Home : Outbound : Japan Tour Part 2
 
ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น : โตเกียว ฟูจิ เมืองอิซาวา มหาวิทยาลัยโตเกียว ฯลฯ
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
Part 9
Part 10
Japan Tour Part 2 : เที่ยวญี่ปุ่นตอนที่ 2 มหาวิทยาลัยโตเกียว ซ้อปปิ้งย่านชินจูกุ


                            


                            


                            




  Japan Tour Part 2
ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ 2 มหาวิทยาลัยโตเกียว ซ้อปปิ้งย่านชินจูกุ
(เดินทาง สิงหาคม 2556)




ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นตอนที่ 2 ยังอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นการดูงานกิจการห้องสมุดและการบริหารจัดการคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ส่วนผู้ให้การต้อนรับคณะของเราในภาคบ่ายนี้เป็นคนละชุดกับภาคเช้าที่เป็นการแนะนำประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันแบ่งออกเป็น 5 วิทยาเขต มีนักศึกษาทั้งหมดประมาณ 30,000 คน และในจำนวนนี้ก็มีนักศึกษาจากต่างชาติอีกราว 1500 คน

ภาคบ่ายส่วนใหญ่เป็นการเดินชมสถานที่ต่างๆ ระหว่างที่เดินไปตามถนนจะเห็นว่ามีบรรยากาศร่มรื่น สงบเงียบ และเมื่อเดินเข้าไปในห้องสมุด ก็เห็นนักศึกษากำลังศึกษาค้นคว้ากันอย่างจริงจัง และช่วงนี้จะมีนักศึกษาเข้ามาใช้บริการกันมากเนื่องจากใกล้จะถึงการสอบประจำเทอมแล้ว

ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยโตเกียวจะแบ่งเป็นห้องสมุดกลาง(ไปเยี่ยมชมในภาคเช้า) ส่วนภาคบ่ายจะไปดูงานห้องสมุดทั่วไปซึ่งเป็นตึกเก่าแก่ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังห้องสมุดของคณะที่อยู่ประจำตามอาคารของคณะต่างๆ เช่นคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมฯ คณะสถาปัตย์ คณะศิลปะศาสตร์ ฯลฯ

จะเห็นว่าห้องสมุดในมหาวิทยาลัยโตเกียว แยกย่อยออกไปมากมาย แต่ละแห่งก็มีผู้ใช้บริการค่อนข้างมาก สะท้อนถึงนิสัยรักการอ่านของคนญี่ปุ่น

การเยี่ยมชมห้องสมุดในมหาวิทยาลัยโตเกียวมีความรู้สึกว่าทางมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับคำว่า "ห้องสมุด" ค่อนข้างมาก แหล่งเรียนรู้ของนักศึกษาก็มาจากห้องสมุดเป็นส่วนใหญ่

ภายในห้องสมุดมีการจัดเก็บหนังสือและตำราต่างๆอย่างเป็นระบบ วิทยานิพนธ์และผลงานการค้นวิจัยของอดีตนักศึกษาที่คัดสรรแล้ว แยกเก็บต่างๆหากจากตำราทั่วไป

บ้านเราอาจไม่คุ้นชินกับเรื่องการวิจัยกันนัก แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้ว งานทุกๆด้านเช่นการวางแผนงานในอนาคต การตลาด การผลิต การบริหารจัดการ ส่วนใหญ่จะมาจากผลงานวิจัยทั้งนั้น และการวิจัยในแต่ละเรื่องก็มาจากว่าจ้างสถาบันต่างๆที่เปรียบเสมือนเป็นธุรกิจที่รับจ้างทำวิจัย

งานวิจัยในประเทศญี่ปุ่นนั้นถือว่าเป็นสาขาอาชีพๆหนึ่ง มีธุรกิจที่ให้บริการอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ผิดกับบ้านเราที่มีน้อยมาก ส่วนใหญ่ที่เห็นก็เป็นของบริษัทต่างชาติทั้งนั้น ส่วนที่เห็นโฆษณาในเว็บไซต์ต่างๆ ก็มีแต่ประเภทรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ให้กับผู้ที่เรียน ป.โท ป.เอก บางแห่งก็โฆษณากับแบบน่าเกลียดประเภทหวังผล หรือรับทำกันแบบเร่งด่วน เช่นเสร็จไม่เกิน 7 วัน เรื่องนี้สะท้อนถึงคุณภาพทางการศึกษาในระดับสูงของไทยว่ามีการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ พูดไปก็อายชาวโลกว่าไม่ต่างกับการ "ซื้อปริญญา"

