HOME  :   FOREIGN TRAVEL : India Darjeeling Part 1
    เที่ยวอินเดีย-สิกขิม ตอนที่ 1

เที่ยวอินเดีย-สิกขิม ตอนที่ 1

กรุงเทพฯ – กัลกัตตา – บักโดกรา สู่เมืองกังต๊อก ชมยอดเขาคันชังจุงก้า สูงอันดับ 3 ของโลก



                  

                  

                  

                  

                   


 


ทริป สิกขิม อินเดีย ตอนที่ 1

เดินทาง พค.59)





ทริปนี้เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสมาสัมผัสบริเวณเทือกเขาหิมาลัย  หลายคนพอได้ยินชื่อนี้ก็คงรู้สึกหนาว เนื่องจากเป็นดินแดนที่อยู่บนจุดสูงสุดของโลก และเทือกเขาแห่งนี้ก็เชื่อมต่ออีกหลายประเทศ เช่น เนปาล ทิเบต(จีน) และ ภูฎาน

เมื่อก่อนเคยมีข้อสงสัยว่าทำไมชนชาติเหล่านี้มีหน้าตาคล้ายๆกัน  แต่พอดูจากแผนที่แล้วปรากฏว่าเป็นประเทศที่มีแนวเขตติดต่อกัน และนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน  เช่นเดียวกัน  

การเดินทางจากไทยมีปลายทางคือ รัฐสิกขิม ค่อนมาทางแคว้น อัสสัม หรือทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย

ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณตี 5 ถึงสนามบิน โกลกาตา(Kolkatta) ราว 6 โมงเช้าในเวลาท้องถิ่น (ช้ากว่าไทย5.30 ชม.)


เมืองโกลกาตา(ชื่อเดิมกัลกัตตา) เป็นเมืองใหญ่ และเป็นเมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตก

โกลกาตา เคยเป็นเมืองหลวงของอินเดียสมัยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ (ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นกรุงนิวเดลีในปัจจุบัน) ทำให้เมืองนี้มีสถานที่สำคัญๆ เช่นปราสาทต่างๆ ที่สร้างมานานถึงร้อยกว่าปี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองนี้

จากสนามบินกัลกัตตา ก็ไปทานอาหารเช้าที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก ระหว่างนั่งรถ มีโอกาสเห็นสภาพบ้านเมืองแบบอินเดียขนานแท้ คือ สกปรก และ รกรุงรัง ริมถนนมีศาลขององค์เทพต่างๆ  มีพวงมาลัยดอกไม้สีเหลืองๆ เช่นเดียวกับที่เห็นในบ้านเรา

นี่คือของจริง  จากที่เคยได้ยินได้ฟังว่าคนอินเดียบูชาเทพต่างๆมากมาย และนับเป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว  หรือก่อนพุทธกาลด้วยซ้ำ  ซึ่งการบูชาแบบนี้ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าปฏิเสธ และไม่ให้ชาวพุทธกระทำ พระองค์ตรัสว่า  เกิดจากความกลัวคุกคามจิตใจของพวกเค้า 

ทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว  เมื่อได้เวลาก็เดินทางไปยังสนามบินที่มาถึงเมื่อเช้า ก็คือสนามบินโกลกาตา เพื่อขึ้นเครื่องบินภายในประเทศไปลงที่เมือง บักโดกรา(Bagdogra)

บักโดกรา เปรียบเสมือนด่านแรกของนักท่องเที่ยว เพื่อจะต่อไปยัง เมืองดาร์จีลิง ดินแดนไร่ชาที่ขึ้นชื่อของอินเดีย

ผู้คนที่ใช้บริการเครื่องบินที่สนามบิน โกลกาตา ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ทีมีจุดหมายปลายทางเช่นเดียวกับพวกเรา  คือแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่บนเทือกเขาหิมาลัย

