท่องเที่ยวโดยนั่งเรือไปชม อช.เขาสกครั้งนี้ แตกต่างจากครั้งก่อนที่เคยเดินทางไปเมื่อปี 2545 คือครั้งนั้นเป็นการนั่งเรือเพื่อชมทัศนียภาพเหนือเขื่อน พร้อมกับทานอาหารกลางวันที่แพริมน้ำ โดยใช้เวลาเดินทางไป-กลับไม่มากนัก

แต่คราวนี้ไปนานกว่าครั้งก่อน คือไปนอนที่แพกันเลย ซึ่งการนอนแพที่อช.เขาสก ได้ยินเสียงเล่าลือกันนักว่าสวยมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เห็นหมอกในยามเช้า ทำเอาคนที่ฟังก็อยากไปเห็นบรรยากาศแบบนั้นบ้าง

ใครจะโชคดีหรือโชคร้ายก็ขึ้นอยู่กับดวงด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะหากมาเที่ยวในช่วงฤดูฝน  

ปี 45 จำได้แม่นว่านั่งเรือ ตากลม ตากฝน ไปเกือบตลอดทาง ต้องหลบหน้าหลบตาเนื่องจากสายฝนกระทบหน้า ไม่ต่างกับการขับขี่มอหรือนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ในขณะฝนตก

ปี 58 ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ก่อนลงเรือก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ขณะนั่งเรือเข้าสู่กลางทะเลสาบรู้สึกได้เลยว่ามีลมพัดแรง จนน้ำจากเรือกระเด็นซัดผู้โดยสาร ซ้ายที ขวาที จนต้องหลบกันให้วุ่น 

ที่ซวยจริงก็ตอนที่เรือพาไปถึงจุดชมวิวที่มีฉายาว่า “กุ้ยหลินเมืองไทย” ที่มียอดเขาปลายแหลมโผล่พ้นน้ำ 3 – 4 ยอด และเป็นไฮไลท์สำคัญที่ทุกคนต้องมาให้ได้   

เมื่อเรือมาถึงและดับเครื่องยนต์ได้ราว 5 นาที ฝนเจ้ากรรมก็ตกหนักเหมือนฝนไล่ช้างจนวงแตกเนื่องจากเจอของจริง คนขับเรือจึงต้องติดเครื่องยนต์เพื่อรีบเดินทางต่อไปยังแพที่พัก

คราวนี้แหละที่ฝนเอาจริงและเปียกกันจริง ทั้งเสื้อผ้าและเป้สัมภาระเปียกโชคไปหมด 

การนั่งเรือจากจุดชมวิวกุ้ยหลินเพื่อไปยังที่พัก ดูค่อนข้างจะเนิ่นนานพอสมควร จากฝนที่ตกหนักก็ค่อยๆซาลง กระทั่งหยุดสนิท แต่การเดินทางดูจะยังไม่ถึงที่หมายง่ายๆ

จากเดิมที่เรือวิ่งเลาะไปตามหน้าผาและภูเขา แต่ช่วงนี้รู้สึกว่าเรือกำลังวิ่งอยู่กลางทะเลสาบอันเวิ้งว้าง ไม่ต่างกับการนั่งเรืออยู่กลางทะเล จะต่างกันตรงไม่มีคลื่นลมจัดเท่านั้นเอง เรือจึงไม่โยนตัวให้อกสั่นขวัญหายว่าจะรอดไม๊เนี้ยะ

ไม่นานก็มาถึงแพที่พักที่เห็นเรียงรายอยู่ที่ชายป่าริมเขา คะเนด้วยสายตาก็น่าจะจุผู้คนได้เป็นร้อย และยิ่งวันหยุดเช่นวันนี้ได้ยินว่าที่พักเต็มทุกหลัง

แต่ช่วงเวลานี้ยังไม่เข้าที่พัก เพราะต้องไปเที่ยวน้ำตกขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลนัก เมื่อไปถึงก็เห็นเรือนักท่องเที่ยวจอดอยู่ราว 5- 6 ลำ และน้ำตกก็เล็กจริงๆ  แต่ว่าน้ำใสและไหลแรงมาก ยิ่งช่วงเวลาหลังฝนตกแบบนี้ก็ดูเหมือนน้ำจะเย็นมากกว่าปกติ

