Home      Outbound      Dalat - Ho Chi Minh City  Part 2
   Home   City Tour   Events   Photo Gallery   Outbound tour   King Photos    Wallpapers    Flowers    Portraits    Baby & Child    Asia Girls    News   Video Clip   
   Home  
Home : Outbound : Dalat - Ho Chi minh  Part 2
 
 
ภาพท่องเที่ยวเวียดนามกลางเค้าท์ดาวน์สิ้นปี 55 ที่เมืองโฮจิมินห์ ชมดอกไม้เมืองหนาวที่ดาลัต เที่ยวฟานเถียตเมืองชายทะเล อลังการกับทะเลทรายมุยเน่
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
Part 9
Part 10
Part 11
Part 12
Part 13
Part 14
 
ดาลัดตอนที่ 2
เวียดนามใต้ : หาดทรายหาปลา ทะเลทรายมุยเน่    Fisher man beach & white sand dunes Mui ne

สาวเวียดนามในทริปนี้
  เที่ยวเวียดนามใต้ ดาลัด - โฮจิมินห์ ตอนที่ 2
South Vietnam tour : Dalat - Ho Chi Minh City Part 2

(เดินทาง 27 ธค.55 - 1 มค.56)



หลังจากตอนที่ 1 ได้นั่งรถจากเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ (Ho Chi Minh City) เพื่อจะมานอนที่เมืองฟานเถียต(Fan Thiet)ในจังหวัดบินทวน(Binh Thuan)ของเวียดนามซึ่งมีระยะทางราว 200 กม.

แต่เนื่องจากกฎจราจรในเวียดนามบนเส้นทางนี้กำหนดความเร็วไม่เกิน 60 กม. และเมื่อเข้าเมืองก็ต้องลดความเร็วเหลือเพียง 30 กม. ประกอบกับโชเฟอร์ชาวเวียดนามแกค่อนข้างจะขับช้า ชนิดที่คนนั่งก็พลอยหงุดหงิดรำคาญไปตลอดทาง  ทำให้ต้องใช้เวลาราว 5 ชั่วโมงครึ่ง กว่าจะถึงโรงแรมที่พัก

ระยะทาง 200 กม.จากโฮจิมินห์ถึงฟานเถียต แต่ใช้เวลาเดินทางรวมทั้งกินข้าวกินปลาและเข้าห้องน้ำถือว่าช้ามากสำหรับเมืองไทย แต่ในเวียดนามอาจดูเป็นเรื่องปกติ

“ คืนนี้จึงหลับเป็นตายเพราะนั่งรถนาน “

ตีห้าตื่นขึ้นมาก็เห็นวิวทิวทัศน์บริเวณรอบโรงแรมว่าอยู่ติดทะเล จากเมื่อคืนมาถึงเอามืดจึงมองไม่เห็นอะไรเลย โรงแรมนี้มีชื่อว่า Thai Hua Mui Ne Resort เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว ห้องพักก็โอเค อาหารเช้าก็พอใช้ได้

จากนั้นก็ออกไปเดินเล่นที่หน้าโรงแรมพร้อมกับถ่ายภาพบริเวณชายหาดที่มีสีสันและน่าสนใจ ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกไปจากบ้านเรา

ฟานเถียตเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องการทำประมง จึงเห็นชาวประมงกำลังทำงานกันตลอดทั้งชายฝั่ง ส่วนใหญ่กำลังช่วยกันสาวอวนขึ้นมาจากทะเล

อวนที่ชาวประมงใช้มีขนาดกว้างราว 2 เมตร แต่ยาวหลายสิบเมตร อาจจะกะยากเนื่องจากอวนได้ลากมากองไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว  คะเนด้วยสายตาน่าจะมีความยาวราว 80 – 100 เมตรเลยทีเดียว

ยังแปลกใจว่าปลายสุดของอวนที่ชาวบ้านช่วยกันลากขึ้นฝั่งมันอยู่ตรงไหน เพราะหาไม่เจอจริงๆ แต่คิดว่าน่าจะผูกไว้กับเรือที่จอดใกล้ๆกับชายหาด  

