Home : Outbound : Japan Tour Part 4
 
ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น : โตเกียว ฟูจิ เมืองอิซาวา มหาวิทยาลัยโตเกียว ฯลฯ
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
Part 9
Part 10
Japan Tour Part 4 Owakudani the Great Boiling Valley : ฝ่าดงหมอกไปชิมไข่ดำบนเขาโอวาคุดานิ


                            


                            


                            




  Japan Tour Part 4
ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ 4 ขึ้นเขาโอวาคุดานิ ชิมไข่ดำ
(เดินทาง สิงหาคม 2556)




เที่ยวญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม(56)รู้สึกว่าเจอแต่ฝน ซึ่งไม่ต่างกับเมืองไทยที่เดือนนี้ก็เป็นฤดูฝนเช่นกัน  แต่สำหรับญี่ปุ่นแล้วเดือนสิงหาคมนี้ถือว่ากำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง(Autumn) และจะยาวไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน หรือ 4 เดือนพอดี

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีฝนตกค่อนข้างชุกและเกิดพายุบ่อย เนื่องจากเป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่กลางทะเลหรือที่เรียกว่ากันว่า"หมู่เกาะญี่ปุ่น"

คลิกที่ภาพ
หากดูจากแผนที่แล้วจะเห็นว่าด้านทิศใต้กับทิศตะวันออกหรือทางขวาของแผนที่ของเกาะญี่ปุ่นจะเป็นมหาสมุทรแปซิฟิค ทางซ้ายหรือทางทิศตะวันตกจะเป็นทะเลญี่ปุ่น ถัดจากทะเลญี่ปุ่นก็จะเป็นประเทศรัสเซีย เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ส่วนทิศเหนือจะเป็นรัสเซีย

ดูแผนที่ญี่ปุ่นทีไรก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงสารคดี "เรื่องสงครามโลกครั้งสอง" ที่่ญี่ปุ่นมีอำนาจเหนือมหาสมุทรทางแปชิฟิคทางตอนเหนือ และสามารถควบคุมน่านฟ้าได้ทั้งหมดก่อนที่สหรัฐจะส่งกองทัพเรือ และส่ง"นายพลดักลาส แมกอาร์เธอร์" มาบัญชาการรบ หลังญี่ปุ่นโจมตีอ่าวเพิลอาร์เบอร์

แต่ถึงกระนั้นญี่ปุ่นก็ได้ฝากความบอบช้ำให้กับนายพลผู้นี้จนต้องล่าถอยไปตั้งหลักอยู่ที่ฟิลิปปินส์ จนมีวลี "เราจะกลับมาอีก หรือ I Shall Return " ซึ่งเป็นวลีที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีคนกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ


ญี่ปุ่นมีฤดูฝนที่ไม่เหมือนใคร

ฤดูฝนในญี่ปุ่นจะมี 2 ช่วง คือในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งจะมีฝนตกตามปกติ คนญี่ปุ่นเมื่อถึงฤดูนี้ก็จะพกร่มก่อนออกจากบ้าน ส่วนฤดูฝนอีกช่วงหนึ่งจะอยู่ในเดือนกันยายนซึ่งเป็นฤดูมรสุม หรือฤดูพายุใต้ฝุ่นที่ค่อนข้างรุนแรง ตามแนวชายฝั่งหลายแห่งในญี่ปุ่นจึงต้องสร้างกำแพงหรือนำแท่งซีเมนต์ขนาดใหญ่(Cement breakwater) ไปวางเรียงไว้เพื่อป้องกันคลื่นและป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง

ในสมัยประวัติศาสตร์เมื่อราว 740 ปีก่อน พายุใต้ฝุ่นได้ช่วยให้ญี่ปุ่นรอดพ้นการรุกรานจากกองกำลังผสมระหว่างมองโกล จีน และเกาหลีถึงสองครั้ง จนกองทัพของผู้รุกรานที่มีชาติมองโกลเป็นแม่ทัพต้องแตกพ่าย พร้อมกับสูญเสียกำลังพลอีกแสนกว่านาย ซึ่งหากไม่มีพายุใต้ฝุ่นมาช่วยไว้ ญี่ปุ่นก็คงตกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน

วันนี้เป็นวันที่สองของการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น จากวันแรกที่เดินทางมาถึงก็ได้มีโอกาสเข้าไปเห็นบรรยากาศของมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งมีสภาพแตกต่างกับมหาวิทยาลัยของไทยอย่างสิ้นเชิง

ตอนเย็นของวันแรกได้ไปซ้อปปิ้งในย่านชินจูกุกลางกรุงโตเกียว รุ่งเช้าจึงเดินทางไปต่างจังหวัด โดยมีที่หมายคือภูเขาไฟฟูจิ แต่วันนี้เราจะไปพักที่เมือง "อิซาว่า"ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในชนบท รุ่งขึ้นจึงจะมีโปรแกรมขึ้นไปเที่ยวเขาฟูจิ ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของการเดินทางในครั้งนี้

