Home      Outbound      Dalat - Ho Chi Minh City  Part 7
   Home   City Tour   Events   Photo Gallery   Outbound tour   King Photos    Wallpapers    Flowers    Portraits    Baby & Child    Asia Girls    News   Video Clip   
   Home  
Home : Outbound : Dalat - Ho Chi minh  Part 7
 
 
ภาพท่องเที่ยวเวียดนามกลางเค้าท์ดาวน์สิ้นปี 55 ที่เมืองโฮจิมินห์ ชมดอกไม้เมืองหนาวที่ดาลัต เที่ยวฟานเถียตเมืองชายทะเล อลังการกับทะเลทรายมุยเน่
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
Part 9
Part 10
Part 11
Part 12
Part 13
Part 14
ดาลัด ตอนที่ 7
Dalat Vietnam :  Valley Of Love, Bao Dai 's Summer Palace หุบเขาแห่งความรัก วังฤดูร้อนของจักรพรรดิเบ่าได๋

  เที่ยวเวียดนามใต้ ดาลัด - โฮจิมินห์ ตอนที่ 7
South Vietnam tour :
Love Valley /Bao Dai's Summer Palace
(เดินทาง 27 ธค.55 - 1 มค.56)



วันนี้เป็นวันที่ 30 ธันวาคม ปี 55 ซึ่งเป็นวันก่อนจะถึงสิ้นปี เมืองดาลัดในช่วงนี้ก็เป็นฤดูหนาวเช่นเดียวกับบ้านเรา คนเวียดนามโดยเฉพาะจากเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ จึงวางแผนมาเที่ยวดาลัดกันในช่วงนี้

แต่น่าแปลกที่วันนี้มีฝนตกแต่เช้า พอช่วงบ่ายๆกลับลงหนักเข้าไปอีก ทำให้กระทบกับโปรแกรมท่องเที่ยวไปบ้างที่ต้องเสียเวลาหรือต้องรอให้ฝนหยุดเสียก่อน เนื่องจากสถานท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นที่่โล่งแจ้ง เช่นอุทยานสวนดอกไม้ หรือบางแห่งก็ต้องวิ่งหนีฝนกันหัวซุกหัวซุนเข้าที่กำบัง เช่นที่พระราชวังเบ่าได๋

ตอนเช้าวันนี้(ภาพตอนที่ 5)มีโปรแกรมเที่ยววัดตึ๊กลามที่มีสวนดอกไม้ และต้องนั่งกระเช้าหรือเคเบิลคาร์ขึ้นเขา ขณะนั้นก็เริ่มเจอฝนแบบปรอยๆ ที่แรกคิดว่ามันเป็นละอองฝนจากเมฆเนื่องจากอยู่บนเขา แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ มันเป็นฝนที่ตกตั้งแต่บนเขาจนกระทั่งถึงในเมือง

ตอนเที่ยงหลังทานข้าวฝนก็เข้ามาเป็นอุปสรรค จึงต้องรอฝนหยุดก่อนจึงจะออกเที่ยวเช่นที่ Love Valley หรือ"หุบเขาแห่งความรัก"ที่ขึ้นชื่อของเมืองดาลัด พอรถมาถึงที่ฝนก็ตกทันที

หุบเขาแห่งความรัก ไม่ต่างกับ เกาะนามิ ของเกาหลีที่หนุ่มสาวชาวเกาหลีใฝ่ฝันอยากพาคนรักไปหาความสุขกัน 

เกาะนามิ(Nami Island)ได้ชื่อว่าเป็นเกาะแห่งความรักที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์แนวรักโรแมนติคในเรื่อง Winter Love Song หรือ เพลงรักในสายลมหนาว อิทธิพลของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังลามมาถึงเมืองไทยชนิดที่ติดกันงอมแงมเมื่อหลายปีก่อน มีผลทำให้โปรแกรมทัวร์เกาหลีขายดิบขายดีมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับอุทยานแห่งความรักหรือ Love Valley จะมีตำนานเล่าขานในเรื่องความรักหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ หากไม่มีที่มาที่ไป ทางรัฐบาลเวียดนามก็น่าจะสร้างตำนานรักเป็นเรื่องเล่าแบบปรำปราไว้สักเรื่องพร้อมสลักไว้บนแผ่นหิน ใครไปใครมาจะได้อ่านและจะได้จดจำหรือบอกเล่ากันต่อ