การหาปลาด้วยวิธีลากอวนตามชายฝั่งแบบนี้ไม่เคยเห็นในเมืองไทย พวกปลาและสัตว์ทะเลต่างๆในบ้านเราคงไม่มาอาศัยกันตามชายฝั่ง ถึงมีก็น้อยมาก ยกเว้นพวกหมึกทะเลที่เห็นชาวประมงในจังหวัดชุมพรใช้สวิงเดินตักหาปลาหมึกตามริมฝั่งตอนกลางคืน โดยใช้ไฟสปอร์ตไลท์ที่ติดไว้กับศีรษะช่วยล่อหมึกให้มาเล่นกับไฟ

มาเที่ยวเวียดนามครั้งนี้มีโอกาสเห็นท้องทะเลเวียดนามอย่างใกล้ชิด ชายทะเลถึงแม้จะสวยสู้หาดในเมืองไทยไม่ได้ แต่ชายหาดเวียดนามถือว่ามีสีสัน และมีกิจกรรมหลายอย่าง วันนี้โชคดีที่มีโอกาสเห็นเรือกระด้งซึ่งเป็นงานฝีมือพื้นบ้านที่ใช้ไม้ไผ่สานทำเป็นเรือหาปลาขนาดเล็ก จากนั้นก็ลงชันเพื่อป้องกันน้ำเข้า

การจับปลาด้วยอวนลากแบบที่เห็นนี้ ไม่แน่ใจว่าบ้านเราจะมีหรือไม่ อย่างมากก็เห็นการใช้ตาข่ายลากดักเคย(กุ้งเล็ก)เพื่อนำมาทำกะปิที่ชายหาดสวนสนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ภาพจากชายหาดเมืองฟานเถียตน่าจะพอบอกได้ว่าท้องทะเลของเวียดนามอุดมไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด 

บ้านเราเคยมีสุภาษิตว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่ก็เป็นเรื่องในอดีต ปัจจุบันสุภาษิตที่ว่านี้ไม่สามารถนำมาใช้ได้  แต่เวียดนามยังมีแหล่งปลาธรรมชาติมากมายชนิดที่ใครขยันก็สามารถจับมาขายได้อย่างง่ายๆ  ยิ่งใครได้เห็นตลาดปลาตอนเช้าๆของเวียดนามก็รู้ว่ามีความคึกคักมาก

สุภาษิตประเทศเวียดนามหากจะคิดแทนคนเวียดนามก็น่าจะเป็น "ในทะเลมีกุ้งหอยปูปลา ในท้องนามีต้นข้าว"

เวียดนามอาจจับปลาในทะเลลึกไม่เก่งเหมือนคนไทยหรือใต้ก๋งไทย เนื่องจากต้องลงทุนสูง และต้องมีอุปกรณ์หาปลาที่ทันสมัยเช่นเรดาร์เพื่อตรวจจับปลา แต่คนเวียดนามน่าจะถนัดในการหาปลาตามแนวชายฝั่ง สังเกตได้ขณะนั่งรถผ่านจะเห็นแต่เรือประมงขนาดเล็กจอดเต็มไปหมด

ผิดกับเรือประมงไทยที่ออกไปหาปลาในระยะทางไกลๆ หรือเข้าไปถึงเขตน่านน้ำสากล บางครั้งก็อาจลักลอบเข้าไปจับปลาในเขตนานน้ำของประเทศใกล้เคียงเช่นพม่า กัมพูชา และมาเลเซีย  ซึ่งในอดีตก็เคยถูกตำรวจน้ำของประเทศต่างๆจับกุมมาแล้วหลายครั้งหลายครา บางครั้งถูกจับตายหรืออาจถูกจับติดคุกนานนับเดือน เดือดร้อนรัฐบาลที่ต้องไปช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยหรือจ่ายค่าปรับให้กับประเทศนั้นๆ

ใต้ก๋งไทยถือว่าเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการจับปลาในท้องทะเลลึกหรือในมหาสมุทรค่อนข้างมาก เรียกว่าไม่เป็นสองรองใคร  แต่ระยะหลังๆน้ำมันมีราคาแพง คนทำอาชีพนี้จึงค่อยๆลดน้อยถอยลง
 
ทะเลเวียดนามมีความสมบูรณ์เรื่องสัตว์น้ำ ทำให้สินค้าทางทะเลมีราคาถูก

เคยไปเที่ยวเวียดนามหลายครั้ง เห็นว่าพวกของแห้งเช่นปลาหมึก กุ้งแห้ง ปลาแห้ง ถูกกว่าบ้านเรามาก แต่ว่ารสชาติสู้เมืองไทยไม่ได้ กุ้งแห้งบ้านเราก็อร่อยกว่า ปลาหมึกแห้งบ้านเราก็มีรสชาติดีกว่าเยอะ


