Home : Outbound : Japan Tour Part 1
 
ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น : โตเกียว ฟูจิ เมืองอิซาวา มหาวิทยาลัยโตเกียว ฯลฯ
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
Part 9
Part 10
Japan Tour Part 1 : เที่ยวญี่ปุ่นตอนที่ 1 จากสนามบินสุวรรณภูมิสู่สนามบินนาริตะ ชมมหาวิทยาลัยโตเกียว


                                  

                                 

           




  Japan Tour Part 1
ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ 1 จากสนามบินสุววรณภูมิสู่สนามบินนาริตะ กรุงโตเกียว
(เดินทาง สิงหาคม 2556)




เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2556 มีโอกาสไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น เข้าใจว่าน่าจะเป็นช่วงต้นๆฤดูใบไม้ร่วง(Autumn) ขณะเดียวกันก็มีฝนตกเล็กน้อย และช่วงเวลานี้ก็ยังอยู่ในเทศกาลปีนภูเขาไฟฟูจิ((Climbing Mount Fuji Season) ซึ่งจะมีแค่ 2 เดือนคือเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมของทุกปี นอกนั้นจะไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากอันตรายทั้งจากฝนและหิมะ

สำหรับการปีนภูเขาไฟฟูจิในช่วงที่มีหิมะปกคลุมเหมือนที่เราเห็นในภาพถ่ายสวยๆนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นนักปีนเขาระดับมืออาชีพ ที่ต้องมีอุปกรณ์ปีนเขาโดยเฉพาะ เช่นเชือก รองเท้าทีมีคมมีด แว่นตากันแสง ฯลฯ

แต่คนญี่ปุ่นทั่วไปจะนิยมปีนเขาในช่วง กค.-สค.เท่านั้น  เรียกว่าพอถึงเวลานี้บรรดาธุรกิจท่องเที่ยวประเภทปีนเขาก็จะคึกคัก มีลูกค้าทั้งจากชาวญี่ปุ่นและจากทั่วโลก สำหรับค่าบริการก็มีหลายราคา แล้วแต่ว่าจะเริ่มต้นจากที่ไหน และให้บริการอย่างไร

การปีนเขาฟูจิแม้จะมีระยะทางเดินเท้า 1200 เมตร หรือ 1.2 กม.จนถึงปลายยอด ดูแล้วเหมือนไม่สูงมากนัก แต่ถ้าดูจากภาพการเดินทางแล้ว ก็ลำบากน่าดู ระหว่างทางทุกคนก็ต้องนอนค้างแรมในที่พักขนาดเล็กๆ เพื่อเดินทางต่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้ามึด ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญ

ภูเขาไฟฟูจิมีความสูง 3776 เมตร นั่งรถขึ้นไปจนสุดเส้นทางที่ความสูงระดับ 2500 เมตร จากนั้นก็ต้องเดินเท้าต่อจนถึงยอดเขาอีก 1200 เมตร

สำหรับบรรยากาศในเทศกาลปีนเขาฟูจิจะนำมาให้ดูในลำดับถัดๆไปนะครับ แล้วก็จะเห็นว่ามันคึกคักจนอยากไปปีนเขาแบบที่คนญี่ปุ่นเค้าทำนิยมกัน แต่กว่าจะมาปีนเขาก็ต้องมีการฝึกฝน มีชมรม และเรียนรู้การใช้อุปกรณ์กันพอสมควร ต้องรู้กฎว่าอะไรจะต้องนำติดตัว อะไรเป็นของต้องห้าม เช่นห้ามใช้ร่มโดดเด็ดขาด เนื่องจากบางครั้งมีลมพัดแรง จึงไม่ปลอดภัย

ก่อนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ขอแนะนำให้รู้จักฤดูกาลของญี่ปุ่นก่อนว่า

ญี่ปุ่นมี 4 ฤดู

1 Spring(ฤดูใบไม้ผลิ) ภาษาญี่ปุ่นคือ Haru    5 February – 6 May
2 Summer(ฤดูร้อน) ภาษาญี่ปุ่นคือ Natsu      7 May – 8 August
3 Autumn(ฤดูใบไม้ร่วง) ภาษาญี่ปุ่นคือ Aaki  9 August – 7 November
4 Winter(ฤดูหนาว) ภาษาญี่ปุ่นคือ Fuyu        8 November – 4 February