งานวิจัยกับธุรกิจ

หากจะยกตัวอย่างสักเรื่องที่คนไทยพอจะรู้จักก็คือ "บริษัทยาคูลท์" ที่จำหน่ายนมเปรี้ยวเป็นรายแรกของเมืองไทย ที่มีวิธีการจัดจำหน่ายแตกต่างจากธุรกิจทั่วไปในประเภทเดียวกัน เรื่องนี้ฟังมาจากคนที่เคยทำงานกับบริษัทนี้ เล่าให้ฟังว่า

ก่อนที่บริษัทฯนี้จะมาตั้งในเมืองไทย ทางญี่ปุ่นได้ส่งทีมงานนักวิจัยออกสำรวจตลาด ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย โดยเข้าไปอยู่กินกับครอบครัวคนไทยเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ จากนั้นก็สรุปออกมาเป็นผลงานการวิจัย ส่งให้บริษัทผู่้ว่าจ้าง

จากนั้นบริษัทฯนี้ก็นำยาคูลท์มาขาย แรกๆอาจนำเข้าแล้วมาบรรจุใส่ขวดในประเทศไทย ตอนหลังก็สร้างเป็นโรงงานใหญ่โต

"ต้องการรู้เรื่องแลคโตบัลซิลัส ให้ถามสาวยาคูลท์สิค่ะ"

คิดว่าสโลแกนนี้คงจำกันได้

หลายปีก่อนภาพผู้หญิงในชุดฟอร์มกางเกงน้ำตาลเสื้อสีครีมใส่หมวกสีขาว แล้วขี่จักรยานไปตามท้องถนนหรือตามตรอกซอกซอย ซึ่งเป็นภาพที่แปลกในสายตาคนไทย และนี่ก็เป็นวิธีการจัดจำหน่ายที่ไม่เหมือนใคร จนมาถึงวันนี้ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม รสชาติเดิมๆ และมีรสเดียว ขนาดขวดก็เล็กๆเท่าเดิม เพียงแต่คนขายหันมาขี่มอเตอร์ไซด์แทนจักรยาน

ยาคูลท์ ไม่วางขายในซูดเปอร์มาเก็ตของห้างต่างๆ ไม่วางขายในร้านเซเว่น ใครจะซื้อยาคูลท์ก็ต้องซื้อจากสาวยาคูลท์เท่านั้น และส่วนใหญ่ที่เป็นลูกค้าประจำ ใน 1 อาทิตย์ก็จะมาส่งถึงหน้าบ้าน และซื้อกันแบบยกโหล หรือหลายๆโหลหากครอบครัวมีสมาชิกหลายคน

คนที่ทานยาคูลท์ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าประจำ ดึ่มกันทุกวัน เนื่องจากมีผลดีต่อลำใส้และช่วยระบบขับถ่าย มีส่วนทำให้อายุยืน ซึ่งการค้นพบเชื้อจุรินทรีย์ แลคโตบัลซิลัส นี้เป็นผลมาจากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น

อาจมีคำถามว่า ทานทุกวันแล้วมันได้ประโยชน์อะไร หรือเป็นผลดีต่อร่างกายอย่างไร ก็ต้องบอกว่า "ถามสาวยาคูลท์ซิครับ.."

ที่เขียนเล่ามาก็จะบอกว่า บริษัทยาคูลท์ที่เป็นเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่เรื่องนมเปรี้ยว ซึ่งความสำเร็จส่วนหนึ่งก็มาจากงานวิจัยที่เปรียบเสมือนเป็นผู้นำทางธุรกิจ

การศึกษาในประเทศสิงคโปร์ทุกวันนี้ก็เน้นการวิจัยในการพัฒนาประเทศ และความสำเร็จในด้านต่างๆก็มาจากงานวิจัยทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น "สนามบินซางฮี "ของสิงคโปร์ ใครไปเห็นก็ต้องยอมรับว่าแตกต่างกับที่อื่นๆอย่างสิ้นเชิง จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 1 ของเอเชีย