ฟานเถียตกับสงครามเวียดนาม

สมัยสงครามเวียดนามเมืองฟานเถียตหรืออ่าวในเมืองนี้ใช้เป็นท่าเรือเพื่อขนอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพอเมริกา  สมัยนั้นสหรัฐอเมริกาใช้เมืองฟานเถียตเป็นฐานทัพเช่นเดียวกับอีกหลายๆแห่งในบ้านเรา เช่นจังหวัดอุดรธานี  อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์  หรือจังหวัดอื่นๆในประเทศไทยที่ปัจจุบันไม่มีหลักฐานให้หลงเหลือปรากฏ เนื่องจากได้ขนกลับประเทศสหรัฐอเมริกาไปหมดแล้ว

หรือแม้แต่ในประเทศลาวก็มีหลายแห่งที่สหรัฐอเมริกาใช้เป็นฐานทัพ เช่นเมืองวังเวียง

ฟานเถียตเป็นที่รู้จักของต่างชาติคงก็ไม่ต่างกับเมืองดานัง เมืองท่าของเวียดนาม หรือเมืองพัทยาในบ้านเรา หลายคนอาจไม่ทราบที่มาว่าเมืองพัทยาเจริญเติบโตมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะทหารอเมริกาหรือพวกจีไอ(GI)จากฐานทัพอู่ตะเภา ที่หลังจากพักรบแล้วก็มาเล่นน้ำ พักผ่อน เสพกาม จนหาดพัทยาและเมืองพัทยาเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และทุกครั้งที่กองทัพเรือสหรัฐที่ประจำในทะเลแปซิฟิคมาพักผ่อน พัทยาก็เป็นเมืองที่ถูกโหวตด้วยคะแนนสูงสุดทุกครั้ง

อาจกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเมืองพัทยามีชื่อเสียงไปทั่วโลกก็เพราะทหารสหรัฐอเมริกา ความจริงเมืองพัทยาน่าจะจัดงานประจำปีอาจใช้ชื่อว่า "GI Day " โดยลดราคาที่พักให้เป็นกรณีพิเศษสำหรับทหารอเมริกัน รวมทั้งชาวอเมริกัน ร้านค้าทั้งหลายในเมืองพัทยาก็ร่วมมือกัน ลด แลก แจกแถม ให้ชาวอเมริกันเป็นกรณีพิเศษ หากทำได้จริงก็น่าจะส่งผลด้านการท่องเที่ยว อีกอย่างหนึ่งทหารอเมริกาในสมัยสงครามเวียดนามก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองพัทยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ค.ศ.1905 หรือ พ.ศ.2538 ครั้งที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงขึ้นในเอเชียซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น ชาวเวียดนามจำนวนมากหลั่งไหลกันมาที่เมืองฟานเถียตเพื่อชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติครั้งสำคัญ การเกิดสุริยุปราคาครั้งนั้นเท่ากับเป็นการแจ้งเกิดของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองฟานเถียต โดยมีจุดโฟกัสไปที่ริมชายหาดของเมืองมุยเน่ จนเกิดมีรีสอร์ตมากมายเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สิ่งที่น่าแปลกก็คือมีชาวรัสเชียเข้าลงทุนทำธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตมากกว่าประเทศใดๆ

หลายคนอาจสงสัยว่ามีทั้งชื่อเมืองฟานเถียต (Phan Thiet) และเมืองมุยเน่ (Mui Ne)

คำตอบก็คือ ทั้งสองเมืองตั้งอยู่ในจังหวัด (Province) บินทวน หรือ Binh Thuan ในภาษาอังกฤษ ส่วนเมืองฟานเถียต บ้านเราก็อาจเรียกว่าเป็นอำเภอ  ส่วนเมืองมุยเน่ก็เปรียบเหมือนเป็นตำบลหรือย่านต่างๆในบ้านเรา

