ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น : โตเกียว ฟูจิ เมืองอิซาวา มหาวิทยาลัยโตเกียว ฯลฯ
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
Part 9
Part 10
Japan Tour Part 6 : Fuji Climbing Season 2013 : เทศกาลปีนเขาฟูจิ ประจำปี 2556 (มีขึ้นเพียงแค่ 2 เดือน กค-สค.เท่านั้น)


                           


                           


                           




  Japan Tour Part 6 Climbing Mount Fuji Season
ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ 6 เทศกาลปีนเขาฟูจิ
(เดินทาง สิงหาคม 2556)



เที่ยวญี่ปุ่นตอนที่ 6 คงได้เวลาที่ต้องขึ้นเขาฟูจิกันแล้วละครับ เช้านี้เราออกจากมืองอิซาว่าโดยร่ำลาเจ้าหน้าที่ของโรงแรม Kaiji ที่ออกมามายืนโค้งคำนับหน้าโรงแรมตามธรรมเนียมญี่ปุ่น

เมื่อพ้นนอกเมืองออกมาไม่นานก็เห็นไร่องุ่นหลายแห่ง เข้าใจว่าจะเป็นผลไม้ที่มีชื่อของเมืองนี้ น่าแปลกใจก็คือว่ามีสวนองุ่นขนาดย่อมๆอยู่ทั่วทั้งเมือง บางแห่งก็ใช้ต้นองุ่นแทนไม้เลื้อยให้ห้อยคลุมหลังคาที่จอดรถ เป็นการบังแดดไปในตัว

ภาพที่เห็นต่างกับการปลูกผลไม้ในบ้านเราที่แยกสวนกับบ้านออกจากกันชัดเจน การทำสวนผลไม้ในเมืองไทยส่วนใหญ่จะทำกันหลายสิบไร่หรือเป็นร้อยๆไร่ แต่ในญี่ปุ่นเท่าที่ผ่านตามานี้เห็นปลูกทั้งผลไม้และนาข้าวอยู่ในระแวกที่อยู่อาศัย ช่วยสร้างบรรยากาศของชุมชนให้น่าอยู่น่าอาศัยเลยทีเดียว

การปลูกองุ่นในเขตเมืองหรือตามบ้านในญี่ปุ่น จึงพอจะคาดการณ์ว่าจะไม่มีการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลง เนื่องจากจะไปกระทบกับบ้านที่อยู่ข้างเคียง และเป็นข้อกำหนดของญี่ปุ่นที่พืชผักและผลไม้จะต้องปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์  

เทศกาลปีนเขาฟูจิ

การเดินทางสู่เขาฟูจิในเช้าวันนี้ดูจะสดใส เส้นทางที่ผ่านก็เป็นเมืองในชนบทที่ไม่แออัดแต่บ้านเมืองสวยงาม เห็นทะเลสาบขนาดใหญ่ในระหว่างการเดินทาง ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าของทะเลสาบที่อยู่รอบๆเขาฟูจิ 

ช่วงเวลาที่มาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้อยู่ในเดือนสิงหาคม(ปี56) และอยู่ในเทศกาลปีนเขาฟูจิ (Climbing Mount Fuji Season) ที่จัดขึ้นในช่วงเดือน กค.-สค.ของทุกปี โดยรัฐบาลอนุญาตให้ปีนเขาได้เฉพาะเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ปลอดภัย ไม่มีหิมะปกคลุม และไม่ไช่ฤดูฝน 

การปีนเขาฟูจิมีข้อกำหนดมากมาย เช่นห้ามนำร่มขึ้นไป ห้ามทิ้งขยะ ใครเอาอะไรขึ้นไปก็ต้องเอากลับลงมา ทุกคนจึงต้องเตรียมถุงขยะติดตัวไปด้วย

การปีนเขาฟูจิได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก บางคนเชื่อว่าขึ้นฟูจิก็เพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตย์อยู่บนยอดเขาที่นับถือกันมานับเป็นพันๆปี

ภูเขาไฟฟูจิ หรือ“ฟูจิซัง-Fujisan“ มีความสูง 3,776 เมตร แต่มีถนนให้รถขึ้นไปได้เพียงแค่ระดับความสูง 2,500 เมตร นักปีนเขาส่วนใหญ่จะใช้บริการรถประจำทางสาธารณะ หากนำรถไปเองก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมที่แพงมาก คาดว่าน่าจะหลักพัน(บาท)