พอผ่านไปหลายสิบปีเรื่องเล่าปรำปราเหล่านี้ก็จะกลายเป็นข้อมูลที่เชื่อกันจริงๆจังๆ จนอาจกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใครๆก็จะต้องมาเพื่ออธิษฐานขอความรัก หรือขอให้มีความรักยั่งยืน

เรื่องตำนาน... จะว่าแล้วไม่ว่าจะเป็นชาติไหนๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโม้ หรือเป็นเรื่องโกหกมดเท็จทั้งนั้น ดูอย่างวัดหรือสถานที่สำคัญทางศาสนาในบ้านเรา มักจะมีเทวดาเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ หรือบ้างทีก็อ้างนิมิตรจากเกจิอาจารย์ หรือจากแม่ชีผู้ทรงศีลที่นั่งทางใน หรืออาจไปไกลกว่านั้นโดยอ้างว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่นี่(ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าดับขันธ์ไปตั้งนานแล้ว)

การมีตำนานก็เพื่อให้สถานที่นั้นๆดูขลัง ดูศักดิ์สิทธิ์ จะได้มีผู้คนมากราบไหว้บูชา อาจเป็นจุดขายอย่างหนึ่งที่เรียกร้องความสนใจ

เรื่องตำนานของสถานที่ต่างๆจึงเป็นแค่อุบายที่คนสมัยก่อน(และปัจจุบัน)กุเรื่องขึ้นมา ให้มันมีความเป็นมาหรือมีเรื่องราวเท่านั้นเอง

เกาะพีพีเล หรือถ้ำไวกิ่งในทะเลอันดามันของจังหวัดภูเก็ต(หรือกระบี่) มีภาพเรือไวกิ่งของคนโบราณเขียนไว้บนผนังถ้ำ นี่ก็โกหกทั้งนั้น เกาะพีพีเลเป็นเกาะที่รัฐบาลให้สำปทานแก่เอกชนเพื่อเก็บรังนกนางแอ่น และเป็นเขตหวงห้ามของผู้ที่ได้รับสัมปทาน แต่ตอนหลังผู้ได้รับสัมปทานใจดี อนุญาตให้เรือนักท่องเที่ยวเข้าไปเทียบปากถ้ำและเข้าชมภายในถ้ำได้

เรื่องนี้หากไปถามคนท้องถิ่นก็จะบอกว่าเมื่อก่อนก่อนใครเข้าไปอาจโดนเก็บหรือโดนทำร้าย เพราะกลัวว่าจะเข้าไปโขมยรังนกที่มีราคาแพงมาก

ช่วงที่เกาะพีพีเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในสมัยนายกฯชาติชาย(น่าจะราวปี 2531)ก็ไม่เห็นว่าจะมีภาพเรือไวก้ง ไวกิ้งอะไร แต่ตอนหลังยังไงก็ไม่ทราบได้ เกิดอัศจรรยพันลึก เหมือนมีเทพแห่งท้องทะเลอันดามันประทานให้ ปรากฎว่ามีภาพเรือไวกิ่งแปะไว้ที่ผนังถ้ำ และเป็นภาพที่ใสกิ๊กชนิดที่ลงสีกันหมาดๆ

แต่ที่น่าแปลก หากเป็นภาพเขียนโบราณจริง ป่านนี้กรมศิลปากรคงเข้ามาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานที่สำคัญระดับประเทศไปแล้ว

หรือว่ากรมศิลปากรมาดูแล้ว อาจขำกลิ้งก็ได้ว่าเป็นมือใหม่หัดวาด

นี่ถ้าเกิดมีการประกวดภาพเขียนเรือไวกิ้งที่ปรากฏอยู่ทั่วโลก รับประกันว่าภาพเขียนเรือไวกิ้งที่เกาะพีพีเลกินขาด เนื่องจากเป็นภาพที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดและใหม่ที่สุด   

ผ่านไปหลายสิบปี เกาะพีพีเลในปัจจุบันมีชื่อไหม่อีกชื่อหนึ่งอย่างไม่เป็นทางการว่า “เกาะถ้ำไวกิ้ง” แต่เชื่อว่าอีกไม่เกิน 30 ปี ก็อาจจะมีตำนานเจ้าพ่อ เจ้าแม่ไวกิ้ง โผล่ขึ้นมาให้ผู้คนได้มาสักการะกราบไหว้ จนเจ้าของสัมปทานอาจเรียกเก็บค่าต๋ง..เก็บค่าเครื่องบูชาเซ่นไหว้ สบายใจเฉิบ