ทุกวันนี้ที่สนามบินซางฮีมีการเก็บรวบรวมข้อมูลกันทุกวัน โดยว่าจ้างบริษัทเอกชนที่รับทำด้านวิจัย เพื่อค้นหาความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ
พร้อมกับหาจุดบกพร่องต่างๆภายในสนามบิน ใครมาใช้บริการก็จะเห็นว่า ได้รับความสะดวกไปหมดทุกอย่าง เช่นมีที่นั่งตามจุดต่างๆ มีร้านชากาแฟ ของฝาก ของเล่น มีมุมให้นั่งใช้บริการโน๊ตบุ๊ค มีโซนให้ใช้ Wifi ฟรี มีปลั๊กให้ชาร์ทแบตฟรี มีมุมให้ถ่ายภาพ มีห้องน้ำหลายจุด ฯลฯ

เห็นแล้วก็ต้องทึ่ง และหากโชคดีก็อาจมีทีมงานจากบริษัทวิจัยมาสอบถามข้อมูลเบื้องต้น ด้วยคำถามง่ายๆ สั้นๆ เพียง 3 คำถาม และทั้งหมดจะใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที

สิงคโปร์เค้าไปไกลแล้วครับ ขนาดคำถาม และเวลาที่ถาม-ตอบ ก็ยังรบกวนเราน้อยที่สุด คำตอบหรือChoice ที่เราเลือก ก็เก็บข้อมูลไว้ในแทปเล็ตที่พกติดตัว ไม่มีกระดาษ ไม่มีแบบฟอร์มให้กรอก ไม่ต้องมีลายเซ็นต์ ทุกอย่างจบในเวลาอันสั้น แต่เก็บข้อมูลทุกวัน สุดท้ายก็จะออกมาเป็นผลงานวิจัย เพื่อนำไปประเมินไปวิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไข

และนี่ก็คือคำตอบว่าทำไมสนามบินซางฮีของสิงคโปร์ จึงได้รับการโหวตและได้รับรางวัลสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของเอเชียมาทุกปี เรื่องนี้เราคงไม่ต้องมองย้อนมาที่บ้านเรานะครับ เนื่องจากไทยกับเค้ายังห่างไกลกันมาก เพียงแค่เล่าให้ฟังว่าการพัฒนาปรับปรุงเรื่องอะไร ก็ต้องมาจากข้อมูลการวิเคราะห์วิจัยขั้นพื้นฐานมาเป็นเครื่องมือนำทาง เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

ทุกอย่างทำตามแบบวิชาการ ที่สำคัญคนที่เกี่ยวข้องหรือระดับผู้บริหารก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการวิจัยได้เป็นอย่างดี บ้านเรายังถนัดที่เวลามีเรื่องอะไรก็มักจัดประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อถกปัญหา จากนั้นจึงนำไปปรับปรุงแก้ไข ซึ่งวิธีการแบบนี้ หากเป็นเรื่องเล็กๆก็ทำได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ก็ต้องมีตัวช่วยคืองานวิจัยที่จะลงลึกในรายละเอียดต่างๆ จะมานั่งประชุมสุมหัว หรือบริหารงานแบบมวยวัดนั้นไม่ได้แล้ว

แน่นอนว่าการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา หรือบริษัทรับทำวิจัยที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน มีทีมงานที่เชื่อถือได้ ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร หากเป็นธุรกิจจากต่างประเทศที่มีความเชียวชาญก็จะมีราคาแพงมาก แต่ผลที่ได้รับก็จะคุ้มกับการลงทุน โดยเฉพาะกับองค์กรขนาดใหญ่

ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยโตเกียว มีการเก็บวิทยานิพนธ์และผลงานการค้นคว้าวิจัยในเรื่องต่างๆ อย่างเป็นระบบระเบียบมาก  มีการนำเทคโนโลยีในการจัดเก็บเอกสารอย่างทันสมัยมาใช้  ทำให้ประหยัดพื้นที่ไปได้มาก บ้านเราก็เคยเห็นการจัดเก็บแบบนี้ แต่ที่เห็นในมหาวิทยาลัยโตเกียวทันสมัยกว่า และมีความปลอดภัยสูงมาก