นั่งเครื่องจากสนามบิน โกลกัตตา มาถึงเมือง บักโดกรา ในเวลาประมาณ 4 โมงเย็น  จากนั้นก็นั่งรถแท็กซี่ต่อไปยังเมือง ดาร์จีลิ่ง (Darjeeling)  ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย และเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของรัฐเบงกอลตะวันตก

ระหว่างเดินทางสู่ ดาร์จีลิง  รถได้พาไต่ความสูงไปตามถนนที่คดเคี้ยว  รู้สึกตัวได้เลยว่าอากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ  บางครั้งถนนและภูเขาปกคลุมไปด้วยหมอก  เป็นสภาพอากาศที่แตกต่างจากบ้านเราค่อนข้างมาก

เราผ่านเมืองต่างๆที่ปลูกตามเชิงเขาซึ่งมีถนนค่อนข้างคับแคบ  แต่คนขับมีความคุ้นเคยกับสภาพแบบพื้นที่แบบนี้ จึงไม่มีปัญหาจนทำให้ดูหวาดเสียวสักเท่าใด

ดาร์จีลิง มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,134 เมตร  มีฉายา “ ราชินีแห่งขุนเขา ” เป็นเมืองรีสอร์ต และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี  ทุกจุดของเมืองนี้สามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้ยาวเหยียด  หากวันใดอากาศแจ่มใสก็จะเห็นยอดเขา คันชังจุงก้า(Khanchendzonga) ทีมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปีได้ชัดเจน

นั่งรถมานานราว 4 ชั่วโมง ก็มาถึงเมือง ดาร์จีลิ่ง ในเวลาเกือบๆ 2 ทุ่ม นับว่าใช้เวลาเดินทางบนภูเขาที่ยาวนานพอสมควร  

ลงจากรถก็รู้สึกตัวว่าออกอาการมึนๆ  เนื่องจากนั่งรถมานาน  สภาพถนนก็ไม่ดีนัก(ตามแบบฉบับของอินเดีย) นั่งรถไปตัวก็ โงกเงก โงนเงน ตลอดเวลา  และการท่องเที่ยวบนเทือกเขาหิมาลัยในทริปนี้ ก็หนีไม่พ้นที่ต้องทนกับสภาพของถนนแบบนี้ไปตลอดการเดินทาง

โรงแรมที่พักที่ ดาร์จีลิง เป็นลักษณะรีสอร์ตขนาดเล็ก ตั้งอยู่กลางเมือง ด้านหน้าติดถนน ด้านหลังเป็นหุบเขา สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองในหุบเขาได้  แต่เวลานี้เป็นตอนกลางคืน จึงมองไม่เห็นอะไรเลย 

หลังทานอาหารมื้อเย็นแบบอินเดียที่มีกลิ่นเครื่องเทศ หรือกลิ่นแขก จากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยความอ่อนเพลีย  โดยนัดกันว่าตื่นตี 4 ครึ่ง เพื่อจะออกไปชมยอดเขา คันชังจุงก้า ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก  จึงต้องรีบนอนกันแต่วัน

เกือบๆตี 5  ทุกคนก็พร้อมกันที่หน้าโรงแรม  รถแท็กซี่ 5-6 คนมารอพร้อมแล้ว  จากนั้นก็ออกเดินทาง 

เข้าใจว่าจุดชมยอดเขา คันชังจุงก้า ของเมืองนี้มีหลายจุด แต่จุดที่เราไปน่าจะเป็นมุมยอดนิยม  และเห็นได้ชัดเจนกว่ามุมอื่นๆ

รถพาขึ้นเขาไปตามถนนที่ค่อนข้างขรุขระ  สองข้างทางยังมืดมิด ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็มาถึงจุดชมวิวที่มีอากาศค่อนข้างหนาว เนื่องจากอยู่บนเขาที่สูงกว่าโรงแรมที่พักราว 600 เมตร  