เขาฟูจิหากดูจากภาพถ่ายก็จะเห็นว่าเป็นภูเขาที่สวยงาม บริเวณยอดเขาจะมีหิมะปกคลุมเกือบทั้งปี แต่สำหรับช่วงนี้หิมะได้ละลายจนหมดแล้ว โอกาสที่จะเห็นยอดเขาฟูจิมีหรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไป ตอนนี้ทั้งไกด์และคณะต่างก็ลุ่นขอให้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง แต่ก็น่าจะดีใจที่กรมอุตุฯของญี่ปุ่นรายงานว่าตอนสายๆในวันพรุ่งนี้บริเวณเขาฟูจิจะมีท้องฟ้าแจ่มใส

"ภูเขาไฟฟูจิ" คนญี่ปุ่นเค้าเปรียบเปรยว่า "เป็นผู้หญิงขี้อาย" ที่มักชอบหลบหน้าหลบตาโดยไม่ยอมปรากฏตัวให้ใครเห็น แต่ความจริงก็คือว่าฟูจิเป็นภูเขาที่สูงมาก และสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,777 เมตร เรียกว่าสูงกว่าระดับเมฆ และทุกครั้งที่เมฆเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ก็จะบดบังจนมองไม่เห็น ดังนี้โอกาสที่จะเห็นยอดฟูจิจึงไม่ง่ายนัก    

คนไทยเมื่อมีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่นก็อยากจะเห็นเขาฟูจิให้เป็นบุญตา หากมาแล้วไม่ได้เห็นก็เหมือนกับว่ายังมาไม่ถึง ดังนั้นทริปแรกของคนไทยที่มาเที่ยวญี่ปุ่นจึงนิยมเลือกมาขึ้นเขาฟูจิเป็นลำดับต้นๆ และจะโชคดีหากได้มาในเทศกาลดอกไม้บาน ซึ่งเมืองต่างๆที่อยู่รอบเชิงเขาฟูจิจะปลูกดอกไม้นานาพันธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

ความจริงการเดินทางของเราขณะนี้ก็เข้ามาใกล้ภูเขาไฟฟูจิอยู่แล้ว แต่ทัศนวิสัยไม่เอื้ออำนวยจึงมองไม่เห็น แม้แต่โปรแกรมล่องเรือในทะเลสาบอาชิเมื่อเช้านี้ หรือจุดชมวิวบนเขาตอนกลางวันของวันนี้ก็พลาดอีกเช่นกัน

สำหรับเที่ยวญี่ปุ่นในตอนที่ 4 นี้ น่าจะเรียกว่าเป็นทริป “ชิมไข่ดำบนเขาโอวาคุดานิ” เมืองฮาโกเน่

โปรแกรมนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญของการท่องเที่ยวทางแถบนี้ และหุบเขาโอวาคุดานิ ถือว่าเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะคนญี่ปุ่น ที่เห็นพาลูกลูกหลานออกมาเที่ยวกันโดยไม่กลัวฝน

จากตอนที่แล้ว หลังออกจากทะเลสาบอาชิก็เดินทางต่อมายังหุบเขาโอวาคุดานิ ขณะที่รถกำลังไต่เขาขึ้นไปยังข้างบน ก็เจอหมอกจนมองไม่เห็นเมืองที่อยู่ข้างล่าง 

เมื่อรถมาถึงลานจอดก็เห็นแต่หมอกที่ขาวไปทั่วทั้งบริเวณ แรกๆก็ชอบแต่เอาเข้าจริงมันมีทั้งหมอกและฝนปนๆกัน ตอนลงจากรถจึงต้องกางร่มเนื่องจากฝนตกปรอยๆ เพื่อป้องกันตนเองและป้องกันกล้องถ่ายภาพ หากชล่าใจตอนขากลับอาจเปียกโชกทั้งตัว 

ฝนตกหนักบ้างเบาบ้าง ทำให้คนไทยหลายคนชักไม่แน่ใจว่าจะขึ้นเขาไปชิมไข่ดำ หรือรอจนกว่าฝนจะหยุด หลายคนลังเลอยู่นานจนตัดสินใจไม่ไปเนื่องจากกลัวเปียก กลัวสูง ไกล และกลัวเหนื่อย จึงขอหลบฝนอยู่ในร้านค้าก็แล้วกัน ผิดกับคนญี่ปุ่นที่หอมลูกจุงหลานขึ้นไปข้างบนโดยไม่มีใครหวั่นไหว

การขึ้นเขาโอวาคุดานิถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญ และเป็นภาพแปลกตาเมื่อมาถึงจุดสุดท้ายที่เห็นไอน้ำผุดออกมาจากพื้นดิน บางแห่งก็มีทั้งไอและน้ำร้อนสีขาวๆไหลออกมาสะสมอยู่ในแอ่งเล็กๆ แต่วันนี้อาจเห็นภาพไม่ค่อยชัดเนื่องจากหมอกลงจัด