พูดถึงเรือไวกิ้งนี่ยังไม่หมดนะครับ รู้สึกว่ามาระยะหลังๆปรากฎว่ามีภาพเรือไวกิ้งผุดขึ้นมาอีกหลายแห่งแถวๆทะเลกระบี่และภูเก็ต คนพาเที่ยวก็โม้เป็นตุเป็นตะว่าเป็นภาพเขียนที่มีอายุสัก 3-4 พันปีมาแล้ว เรียกว่าโม้แบบไม่อ่านประวัติศาสตร์ จนกลายเป็นเรื่องปล่อยไก่ตัวเบ่อเร่อของรายการทีวีพาเที่ยวประเภทคุณภาพต่ำ ทั้งๆที่ชาวไวกิ้งซึ่งเป็นชนเผ่านักเดินเรือที่มีความชำนาญ ปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ.1200 นับจนถึงปัจจุบันก็มีอายุเพียงแค่ 1357 ปีเท่านั้นเอง

เกาะลังกาวีประเทศมาเลเซีย ก็มีตำนานพระนางเลือดขาวที่เป็นเรื่องราวของนางมัสสุหรี่ ซึ่งเป็นเกล็ดเรื่องราวประวัติศาสตร์ ในสมัยที่แหลมมลายูตกเป็นเมืองขึ้นแก่สยามประเทศ ตำนานที่ว่านางมัสุหรี่ถูกประหารจนเลือดพุ่งออกมาเป็นสีขาว เป็นการพิสูจน์ว่าตนเองว่าผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นชู้กับใครตามที่ชาวบ้านและญาติฝ่ายชายนินทา

ส่วนที่ว่ามีโลหิตพุ่งออกมาเป็นสีขาวหลังถูกเพชฌฆาตฟัน จริงหรือเท็จ คิดกันเอาเองก็แล้วกัน

ทุกประเทศมีตำนานหรือเรื่องราวที่อยู่คู่กับสถานที่ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ลาว เวียดนาม พม่า จีน ฮ่องกง มาเก้า มาเลเซีย สิงคโปร์ มีหมดครับ แต่แปลกนะ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยพบตำนานที่พิลึกพิลั่นกับประเทศทางแถบยุโรปและอเมริกัน ถึงมีก็คงเป็นเรื่องจริงที่มีหลักฐานบันทึกไว้ ตรงกันข้ามกับทวีปเอเชียที่มีตำนานเล่าขานเกือบทุกแห่ง

ก็เพราะไม่เชื่ออย่าลบหลู่ จึงทำให้คนเรามักจะมีความเห็นคล้อยตามพร้อมกับเชื่ออย่างสนิทใจ โดยไม่คิดที่จะหาเหตุผลว่าจริงหรือเท็จ คนชาติเอเชีย(โดยเฉพาะคนไทย)จึงถูกหลอกกันง่ายๆ คนที่ถูกหลอกก็มีทั้งยาจกไปจนถึงเศรษฐี ไม่เว้นแม่แต่คนมีความรู้ระดับดอกเตอร์

Love Valley

Love Valley หรือหุบเขาแห่งความรักที่มีทะเลสาบอยู่ในหุบเขาด้วย ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจชนิดที่สามารถเที่ยวได้ทั้งวัน ภายในอุทยานอาจมีเส้นทางเดินชมป่าสน หรืออาจมีเรือบริการพาเที่ยวไปรอบๆทะเลสาบ

บรรยากาศภายในสวนฯก็ดูจะเอื้ออำนวยให้มีความหมายสำหรับคู่รัก เดินไปทางไหนก็มีแต่รูปหัวใจ มีมุมให้เป็นถ่ายภาพเยอะแยะไปหมด ภายในสวนก็มีดอกไม้ออกดอกสวยงาม

แต่เนื่องจากขณะนี้มีฝนตกจึงอยู่ได้ไม่นาน ตอนออกจากอุทยานก็ต้องเดินฝ่าฝนจนเกือบจะเป็นคนสุดท้าย

ออกจาก Love Valley ก็ไปเที่ยว พระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์เวียดนามองค์สุดท้ายหรือองค์ที่ 13 ของราชวงศ์เหงียนมีชื่อว่า"จักรพรรดิ เบ่าได๋" ส่วนวังหลวงนั้นอยู่ที่เมืองเว้ เขตเวียดนามกลาง

