Home      Outbound      Dalat - Ho Chi Minh City  Part 11
   Home   City Tour   Events   Photo Gallery   Outbound tour   King Photos    Wallpapers    Flowers    Portraits    Baby & Child    Asia Girls    News   Video Clip   
 
   Home  
Home : Outbound : Dalat - Ho Chi minh  Part 11
 
 
ภาพท่องเที่ยวเวียดนามกลางเค้าท์ดาวน์สิ้นปี 55 ที่เมืองโฮจิมินห์ ชมดอกไม้เมืองหนาวที่ดาลัต เที่ยวฟานเถียตเมืองชายทะเล อลังการกับทะเลทรายมุยเน่
Part 1
Part 002
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
Part 9
Part 10
Part 11
Part 12
Part 13
Part 14
 
ดาลัด ตอนที่ 11
Independence Palace, War Remnants Museum : ทำเนียบประธานาธิบดี และ พิพิธภัณฑ์อาวุธสงคราม
 

เที่ยวเวียดนามใต้ ตอนที่ 11 ทำเนียบประธานาธิบดี และ พิพิธภัณฑ์อาวุธสงคราม
(เดินทาง 27 ธค.55 - 1 มค.56)


ทริปโฮจิมินห์ซิตี้ – ดาลัท เดินทางมาถึงตอนที่ 11 เรียกว่ามาไกลพอสมควร แต่ภาพและเรื่องราวก็ยังไม่จบลงง่ายๆ  ยังมีอีกหลายแห่งที่ยังไม่ได้พาไปชม

เช้าวันนี้มีโปรแกรมไปเที่ยวทำเนียบรัฐบาลหลังเก่าที่มีชื่อว่า " Independence Palace " มีความหมายว่า  “ทำเนียบอิสรภาพ”

คำว่า “ อิสรภาพ" สำหรับคนไทยอาจฟังแล้วก็ผ่านไป ไม่ค่อยจะรู้สึกอะไรกับคำนี้  เนื่องจากประเทศไทยมีอิสรภาพมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่สำหรับประเทศที่เคยตกเป็นเมืองขึ้น หรือเคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ก็จะเข้าใจดีว่ามีความหมายแค่ไหน

ประเทศที่อยู่รอบๆบ้านเราล้วนเคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษกับฝรั่งเศสมาแล้วทั้งนั้น หรือก่อนหน้านั้นก็อาจเคยเป็นเมืองขึ้นของชาติโปรตุเกสและฮอลันดา สมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน เรียกว่าเป็นนักล่าอาณานิคมยุคแรกๆของประวัติศาสตร์ ตัวอย่างเช่นประเทศมาเลเซียก็เคยตกเป็๋นเมืองขึ้นของโปรตุเกส เนเธอร์แลนด์(หรือชาวดัตช์) รวมทั้งอังกฤษ

เหตุผลในการเข้ามาล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกก็ต้องการทรัพยากรทางธรรมชาติเช่นแร่ธาตุ ป่าไม้ ทำเลทางการค้าหรือท่าเรือสำคัญๆ และประเทศนักล่าอาณาที่โลกรู้จัก ก็คงหนีไม่พ้นอังกฤษกับฝรั่งเศส ที่ถือว่าเป็นนักล่าในยุคหลังๆ

แต่ความจริงแล้วยังมีประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศญี่ปุ่นที่ถือเป็นนักล่าอาณานิคมในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุผลก็เพื่อเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารสำหรับป้องกันภัยทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ พอสงครามสงบก็เลิกลากันไป

ประเทศไทยเคยถูกญี่ปุ่นเข้ามาบุกยึดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขอเพียงแค่ใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยังพม่าและอินเดีย ขณะเดียวกันก็บังคับไทยให้ร่วมสงครามกับฝ่ายตนหรือ “ฝ่ายอักษะ” ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับเยอรมัน ส่วนตรงกันข้ามกับฝ่ายอักษะก็คือ“ฝ่ายสัมพันธมิตร” ที่มีอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกาเป็นชาติผู้นำ

หลังไทยประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร สิ่งที่ได้รับหลังจากนั้นก็คือถูกโจมตีทางอากาศ ปูพรมตั้งแต่กรุงเทพยันต่างจังหวัด ส่วนใหญ่เป็นการทิ้งระเบิด สะพาน ทางรถไฟ สถานีรถไฟ โรงงานปูนซีเมนต์(บางซื่อ)

สาเหตุุที่ไทยต้องยอมจำนนต่อญี่ปุ่นก็เนื่องจากอัครราชทูตญี่ปุ่นเดินทางมาพบนายกรัฐมนตรีจอมพล ป. เมื่อเวลาประมาณ 07.55 น. พร้อมกับคำขู่ว่า ญี่ปุ่นได้เตรียมเครื่องบินทิ้งระเบิดไว้ 250 ลำที่ไซ่ง่อน เพื่อจะมาทิ้งระเบิดกรุงเทพมหานคร ถ้าไทยไม่ยอมให้ผ่าน มีกำหนดเวลา 10.30 น

ช่วงที่ญี่ปุ่นบุกไทย รัฐบาลญี่ปุ่นได้เปิดไฟเขียวให้ไทยยึดดินแดนที่สูญเสียแก่อังกฤษกับฝรั่งเศสกลับคืนมา ได้แก่จังหวัดล้านช้างของลาวเขตติดกับจังหวัดน่าน รวมทั้งแขวงจำปาสักที่อยู่ทางตอนใต้ของลาว ส่วนในพม่าก็ได้แก่รัฐไทใหญ่ รัฐฉาน เมืองเชียงตุง เมืองพาน เมืองตองยี เมืองมัณฑเลย์

ในกัมพูชาก็ได้แก่จังหวัดเสียมเรียบ พระตะบอง และศรีโสภน ส่วนทางใต้ก็ได้ 4 จังหวัด ที่เคยเสียให้กับอังกฤษ เช่นรัฐเคดาร์ เรียกว่าอะไรที่เคยเสียไปในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ไทยก็เอาคืนมาหมด

เหตุที่ไทยต้องการเอาคืนก็เนื่องจากขณะนั้นเกิด "ขบวนการกู้ชาติ" ขึ้นในประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลจอมพลป. ยึดคืนดินแดนที่เสียไปกลับคืนมา ประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นบุกไทย รัฐบาลจอมพลป.จึงถือโอกาสตอบสนองขบวนการดังกล่าว

แต่เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทุกอย่างจึงจบ คนไทยจึงต้องกินแห้วกันตามระเบียบ

ในทางตรงกันข้ามหากญี่ปุ่นชนะสงครามโลกครั้งที่2 ก็เชื่อว่าญี่ปุ่นจะครองเอเชีย และไทยก็จะได้ดินแดนเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย เผลอๆไทยอาจเป็นชาติมหาอำนาจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากญี่ปุ่น ส่วนเกาหลีและจีนในเวลานั้นยังห่างไกลจากญี่ปุ่นค่อนข้างมาก โดยเฉพาะประเทศจีนยังประสบกับความอดอยาก

สมัยที่จอมพลป.เป็นนายกฯ ถือว่าเป็นจุดพลิกผันสำคัญของประเทศไทย ต้องการไห้ไทยเป็นประเทศที่แข็งแกร่ง มีความเป็นอารยะ เนื่องจากชาติที่มีความอ่อนมักจะถูกรุกรานจากประเทศมหาอำนาจทั้งทางตรงและทางอ้อม  