ในญี่ปุ่นเข้าใจว่าการเรียนการสอนจะเน้นการค้นคว้าทดลองและการทำวิจัยค่อนข้างมาก(Research and Development หรือ R&D) เรียกว่าต่างกับบ้านเราอย่างสิ้นเชิง ที่มักอ่านจากตำรา แล้วจดจำ ทำให้ขาดการเรียนรู้จากการค้นคว้าทดลอง และวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันเรายังเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับเรื่อง R&D ที่คิดว่ามีแต่เฉพาะการผลิตสินค้าเท่านั้น ทั้งๆที่ R&D นั้นรวมไปถึงงานทุกระดับ เช่นงานบริการ การศึกษา การตลาด หรือแม้แต่เรื่องการเมืองที่เรากำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ก็สามารถใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือช่วย แต่ที่เห็นๆก็มักใช้วิธีนั่งประชุมสุมหัวกันปฏิรูป ดูๆแล้วก็ไม่ต่างกับการบริหารจัดงานวัด ทั้งๆที่เป็นเรื่องระดับประเทศ

การแก้ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบในบ้านเราส่วนใหญ่มักคิดเอาตามความรู้สึกของตน คิดไปเองว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นน่าจะเป็นแบบนี้ โดยขาดข้อมูลทางสถิติ  ขาดการวิเคราะห์เจาะลึกถึงปัญหา รวมทั้งขาดการทดลองค้นคว้าเพื่อหาผลกระทบถึงผลดีผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้แก้ปัญหาไม่ถูกจุด และจะต้องแก้ปัญหากันอยู่ตลอดไป

ญี่ปุ่นไปไกลแล้วในเรื่องของการวิเคราะห์วิจัย จนเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับการแก้ปัญหาและการวางแผนด้านต่างๆในอนาคต  งานค้นคว้าวิจัยถือว่าเป็นหัวหอกในการหาวิธีการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาต่างๆ  ถือว่าจำเป็นมาก  เราชินกับการแก้ปัญหาแบบนั่งเทียน  จึงแก้กันไม่ถูกจุด ปัญหาต่างๆจึงหมักหมมทวีคูณ

มหาวิทยาลัยโตเกียว University of Tokyo

มหาวิทยาลัยโตเกียวก่อตั้งมาได้ 130 ปี เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุด และมีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น  จนคนญี่ปุ่นให้การยอมรับว่าการได้เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูง  ซึ่งแต่ละปีจะมีนักเรียนระดับมัธยมปลายสอบแข่งขันสมัครเข้าเรียนกันเป็นจำนวนมาก

หากโรงเรียนใดมีนักเรียนของตนสอบผ่านเข้ามาได้ก็เท่ากับสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนนั้นๆไปด้วย เรื่องนี้ก็ไม่ต่างกับประเทศไทย  โรงเรียนไหนสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำ และทำคะแนนได้เป็นระดับต้นๆของคณะยอดฮิตเช่นแพทย์หรือวิศว โรงเรียนนั้นก็จะได้รับชื่อเสียง  ครูบาอาจารย์ในโรงเรียนก็พลอยหน้าบาน(ได้รับอานิสงส์)ไปด้วย

สำหรับการแข่งขันทางการศึกษาของประเทศต่างๆในเอเชีย มีความรู้สึกว่าจะไม่ค่อยจะแตกต่างกันนัก ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม ฯลฯ  ทุกประเทศที่กล่าวมาจะมีความเข้มข้นในการสอบแข่งขันกันสูงมาก เด็กๆเรียนกันหนัก จนบางครั้งก็ได้ยินข่าวนักเรียนกระโดดตึกฆ่าตัวตาย "เนื่องจากเครียด"

เด็กนักเรียนเครียดจนต้องฆ่าตัวตาย...เป็นผลกระทบทางสังคม

แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีการฆ่าตัวตายที่สูงที่สุดในโลก จากสถิติปี ค.ศ.2007 พบว่ามีจำนวนผู้ที่ฆ่าตัวตายถึง 33,093 ราย ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่ต่างจากปีก่อนๆมานักเช่นปี ค.ศ.2003 มียอดผู้ฆ่าตัวตายถึง 34,427 หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 100 คน