เช่นคำว่าบางแสนในบ้านเรา มีทั้งชายหาดบางแสน บังกะโลบางแสน อะไรๆที่อยู่แถวนี้ใช้คำว่าบางแสนหมด แต่บางแสนเป็นแค่ตำบลที่ขึ้นอยู่กับอำเภอแสนสุข ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นกับจังหวัดชลบุรี

เขียนแบบนี้ก็น่าจะเข้าใจ  บางแสน > แสนสุข > ชลบุรี
ทำนองเดียวกันกับ มุยเน่-ฟานเถียต ก็จะเขียนให้เข้าใจง่ายๆดังนี้  มุยเน่ > ฟานเถียต > บินทวน

จะเห็นว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะพูดถึงแต่ บางแสน ส่วนในเวียนนามก็จะพูดถึงแต่ มุยเน่


Mui ne fairy stream

จากนี้ไปก็นั่งรถไปเที่ยวดูธรรมชาติอันน่าแปลกประหลาดของเมืองฟานเถียต แห่งแรกเรียกว่า  Mui ne fairy stream หรือธารน้ำจากธรรมชาติที่ไหลผ่านแคนยอนหรือดินทรายที่มีหลากสีสวยงาม เห็นแล้วก็คล้ายๆกับแพะเมืองผีในจังหวัดแพร่

ใครไม่รู้จักแคนยอนหรือเห็นแม่น้ำที่ไหลผ่านหุบเขาสวยๆงามๆ ก็นี่แหละ อาจจะดูไม่ใหญ่โตเหมือนกับประเทศในยุโรปหรืออเมริกา แต่ที่นี่ก็สวยงามแบบเอเชียหรือแบบอินโดจีนที่ดูกระทัดรัด 

เมื่อลงเดินไปตามลำธารก็ต้องถอดรองเท้าเพื่อสัมผัสพื้นทรายอันอ่อนนุ่ม แถมน้ำในลำธารก็เย็นจนน่าแปลกใจ

ต้นตอของน้ำมาจากไหนก็ไม่ทราบ ที่แน่ๆน่าจะมาจากภูเขาในย่านนี้ จากนั้นก็ไหลผ่านไปสิ้นสุดที่ไหนก็ไม่รู้อีกนั่นแหละ เพราะพวกเราเดินไปไม่ไกลนัก ทัวร์ไทยบางคณะอาจพาเดินไปไกลกว่านี้ ก็แล้วแต่ว่าจะมีเวลามากน้อยแค่ไหน  แต่คนที่เคยไปเล่าให้ฟังว่าต้องข้ามเนินทรายไปอีกลูกหนึ่งจึงจะเห็นแคนยอนที่มีหลายสีสวยงามกว่านี้

เราใช้เวลาที่นี่ไม่มากนักเรียกว่าพอชิมลาง แต่ก็ได้ความรู้สึกที่ดี เด็กๆแถวนี้ก็น่ารัก พอขึ้นมาจากน้ำก็คอยบริการน้ำล้างเท้าด้วยสายยาง ค่าบริการก็แล้วแต่จะให้ บางคนก็คอยดูแลการขึ้น-ลงจากตลิ่ง หรือช่วยเดินถือของรวมทั้งรองเท้าให้นักท่องเที่ยว พร้อมกับเดินไปเป็นเพื่อน ด้วยความหวังว่าจะได้รับสิ่งตอบแทนเป็นเงินดองห์เล็กๆน้อยๆ

ประเทศเวียดนามก็เป็นแบบนี้แหละครับ พวกการบริการเค้ายังไม่ทำเป็นระบบ ยังเป็นแบบพื้นๆ จึงได้เงินจากนักท่องเที่ยวไม่มากนัก  หากคนเวียดนามเข้าใจในเรื่องนี้ดีก็อาจหากินกับนักท่องเที่ยวได้มากมาย โดยเฉพาะกับคนไทยที่ต้องการหาคนคอยบริการให้ทำโน่นทำนี่อยู่เรื่อยๆ 

แต่ประเทศอื่นไม่เป็นเหมือนบ้านเรา เพราะเค้ามีแต่จะช่วยตัวเอง เรื่องง่ายๆในกรณีการเข้าปั้มน้ำมัน คนขับก็ต้องลงไปเติมเอง  แต่บ้านเราทำไม่เป็นและไม่เคยทำมาแต่ไหนแต่ไร บางปั้มลองทำโดยใช้ราคาถูกล่อใจแต่ไปไม่รอดเพราะไม่มีรถเข้า จึงต้องทำแบบผสมผสาน บางครั้งก็มีเด็กปั้มคอยช่วยเหลือ   