อาจสงสัยว่าทำไมญี่ปุ่นไม่มีฤดูร้อนหรือ คำตอบคือ ฤดูฝนจะแทรกตัวอยู่ในฤดูร้อน(Summer)ช่วงเดือนมิถุนายน
และฤดูใบไม้ร่วง(Autumn)ในเดือนกันยายน ซึ่งช่วงนี้จะเป็นฤดูของพายุใต้ฝุ่น   

อีกอย่างที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ เวลาในญี่ปุ่นเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง เช่นบ้านเราตี 1 แต่ญี่ปุ่นตี 3 หรือบ้านเราตี 4 ยังนอนฝันหวานกันอยู่  แต่ญี่ปุ่นจะเป็นเวลา 6 โมงเช้า ฟ้าเริ่มสางแล้วครับ

สรุปว่าทุกๆเช้าของวันใหม่ญี่ปุ่นจะเห็นพระอาทิตย์ก่อนประเทศไทย

การเดินทางมาญี่ปุ่นครั้งนี้ใช้บริการสายการบินไทย เดินทางตอนกลางคืนราว5 ทุ่ม ถึงสนามบินนาริตะตอน 6 โมงกว่าๆ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง เรียกว่าคืนนั้นต้องหลับกันบนเครื่อง แต่ขอโทษทีนอนไม่ค่อยหลับหรอกครับ เนื่องจากที่นั่งมันแคบไปหน่อยสำหรับการนั่งนานๆหลายชั่วโมง แถมเก้าอี้ก็ปรับเอนไม่ได้มากนัก ใครจะบอกว่านอนก็คงไม่ใช่ อย่างมากก็แค่งีบๆ และหลับตาเท่านั้นเอง

ใครอยากนั่งสบายหรือนอนสบาย ก็ต้องตีตั๋วชั้น Business Class หรือ Fiirst Class ไปเลย  ส่วนราคาถ้าอยากรู้ก็ต้องหากันเอาเอง คงไม่แพงมั้งอย่างมาก First Class ก็หลักแสนเท่านั้นเอง แต่ก็ไช่ว่าจะจองได้ง่ายๆนะครับ แอร์โฮสเตสเล่าให้ฟังว่าเต็มทุกเที่ยว และยังบอกว่าคนไทยไม่ได้จนอย่างที่คิด

คืนที่นั่งอยู่บนเครื่องการบินไทยก็แทบไม่ได้นอน แต่แปลกพอลงจากเครื่องก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าเพลียอะไรนัก อาจเป็นเพราะรู้สึกตื่นเต้นที่มาเที่ยวญี่ปุ่น มั้ง  ส่วนคนไทยที่มาด้วยกันก็ยังเห็นสดชื่นกระปรี้กระเปร่ากันทั้งนั้น

ก่อนเครื่องจะถึงเกาะญี่ปุ่น บนเครื่องก็มีการเสิร์ฟอาหารเช้า ด้วยเมนูให้เลือก 2 อย่าง รู้สึกจะเป็นไก่อบ กับปลาไหลญี่ปุ่น ผมเลือกเอาปลาไหลเนื่องจากไม่เคยทาน พอแกะกล่องก็แปลกใจว่าดูมันคล้ายๆเนื้อสัตว์ทั่วไป ชิ้นใหญ่ชิ้นโตเรียง 5-6 ชิ้น มีหนังติดมาด้วย  กินแล้วก็ไม่เลว อร่อยด้วย และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ทานข้าวสวยของญี่ปุ่นที่รู้สึกเหนียวๆ เวลาตักเข้าปากก็รู้สึกว่าเกาะเป็นก้อน ไม่ร่วน ใครใช้ตะเกียบก็คงคีบง่ายขึ้น

