ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น : โตเกียว ฟูจิ เมืองอิซาวา มหาวิทยาลัยโตเกียว ฯลฯ
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
Part 9
Part 10
Japan Tour Part 10 :  Naritasan Temple, AEON Department store , Airbus A380 


                           


                           


                           


                           




  Japan Tour Part 10 (Naritasan Temple, Airbus A380)
ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ 10
วัดนาริตะซัง ห้าง AEON เครื่องบิน Airbus A380 ของสายการบินไทย
(เดินทาง สิงหาคม 2556)



ภาพท่องเที่ยวญี่ปุ่นในชุด โตเกียว ฟูจิ เมืองอิซาวา และมหาวิทยาลัยโตเกียว ได้มาถึงตอนสุดท้ายแล้วครับ  และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่มาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงที่มีอากาศเย็นสบายในเดือนสิงหาคม บางแห่งอาจมีฝนตกบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค เนื่องจากขณะฝนตกเป็นช่วงเวลาเดินทางหรืออยู่ในรถ

ช่วงครึ้มฝนหรือมีฝนตกก็อาจไม่มีโอกาสเห็นภูเขาฟูจิในระหว่างเที่ยวตามเมืองต่างๆที่อยู่รอบเขา  ซึ่งสถานท่องเที่ยวในทริปนี้ก็จะเป็นการเดินทางอ้อมเขาฟูจิ  คล้ายวนเป็นรูปวงกลม  

มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วมาเจอฝนตกหรือฟ้าครึ้มฝนถือเป็นเรื่องปกติมาก เนื่องจากญี่ปุ่นมีฤดูฝนถึง 2 ฤดู ช่วงที่เกิดดีเปรสชั่น ฝนตกหนัก มีพายุ นี่ก็เป็นฤดูที่ไม่ไช่เป็นฤดูท่องเที่ยว ส่วนฤดูฝนอีกช่วงจะเป็นประเภทตกหยุ่มหยิม กระปิดกระปรอย

คนญี่ปุ่นพกร่มไปทำงาน หรือพกไปตามที่ต่างๆจึงเป็นภาพชินตามาก  อีกอย่างตามโรงแรม หรือร้านอาหารใหญ่ๆจะมีที่เก็บร่มของลูกค้าที่ดูแล้วเป็นระเบียบเรียบร้อย และประหยัดพื้นที่มาก

ลองนึกดูเล่นๆว่าหากเป็นบ้านเราขณะฝนตกและต้องกางร่มเข้าร้านอาหาร คงต้องวางร่มไว้เกะกะหน้าร้าน หรือไม่ก็พับร่มเข้าไปในร้าน ในสภาพที่มีน้ำหยดตามทางเดิน  แต่ที่ญี่ปุ่นไม่เช่นนั้น เค้าจะให้เราหุบร่มและแขวนไว้ที่ราวเหล็กด้านนอก ก่อนที่เราจะผลักประตูเข้าไปด้านใน ดูแล้วเป็นระเบียบมาก

สำหรับเที่ยวญี่ปุ่นตอนสุดท้ายยังเป็นตอนต่อจากครั้งที่แล้ว เป็นบรรยากาศภายในวัดนาริตะซัน หรือวัดนาริตะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินนัก ซึ่งเมื่อคืนเราก็มานอนพักที่เมืองนี้ ทำให้พอจะมีเวลาท่องเที่ยวในช่วงเช้า ก่อนที่จะเช็คอินขึ้นเครื่องในช่วงบ่ายๆ

เหตุที่นักท่องเที่ยวคนไทยส่วนใหญ่มาพักที่เมืองนาริตะ ก็เนื่องจากเป็นย่านปริมณฑล ค่าที่พักจะถูกกว่าโตเกียว แถมสภาพห้องของโรงแรมในกรุงโตเกียวก็แคบกว่าที่นาริตะมาก  นักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นชาติไหนจึงนิยมมาพักที่เมืองนาริตะเป็นคืนสุดท้ายก่อนเดินทางกลับประเทศตน 