จอมพล.ป. พิบูลสงครามเป็นนายกฯมานานถึง 14 ปี  11 เดือน 5 วัน หรือเกือบ 15ปี  นโยบายหลายอย่างจึงเกิดขึ้นในยุคนี้เช่นนโยบาย“รัฐนิยม” ปลูกฝังให้ประชาชนเชื่อผู้นำ เช่นมีคำขวัญว่า "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" นอกจากนี้ก็เปลี่ยนชื่อ "สยาม" มาเป็น "เป็นประเทศไทย" การเปลี่ยนเพลงชาติไทย ทักทายกันด้วยคำว่า "สวัสดี " สั่ง "ห้ามกินหมาก" รวมทั้งการเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรมอีกหลายๆอย่างจนจารนัยไม่หมด

ตัวอย่างเช่น ให้ประชาชนสวมหมวกตามนโยบาย "มาลานำไทยสู่มหาอำนาจ” หากผู้หญิงคนใดไม่ใส่หมวกจะถูกตำรวจจับและปรับ ซึ่งนโยบายนี้ได้ลามไปถึงในรั้วในวัง

ทำให้สมเด็จพระพันวัสสาฯ กริ้ว ตรัสตอบว่า “ทุกวันนี้จนจะไม่เป็นตัวของตัวอยู่แล้ว นี่ยังจะมายุ่งกับหัวกับหูอีก ไม่ใส่ อยากจะให้ใส่ก็มาตัดเอาหัวไปตั้ง แล้วใส่เอาเองก็แล้วกัน” (ทีมา:โต๊ะห้องสมุด pantip.com ปี 2552 โพสต์โดย : akkarachai )

สำหรับประวัติจอมพลป.มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องความไม่ลงรอยกับในหลวงรัชกาลที่ 9 หลายครั้งหลายครา เช่นรัฐบาลยุคนั้นต้องการเข้ามาควบคุมดูแลทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์ การยกเลิกบรรดาศักดิ์ ตัดทอนงบประมาณในการเสด็จเยี่ยมราษฏร รวมทั้งการไม่สนับสนุนโครงการในพระราชดำริ

ในขณะเดียวกัน ในหลวงฯก็ทรงวีโต้กฏหมายแต่งตั้งผู้ดำรงค์ตำแหน่งทางการเมืองในสภา2 (วุฒิสภา) รวมทั้งมีพระราชกระแสในวันกองทัพไทย ปี2499 ความตอนหนึ่งว่า

"...ทหารได้รับเกียรติและเอกสิทธิ์เป็นผู้กุมอาวุธและกำลังรบของประเทศ เป็นที่เคารพเกรงขามในหมู่ชนทั่วไป ทหารจึงต้องปฏิบัติให้สมกับที่ตนได้รับความไว้วางใจ ไม่ควรไปทำหรือเกี่ยวข้องในกิจการที่มิใช่อยู่ในหน้าที่โดยเฉพาะของตน
เช่น ไปเล่นการเมือง ..." (ที่มา : โต๊ะห้องสมุด pantip.com ปี2552 โพสต์โดย วศินสุข )

พระราชกระแสครั้งนี้เท่ากับว่าพุ่งเป้าไปที่จอมพลป.กันแบบตรงๆ ทำให้จอมพลป.ต้องออกมาแก้ต่างกับหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กระแสความนิยมต่อจอมพลป.ตกต่ำลงเรื่อยๆ ในทางตรงกันข้ามความนิยมต่อในหลวงก็ยิ่งสูงขึ้น ไม่ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน ประชาชนก็ออกมาต้อนรับกันชนิดมึดฟ้ามัวดิน

ในที่สุด "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ " นายทหารผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ทำการยึดอำนาจ ทำให้จอมพลป.ต้องหนีไปลี้ภัยที่ประเทศญี่ปุ่นโดยผ่านทางประเทศกัมพูชา

สำหรับประเทศเวียดนามที่ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมาตั้งแต่คศ.1859 แต่หลังจากนั้นก็ถูกกองกำลังกู้ชาติของโฮจิมินห์ทีชื่อว่า "กองทัพเวียดมินห์" ที่รวมรวมอาสาสมัคร ชาวไร่ชาวนา มาฝึกอาวุธเพื่อต่อสู่กับฝรั่งเศสที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ที่เมืองเดียนเบียนฟู 