สนามบินนาริตะ เป็นสนามบินนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองนาริตะ ซึ่งเป็นเมืองที่คนไทยคุ้นเคยกับชื่อนี้มานาน  ไม่ต่างกับเมืองไทยที่มีสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินหลักและตั้งอยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ

หากจะเทียบสนามบินนาริตะกับสุวรรณภูมิแล้วก็ต้องบอกว่าแตกต่างกันค่อนข้างจะมาก ญี่ปุ่นเค้าเน้นเรียบง่าย สะอาด สะดวก ปลอดภัย ระหว่างทางเดินจะไม่เห็นภาพโปสเตอร์โปรงแสงที่เป็นการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆของเมืองไทย แต่ญี่ปุ่นจะเน้นศิลปะที่แสดงถึงตัวตนของคนญี่ปุ่น เรียกว่ามีรสนิยมต่างกัน

หลังจากผ่านพิธีการหรือผ่านตม.ที่ดูจะเรียบร้อย ไม่วุ่นวายเหมือนบ้านเรา จากนั้นก็ต้องล้างหน้าแปรงฟันกันที่ห้องน้ำภายในสนามบินก่อนที่จะขึ้นรถบัสเที่ยวญี่ปุ่นกันตามโปรแกรม

ก่อนจะไปเรื่องอื่นก็ต้องบอกกล่าวเรื่องห้องน้ำในญี่ปุ่นว่าสะอาดมากๆ โดยเฉพาะโถส้วมที่เป็นแบบกดปุ่ม มีระบบอิเลคโทรนิคเข้ามาเกี่ยวข้อง เข้าใจว่าโถแบบนี้ราคาคงแพงน่าดู

ที่แนะนำเรื่องโถส้วมก็เนื่องจากเป็นระบบกดปุ่ม คนไทยที่มาญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกก็ขี้หดตดหายกันมาเยอะแล้วครับ เห็นแล้วก็ไม่กล้านั่ง ไม่กล้าใช้ (หากยังพออั้นได้)

ใครไม่เคยใช้รับรองว่ามีปัญหาให้ขนลุกขนพองกันทุกราย เนื่องจากใช้ไม่เป็น ปุ่มมันเยอะ แถมภาพประกอบหรือไอคอนก็เป็นของใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นเคย

นี่แหละครับ ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อะไรๆมันก็อัตโนมัติไปหมด เรื่องแบบนี้เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับคนญี่ปุ่น เพราะใช้กันมาตั้งนานแล้ว

สำหรับโถส้วมอัตโนมัติแบบนี้ถือเป็นมาตรฐานของส้วมญี่ปุ่น ไม่ต่างกับบ้านเราที่รณรงค์ให้ใช้โถแบบชักโครกกันทั่วประเทศเมื่อไม่กี่เดือนมานี้   เรียกว่าไทยเราพึ่งจะปฏิวัติการใช้โถส้วมแบบชักโครกแทนการนั่งยองๆแบบเดิมที่ไม่สะดวกกับผู้สูงอายุ หรือหากขาไม่แข็งแรงก็อาจลุกยากหรือลุกไม่ขึ้น นับว่าน่ากลัวทีเดียว เผลออาจเป็นลมเป็นแล้งหัวใจวายคาโถส้วมก็เป็นได้ 

สำหรับโถส้วมญี่ปุ่นที่เห็นในภาพชุดที่1 นี้ ถือว่าเป็นส้วมแบบมาตรฐานที่ใช้กันทั้งประเทศ ซี่งมีปุ่มให้กดไม่กี่ปุ่ม ส่วนโถส้วมประเภท 5 ดาว คงมี Option มากกว่าที่เราเห็นๆกัน เช่นอาจมีให้เลือกน้ำร้อน-น้ำเย็น สำหรับน้ำฉีดล้างก้น เสร็จแล้วก็อาจมีพัดลมเย็นหรือลมร้อนเป่าแห้ง(เป่าก้น)ให้เลือก ไม่พออาจฉีดน้ำหอมรอบก้นเป็นการปิดท้ายรายการอีกด้วย คนไทยที่ไม่เคยใช้เห็นแล้วก็คงหน้ามืด  หากกดผิดกดถูกก็อาจกดพัดลมเป่ากลิ่นจนฟุ้งกระจายทั่วห้อง ทั้งๆที่ยังไม่ได้ฉีดน้ำล้างก้น