โปรแกรมในช่วงเช้าก่อนขึ้นเครื่องก็จะไปเที่ยววัดนาริตะ  ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ มีประวัติความเป็นมานับพันๆปี จากสภาพเดิมที่เป็นวัดที่อยู่ในป่าที่มีความสงบเงียบ  มาถึงยุคปัจจุบัน รอบวัดกลายเป็นที่อยู่อาศัยและร้านค้า ส่วนพื้นที่ของก็วัดเหลืออยู่ไม่มากนัก  แต่ความเป็นป่าและมีน้ำตกตามธรรมชาติยังคงเหมือนเมื่อหลายปีก่อน

สิ่งที่โดดเด่นของวัดนาริตะก็คือยังมีสภาพป่าที่สมบูรณ์ ภายในเงียบสงบมาก

บริเวณวัดเป็นระเบียบสวยงาม อาคารต่างๆที่สร้างมานานหลายร้อยปี ได้รับการปรับปรุงให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา

ส่วนวิหารหลังใหญ่ที่เห็นในตอนที่แล้วก็ใหญ่โตสวยงาม  เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวญี่ปุ่นมักเดินทางมากราบไหว้  และผู้หญิงที่ตั้งใจมาวัดก็นิยมแต่งชุดกิโมโน ดูเป็นภาพที่สวยงาม  สะท้อนถึงค่านิยมในวัฒนธรรมที่ยังไม่เสื่อมคลาย

ญี่ปุ่นแม้จะเป็นประเทศที่เจริญมาก มีเทคโนโลยี่ก้าวหน้าในระดับโลก แต่ชีวิตความเป็นอยู่ยังมีรสนิยมแบบดั่งเดิม ไม่ได้หวือหวา หรือใช้ชีวิตแบบไฮโซมากนัก แม้แต่ในกรุงโตเกียวตามตรอกซอกซอยก็ยังใช้ชีวิตแบบพื้นบ้าน

น่าแปลกที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยจะอวดฐานะ อวดร่ำอวดรวยหรือมีนิสัยดูถูกดูแคลนแบบบ้านเรา จักรยานยังเห็นขี่กันทั่วเมือง ไม่อายกัน  แม้จะเป็นคนหนุ่มคนสาว  ยานพาหนะที่ใช้งานก็ยังเป็นรถคันเล็กๆแบบประหยัดน้ำมัน โชว์รูมขายรถยนต์ก็แทบจะไม่มี  ถึงมีก็เป็นร้านเล็กๆไม่ใหญ่โตโอ่โถงเหมือนโชว์รูมรถในบ้านเรา  ที่คิดว่าจะหาประเทศไหนเทียบได้ยาก งานมอเตอร์โชว์ในบ้านเราที่จัดกันทุกปี น่าจะถือว่าเป็นงานมอเตอร์โชว์ที่ใหญ่โตกว่าใครๆ แต่ละค่ายก็ทุ่มทุนกันมหาศาล

ส่วนงานมอเตอร์โชว์ในญี่ปุ่นเองกลับแทบไม่มีอะไร พริตตี้ก็งั้นๆ รถโชว์ก็ไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นการโชว์ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่ในอนาคตมากกว่า

มอเตอร์โชว์ในบ้านเรามุ่งแต่จะขายรถและโชว์พริตตี้ ยอดจองแต่ละปีของทุกค่ายจึงทะลุทะลวงหลายหมื่นคันในแต่ละปี

เราออกจากวัดนาริตะก็เดินทางต่อไปที่ห้างเออน AEON Department Store  ซึ่งเป็นห้างใหญ่ของเมืองนาริตะ สภาพที่เห็นก็คล้ายๆกับห้างโลตัส ที่ประกอบไปด้วยร้านค้าต่างๆ ที่โดดเด่นและแปลกกว่าบ้านเราก็คือร้านที่ขายอาหารสัตว์เลี้ยง ของใช้เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง(Pet Shop) มีมากจนจดจำได้ไม่หมด คือเยอะไปหมด ใครที่เลี้ยงหมาแมว มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วคงไม่ผิดหวังแน่นอน