การมาเที่ยวอช.เขาสกในครั้งนี้ แตกต่างจากครั้งก่อนเมื่อปี45 โดยสิ้นเชิง ทำให้เห็นว่าทะเลสาบเหนือเขื่อนรัชชประภามีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก

ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ประเทศไทยต้องเจอกับภาวะที่แล้งจัดกว่าทุกปี น้ำในเขื่อนทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน รวมทั้งอ่างเก็บน้ำต่างแห้งขอด จนรัฐบาลต้องประกาศให้เลิกทำนาปรัง แต่ที่ภาคใต้โดยเฉพาะในอช.เขาสก กลับไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ 

สอบถามจากคนขับเรือก็บอกว่าที่นี่น้ำไม่เคยแห้ง และยังบอกว่า

"อช.เขาสกนี้ยังมีสภาพป่าที่สมบูรณ์ ป่าทางใต้ถูกทำลายไปมาก เหลือเพียง อช.เขาสกที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ถือว่าเป็นป่าสมบูรณ์ผืนสุดท้ายของภาคใต้ "
 
เมื่อป่าไม้สมบูรณ์ ก็ทำให้สัตว์ป่าไม่ถูกตามล่าจากมนุษย์ สัตว์ป่าในเขตอช.เขาสก จึงมีหลากหลายชนิด ใครมาเที่ยวก็จะเห็นเองว่าสัตว์ป่าที่หายากนั้น ยังพบเห็นได้ทั่วไปในเขตอุทยาน และยังบอกว่าใกล้ๆกับที่พักนี้มีหมูป่าหลายตัวจะออกมาหาอาหารในตอนเย็น

แต่ดูสถานที่แล้วก็คิดว่ามีคนจากแพที่พักนี้เอาอาหารไปวางให้หมูป่าลงมากิน...จริงเท็จแค่ไหนก็ไม่ขอยืนยัน แต่ลึกๆแล้วรู้สึกว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น ขนาดปลาตะเพียนหางแดงสีสวยๆฝูงใหญ่ยังเห็นแหวกว่ายอยู่ใกล้กับโรงครัว พอแม่ครัวโยนเศษอาหารผ่านหน้าต่างลงไป ปลาตะเพียนนับร้อยก็แตกฮือยื้อแย่งอาหารกันใหญ่




โฟโต้ออนทัวร์
13 กันยายน 2558


 

การเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติเขาสก
(ข้อมูลจาก http://khaosok.holidaythai.com)

การเดินทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาติเขาสก มีสองเส้นทางคือ จากอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี หรืออำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 401 (สุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า) แยกเข้าอุทยานแห่งชาติเขาสก ตรงหลักกิโลเมตรที่ 109 ไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

สำหรับการเดินทางไปเขื่อนรัชชประภา อยู่ที่อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เส้นทางแยกเข้าสู่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขส.2 (แก่งเชี่ยวหลาน) ระหว่างกิโลเมตรที่ 57-58 และ เข้าสู่ไปอีกประมาณ 12 กิโลเมตร ถึงเขื่อนรัชชประภา สามารถนั่งเรือต่อไปหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่อยู่ในอ่างเก็บน้ำได้แก่แพนางไพร แพโตนเตย แพไกรสร อัตราค่าเรือตั้งแต่ 1,800บาทขึ้นไป ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงที่ทำการอุทยานฯ ระยะทาง 780 กิโลเมตร เดินทางโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) และเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 401 (สุราษฎร์ธานี- ตะกั่วป่า) ระยะทาง 91 กิโลเมตรถึงปากทางเข้าที่ทำการอุทยานฯ ที่กิโลเมตรที่ 109 เลี้ยวขวา ระยะประมาณ 1.5 กิโลเมตรถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสก ใช้เวลาในการเดินทางทั้งสิ้นประมาณ 8-10 ชั่วโมง