แต่สำหรับโถส้วมทั่วไปปกติจะมีปุ่มหลักๆเพียงแต่ 3 ปุ่ม ที่อยากแนะนำ ปุ่มที่ว่าก็ได้แก่

1 ปุ่มฉีดน้ำล้างก้น ปุ่มนี้มีภาพเป็นรูปน้ำพุ และมีรูปก้นที่เข้าใจได้ไม่ยาก ว่าแล้วก็กดเลยครับ

เป็นไงครับ อย่าพึ่งสะดุ้ง เพราะเค้าคำนวณมาแล้วว่าให้น้ำฉีดตรงกลางชนิดไม่ผิดเป้า เรื่องผิดคงไม่ผิดแน่ เว้นแต่จะนั่งบิดนั่งเบี้ยว แต่ตอนใช้งานใหม่ๆอาจรู้สึกจั๊กกระจี้ก้นเล็กน้อย หรือสะดุ้งนิดหน่อย แต่สักพักจะเริ่มชิน และเพลินไปกับมัน

อีกอย่างแนะนำว่าขณะที่น้ำกำลังทำงานก็สามารถส่วยตูดหรือส่ายก้นได้ตามความพอใจ กะเอาให้เกลี้ยง ให้หมดจดกันเลยทีเดียว

ข้อระวัง.. ห้ามลุกเด็ดขาด

ไม่เช่นนั้นมันอาจฉีดน้ำขึ้นมาถึงใบหน้า เนื่องจากมันอาจเข้าใจว่าต้องการให้ล้างหน้าด้วย ต้องระวังนะครับ

ถามว่าควรฉีดล้างนานแค่ไหน..

ส้วมระบบนี้เป็นประเภท Non Stop มันก็ฉีดทำงานของมันไปเรื่อยๆไม่มีหยุดเหมือนเปิดก๊อกน้ำค้างไว้ ถ้าจะให้หยุดก็กดปุ่มสีแดงที่อยู่ติดกันแค่นั้นเอง




2 ปุ่ม Stop หรือปุ่มกดปิดน้ำ ปกติใช้สีแดงรูปวงกลมเป็นสัญญลักษณ์ มีจุดสีแดงตรงกลาง

กระดาษชำระ.. ไม่มีปัญหาครับ กระดาษที่อยู่ข้างๆหยิบมาใช้ได้ ใช้เสร็จก็โยนลงโถส้วมได้เลย ในญี่ปุ่นไม่มีถังขยะให้ใส่กระดาษใช้แล้วเหมือนบ้านเรา  


3 ปุ่มโยกกดชักโครก(Botton Flush)

เสร็จแล้วก็ต้องกดชักโครกให้เสร็จสิ้น... แต่ว่าที่กดหรือที่โยกน้ำ(Botton Flush) มันอยู่ตรงไหนหว่า..
ถึงตรงนี้อาจเป็นช่วงสำคัญ เนื่องจากโถส้วมแต่ละยี่ห้อจะมีที่โยกกดชักโครกไม่เหมือนกัน บางยี่ห้อ(ส่วนใหญ่)อยู่ข้างหลังฝา หากเป็นแบบนี้ก็หาไม่ยาก แต่บางยี่ห้ออาจอยู่ด้านข้างขวาค่อนมาทางข้างล่าง ซึ่งอาจหายากสักหน่อย

ก็ฝากเตือนๆสำหรับคนไทยที่ไม่เคยไปญี่ปุ่น จะได้สบายใจเมื่อเข้าส้วมที่ Made in Japan ไม่ต้องมาอั้นจนหน้ามืด หรือต้องร้องถามจากใคร

หากใครต้องการศึกษากันแบบละเอียดว่า ปุ่มเล็กปุ่มน้อยที่เหลือนั้นเค้าใช้กันอย่างไร ก็แนะนำให้ไปลองใช้กันในห้องพักของโรงแรมนะครับ เอากันให้หายข้อสงสัย ลองทดสอบกันทุกเมนูเลย