สำหรับจักรพรรดิเบ่าได๋ ทรงเป็นจักรพรรดิในช่วงที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ทำให้อำนาจในการปกครองประเทศเปลี่ยนมือจากจักรพรรดิไปขึ้นอยู่กับรัฐบาลฝรั่งเศสที่กรุงปารีส แต่คำสั่งทางการปกครองเช่นการออกฎหมายต่างๆจะต้องให้จักรพรรดิของเวียดนามลงพระปรมาภิไธย ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นตรายางที่รับรองความชอบธรรมถูกต้องให้กับรัฐบาลฝรั่งเศส

กฎข้อบังคับบางอย่างลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หรือบางครั้งก็ออกกฎหมายที่เป็นการขูดรีดเอาเปรียบ

คนเวียดนามจึงคิดว่าจักรพรรดิเบ่าได๋เอาใจพวกฝรั่งเศส ไม่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนและไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ รัฐบาลในขณะนั้นจึงทำประชามติขับไล่พระองค์พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ให้ออกไปจากประเทศ จนต้องลี้ภัยไปอยู่ในฝรั่งเศส

พระราชวังฤดูร้อนของจักรพรรดิเบ๋าได๋ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองดาลัด ดูๆก็คล้ายกับบ้านเศรษฐีหลังใหญ่ หากไม่มีใครบอกว่าเป็นวังฤดูร้อนของจักรพรรดิก็คงไม่มีใครเชื่อ เนื่องจากไม่มีเครื่องใช้ไม้สอยที่เป็นเครื่องหมายหรือแสดงถึงเกียรติยศของกษัตริย์เลยแม้แต่ชิ้นเดียว



ประเทศเวียดนามในช่วงที่ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส นับว่าสร้างความเดือดร้อนไปทั่วประเทศจนต้องขับไล่จักรพรรดิ พอพ้นยุคฝรั่งเศส
ประเทศก็ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายระหว่างเหนือ กับ ใต้ และเป็นช่วงที่ลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังระบาดไปทั่วภูมิภาคเอเชีย ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องเข้ามามีบทบาทในประเทศเวียดนาม

เวียดนามในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาต้องเผชิญปัญหาต่างๆรอบด้าน ตั้งแต่ตกเป็นเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ต่อมาก็เกิดสงครามเวียดนาม ทำให้ประเทศเวียดนามกลายเป็นสนามรบ และเป็นสนามทดลองอาวุธสงครามของบริษัทผลิตอาวุธระดับโลก ข่าวต่่างประเทศมีแต่เรื่องราวสู้รบ การทิ้งระเบิดและความหายนะไม่เว้นแต่ละวัน

บริษัทสร้างภาพยนต์ระดับโลกในเวลานั้นไม่มีใครคิดสร้างภาพยนต์สงคราม ถึงสร้างก็เจ้งหมด เนื่องจากภาพจริงเสียงจริงของสงครามเวียดนาม มีให้เห็นทุกวันในรายงานข่าวจากต่างประเทศ ภาพยนต์สงครามจะดุเดือดตื่นเต้นแค่ไหน ยังไงก็สู้สงครามจริงไม่ได้

ช่วงสงครามเวียดนามทำให้ประเทศต้องชะงักงัน เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ตกอยู่ในห้วงเวลาที่น่าสะพรึงกลัว ความอดอยกและความยากจนครอบคลุมไปทั่วประเทศ และในฐานะที่เวียดนามอยู่ใต้อิทธิพลของประเทศจีนหรือจีนแดง เวียดนามจึงต้องส่งข้าวและอาหารไปช่วยเหลือประเทศจีนที่เกิดความอดอยากอย่างหนัก ซึ่งลาวและเขมรในสมัยนั้นก็ต้องส่งข้าวและอาหารไปช่วยเหลือเช่นกัน

การที่คนเวียดนามชอบทานผักจนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติมาจนทุกวันนี้ก็เนื่องจากความยากจน คนเวียดนามโดยเฉลี่ยแล้วจะตัวเล็กกว่าคนไทยมาก เนื่องจากขาดโปรตีน

เรื่องนี้ไม่ได้คิดเอาเอง แต่มาจากคำพูดของไกด์เวียดนาม และยังยอมรับว่าประเทศเวียดนามยังถือว่าเป็นประเทศที่ยากจนอยู่ การพัฒนาประเทศยังเป็นไปด้วยความเชื่องช้าไม่ทันกาล