ลานจอดรถก็คล้ายห้างโลตัส  คือเป็นลานโล่งจุรถได้หลายร้อยคัน  ส่วนตัวอาคารทอดเป็นแนวยาว  มองจากภายนอกเหมือนเป็นอาคารชั้นเดียว แต่พอเข้าไปข้างในแล้วใหญ่โตกว่าที่ติด  มีบันใดเลื่อนขึ้นไปถึง 4 ชั้น แต่ละชั้นก็มีสินค้าในกลุ่มหรือประเภทเดียวกัน

เนื่องจากภายในห้างห้ามถ่ายภาพจึงไม่มีหลักฐานมาแสดง  แต่ที่แน่ๆก็คือเป็นห้างที่ใหญ่มาก ในซุปเปอร์มเก็ตมีทุกอย่างสำหรับแม่บ้าน  มีการแพกเกจจิ่งอย่างดี  โดยเฉพาะพวกของสด  หรืออาหารพร้อมปรุง  พวกของสดเช่นปลา อาหารทะเลหลากหลายชนิด แยกคัด หั่นเป็นชิ้น เป็นท่อน ได้อย่างน่าซื้อมาทำเอง
 
ซุปเปอร์มาเก็ตถือว่า เป็นตลาดสดของชาวญี่ปุ่นดีๆนี่เอง ของทุกอย่างจึงดูน่าซื้อน่าใช้ไปหมด และสิ่งที่หมดกังวลก็คือความสะอาด 

เรื่องสารเคมีตกค้างในเนื้อสัตว์ หรือพวกผักจึงตัดปัญหาไปได้เลย  ญี่ปุ่นมีความเจริญถึงขั้นที่อาหารทุกอย่างมีความปลอดภัย และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

น่าเสียดายที่ซื้อมาเมืองไทยไม่ได้เพราะต้องผ่านการตรวจที่สนามบิน จึงเลือกซื้อเท่าที่พอจะเอาขึ้นเครื่องและไม่หนักมาก ที่จำได้ก็คือองุ่นสีแดงลูกเล็ก วางขายเต็มกะบะ ราคาไม่แพงนัก และเป็นองุ่นไร้เมล็ด เวลาทานแล้วมีความรู้สึกว่ามันเหนียวๆหนึดๆ คล้ายสาคูเม็ดใหญ่

เอาไปฝากใครก็ติดใจด้วยกันทั้งนั้น บ้านเราพันธ์นี้ไม่มีขาย คนที่ทานจึงชอบใจ พร้อมกับบอกว่ามันเป็นผลไม้ตามฤดูกาล  มาเที่ยวช่วงนี้อาจมีมากและราคาถูก หากมาช่วงอื่นก็อาจไม่มี 

อีกอย่างที่ทราบมาก็คือว่าพวกสินค้าท้องถิ่น หรือผลไม้ที่มีลักษณะแตกต่างกัน เช่นเมืองนี้มีองุ่นพันธ์เล็ก  อีกเมืองอาจเห็นพันธ์โตลูกใหญ่ และจะไม่ขายข้ามเขตเพื่อแย่งตลาดกัน
 
ยิ่งเป็นสินค้าโอท็อปที่เราเอาต้นแบบมาจากญี่ปุ่น แต่คนญี่ปุ่นก็มีวินัยที่จะไม่ส่งไปขายในที่อื่นๆ  เพราะถือว่าเป็นแบรนด์หรือเป็นสัญญลักษณ์ของท้องถิ่น สินค้าโอท็อปในญี่ปุ่นจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองนั้นๆ 

แต่บ้านเราไม่มีกติกาแบบที่ว่านี้  สินค้าโอท๊อปจึงมีขายทั่วประเทศ รวมทั้งมีพ่อค้าหัวใสนำไปผลิตและแข่งกันจำหน่าย ความเอกลักษณ์จึงไม่มีความหมาย

สินค้าโอท๊อปในญี่ปุ่น จึงเป็นสินค้าท้องถิ่นจริงๆ จากฝีมือและความชำนาญ ที่สั่งสมสืบทอดกันมานาน และจากวัตถุดิบของท้องถิ่นที่หาซื้อไม่ได้ในที่อื่นๆ

ไกด์ที่ญี่ปุ่นแนะนำว่า มาญี่ปุ่นแล้วชอบอะไรก็ซื้อได้โดยไม่ต้องรีรอ  และราคาก็จะเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด หากหวังจะไปซื้อเอาข้างหน้าก็คงหมดโอกาส เนื่องจากอาจไม่มีขาย