น่าแปลกที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการพัฒนาที่สูงมาก แต่ผู้คนกลับมีความเครียดจนต้องฆ่าตัวตาย และสาเหตุหลักที่ต้องฆ่าตัวตายก็เนื่องจาก"ปัญหาสุขภาพ"

สำหรับประเทศไทยจากสถิติของกรมสุขภาพจิตระบุว่าแต่ละปีมีการฆ่าตัวตายเฉลี่ยปีละ 3,612 คน หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 10คน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าญี่ปุ่นเกือบ 10 เท่า แต่ไทยเรากลับมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่สูงถึงปีละ 10,200 คน หรือสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก(ปี 56)

จบการดูงานในมหาวิทยาลัยโตเกียว

หลังจากที่ดูงานในภาคบ่ายเสร็จแล้วก็ร่ำลาเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยฯที่ให้การต้อนรับเป้นอย่างดี  จนพวกเราบ่นอุบว่าเดินกันจนเมื่อยแข้งเมื่อยขา และตอนกลับก็ยังส่งแขกจนลับสายตาตามธรรมเนียมของญี่ปุ่น

เราออกจากมหาวิทยาลัยในเวลา 5 โมงเย็น จากนั้นก็เดินทางไปที่ย่านชินจูกุ แหล่งซ็อปปิ้งที่มีชื่อของกรุงโตเกียว  

ที่ชินจูกุ มีนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนมากกว่าชาติใดๆ สังเกตได้ไม่ยากว่าหากมากับทัวร์แล้วจะเดินกันเป็นกลุ่มๆ  และช่วงเย็นในวันนั้นก็ได้เวลาอาหารมื้อเย็น จึงเห็นว่ามีหลายคณะที่เดินเข้าร้านอาหารในย่านนั้น

คนญี่ปุ่นบอกว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นนั้น อันดับ 1 คือจีน ส่วนอันดับ 2 คือ ไทย

คนไทยมาเที่ยวญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 2 จนคนญี่ปุ่นสงสัยว่า ญี่ปุ่นมีดีอะไรคนไทยถึงมาเที่ยวกันมาก ก็ปรากฏว่ามีคณะถ่ายทำสารคดีของญี่ปุ่นทีมหนึ่งให้ความสนใจ โดยติดต่อไว้ล่วงหน้าเพื่อขอติดตามคณะคนไทย เพื่อดูว่าคนไทยให้ความสนใจอะไร ชอบอะไรในญี่ปุ่น

รายการนี้คนไทยไม่มีโอกาสได้ดู แต่เท่าที่ทราบเป็นรายการที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้ดำเนินเรื่องเป็นดาราอาวุโสที่เคยโด่งดังในอดีต  อายุประมาณ 63 ปี แต่ก็เป็นที่รู้จักและยังอยู่ในความนิยมชนิดที่ดาราอาวุโสคนนี้ไปที่ไหน ก็เป็นที่สนใจของคนญี่ปุ่น ต่างเข้ามารุมถ่ายภาพกันใหญ่

คณะถ่ายทำสารคดีจะเข้ามาแจมกับพวกเราในวันพรุ่งนี้ ที่มีโปรแกรมไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิ โดยจะมีล่ามคนไทยของทีมงานติดตามไปด้วย

ก็ติดตามดูนะครับว่าดาราอาวุโสผู้ชายคนนี้เป็นใคร เคยแสดงภาพยนตร์เรื่องอะไร

ต้องบอกว่า หากนักแสดงผู้นี้โด่งดังก็น่าจะย้อนอดีตไปหลายปี อาจจะราว 20-30 ปี  ปรากฏว่าพอคนไทยเห็นหน้าก็ไม่มีใครรู้จัก  บางคนก็บอกว่าพอจะคุ้นๆหน้าบ้าง

ญี่ปุ่นตอนต่อไปจะพาไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิแล้วครับ...แค่กล่าวถึงก็ตื่นเต้นแล้ว และการมาเที่ยวฟูจิในช่วง กค.-สค.ของแต่ละปี ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด และช่วงนี้ก็เป็นเทศกาลปีนเขาฟูจิของชาวญี่ปุ่นด้วย



โฟโตออนทัวร์
4 เมษายน 2557


 


Recommended by website photoontour.com

 
       
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)
ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]