เมื่อฝรั่งเศสผ่ายแพ้แก่กองทัพของโฮจิมินห์ ในปีค.ศ 1954 ประเทศเวียดนามก็ยังไม่สงบสุข เนื่องจากอิทธิพลของฝรั่งเศสยังไม่หมดไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้นำทางทหารที่ยังศรัทธาฝรั่งเศส นอกจากนี้สหรัฐอเมริกาก็เข้ามาสมทบ ซึ่งเป็นลักษณะการถ่ายโอนอำนาจจากฝรั่งเศสให้มาอยู่ในมือของสหรัฐอเมริกา

ประเทศเวียดนามหลังได้รับอิสระภาพจากฝรั่งเศสแล้วก็มีความแตกแยกกันอย่างหนัก โฮจิมินห์ถูกครอบงำจากจีนให้หันมานิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ เนื่องจากศึกเดียนเบียนฟูที่ได้รับชัยชนะจากฝรั่งเศส ประเทศจีนก็มีส่วนสนับสนุนอยู่ไม่น้อย โฮจิมินห์จึงอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก 

ส่วนทางภาคใต้ก็เข้าข้างสหรัฐหรือฝ่ายโลกเสรี ซึ่งฝ่ายนี้มีผู้นำทางทหาร ชนชั้นสูง พ่อค้านักธุรกิจให้การสนับสนุน เพราะรู้ดีว่าหากเวียดนามปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่รวมทั้งที่ดินก็จะถูกยึดมาเป็นของรัฐ

หลังฝรั่งเศสและเวียดนามลงนามสนธิสัญญาเจนีวาเมื่อปี ค.ศ 1954 ถัดมาอีก1ปี (คศ.1955) ชนวนสงครามเวียดนามจึงเริ่มขึ้น

เวียดนามเหนือก็อ้างความชอบธรรมที่ต้องการปลดปล่อยเวียดนามใต้ให้หลุดพ้นจากอิทธิพลของสหรัฐ กองกำลังจากทางเหนือในนามของพวกเวียดกง จึงรุกจากเหนือลงใต้ ส่วนเวียดนามใต้ ก็ต้องออกมาต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์จีนที่กำลังแทรกซึมไปทั่วเวียดนาม ช่วงเวลานี้ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องเข้ามาช่วยเหลือเวียดนามใต้ โดยมีฐานกำลังอยู่ที่เมืองดานัง

เรียกว่าทั้งเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ต่างก็มีผู้หนุนหลัง ไม่ต่างกับสงครามตัวแทน  


แต่เนื่องจากสงครามเวียดนามเป็นสงครามที่ยาวนาน ทำให้ฝ่ายสหรัฐต้องทุ่มงบประมาณเป็นจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกันประชาชนในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ออกมาเดินขบวนเรียกร้องสันติภาพ พร้อมกับให้ยุติสงครามเวียดนาม ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นกระแสที่แรงขึ้นตามลำดับ ประกอบกับข่าวโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ได้ตีแผ่ความโหดร้ายของสงครามชนิดวันต่อวัน จนชาวโลกทนไม่ได้

ภาพที่ประชาชนชาวเวียดนามได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยมทารุณ ช่วยตอกย้ำและปลุกกระแสให้ผู้คนออกมาต่อต้านสงครามกันมากขึ้น จนในที่สุดก็มีการตัดสินใจครั้งสำคัญของสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐอเมริกา คือไม่ผ่านกฏหมายงบประมาณรายจ่ายที่ใช้ในสงครามเวียดนาม ที่รัฐบาลเสนอต่อสภาเพื่อขออนุมัติ

การที่รัฐบาลสหรัฐต้องถอนตัวจากเวียดนามอย่างเด็ดขาดก็เนื่องจากขาดน้ำเลี้ยง หรือไม่มีงบประมาณนั่นเอง