บริษัทปิโตรนัส ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานน้ำมันจากมาเลเซียเข้ามาตั้งปั้มน้ำมันในบ้านเราเมื่อหลายปีก่อน จนถึงวันนี้เจ้งไปเรียบร้อยแล้ว สงสัยว่าติดต้นทุนในการทำปั้มน้ำมันแบบมาเลเซีย คือไม่มีเด็กปั้ม ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีร้านสะดวกซื้อ  ไม่มีร้านกาแฟ ฯลฯ

ขายแต่น้ำมัน เอากำไรจากน้ำมัน ที่สุดก็ไปไม่รอด และคงเข็ดไปนาน


White Sand Dunes

ไฮไลท์สำคัญที่สุดของเมืองฟานเถียตก็คือทะเลทรายสีขาว (White Sand Dunes) และขณะนี้เรากำลังมุ่งหน้าไปที่ทะเลทราย มีระยะทางห่างจากตัวเมืองราว 35 กม.

น่าแปลกที่ทะเลทรายที่นี่ใช้คำว่า Sand แต่ทะเลทรายในประเทศทางโลกอาหรับใช้คำว่า Desert ซึ่งต่างกัน และที่เวียดนามใช้คำว่า Sand น่าจะเป็นเพราะมีอาณาเขตไม่มากนักและอากาศก็ไม่ร้อนจนถึงระดับ 58 องศา หรือหนาวสุดอุณหภูมิจนติดลบ(-25 องศา) ชนิดที่กลางวันกับกลางคืนอากาศแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

และทะเลทรายในเวียดนามก็ไม่มีอุฐให้ขี่ ไม่มีอูฐใช้บรรทุกของเพื่อเดินทางข้ามทะเลทราย 

สิ่งที่เป็นธรรมชาติแท้ๆของคำว่าทะเลทรายก็คือ ท้องฟ้าจะไม่มีเมฆ ในทะเลทรายไม่มีฝนตก และไม่มีต้นไม้ขึ้น เรียกว่าเป็นดินแดนสุดโหดอย่างแท้จริง

ทะเลทรายในเวียดนามจึงแตกต่างกับทะเลทรายในประเทศตะวันออกกลางค่อนข้างมาก จึงใช้คำว่า Sand แทนคำว่า Desert

ทะเลทรายมุยเน่แบ่งเป็น 2 โซน ได้แก่ทะเลทรายขาว(White Sand) กับทะเลทรายแดง (Brawn Sand)

White Sand Dunes หรือทะเลทรายสีขาว อาจไม่ขาวมากนัก บางแห่งขาวมาก บางแห่งก็ออกสีแดงนิดๆ แต่เรียกว่าทะเลทรายสีขาว

ส่วน Brawn Sand Dunes หรือ Red Sand Dunes  คำๆนี้อาจไม่ค่อยใช้กันนัก หาก Search จาก Google ก็มีแต่คำว่า White Sand Dunes หรือ Mui Ne White Sand Dunes

ทั้งสองแห่งอยู่ห่างกันราว 30 กม.


ทะเลทรายกว้างขวางแค่ไหน

ตอนมาเที่ยวก็ไม่ค่อยจะรู้จักมากนัก ดูจากภาพถ่ายในอินเตอร์เน็ตเห็นเป็นทะเลทรายแบบทั่วๆไป แต่พอมาเห็นของจริงก็ต้องบอกว่า “ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง” เพราะอาณาเขตของพื้นที่เป็นทรายเรียกว่าทั้งอำเภอหรือจังหวัดเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าตรงที่เป็นทรายล้วนๆ ไม่มีหิน ไม่มีต้นไม้ขึ้น มันเป็นพื้นที่ที่ให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกัน 

ภาพในระหว่างการเดินทางไปยังทะเลทรายในชุดนี้ พอจะมองเห็นว่าพื้นดินสีแดงๆ ไม่มีต้นไม้ใหญ่นั้น มันกว้างขวางใหญ่โตสุดลูกหูลูกตา 

คิดเล่นๆว่าหากมีการเปิดหน้าดินออกสัก 2- 3 เมตร เหมือนการเปิดบ่อทรายในบ้านเราก็เชื่อว่าพื้นดินทั้งเมืองจะเป็นทรายทั้งหมด 