เมื่อเดินขึ้นไปตามทางที่อยู่ชั้นสูงสุด ก็มีความรู้สึกเหมือนกับได้มาอยู่ในดินแดนของภูเขาไฟ มีไออุ่นเข้ามาปะทะใบหน้าเป็นระยะ แต่น่าแปลกที่ไม่ค่อยได้กลิ่นกำมะถันมากนัก

สมัยก่อนหรือตอนเปิดตัวสถานที่แห่งนี้ใหม่ๆซึ่งมีแต่เขาล้วนๆและยังไม่มีอาคารใดๆ บรรยากาศคงไม่ต่างกับปล่องภูเขาไฟที่กำลังรอวันปะทุ บางคนเรียกสถานที่นี้ว่าเป็น “หุบเขามรณะ”

ไฮไลท์เมื่อมาที่นี่ก็ต้อง “ชิมไข่ดำ“

ทีแรกนึกว่าไกด์หลอก แต่เป็นไข่ดำจริงๆ คือดำที่เปลือก ส่วนเนื้อในก็ยังเป็นไข่ต้มเหมือนเดิม



“ทำไมไข่ต้มน้ำแร่ที่นี่จึงมีเปลือกมีสีดำ“ทั้งที่ไข่ต้มตามบ่อน้ำแร่ในบ้านเราไม่ว่าที่ไหนๆก็ไม่เห็นว่าไข่จะดำเหมือนที่นี่

เรื่องนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ จะบอกว่าอุณหภูมิของน้ำแร่ที่นี่ร้อนกว่าบ้านเราก็ไม่น่าจะใช่ เนื่องจากร้อนพอๆกันหรือประมาณ 80 องศา  

แต่หลังจากพินิจพิเคราะห์ด้วยตนเองแล้วก็ต้องบอกว่า เคล็ดลับที่ทำให้ไข่ดำก็คือ “เค้าใช่ไข่เป็ด”ต่างกับบ้านเราที่ใช้ไข่ไก่  หากสังเกตดูก็จะเห็นว่าไข่ที่นี่มีขนาดโตกว่าไข่ไก่อย่างเห็นได้ชัด และเมื่อค้นหาภาพจาก Google ก็เห็นเจ้าหน้าที่หิ้วตะกร้าใข่เป็ดลงแช่น้ำร้อน

มันเป็นไข่เป็ดจริงๆ เพราะมีสีขาว จะบอกว่าไข่ไก่ญี่ปุ่นมีสีขาวก็คงจะไม่ไช่ เนื่องจากไข่ไก่ทั้งโลกนี้ก็มีแต่สีน้ำตาลหรือสีโอวัลติน

สำหรับไข่เป็ดหากนำมาต้มกับบ่อน้ำแร่ ก็จะเกิดปฎิกริยาทางเคมีระหว่างสารแคลเซี่ยมของเปลือกไข่ กับสารกำมะถัน(ซัลไฟด์)ในน้ำแร่ ซึ่งก่อให้เกิดสารอิออน(Ion)สีดำที่ไปเกาะเปลือกไข่ ส่วนไข่ไก่คิดว่ามีสารแคลเซี่ยมน้อยกว่าไข่เป็ด จึงเกิดปฎิกริยาทางเคมีไม่มากนัก เมื่อต้มแล้วเปลือกไข่จึงไม่เปลี่ยนสี

ใครที่อยู่ใกล้บ่อน้ำร้อนก็น่าจะลองทำดูว่าจริงเท็จแค่ไหน หากไข่เป็ดเปลี่ยนเป็นสีดำอย่างที่ว่าก็อาจนำมาส่งเสริมการท่องเที่ยวของสถานที่นั้นๆ เช่นมีเมนูพิเศษที่ใช้ไข่ดำมาทำอาหาร กลายเป็น "ไข่ดำยำแซ่บ" ให้มันฮือฮาไปทั่วโลกชนิดที่คนญี่ปุ่นยังต้องตามมาชิม

ถามว่าตอนที่ชิมไข่ดำบนเขาโอวาคุดานิ ไม่ทราบหรอกหรือว่าเป็นไข่ไก่หรือไข่เป็ด ก็ต้องบอกว่ามัวแต่ถ่ายภาพ แต่พอจะชิมก็มีคนแกะเปลือกให้เรียบร้อยแล้ว จึงแค่หยิบเข้าปากพอเป็นพิธี ทำให้ไม้รู้ว่าเป็นไขไก่หรือไข่เป็ด

สรุปว่าไข่ดำในหุบเขานรกนั้นขอฟันธงว่า "ไข่ดำที่เขาโอวาคุดานิเป็นไข่เป็ดแน่นอน"

ไข่ดำที่นี่เค้ายังปลูกฝังความเชื่อเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวว่าหากชิมไข่ดำ 1 ฟอง อายุก็จะยืนยาวไปอีก 7 ปี แต่วันนั้นได้ชิมแค่คำสองคำ สงสัยจะอายุยืนขึ้นไปอีกราวๆ 7 วัน หากเป็นจริงคงจะแย่เพราะต้องทรมานตัวเองนานขึ้นไปอีก

       


โฟโต้ออนทัวร์
30 กันยายน 2557





Recommended by website photoontour.com

 
       
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)
ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]