สำหรับถนนที่ขึ้นเขาฟูจิดูจากภาพแล้วก็ไม่ได้กว้างขวางใหญ่โตอะไรนักทั้งๆที่เป็นสถานท่องเที่ยวยอดนิยม ถนนมีแค่สองเลน แถมไม่มีไหล่ทาง ซึ่งต่างกับบ้านเราที่มักแก้ปัญหาเรื่องถนนตามอุทยานต่างๆโดยเอาสภาพการจราจรเป็นตัวตั้ง หรือมุ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้สัญจรด้วยรถยนต์ เมื่อการจราจรหนาแน่นก็ขยายถนนตามวิธีคิดแบบทั่วๆไป ซึ่งมีผลทำให้สูญเสียสภาพแวดล้อม ตัวอย่างในบ้านเราก็มีให้เห็นกันมากมาย ล่าสุดก็เป็นการขยายเส้นทางขึ้นเขาใหญ่

แต่แนวคิดของญี่ปุ่นนั้น เอาป่าหรือเอาพื้นที่ธรรมชาติเป็นตัวตั้ง แล้วจึงค่อยหาแก้ไขที่พฤติกรรมของมนุษย์ เช่นคิดค่าธรรมเนียมขึ้นเขาฟูจิในราคาสูง(มาก) และให้เอกชนมาสัมปทานการเดินรถโดยใช้รถบัสวิ่งรับส่งระหว่างจุดรับส่งในเมืองหรือเชิงเขาสู่ยอดเขา ส่วนพาหนะอื่นๆก็ให้จอดที่ด้านล่าง

การแก้ปัญหาแบบนี้เห็นทำกันมาหลายประเทศ แม้แต่พม่าก็ใช้วิธีการที่ว่านี้สำหรับผู้ที่เดินทางไปนมัสการพระธาตุอินทร์แขวน และไม่อนุญาตให้นำรถส่วนตัวขึ้นไปบนเขาเด็ดขาด ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยและลดความคับคั่งเรื่องที่จอดรถ 

บ้านเราจะนำวิธีการแบบนี้มาใช้ก็น่าจะทำได้ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมเช่น เขาใหญ่ ดอยสุเทพ และดอยอินทนนท์ ที่มีปัญหาเป็นประจำทุกปี โดยอาจนำวิธีการนี้มาใช้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือช่วงปีใหม่ที่มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ส่วนช่วงเวลาอื่นๆก็อาจผ่อนผันให้ขับรถส่วนตัวขึ้นไปได้ตามปกติ วิธีนี้ก็จะช่วยลดความคับคั่งของการจราจร แก้ปัญหาเรื่องรถติดบนเขาไปได้มาก

ทุกครั้งที่มีปัญหาการจราจรมนเส้นทางที่ต้องผ่านอุทยาน เรามักจะคิดแต่ประโยชน์ของมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงป่าไม้ และสัตว์ป่าที่ต้องเสียสิทธิ์ จากการเบียดเบียนของมนุษย์ เรียกว่ามองด้านเดียว ทั้งๆที่มนุษย์มีวิธีแก้ปัญหาได้หลายวิธี

เรื่องสภาพการจราจรตามแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่บนเขาสูงๆในประเทศมาเลเซียก็ประสบปัญาหาไม่ต่างกับบ้านเรา เผลอๆหนักกว่าบ้านเราด้วย เช่นเขาคาเมรอน หรือ Cameron HighLand สถานท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวมาเลเซียและชาวสิงคโปร์ ที่นิยมไปพักผ่อนกันในช่วงวันหยุด จนทำให้รถติดเป็นระยะทางหลายกิโล และเป็นปัญหาเช่นนี้ในช่วงวันหยุด จนรัฐบาลมาเลเซียคิดหาทางสร้างถนนอีกเส้นหนึ่งเพื่อให้รถวิ่งทางเดียว(ไม่สวนกัน) หรือขึ้นทางหนึ่ง แล้วลงอีกทางหนึ่ง แต่เรื่องนี้ก็ได้รับการคัดค้านจากชาวบ้าน
 