แม้เวียดนามจะผ่านช่วงวิกฤติมาหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น(ซึ่งต่างกับจีน) รัฐบาลเวียดนามยังต้องประสบกับภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ทำให้ค่าเงิน(ดองห์)ตกต่ำมาก

ยกตัวอย่างง่ายๆเมื่อนักเที่ยวไทยไปเวียดนาม

จากเมื่อก่อนหรือปี 2549 เงินไทย 1 บาทสามารถแลกได้ 450 ดองห์ อีก 5 ปีต่อมาหรือปี 2555 กลับแลกได้ถึง 650 แสดงให้เห็นว่าค่าเงินตกต่ำค่อนข้างมาก แต่กลับเป็นประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยวที่แลกเงินเวียดนามได้มากขึ้น

เวียดนามในเวลานี้ต้องพึ่งพาการการทุนจากต่างชาติเป็นหลัก เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง นักธุรกิจเวียดนามยังไม่มีศักยภาพพอที่จะลงทุนในธุรกิจขนาดใหญ่ เงินลงทุนระดับพันล้านหรือหมื่นล้าน(บาท)ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากต่างชาติทั้งนั้น

ปัญหาทางการเงินของประเทศเวียดนามยังส่งผลมาถึงการเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชียนเกมส์ 2019 ที่เวียดนามเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ แต่ล่าสุดเวียดนามได้ประกาศยกเลิกการเป็นเจ้าภาพไปเรียบร้อยแล้ว อันเนื่องจากรัฐบาลถังแตก(ไม่มีเงิน) ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

ในปัจจุบันจะเห็นว่าการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกหรือระดับนานาชาติ มีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศได้เป็นอย่างดี ประเทศในเอเชียหลายประเทศก็ประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งนั้นเช่นเกาหลี จีน ญี่ปุ่น ทั้ง 3 ประเทศนี้เคยเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิคมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน การค้าการลงทุนรวมทั้งการท่องเที่ยวได้เติบโตอย่างรวดเร็ว

ขณะนี้ญี่ปุ่นก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิคในปี 2020(พ.ศ.2563)ซึ่งนับเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เคยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2507 หรือ 50 ปีก่อน ซึ่งหลังจบสิ้นการเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2507 สินค้าญี่ปุ่นก็ทะลุทะลวงไปยังตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ มอเตอร์ไซด์ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง นาฬิกา โดยเฉพาะนาฬิกายี่ห้อไซโก ขายดีไปทั่วโลก เนื่องจากได้ลงโฆษณาว่า "ไซโก้เป็นผู้จับเวลาในกีฬาโอลิมปิค"

แม้แต่ประเทศลาวที่เป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์เมื่อปี 2013 ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีการสร้างถนนใหม่ๆขึ้นหลายแห่ง บ้านเมืองดูสะอาดเรียบร้อยกว่าแต่ก่อน การค้าขายเป็นไปอย่างคึกคัก นักลงทุนจากจีน เวียดนาม และประเทศอื่นๆเข้ามาลงทุนกันมาก
อาคารใหญ่ๆโตๆ โรงแรม คอนโด ผุดขึ้นหลายแห่งทั้งในเมืองและตามชานเมือง ใครไปเที่ยวกรุงเวียงจันทน์ในตอนนี้ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน

ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงพยายามเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาชนิดที่ต้องทุ่มทุนกันอย่างสุดๆ ขณะเดียวกันผลตอบแทนจากการลงทุนก็จะตามมาอีกมากมายในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องภาพลักษณ์ ชื่อเสียง และธุรกิจการท่องเที่ยว

พบกับการท่องเที่ยวในทริป ดาลัด-โฮจิมินห์ ได้ในตอนต่อไปนะครับ สำหรับภาพชุดเมืองดาลัดนี้ยังมีอีกหลายชุด จากนั้นก็จะไปเค้าท์ดาวน์ในวันสิ้นปี55 ที่เมืองโฮจิมินห์ซิตี้ พร้อมกับจะไปเที่ยวสถานที่สำคัญๆซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย



โฟโต้ออนทัวร์
30 เมษายน 2557

 
 
 
แผนที่เดินทาง โฮจิมินห์-ฟานเทียต-ดาลัท  
แผนที่ประเทศเวียดนาม / เส้นทางรถยนต์
           
 
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls     World Photos     Site Update    Contac Us