จบแล้วนะครับ เรื่องคำแนะนำในการใช้ส้วมของประเทศญี่ปุ่น เรื่องนี้ถือว่าเป็นที่สนใจของคนไทยมาก ใครไปญี่ปุ่นก็คงได้ประสบการณ์เรื่องส้วมกันไปไม่มากก็น้อย เมื่อกลับมาคงเม้าท์กันเป็นที่สนุกสนาน

อีกอย่างหนึ่งญี่ปุ่นเค้าเป็นประเทศที่ชาตินิยมสูงจัด ปุ่มต่างๆส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งนั้น หากเป็นภาษาอังกฤษก็ตัวเล็กเท่ามด มองยาก และเข้าใจยากอีกด้วย

ออกจากห้องน้ำภายในสนามบินของญี่ปุ่นแล้วก็เดินทางกันต่อ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าทริปนี้เป็นการท่องเที่ยวที่พ่วงกับการดูงานการบริหารจัดการของคณะวิศวกรรม และดูงานห้องสมุดที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ผู้ศึกษาดูงานก็เป็นเจ้าหน้าที่และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยไทยแห่งหนึ่ง เป็นการศึกษาดูงานพร้อมกับการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นไปในตัว เรียกว่าครั้งนี้เป็นโอกาสพิเศษที่ได้เข้าไปเห็นบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นความหวังของเยาวชนที่ต้องการเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

การเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องบอกว่า"ยากมาก" ขนาดหัวกะทิในเมืองไทยไปเรียนแล้วก็ยังบอกว่า"โคตรยาก" แถมยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก หากใช้ทุนส่วนตัวก็ต้องระดับเศรษฐี แต่ถ้าสอบชิงทุนไปเรียนได้ก็ยังต้องจ่ายแพงในเรื่องการใช้ชีวิตที่นั่น เฉพาะค่าเช่าห้องพักหากคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ฟังแล้วก็ต้องสะดุ้ง

มหาวิทยาลัยโตเกียวเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก ถูกจัดอันดับให้เป็นอันดับ1 ของเอเชีย ก่อตั้งมาได้ราว 130 ปีแล้ว ส่วนมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของไทยได้แก่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ที่ตั้งมานาน 100 ปี พอดี

สำหรับมหาวิทยาลัยโตเกียวมีวิทยาเขตอยู่ในต่างจังหวัดด้วย มีนักศึกษาทั้งหมดขณะนี้ราว 50,000 คน แต่ที่กรุงโตเกียวมีนักศึกษาทุกระดับการศึกษา(ตรี-โท-เอก)ประมาณ 11,100 คน ในจำนวนนี้ก็มีนักศึกษานานาชาติ คิดเป็น 12% หรือ 1319 คน ประกอบด้วยจีน 532 เกาหลี 144 ไทย 137 เวียดนาม 73 อินโดฯ 71 ที่เหลือก็มาจากหลายๆประเทศทั้งยุโรปและเอเชีย

การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยโตเกียวเน้นงานวิจัยเป็นหลัก ซึ่งมหาวิทยาลัยโตเกียวมีสถาบันวิจัยทั้งหมด 12 สาขา และการที่ประเทศญี่ปุ่นมีหมู่เกาะต่างๆหลายแห่งจึงมี “สถาบันวิจัยมหาสมุทร “ รวมอยู่

มหาวิทยาลัยโตเกียวจัดเจ้าหน้าที่มาต้อนรับคณะเรา 2 คน ส่วนในห้องบรรยายสรุปมีเจ้าหน้าที่มาอธิบายให้รายละเอียดต่างๆอีก 5-6 คน เรียกว่าตั้งใจให้เรามาเก็บเกี่ยวความรู้กันอย่างเต็มที่ ในขณะบรรยายก็ใช้ Power Point ประกอบการบรรยาย