ประเทศญี่ปุ่นสามารถทำได้ก็เนื่องจากคนญี่ปุ่นเค้ามีวินัย และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเป็นอย่างดี โดยเฉพาะมาตรฐานของคนขับรถที่่ขับรถอย่างปลอดภัยในระหว่างขึ้นเขาฟูจิ ถึงแม้ว่าจะเป็นถนนที่คับแคบแต่ก็ไม่รู้สึกว่าจะน่ากลัวแต่อย่างใด  แม้แต่รถบัสที่สวนทางบนทางโค้งก็ไม่มีปัญหาว่าจะขับกินเลนจนเกิดการเฉี่ยวชน

เรื่องวินัยของคนญี่ปุ่นจึงเป็นเรื่องที่สั่งสมกันมานาน  คงไม่ไช่จะมาเรียนรู้หรือมารณรงค์กันเพียงแค่ 3 ปี 5 ปี 

สถานีสุดท้ายที่รถขึ้นมาจอดชั้นสูงสุดเป็นสถานีที่ 5 ส่วนสถานีต่างๆที่อยู่ระดับล่างๆ ส่วนใหญ่เป็นจุดแวะชมวิวบ้าง แวะเข้าห้องน้ำบ้าง ชั้นบนนี้จะมีร้านค้า ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก รวมทั้งร้านขายอุปกรณ์ปีนเขา

สำหรับผู้ที่จะปีนเขาก็จะต้องมารวมพลหรือเตรียมความพร้อมกันที่สถานีที่ 5 นี้ และระหว่างทางที่ปีนเขาก็จะมีที่พักแบบชั่วคราวซึ่งเป็นที่พักแบบง่ายๆพอซุกหัวนอน (Moutain Huts)

จากนั้นก็จะต้องตื่นแต่เช้ามึดเพื่อเดินต่อจนไปถึงยอดเขาตอนพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญที่สุดของการปีนเขาฟูจิที่หลายคนรอคอย

เทศกาลปีนเขาฟูจิในแต่ละปีนั้นจะมีผู้สนใจประมาณปีละ 4 แสนคน เรียกว่าพอทางการเปิดงานเมื่อไหร่  ผู้คนก็จะเดินทางกันมาที่เขาฟูจิซังกันอย่างล้นหลามโดยเฉพาะในวันหยุด

สถานีที่ 5 ในวันนี้คราคร่ำไปด้วยนักปีนเขาที่มีหลากหลายวัย คนสูงอายุวัย 70-80 ก็มี ซึ่งแต่ละคนที่มาก็เตรียมร่างกายหรือฟิตกันมาอย่างดีแล้ว และมาพร้อมกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่หากตีราคาทั้งหมดแล้วคงเป็นเงินหลายตั้ง 

อุปกรณ์ปีนเขาได้แก่ เป้ รองเท้าไม้เท้าช่วยพยุง แว่นกันแดด(ป้องกันรังสี UV) เสื้อหนาวกันลมและกันฝน หมวก อ๊อกซิเย่นกระป๋อง ฯลฯ และทั้งหมดนี้ถ้าจะให้ดีก็ต้องเป็นของที่มีคุณภาพ เช่นรองเท้าก็ต้องเป็นชนิดที่ปีนเขาโดยเฉพาะและราคาค่อนข้างแพง ราคาถูกๆก็น่าคู่ละประมาณ 3- 4 พัน อย่างดีแบบมืออาชีพก็ 7-8 พัน รองเท้าที่ดีก็ต้องเป็นแบบปกป้องข้อเท้าหรือหุ้มตาตุ่ม

ใครสนใจปีนเขาฟูจิก็เข้าไปดูรายละเอียดที่นี่ครับ http://www.japan-guide.com/e/e6901.html


เทศกาลปีเขาฟูจิซัน

ระยะทางที่ปีนเขาประมาณ 1250 เมตร  แบ่งเป็น 10 สถานี ใช้เวลาปีนเขาโดยเฉลี่ยประมาณ 5-8 ชั่วโมง  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับกำลังวังชาและประสบการณ์ของแต่ละคน และไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามก็ต้องไปให้ถึงยอดเขาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อต้อนรับแสงแรกของวันใหม่

ค่าใช้จ่ายในการปีนเขา เท่าที่รวบรวมจากเว็บไซต์ต่างๆ ตกคนละประมาณ Y8,000 หรือประมาณ 2,600 บาท ตัวเลขนี้แบบคร่าวๆ ส่วนจะใช้บริการแบบไหน ระดับไหน ก็แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคน 