ห้างเอออน AEON

ลานจอรถของห้างเอออนมีแต่รถมินิคาร์แทบจะทั้งหมด รถคันใหญ่ๆ ซีซีสูงๆ หรือราคาแพงหาไม่ได้เลย  ผิดกับบ้านเราชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

น่าแปลกที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศผลิตรถยนต์ส่งขายทั่วโลก แต่คนญี่ปุ่นเองกลับนิยมรถคันเล็กๆประมาณ 600 -800 ซีซี และอาคารหลังหนึ่งในห้างเอออนก็มีโชว์รูมรถนิคาร์จอดโชว์หลายยี่ห้อและราคาไม่แพง และถึงราคาจะไม่แพงแต่ป้ายราคาก็ยังแสดงการผ่อนในแต่ละงวด  สูงสุดที่พอจะเดาจากภาษาญี่ปุ่นคือผ่อนได้นานถึง 24 เดือน

จากสถิติเมื่อปี 2016 รถมินิคาร์ที่ขายเป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่นก็คือยี่ห้อฮอนด้า ยอดขายทั้งปีประมาณ 180,000 คัน (เฉพาะมินิคาร์)

เดินในห้างเอออนจนเมื่อยแล้วก็ได้เวลาเช็คอินที่สนามบินนาริตะ

ไฟท์นี้พิเศษตรงที่เราจะได้นั่งเครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกของการบินไทย ก็คือเครื่องบิน Airbus A380 ที่ช่วงนั้นกำลังมาแรง  และการบินไทยก็พึงได้รับส่งมอบจากบริษัทโบอิ้งเพียงไม่กี่ลำ

A380 ล๊อตแรกการบินไทยก็นำมาบินในโซนเป้าหมายก่อนยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น 

เครื่องบิน A380 ลำใหญ่มากแถมอ้วนอีกต่างหาก  ตอนเช็คอินที่สนามบินนาริตะ  ไม่น่าเชื่อว่าเค้าเตอร์เช็คอินของการบินไทยเรียงเป็นตับ น่าจะราว 10 จุด เห็นคนเข้าคิวต่อแถวเต็มทุกเคาน์เตอร์

มีคนบอกว่าที่เห็นทั้งหมดขึ้นแอร์บัส A380 ลำเดียวกันทั้งหมด

ต๊กกะใจ..จุได้หมดนี่เลยหรือ  ที่เห็นนี่มันหลายร้อยคนนะ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ใครเดินทางด้วยเครื่องบินรุ่นนี้ ก็ควรเช็คอินแต่เนิ่นๆ  เพราะจะต้องเจออุปสรรคตอนจะขึ้นเครื่องหรือผ่าน Gate อีกรอบ ที่แถวยาวเป็นงูเลื้อย 

การจัดระเบียบเพื่อให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องสำหรับ A380 ก็ไม่ธรรมดา เจ้าหน้าที่ให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องตามหมายเลขที่นั่งเป็นช่วงๆ และต้องรอกันนาน  ่นั่งตอนหางเครื่องจะได้ขึ้นก่อน ส่วนที่นั่งตอนหัว ที่มีลำดับ A B C D  จะขึ้นทีหลัง

ดูแล้วน่าจะวุ่นวาย แต่ไม่มีปัญหาเนื่องจากเครื่องบินลำนี้ใช้ลูกเรือเป็นจำนวนมากทั้งหญิงและชาย  

นั่งแล้วรู้สึกเป็นอย่างไร

สบายกว่าเครื่องบินรุ่นอื่นๆ เบาะกว้างกว่าเล็กน้อย  อปุกรณ์ภายในดูทันสมัยมาก  ที่เห็นได้ชัดก็คือมีมอนิเตอร์จอเล็กๆที่ติดกล้องจากภายนอกเครื่องบินและส่งสัญญาณเข้ามาในห้องผู้โดยสาร  