เวลานั้นบริเวณจุดชมวิวยังอยู่ในความมืด  มีเพิงร้านค้าเล็กๆ 2-3 ร้านขายของที่ระลึก ส่วนใหญ่เป็นหมวก และ อุปกรณ์กันหนาว  ก็อาศัยแสงสว่างไฟจากในร้าน ที่พอจะมองเห็นสภาพโดยรอบ แต่ถ้าให้ดีควรพกไฟฉายมาด้วย

ยังอีกนานกว่ายอดเขา คันชังจุงก้า ที่มีความสูงถึง 8,586 เมตร (สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก) จะปรากฏให้เห็นข้างหน้า 

ตอนที่มาถึงก็นึกสภาพไม่ออกว่า  ยอดเขาจะโผล่ให้เห็นจะเป็นลักษณะใด อยู่ใกล้ หรือไกลแค่ไหน  มองไปข้างหน้าก็ขาวโพลน  จึงเดาๆกันว่า ตรงจุดที่ทุกคนมายินเรียงแถวๆนี้แหละ  

จาก ดาร์จีลิง ถึง ยอดเขา คันชังจุงก้า เมื่อใช้  Google Maps  วัดระยะทางแบบทางตรงแล้ว ห่างกันประมาณ 49.9 กม. แสดงว่ายอดเขาที่จะโผล่ออกมาให้เห็นจะต้องสูงมากเลยทีเดียว  และจะต้องโผล่เหนือเขาลูกอื่นที่มีความสูงในระดับใกล้เคียงกัน 




ยอดเขา คันชังจังก้า สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก(8,586 เมตร) จะมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี 
(ภาพจากเว็บไซต์อื่น)


ภาพจากเว็บไซต์อื่น

ภาพจากเว็บไซต์อื่น


ถือว่าเป็นความยิ่งใหญ่ของยอดเขา คันชังจุงก้า เรียกว่าสูงเสียดฟ้าก็น่าจะได้ ภูเขาสูง 8.5 กม. มันไม่ธรรมดาจริงๆ เทียบกับดอยอินทนนท์ ในบ้านเราที่มีความสูง 2.5 กม. เหมือนพ่อกับลูก

ระยะไกลขนาดนี้แล้วจะมองเห็นชัดเจนแค่ไหน หรือ สูงใหญ่ขนาดไหน ก็คงจะตอบยาก แต่ไกด์ก็บอกว่าจะเห็นในระยะๆไกล  และจะโผล่เหนือภูเขาลูกอื่นๆค่อนข้างชัดเจน 

ก็ต้องรอไปก่อน  แถมเช้านี้มีหมอกหนามาก จะมีโอกาสเห็นยอดเขาหรือไม่ก็ไม่แน่ใจนัก 

ระหว่างที่รอ นักท่องเที่ยวต่างทยอยกันมาเรื่อยๆ  และเหตุผลที่กลุ่มเรามาแต่เช้ามืดหรือมากันแต่ไก่โห่  ก็ต้องการหลีกเลี่ยงรถติดในระหว่างเดินทาง  ที่จะมีปัญหาในช่วงวันหยุดเช่นวันนี้

นักท่องเที่ยวที่มาอยู่บนที่โล่งบนเนินเขานี้ เป็นชาวอินเดียเกือบทั้งหมด  ไม่มีชาวจีนแม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างแปลก  เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะไปเที่ยวประเทศไหน ทั้งในและต่างประเทศ ก็ต้องพบเห็นนักท่องเที่ยวจีนเป็นส่วนใหญ่

มาทราบภายหลังว่า อินเดียไม่ออกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน  เนื่องจากมีปัญหากระทบกระทั่งกันตามพรมแดนที่เกิดขึ้นบ่อยมาก ไม่ต่างกับไทยกับเขมร ที่เคยมีปัญหา จนต้องยิ่งปืนใหญ่ใส่กัน

พอฟ้าเริ่มสางสาง  มองไปทางไหนดูจะขาวโพลนไปหมด  ทำให้คิดว่าคงยากที่จะเห็นภาพภูเขาสูงตามที่ตั้งใจ ที่อุตส่าห์ตื่นขึ้นมาแต่มืดเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