สำหรับคณะของเราก็เพียงแค่นั่งรถไปถึงสถานีสุดท้ายของรถยนต์ จากนั้นก็ลงเดินสำรวจบรรยากาศของสถานีที่ 5 ที่มีแต่ความคึกคัก และคนญี่ปุ่นที่เห็นในบริเวณลานข้างบนนี เกือบจะทั้งหมดกำลังเตรียมตัวปีนเขาด้วยกันทั้งนั้น ส่วนประเภทที่นั่งรถมาชมวิว แล้วนั่งรถกลับนั้นมีน้อยมาก ซึ่งภาพในชุดนี้ก็พอจะมองออกว่าทุกคนที่มาอยู่ข้างบนนี้มีแต่สัมภาระและอุปกรณ์ปีนเขาด้วยกันทั้งนั้น  

เห็นความคึกคักที่นี่แล้วก็อยากจะปีนเขาไปกับเค้าเหมือนกัน จะได้พิสูจน์ร่างกายตนเองว่าไปได้ถึงระดับไหน แต่ถ้าจะเอากันจริงๆก็คงฟิตร่างกายกันหลายเดือน จึงจะได้พอไปวัดไปวากับเค้าได้ แต่สำหรับคนญี่ปุ่นเค้าถือเป็นเรื่องสนุก มากันแบบครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็มี บางคนก็จุงสุนัขที่บ้านมาปีนเขาด้วย

เมื่อมาแล้วก็ต้องลากสังขารกันไปให้ถึง บางคนไม่ได้เตรียมร่างกายมากนักก็ต้องกลับกลางคัน ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากสภาพอากาศที่หนาวมาก และลมแรงมาก รวมทั้งเหนื่อยมากอันเนื่องจากยิ่งสูงความกดดันก็ยิ่งต่ำ นอกจากนี้ก็ยังต้องผจญกับทางเดินที่ยากลำบากที่มีทั้งหิน ดิน กรวด ฯลฯ

บ้านเรายังไม่ค่อยมีกีฬาเดินขึ้นเขาเหมือนในต่างประเทศ คงต้องรออีกระยะหนึ่งหรือให้ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้ ประเทศเราจึงจะเดินหน้าต่อไปได้
ตอนนี้เมืองไทยเหมือนถูกแช่แข็งชั่วคราว ใครพูดมาก พูดไม่ถูกใจ เดี๋ยวจะเดือดร้อน เข้าใจง่ายๆก็คือ อยู่ในยุคของเผด็จการ(ร้อยเปอร์เซ็นต์)

เช่นพออดีตนายกฯทักษิณวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลที่ประเทศเกาหลี และยังพาดพิงไปถึงประธานองคมนตรี พลเอกเปรมฯ พอรุ่งขึ้นก็มีข่าวยกเลิกพาสปอร์ตของอดีตนายกฯทักษิณทุกเล่ม และวันถัดมาก็มีข่าวถอดยศ ถอนเครื่องราชฯ ล่าสุดนี่ยังเจอข้อหา ม.112 ตามมาด้วยหมิ่นประมาทแถมอีกหนึ่ง

พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร พูดครั้งเดียวแต่เจอข้อหาแบบห่างว่าวถึง 4-5 กระทง ชนิดไม่มีตกหล่น ตอนนี้บรรดาลิ่วล้อต่างตอบสนองเจ้านายอย่างทันควันไม่ต่างกับสุภาษิตที่ว่า นายว่าขี้ข้าพลอย”

ทำให้นึกถึงรัฐบาลพม่าสมัยเผด็จการที่ไกด์พม่าเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนมีคนรถมอเตอร์ไซด์เฉี่ยวชนรถของท่านผู้นำทหาร พอรุ่งขึ้นก็มีประกาศจากรัฐบาล "ห้ามรถมอเตอร์ไซด์ออกวิ่งในเมืองย่างกุ้ง"ซึ่งเป็นเมืองหลวง ให้ขับขี่ได้เฉพาะชานเมืองเท่านั้น และนี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมรถมอเตอร์ไซด์จึงไม่มีให้เห็นที่เมืองนี้

นี่แหละครับเผด็จการของแท้แน่นอน

ใครยังมาเข้าใจกับคำว่าเผด็จการ” ก็มีโอกาสได้เห็นในพศ.นี้หรือในยุคนี้ที่มีพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้ารัฐบาล เรียกว่าทั้งเด็ดขาด ดุดัน และมันส์ ฮา