พอจะเดาว่าตำแหน่งที่ติดกล้องน่าจะเป็นส่วนหางของเครื่องบิน ทำให้เห็นภาพจากนอกลำตัวเครื่องบินขณะกำลังขึ้นและตอนล้อแตะพื้นแล้ว

ส่วนเวลาอื่นก็จะปิดสัญญาณ เนื่องจากมีแต่ท้องฟ้าสีขาวๆ หรือในช่วงกลางคืน

เครื่องลำใหญ่ ลูกเรือจึงเดินกันให้ควั๊ก ห้องเตรียมอาหารและเครื่องดื่มค่อนข้างกว้างและมีหลายจุด  ห้องน้ำทันสมัยกว้างกว่าเก่า ถึงแม้ลำนี้จุได้ราว 500 คนแต่ไม่มีปัญหาเรื่องห้องน้ำ เนื่องจากมีบริการหลายจุด แต่ละจุดก็มีหลายห้อง  ห้องว่างเยอะครับ  

อาหาร

เรื่องอาหารหลายคนบอกต้องยกให้การบินไทย แต่จะว่าไปแล้วมันก็แล้วแต่ความเห็นของแต่ละคน  แต่รสชาติก็เพื่อให้ทานได้ทุกชาติทุกถือว่า OK  มากอาหารมีให้เลือก 2 เมนู สำหรับชั้น Economy ส่วนใหญ่ก็มีให้เลือกระหว่าง หมูกับไก่  หรือหมูกับปลา คนนับถือศาสนาอิสลามสามารถทานได้

ส่วนคนที่ทานมังสะวิรัติอาจลำบากหน่อย คงทานได้แต่ผลไม้กับน้ำเปล่า ถือว่าไม่คุ้มนะครับ เพราะเค้าบวกค่าอาหารในราคาค่าโดยสารไปแล้ว

A380 ชั้น First Class และ Business จะอยู่ชั้นบก ชั้นล่างจะเป็น Economy ล้วนๆ ตอนท้ายของเครื่องบินมีบันไดให้ขึ้นไปชั้นบนได้  แต่เห็นมีเชือกกั้นอยู่  น่าจะขออนุญาตเจ้าหน้าที่ก่อน

ราคาค่าโดยสาร ปกติแล้วชั้น Eco จะอยู่ที่  14,000 บาท ชั้น Bus ก็คูณ 2 ชั้น FC ก็คูณ 3 อย่างเที่ยวนี้ชั้น FC จะอยู่ที่ประมาณ 42,000 บาท  ถามแอร์การบินไทยบอกว่าชั้น 1 หรือ FC เต็มทุกเที่ยว บอกว่าคนไทยไม่ได้จนอย่างที่คิด

จากนาริตะ ถึง สุวรรณภูมิใช้เวลาเดินทางราว 7 ชั่วโมง แม้จะเป็นเครื่องบินลำใหญ่ แต่ก็ใช้เวลาเดินทางเหมือนปกติ  ตลอดการเดินทางมีความรู้สึกว่าเครื่องบินแทบไม่มีการไหวโครงเมื่อชนเมฆหรือหลุมอากาศ  เรียกว่านิ่งมาก

ยิ่งตอนค่อยๆ Slow Down ลงบนรันเวย์มีความรู้สึกว่านิ่มนวลเหมือยปุ่ยนุ่น  แต่พอล้อแตะรันเวย์ ก็ยังโครมครามเหมือนเครื่องบินทั่วไป 

ความรู้สึกที่ว่าเครื่องบินโครมครามตอนล้อกระแทกพื้น ไม่ว่าจะสายการบินไหน ลำเล็กลำใหญ่ดูจะเหมือนๆกันหมด และก็แปลกใจอีกอย่างว่า พอล้อแตะพื้นจนครบทุกล้อแล้ว ทำใมจึงเครื่องถึงต้องเบรคกันหัวทิ่มหัวตำ เครื่องยนต์ก็แผดเสียงคำรามดังสนั่นไปทั่วสนามบิน

ไม่มีอะไรหรอกครับ เพียงแต่จะบอกว่า มันส์ดี และมีลุ้นตอนขึ้นและตอนลง  เท่านั้นเอง



โฟโต้ออนทัวร์
15 สค.59   









Recommended by website photoontour.com

.
       
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)
ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]