29 มีนาคม 2516(คศ.1973) เป็นวันที่สหรัฐถอนทหารออกจากเวียดนามเป็นชุดสุดท้าย ทำให้รัฐบาลเวียดนามใต้ต้องเผชิญชะตากรรมแต่เพียงลำพัง แม้ประธานาธิบดีของสหรัฐคนต่อมาจะขออนุมัติงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเวียดนามในบางเรื่อง แต่สภาก็ไม่อนุมัติอยู่ดี

ความกังวลใจย่อมตกอยู่กับประเทศอื่นๆในภูมิภาคอินโดจีน(รวมทั้งไทยด้วย) เนื่องจากขาดพี่เลี้ยงและผู้สนับสนุนทางทหาร ทำให้นักวิเคราะห์จากต่างประเทศเริ่มนับถอยหลังประเทศไทยและประเทศอื่นๆว่าจะเป็นไปตาม “ทฤษฏีโดมิโน” (Ddomino theory) เมื่อไพ่ตัวแรกล้ม ตัวอื่นๆก็ล้มตาม และอาจจะลามไปถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ รวมทั้งหมู่เกาะอินโดนีเซีย

30 เมษายน 2518 (1975) หรืออีก 2 ปีต่อมาหลังจากสหรัฐถอนกำลังไปแล้ว กองทัพเวียดกงจากเวียดนามเหนือก็เข้ายึดทำเนียบของรัฐบาลเวียดนามใต้ที่กรุงไซง่อนได้เป็นผลสำเร็จ จึงถือว่าเป็นการปิดฉากสงครามเวียดนามที่ยาวนานถึง 18 ปี 5เดือน (ธันวาคม 2498 - 30 เมษายน 2518)

ทำเนียบรัฐบาล(เวียดนามใต้)ที่ถูกยึดจากเวียดกง(ทหารเวียดนามเหนือ)จึงมีชื่อว่า “ทำเนียบอิสระภาพ” หรือ  Independence Palace และเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของประเทศเวียดนาม ต่อมาก็กลายเป็นสถานท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งที่อยู่ใจกลางกรุงไซ่ง่อน(ชื่อเดิม)หรือ "นครโฮจิมินห์ซิตี้ ในชื่อปัจจุบัน


เดินทางสู่พิพิธภัณฑ์อาวุธสงคราม

หลังออกมาจากทำเนียบรัฐบาลก็เดินทางต่อยังพิพิธภัณฑ์สงครามที่จัดแสดงทั้งกลางแจ้งและภายในอาคาร ปรากฏว่าวันนั้นมีเยาวชนตัวน้อยๆของเวียดนามมาชมกันเป็นจำนวนมาก

ในการบรรยายของเจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑ์ ดูเหมือนจะชื่นชมประเทศของตนเองที่รบชนะฝรั่งเศสในศึกเดียนเบียนฟู และ ยังรบชนะสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม ซึ่งความเชื่อแบบนี้ได้ถูกซึมซับและถ่ายทอดถึงประชาชนรวมถึงนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ

ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก

ฝรั่งเศสแพ้เวียดนามที่เมืองเดียนเบียนฟูนั้นถือว่าถูกต้อง เนื่องจากเป็นการรบที่ชนะอย่างเด็ดขาด จนสร้างความอับอายขายหน้าให้กับฝรั่งเศสในฐานะชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะกับแม่ทัพที่คุมฐานปฏิบัติการ ซึ่งต่อมาก็ฆ่าตัวตายภายในอุโมงค์แห่งนั้น



ก่อนหน้านั้นฝรั่งเศสเคยอหังการว่าฐานทัพที่เดียนเบียนฟู เป็นปราการอันมั่งคงและ "แข็งแกร่งที่สุดในโลก" มีการขุดอุโมงค์เพื่อใช้เป็นที่ทำการ พร้อมกับมีสิ่งอำนวยความสะดวกชนิดที่สามารถอยู่กันได้ยาวนาน และยากนักที่กองทัพเวียดนามจะทำลายได้