ตอนที่ฮา ก็ให้ฟังตอนที่ท่านพูดในรายการวันศุกร์ตอน 2 ทุ่ม ต้องพยายามเงี่ยหูฟังหน่อยว่าแกพูดอะไรบ้าง ใครฟังแล้วไม่เข้าใจหรือไม่รู้เรื่องถือว่าหูปกติ  หากใครฟังรู้เรื่องก็แสดงว่าผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์แล้วละครับ เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่เขาบอกว่า "แกบ่นอะไรของแกนะ เมื่อไหร่จะจบซะที"


การถ่ายทำสารคดีโทรทัศน์ของญี่ปุ่น

สำหรับคณะของคนไทยในทริปนี้ค่อนข้างพิเศษ ที่ได้รับการติดต่อจากทีมงานถ่ายทำภาพยนต์สารคดีโทรทัศน์ของญี่ปุ่น โดยขอติดตามคณะของเราพร้อมบันทึกภาพในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว เพื่อดูว่าคนไทย ชอบ หรือสนใจเรื่องอะไรบ้าง  ทั้งนี้ก็เพื่อจะนำเสนอถึงสิ่งที่คนไทยชอบ และเป็นคำตอบว่าทำไมคนไทยจึงชอบมาเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งจากสถิติในปี 55-56 พบว่าคนไทยมาเที่ยวญี่ปุ่นเป็นอันดับ 2 รองจากคนจีน ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกสำหรับคนญี่ปุ่นเป็นอันมาก 

ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องน่าแปลกสำหรับบ้านเราว่า ”ทำไมคนไทยจึงเห่อญี่ปุ่นกันนัก“ ญี่ปุ่นมีอะไรดีหรือถึงอยากไปเที่ยวกันจัง ค่าใช้จ่ายก็แสนแพง ของฝากก็ไม่ถูก เรียกว่าหากตีราคาเป็นเงินบาทแล้วก็คงสะดุ้ง  

เช่นจะทานราเมงหรือก๋วยเตี๋ยวญี่ปุ่นในย่านท่องเที่ยวก็ตกชามละ 600 เยน หรือประมาณ 200 บาท จะซื้อน้ำขวดแบบตู้กดก็ขวดละประมาณ 30 บาท แถมขวดเล็กอีกต่างหาก ของฝากกระจุ๊กกระจิ๊กที่เห็นเป็นกล่องๆ ก็ตกประมาณกล่องละ 200 -300 บาทขึ้น หรือจะทานไอศครีมแบบโคนตามที่ต่างๆก็ตกถ้วยละ 350-400 เยน หรือประมาณ 100-110 บาท (แบบโคนนะครับ) หากจะเป็นปิ้งๆย่างๆแบบไม้ก็เกิน 100 บาทเกือบทุกอย่าง

หลายคนก็บอกว่าญี่ปุ่นของแพงมาก  และจากสถิติของต่างประเทศก็รายงานว่า“ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก “ ความหมายก็คือหากต้องใช้ชีวิตในญี่ปุ่นก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าประเทศใดๆ

หากใครมาเที่ยวญี่ปุ่นหรือประเทศไหนก็ตาม หากไปกับบริษัททัวร์แล้วทุกอย่างก็จะรวมอยู่ในค่าทัวร์ จะซื้อเองจ่ายเองก็ไม่มากนัก ส่วนของฝากก็แล้วแต่ละบุคคล

ดังนั้นหากตัดของฝาก เหลือแค่เที่ยวล้วนๆก็ไม่ต้องควักกระเป๋ามากนัก แลกเงินเยนของญี่ปุ่นไปแค่ 3,000 บาทก็รับรองว่ามีเหลือกลับมาแน่นอน  แต่ส่วนใหญ่ไหนๆก็ไปแล้ว แลกไปเท่าไหร่ก็ต้องจ่ายให้หมด คนไทยยังต้องคิดถึงเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ถือว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย

ถามว่าของในญี่ปุ่นราคาถูกกว่าเมือไทยมีบ้างหรือไม่ ก็ต้องตอบว่ามีเยอะครับ โดยเฉพาะสินค้าที่ Made in Japan มาถึงถิ่นก็ต้องหาซื้อของที่ผลิตในญี่ปุ่น ราคาก็จะถูกกว่าบ้านเรา แถมมีสินค้าให้เลือกมากกว่าด้วย 