ปรากฏว่ารอแล้วรอเล่า หมอกก็ยังหนาเหมือนเดิม ไม่มีทีท่าว่าจะจางไปแต่อย่างใด  คนอินเดียที่มาอยู่บริเวณนั้นหลายร้อยคนต่างก็ผิดหวัง  อุตสาห์เดินทางมาซะไกลค่อนประเทศ แต่ไม่เห็นอะไรเลย แต่ก็คงไม่เป็นไร วันนี้สภาพอากาศไม่ดีนัก แต่วันพรุ่งนี้อาจมองเห็น เนื่องยังอยู่บนเทือกเขานี้อีก 2 คืน

ไม่นานไกด์ก็เรียกขึ้นรถ  บอกว่าวันนี้ฟาวล์  และที่รีบกลับก็บอกว่าหากช้าจะออกลำบาก  เพราะรถมาก  มองลงไปเห็นจอดเรียงรายยาวเป็นกิโล
 
ก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าการจราจรบนเขานี้ จะค่อยๆคลายตัว เพราะรถนักท่องเที่ยวมีทั้งกำลังมา และ กำลังทยอยกลับ  ถนนก็แคบ ทำให้หลบหลีกกันลำบาก

หลังจากลงเขาไปได้แล้วก็เดินทางต่อไปยัง วัดทิเบต กูมกอม (Ghoom)  สถานีรถไฟโบราณที่ยังวิ่งให้บริการ และไปชมอนุสาวรีย์ เพื่อรำลึกถึง ชาวกรุข่า (ชาวเนปาล) กูรข่า (Gorkha) ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอังกฤษมานานถึง 200 ปี


ปัญหาชายแดน จีน – อินเดีย



ชายแดนของรัฐสิกขิม ประเทศอินเดีย อยู่ติดกับดินแดนของ ทิเบต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจีน หรือเป็นเขตปกครองตนเอง(ของจีน)  

ในอดีตโดยองค์ทะไลลามะ ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ มีความพยายามที่ให้ทิเบตแยกตัวเป็นอิสระจากจีน  มีการเรียกร้องจนเกิดจลาจลหลายครั้ง  และทุกครั้งชาวทิเบตก็จะถูกฆ่าตาย  และต้องหลบหนีข้ามพรมแดนมาที่ประเทศอินเดีย ก็คือรัฐสิกขิม

ผลของการจลาจล  ทำให้ จีน กับ อินเดีย เกิดปะทะกันบ่อยครั้ง  เนื่องจากทหารจีนตามไล่ล่าขาวทิเบตจนล้ำเส้นแบ่งดินแดน จีน-อินเดีย

ตลอดแนวแนวพรมแดนระหว่างอินเดีย กับ จีน มีระยะทางประมาณ 4000 กม.  ถือว่ายาวมาก  ทั้งสองประเทศจึงต้องส่งทหารมาตรึงกำลังตามจุดต่างๆ นับเป็นหมื่นๆคน  ในอินเดียเองบางแห่งถึงขนาดตั้งเป็นค่ายทหารเพื่อรักษาพื้นที่ ใครผ่านไปมาหรือนักท่องเที่ยวที่จะต้องผ่านไปยังเมืองต่างๆ บนเทือกเขานี้ จะต้องทำหนังสือขออนุญาตมาล่วงหน้าทุกครั้ง  เมื่อมาถึงด่านก็เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่ประทับตรา

และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ อินเดีย ไม่ออกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน

ตามสถานท่องเที่ยวต่างๆของอินเดีย จึงไม่มีนักท่องเที่ยวชาวจีน  ขณะเดียวกันสินค้าที่วางขายในรัฐสิกขิม ก็ไม่มีสินค้าจากจีนแม้แต่ชิ้นเดียว จีน-อินเดีย ดูแล้วก็เหมือนตัดขาดญาติมิตรกันไปเลย