แต่เมื่อต้องต่อสู้กับกองทัพเวียดมินห์ซึ่งเป็นการรบนอกรูปแบบหรือการรบแบบกองโจร มีชำนาญภูมิประเทศดีกว่า ทำให้ฝรั่งเศสไม่สามารถหยุดยั้งการบุกของกองทัพเวียดมินห์ได้ ในที่สุดก็ต้องตกอยู่ในวงล้อม

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือการส่งกำลังบำรุงทางอากาศของฝรั่งเศสไม่สามารถทำได้เนื่องจากถูกปืนใหญ่ยิงถล่มสนามบิน จนเครื่องบินหลายลำได้รับความเสียหาย และรันเวย์ใช้การไม่ได้ เท่านั้นไม่พอฝรั่งเศสยังต้องผจญกับสภาวะอากาศที่เลวร้าย เครื่องบินที่ฝรั่งเศสส่งมาช่วยเหลือลงจอดไม่ได้ ทำให้ทหารฝรั่งเศสไม่สามารถโงหัวออกมาจากหลุมหลบภัย จึงต้องผ่ายแพ้ในที่สุด





หลายคนสงสัยว่า พื้นที่การสู้รบบริเวณนั้นเต็มไปด้วยเป็นภูเขาสูงและป่าดิบ แต่เหตุไฉนทหารเวียดมินห์จึงมีปืนใหญ่และขนกันมาอย่างไร

คำตอบก็คือว่า ปืนใหญ่ถูกถอดออกเป็นชิ้นๆ แล้วให้อาสาสมัครช่วยกันแบกช่วยกันหาม หรือบรรทุกใส่รถจักรยาน เมื่อมาถึงที่มั่นแล้วก็ประกอบเข้าไปใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของฝรั่งเศส

สงครามเวียดนามเนินนานมากว่า 20 ปี (คศ.1955-1975) ทำให้รัฐบาลสหรัฐทุ่มกำลังทหาร อาวุธยุทธโธปกรณ์ รวมทั้งเงินงบประมาณลงไปเป็นจำนวนมาก แต่สงครามก็ไม่จบสิ้น สร้างความเบื่อหน่ายให้กับคนอเมริกัน เด็กหนุ่มๆถูกเกณฑ์เข้ามาเป็นทหารของกองทัพ และต้องสังเวยชีวิตให้กับสงครามจำนวนไม่น้อย

การประท้วงจึงเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ผู้คนออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้ยุติสงคราม ประกอบกับรัฐสภาอเมริกันไม่อนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพื่อใช้ในการทำสงครามเวียดนามตามข้อเสนอของรัฐบาล

สหรัฐจึงจำเป็นต้องถอนตัว ทั้งๆที่รู้ว่าจากนี้ไปชะตากรรมของประเทศเวียดนาม และประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้จะเป็นอย่างไร  

การที่ชาวเวียดนามมีความภูมิใจและมีความเชื่อว่า รบชนะสหรัฐ ก็คงจะมีแต่ชาวเวียดนามที่เชื่อแบบนั้น ในขณะที่ชาวโลกรวมทั้งคนไทย ต่างก็เข้าใจว่า สหรัฐไม่ได้พ่ายแพ้แก่เวียดนาม เนื่องจากจำเป็นต้องถอนตัวกลางคัน อันเนื่องมาจากปัญหาในประเทศของตน

ในทางกลับกัน จะเป็นไปได้หรือที่มหาอำนาจจะผ่ายแพ้แก่ใครง่ายๆ ญี่ปุ่นที่มีกองทัพอันเกรียงไกร ก็ยังพ่ายแพ้แก่สหรัฐในสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ

สรุปว่าการที่สหรัฐถอนตัวไปนั้นไม่ได้หมายความว่าแพ้สงครามตามที่ประชาชนชาวเวียดนามถ่ายทอดและบอกต่อกันมาจนถึงเยาวชน

จะว่าไปแล้วเวียดนามแพ้ภัยตนเองมากกว่า ที่คนในประเทศต้องแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ส่วนหนึ่งถูกชักจูงให้ศรัทธาเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ กับอีกฝ่ายหนึ่งมีความเชื่อการปกครองแบบทุนนิยมหรือเสรีนิยม

ผลสรุปอีกอย่างก็คือว่า มีชาวเวียดนามต้องเสียชีวิตเพื่อสังเวยสงครามไปนับล้านคน ในจำนวนนี้มีทั้งทหารและพลเรียนของทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ก็ยังมีผู้เสียชีวิตในเวลาต่อมา เช่นร่างกายถูกสารเคมี หรือฝนเหลืองที่โปรยลงใส่ชุมชนและป่าไม้ ทำให้ป่าวอด ส่้วนชาวบ้านที่ได้สารเคมีก็เป็นเปลี้ย ง่อย เท่ากับตายผ่อนส่งหรือตายแบบช้าๆ เนื่องจากสารเคมีจะค่อยๆทำลายระบบต่างๆของร่างกาย

ต้องทราบความจริงด้วยว่า ประเทศที่เคยปกครองแบบลัทธิคอมมิวนิสต์ นั้น ไม่มีประเทศใดเลยที่จะเจริญก้าวหน้า ในทางตรงกันข้ามก็มีแต่จะแย่ลง แม้กาลเวลาจะผ่านไปแล้วเป็นเวลานาน หลายประเทศยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยากจน และยังมีปัญหาทางการเมืองการปกครอง

รัสเซียก็ต้องปรับ จีนแผ่นดินใหญ่ก็ต้องเปลี่ยน ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นประเทศที่มีแต่ความอดอยาก ใครอยากทราบว่าคอมมิวนิสต์ดีอย่างไร ก็ขอให้ดูประเทศเกาหลีเหนือเป็นตัวอย่าง ว่ามีความเจริญรุ่งเรืองแค่ไหน หรือมีความยากจนค่นแค้นอย่างไร


หลังสิ้นสงครามเวียดนาม

ภายหลังสงครามเสร็จสิ้นก็พบว่า มีชาวเวียดนามอีกเป็นจำนวนมากที่พิกลพิการจากสารเคมีและถูกกับระเบิดแข้งขาดขาขาด

ปัจจุบันมีองค์จากต่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือผู้พิการในรูปแบบต่าๆ เช่นการส่งเสริมอาชีพ การบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์ช่วยตัวเองของคนพิการ ได้แก่รถวีลแชร์ ขาเทียม อวัยวะเทียม

สงครามนั้นไม่เคยปราณีใคร ประเทศใดเกิดสงครามมันก็คือนรกดีๆนี่เอง เมื่อเจ็บแล้วก็ต้องจำ  โดยเฉพาะกับชาวเวียดนามในปัจจุบันที่ใช้สถานการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียน

ปัจจุบันคนเวียดนามถูกปลูกฝังให้ลืมอดีต ไม่คิดแค้นว่าประเทศไหนเป็นศัตรู แม้จะเป็นคู่กรณีของสงคราม ในทางตรงกันข้ามก็ให้ทุกคนช่วยกันพัฒนาชาติเพื่อความเจริญของประเทศในอนาคต

ดังนั้นคำขวัญในทำนองนี้จึงมีอยู่ทั่วไปในประเทศเวียดนาม



โฟโต้ออนทัวร์
7 ตุลาคม 2558




 
 
 
แผนที่เดินทาง โฮจิมินห์-ฟานเทียต-ดาลัท  
แผนที่ประเทศเวียดนาม / เส้นทางรถยนต์
           
 
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls     World Photos     Site Update    Contac Us