ทะเลทรายมุยเน่ความจริงชั้นใต้ดินของทั้งเมืองก็คือทะเลทราย และนี่ก็เป็นความอัศจรรย์ทางธรรมชาติที่มีแห่งเดียวในอินโดจีน อาจใหญ่โตเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศจีนที่เป็นทะเลทรายโดยแท้จริง และร้อนจริง แถมยังมีอูฐเช่นเดียวกับแถบอาหรับ

Mui Ne White Sand Dunes หรือทะเลทรายมุยเน่ น่าจะเรียกว่าเป็น Unseen ที่ไม่มีใครเหมือน  หากมองไปยังอนาคตแล้วพื้นที่ทางแถบนี้ยังมีโอกาสที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกมาก  แต่เวียดนามคงไม่คิดที่จะพัฒนาพื้นที่ทางแถบนี้กันมากนัก เพราะยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ยังไม่มีเงินทองมากเหมือนประเทศที่เจริญแล้วที่มุ่งลงทุนสงเสริมการท่องเที่ยว แต่ถ้าหากว่าสนับสนุนให้ต่างชาติมาลงทุนก็น่าจะเป็นทางลัดที่ดูจะง่ายกว่า

ฟานเถียตหากลากเส้นในแผนที่โลกแล้วก็อยู่ในแนวเดียวกับอำเภอบางสะพานจังหวัดชุมพร และเป็นจังหวัดทางภาคใต้ทั้งคู่ ฟานเถียตก็เป็นเมืองทางภาคใต้ของเวียดนามเช่นกัน มีอุณหภูมิร้อนๆหนาวๆพอกัน แต่เมืองฟานเถียตจะเจอพายุฝนที่รุนแรงกว่า เนื่องจากหันหน้าออกไปทางทะเลจีนใต้

สาเหตุที่พื้นที่ทางแถบนี้เป็นทะเลทรายก็เกิดจากพายุที่พัดเอาทรายจากชายฝั่งเขามาทับถมมาเป็นเวลาหลายล้านปี

ทะเลทรายมุยเน่ทุกวันนี้เหมือนยังมีลมหายใจ ลมทะเลยังพัดพาเอาฝุ่นทรายจากชายหาดขึ้นมาอยู่ทุกวันๆ

บ้านเราที่เจอปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะตามชายฝั่งจนถนนพัง หรือบ้านพังจนตกทะเล แต่เมืองฟานเถียตเจอปัญหามากกว่า เจอการกัดเซาะของน้ำทะเลตามแนวชายฝั่ง และยังเจอปัญหาเนินทรายถล่มจนกองอยู่ข้างถนน 

สำหรับผู้ที่จะมาเที่ยวทะเลทรายมุยเน่ มีคำแนะนำดังนี้

1 ควรมีเสื้อคลุมแขนยาวชนิดมีหมวกในตัว
2 เตรียมร่ม หมวก(หรือผ้าขาวม้าบังแดด)
3 ครีมทาผิวกันแดด
4 แว่นกันแดด (ป้องกันแสงแดดและป้องกันฝุ่นทราย)
5 ระวังฝุ่นเข้ากล้อง เลนส์ เพราะฝุ่นละเอียดจนเป็นแป้ง
6 ไม่ควรสะพายกล้องนานๆ ควรเก็บไว้ในกระเป๋าหรือมีผ้าคลุม เมื่อจะถ่ายจึงหยิบออกมาใช้
7 ลูกยางเป่าลมสำหรับกล้อง จำเป็นมาก
8 หากเป็นกล้อง DSLR และต้องการภาพที่อิ่มตัวเช่นฟ้าสีสด(เหมือนกับภาพในชุดนี้)แนะนำให้ใช้ฟิลเตอร์ PL

ตอนต่อไปจะพาไปเที่ยวทะเลทรายสีแดง  ดูสิว่าจะต่างกับทะเลทรายสีขาวหรือไม่

พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะครับ




โฟโต้ออนทัวร์
17 มิถุนายน 2556



 
 
 
แผนที่เดินทาง โฮจิมินห์-ฟานเทียต-ดาลัท  
แผนที่ประเทศเวียดนาม / เส้นทางรถยนต์
           
 
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls     World Photos     Site Update    Contac Us