การบรรยายภาพรวมของมหาวิทยาลัยจากอาจารย์สาวที่ดูจะน่ารัก ได้ยินแต่คำว่า Research (งานวิจัย)ค่อนข้างบ่อย ซึ่งแตกต่างกับการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยของไทยที่ยังสอนตามตำรา เน้นการสอบแบบที่เราทราบๆกัน

บุคลากรที่จบจากมหาวิทยาลัยโตเกียวถือว่าไม่ธรรมดานะครับ ปัจจุบันมีผู้ที่จบจากสถาบันนี้และรับรางวัลโนเบลสาขาต่างๆถึง 4 คน นอกจากนี้ก็ยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับชั้นแนวหน้าของโลกอีกมากมาย


มหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo) ชื่อย่อว่าโทได(Todai) มีสัญลักษณ์เป็น “รูปใบแปะก้วย“



หากใครเข้ามาในเขตมหาวิทยาลัยก็จะเห็นว่าเต็มไปด้วยต้นแปะก้วยขนาดใหญ่ เข้าใจว่าบางต้นอาจมีอายุเป็นร้อยๆปี  ทำให้ภายในมหาวิทยาลัยมีแต่ความร่มรื่น สามารถเดินหรือขี่จักรยานไปรอบมหาวิทยาลัยได้อย่างสะดวก

คนญี่ปุ่นนิยมจักรยาน

คนไทยที่เข้ามาในเขตมหาวิทยาลัยแทบไม่เชื่อสายตาว่า ไม่มีรถส่วนตัวที่ขับโดยนักศึกษาให้เห็นแม้แต่คันเดียว ทั้งนักศึกษา อาจารย์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ต่างเดิน หรือขี่จักรยานมาทำงาน สำหรับรถยนต์ที่ขับขี่ภายในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นรถส่งของ และรถของบุคคลภายนอกที่เข้ามาติดต่อธุระ

ภาพมหาวิทยาลัยโตเกียวที่เห็นในตอนที่ 1 นี้ เป็นแค่การดูงานภาคเช้าเท่านั้นเอง หลังจบการบรรยายแล้วก็ไปชมห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่ถือว่าใหญ่มาก และเป็นระบบมาก (แต่ห้ามถ่ายภาพ) นักศึกษาที่เข้ามาใช้บริการจะได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการค้นคว้า มีการแบ่งโซนแบบทั่วไปที่ห้ามส่งเสียงดัง และยังมีโซนที่ให้นักศึกษามาใช้ประชุมแบบกลุ่มเล็กๆ ได้อีกหลายห้อง ห้องนี้น่าจะเรียกว่า Discuss Room แปลว่าห้องปรึกษาหารือ สามารถคุยกันหรือถกปัญหากันได้

เจ้าหน้าที่ที่พาชมยังอธิบายว่าการออกแบบก่อสร้างยังคำนึงถึงเรื่องการประหยัดพลังงาน พยายามให้แสงจากภายนอกเข้ามาใช้ประโยชน์ภายในอาคาร ทั้งๆที่บางส่วนเป็นห้องใต้ดิน แต่เปิดบางส่วนให้มีแสงลอดลงมา ทำให้ผู้มาใช้บริการไม่รู้สึกอึดอัดว่านั่งอยู่ในห้องใต้ดิน

การเยี่ยมชมห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ทำให้เห็นว่าคนญี่ปุ่นรักการอ่านและรักการค้นคว้า

และผู้บริหารห้องสมุดตามมหาวิทยาลัยหรือในสถาบันการศึกษาต่างๆของญี่ปุ่น ต้องถือว่าเป็นบุคลากรระดับคุณภาพทั้งนั้น และในญี่ปุ่นเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก คงไม่ได้หมายถึงแค่บรรณลักษณ์ห้องสมุดธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่ฝ่ายบริหารอาจไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก

หากมหาวิทยาลัยใดในเมืองไทยต้องการพัฒนาบุคลากรด้านการบริหารจัดการห้องสมุด  ซึ่งในญี่ปุ่นถือว่าเป็นหัวใจสำคัญและเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อย่างแท้จริง ก็ขอแนะนำให้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น  โดยหาสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงสักแห่ง และไม่จำเป็นต้องเป็นมหาวิทยาลัยโตเกียว เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยโตเกียวคงไม่ให้ใครเข้ามาศึกษาดูงานกันง่ายๆ  กว่าจะขอมาได้นั้นได้ยินว่ายากลำบากไม่น้อย ทั้งๆที่ผู้ขอก็่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของไทย

เนื่องจากการศึกษาดูงานของญี่ปุ่นนั้นเค้าทำจริง ถ่ายทอดกันจริงๆ และให้ผู้ที่มาดูงานได้รับประโยชน์กันจริงๆ  ดังนั้นการขอเข้ามาดูงานในมหาวิทยาลัยระดับนี้จึงไม่ใช่ของง่าย ต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสถาบันต่อสถาบัน เรียกว่ากว่าจะอนุมัติให้ใครเข้ามาศึกษาดูงานได้ก็ต้องฟันอุปสรรคมากมายและใช้เวลาในการติดต่อนานหลายเดือน

เพราะเหตุว่ามหาวิทยาลัยโตเกียวให้ความสำคัญกับการศึกษาดูงานจากสถาบันหรือองค์จากภายนอก ทางมหาวิทยาลัยจึงจัดโปรแกรมให้ดูงานกันตลอดทั้งวัน มีการประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้คณะที่มาดูงานบ่นอุบไปตามๆกัน และไม่คิดว่าเค้าจริงจังกันขนาดนี้

สาเหตุที่บ่นก็เนื่องจากตอนที่เดินทางมาจากเมืองไทยก็ไม่ได้หลับได้นอนหรือนอนไม่เต็มที่  และการมาดูงานที่นี้ก็ต้องเดินจากตึกนี้ไปตึกนั้น  ไม่พอตึกอาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารเก่าแก่ที่สร้างมานานเป็นร้อยๆปี จึงไม่มีลิฟท์ ตึกสูงๆ 4- 5 ชั้น ก็ต้องเดินขึ้น-ลงบันใดลูกเดียว

เหงื่อตกสิครับ

เมื่อต้องใช้วลาไปกับมหาวิทยาลัยค่อนข้างนานทำให้โปรแกรมการเที่ยวชม “พระราชวังอิมพีเรียล” ของจักรพรรดิญี่ปุ่นต้องถูกตัดไปอย่างน่าเสียดาย เพราะออกจากมหาวิทยาลัยก็เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว

สำหรับตอนต่อไปยังพาเที่ยวชมภายในมหาวิทยาลัยโตเกียวกันต่อ คราวนี้จะเห็นบรรยากาศภายในที่ชัดเจนขึ้น จะได้เห็นตึกเก่ามากมาย แต่ร่มรื่นไปด้วยต้นแปะก้วย

ทริปนี้ถือว่าโชคดีที่มีโอกาสเข้ามาสัมผัสมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่มีอายุถึง 130 ปี และเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่น ซึ่งในตอนต่อไปจะเห็นว่ามีนักเรียนระดับชั้นม.ปลาย เข้ามาเที่ยวชมในมหาวิทยาลัยแบบเป็นคณะกันมาก โดยมีนักศึกษารุ่นพี่เป็นไกด์พาชม

ทำให้เห็นว่าบรรยากาศภายในสถานที่แห่งนี้เป็นเรื่องของการศึกษาและการเรียนรู้กันจริงๆ ไม่มีภาพของการแต่งกายแบบแฟชั่นของนักศึกษา ไม่มีภาพของการอวดร่ำอวดรวยด้วยรถส่วนตัว หรือของใช้ราคาแพงแบบเมืองไทย

ที่สำคัญ ที่นี่สงบ เงียบ ไม่วุ่นวาย และภายในมีแต่ความร่มรื่น เหมือนเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางกรุงโตเกียว

พบกับมหาวิทยาลัยโตเกียวในตอนต่อไปนะครับ จะได้เปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยว่าแตกต่างกันอย่างไรบ้าง



โฟโต้ออนทัวร์
25 กุมพาพันธ์ 2557


 


Recommended by website photoontour.com

 
       
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)
ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]