รถไฟ

การรถไฟแห่งประเทศไทยให้บริการเดินรถระหว่างกรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี ทุกวัน มีทั้งรถด่วนและรถเร็ว และจากสถานีรถไฟพุนพิน และนั่งรถประจำทางสายสุราษฎร์ธานี - ตะกั่วป่า - ภูเก็ต ลงรถที่หลักกิโลเมตรที่ 109 จากปากทางเข้าไปอีก 1.5 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสก สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) โทร.0-2223-0341 จากสถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี (พุนพิน) โทร. 0-7731-1213 *หมายเหตุ ในการเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติเขาสกทั้งโซนทางบกและโซนทางน้ำ ถ้ามีรถยนต์ส่วนตัวจะสะดวกในการเดินทาง

รถโดยสารประจำทาง

รถบัสโดยสารปรับอากาศ สาย 444 กระบี่-พังงา-ทุ่งมะพร้าว-ปากทางทับละมุ-เขาหลัก-ปากทางน้ำเค็ม-ตะกั่วป่า-อุทยานแห่งชาติเขาสก รถออกจาก บ.ข.ส. กระบี่ (ตลาดเก่า) เวลา 11.30 น. รถออกจากปากทางอุทยานแห่งชาติเขาสก เวลา 09.00 น. ท่านผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วบนรถ หรือจุดขายตั๋ว ณ บ.ข.ส. นั้นๆ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.075-663444,080-2802105 หรือ 080-2802116

รถโดยสารประจำทาง

รถตู้ปรับอากาศ สุราษฎร์ธานี - อุทยานแห่งชาติเขาสก *จุดจอดและจำหน่ายตั๋ว ตั้งแต่เวลา 7.30 น. - 17.00 น. - เขาศก สามแยกเข้าอุทยาน โทร. 07-2735907 - พนม ศาลาข้างป้อมตำรวจ โทร. 09-5936099 - ปากทางคริต สามแยกปากทางคริต โทร. 06-2670149 - ตาขุน หลังศาลาตาขุน โทร. 01-0824041 - สามแยกหนองขรี โทร. 01-5367126 - ตลาดเกษตร 2 ร้านข้าวแกงป้าเยาว์ โทร. 077-206217 *ตารางรถตู้ปรับอากาศ สายสุราษฎร์ธานี-เขาศก เขาศก - สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี - เขาศก เที่ยว ออก ถึงตาขุน เที่ยว ออก 1. เขาศก 7.15 8.15 1. บ้านดอน 6.30 2. เขาศก 8.30 9.30 2.บ้านดอน 8.30 3. พนม 10.25 10.40 3. บ้านดอน 10.30 4.เขาศก 12.40 13.40 4. บ้านดอน 12.30 5. พนม 14.20 14.35 5. บ้านดอน 14.30 6. เขาศก 16.30 17.30 6. บ้านดอน 17.00 *อัตราค่าโดยสาร เขาศก - สุราษฎร์ธานี 120 บาท/คน สุราษฎร์ธานี - เขาศก 120 บาท/คน พนม - สุราษฎร์ธานี 80 บาท/คน สุราษฎร์ธานี - พนม 80 บาท/คน ตาขุน - สุราษฎร์ธานี 80 บาท/คน สุราษฎร์ธานี - ตาขุน 80 บาท/คน

รถโดยสารประจำทาง

มีหลายบริษัทให้บริการรถโดยสารจากสถานีขนส่งสายใต้สู่ จ.สุราษฎร์ธานีสอบถามรายละเอียด ได้ที่สถานีขนส่งสายใต้ โทร.0-2434-7192,0-2434-5557-8 หรือสถานีขนส่งสุราษฎร์ธานี โทร.0-7720-0032-3 จากนั้น โดยสารรถประจำทางหรือรถทัวร์ที่วิ่งผ่านเส้นทางหลวงหมายเลข 401 คือรถสายสุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต *หมายเหตุ ในการเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติเขาสกทั้งโซนทางบกและโซนทางน้ำ ถ้ามีรถยนต์ส่วนตัวจะสะดวกในการเดินทาง


 

ชมอุทยานแห่งชาติเขาสก เมื่อปี 2545  :  ชมการแล่ปลาบึกที่เขื่อนรัชชประภา



 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