การท่องเที่ยวบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ดูจะยุ่งยากซับซ้อน แต่เนื่องจากเป็นบริเวณที่เกิดความตึงเครียด รัฐบาลอินเดียจึงต้องระมัดระวังและเข้มงวด

สำหรับนักท่องเที่ยวไทย  กว่าจะเดินทางเข้าประเทศอินเดียได้ นอกจากจะขอวีซ่าตามปกติแล้ว ก็ต้องมาแสดงตนกับเจ้าหน้าที่สถานทูตอินเดียที่อยู่ในย่านอโศก  พร้อมกับต้องยื่นภาพถ่ายล่าสุดแนบไปกับเรื่อง  หากภาพถ่ายไม่ตรงกับที่กำหนด เช่นมีฉากหลังเป็นผ้าม่าน หรือ วอลเปเปอร์  ตามที่ถ่ายกันเอง  เจ้าหน้าที่ก็จะให้ถ่ายใหม่ โดยใช้บริการของสถานทูต และต้องเสียค่าธรรมเนียมตามระเบียบ 

สถานทูตอินเดีย จะเข้มงวดเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวเฉพาะในดินแดนที่มีข้อพิพาท หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ  เนื่องจากได้ยินว่า  เอกสารที่จะต้องผ่านด่านต่างๆของอินเดียในการเดินทางครั้งนี้  รู้สึกว่าจะต้องขออนุญาตจากที่นี่  ในเอกสารที่ยื่นขอ จะมีรายชื่อคนไทย หรือ นักท่องเที่ยวทุกคน 

นี่คือกฎระเบียบสำหรับการเดินทางไปรัฐสิกขิม ซึ่งเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญๆของทริปนี้  จะต้องเข้าไปใกล้พรมแดนจีน ซึ่งเป็นดินแดนของชาวทิเบต และเป็นเขตปกครองตนเองของจีน





โฟโต้ออนทัวร์
24 พค.2560




 

 

 
ชมภาพท่องเที่ยวในประเทศ ชมภาพท่องเที่ยวประเทศต่างๆ


 
 
China
Korea
Japan
Cambodia
 
 
Laos
Myanmar
Sipsongpanna
Vietnam
     
     
Malaysia
Singapore
 



 
 


Photo Gallery
Travel Photo
Foreign Travel Photo
City tour
Events
Flowers
World Photos

Royal Royal institution
King of Thailand
Chakri Disaster
Wallpapers


Royal Family
Royal Ceremony
King Maha Vajiralongkorn

History
Thai History
Old Photos
Thai Kingdom
Famous Persons

Portraits
Pretty Motorshow & Others
Baby & Child
Asain Girls

Others
News
Video Clip
Photo Contest
Tips & Tricks
Quest
Camera Review
WebSite Update
Contact Us
About Us
Facebook


แกลลอรี่ภาพถ่าย
ภาพท่องเที่ยวในประเทศ
ภาพท่องเที่ยวต่างประเทศ
ท่องเมืองกรุง
ภาพเหตุการณ์ใน-ต่างประเทศ
ภาพดอกไม้
ภาพสวยจากทั่วโลก

ภาพสถาบันพระมหากษัตริย์
กษัตริย์ไทย
กษัตริย์ราชวงศ์จักรี
วอลเปเปอร์ภาพในหลวงและราชินีรัชกาลที่9



Royal Family
ภาพงานพระราชพิธี
พระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ์

History
ประวัติศาสตร์ไทย
ภาพเก่าเมืองไทยในอดีต
อาณาจักรไทย
ภาพและประวัติบุคคลสำคัญ

ภาพบุคคล
พริตตี้งานมอเตอร์โชว์ และอื่นๆ
ภาพเด็กน่ารัก
สาวอาเซียน


อื่นๆ
ข่าว
คลืปวีดีโอ

ข่าวประกวดภาพถ่าย
เทคนิค และกราฟิค
แขกผู้มาเยือน
รีวิวกล้อง
เว็บอัพเดตและไทม์ไลน์
ติดต่อเว็บมาสเตอร์
เฟชบุ๊ค