ตัวอย่างเช่นเสื้อผ้ายี่ห้อยูนิโคล่( Uniqlo) สินค้าแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีขายในเมืองไทยและราคาไม่แพงมาก แต่ถ้ามาที่ญี่ปุ่นแล้วราคาจะถูกกว่าบ้านเรา(ประมาณ 20- 30%)และมีสินค้าให้เลือกมากกว่า ใครที่ชื่นชอบยูนิโคล่ มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วก็จะตื่นตา สินค้าเค้าเยอะจริงๆ  และที่เห็นขายตามห้างดังในเมืองไทยก็มีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับที่ขายในญี่ปุ่น เทียบง่ายๆก็คือ สินค้ายูนิโคล่ในบ้านเราต้องเช่าพื้นที่ของห้างต่างๆ แต่ในญี่ปุ่นจะมีห้างที่เป็นอาคารหลังใหญ่ของยูนิโคล่โดยเฉพาะ ขึ้นบันใดเลื่อนชมสินค้าตั้งแต่ชั้น 1 ยันชั้น 7 และแยกกันชัดเจนว่าชั้นไหนขายของผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่พอห้องน้ำก็ยังแยกแบบชั้นใครชั้นมัน

สำหรับการถ่ายทำสารคดีของโทรทัศน์ญี่ปุ่นที่ขอติดตามคณะเราก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เนื่องจากทางรายการต้องการมาถ่ายทำที่เขาฟูจิ  สถานท่องเที่ยวที่ใครๆก็ต้องมา และแน่นอนว่าทัวร์ไทยก็ต้องสนใจด้วย

เหตุที่หวยมาออกที่คณะเราก็คือว่าทางทีมงานถ่ายทำได้ตรวจสอบไปตามบริษัทท่องเที่ยวของญี่ปุ่น(Land Operator)ที่ให้บริการแก่คนไทย โดยติดต่อไปหลายบริษัทฯ แล้วปรากฏว่าในวันนี้(วันหยุด) มีคณะเราเพียงคณะเดียวที่มีโปรแกรมเที่ยวเขาฟูจิ

ขณะที่เรากำลังเดินทางขึ้นเขาฟูจิจึงได้รับการประสานงานจากที่มงานถ่ายทำให้รถของเราหยุดอยู่ที่สถานีระหว่างทางหรือสถานีที่ 4 (ความสูง 2,200 เมตร) จากนั้นทีมงานที่มีล่ามคนไทยรวมอยู่ด้วยก็มีการนัดแนะว่าจะต้องเตรียมตัวอะไร เมื่อขึ้นไปจุดสูงสุดบนเขาฟูจิแล้วจะพบเห็นอะไร จะมีใครมาต้อนรับ

ฟังดูก็น่าตื่นเต้นที่คณะของเราจะได้ออกรายการโทรทัศน์ และผู้ที่จะรอต้อนรับข้างบนนั้นก็คือดาราโทรทัศน์ที่โด่งดังในอดีต อายุอานามก็หกสิบกว่าปีแล้ว  แต่ก็ยังโลดแล่นอยู่ในวงการ ปัจจุบันได้มาเป็นพิธีกรนำเที่ยวประเทศต่างๆรวมทั้งเคยมาที่เมืองไทยถึงสองครั้ง เพื่อถ่ายทำเกี่ยวกับประเทศไทย

ปรากฏว่าดาราคนที่ว่านี้พวกเราไม่มีใครรู้จักเลย แต่ผู้ประสานงานบอกว่าไปถึงข้างบนแล้วจะเห็นปฏิกิริยาของคนญี่ปุ่นที่เห็นดาราคนนี้

แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ดูออกจะตื่นเต้นนั้นก็คือโชเฟอร์ชาวญี่ปุ่นของเราเองที่ดูจะให้ความสนใจ แถมแกไม่ค่อยเชื่ออีกว่าจะเป็นดาราดังคนที่ว่านี้ (เนื่องจากโด่งดังมาก)  

ระหว่างที่รถกำลังขึ้นเขาไปเรื่อยๆก็มีการนัดแนะว่าเมื่อถึงปลายทางแล้วก็ให้ทุกคนทำตัวปกติ เป็นธรรมชาติ และขอให้ลงพร้อมกันทั้งคัน  บอกว่ากล้องจะเริ่มจับภาพรถตอนไหน เมื่อรถมาถึงจุดสูงสุดทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ผู้ประสานงานบอก คือมีดาราสูงอายุมายืนต้อนรับพร้อมทีมงานถ่ายทำสารคดีอีก 4-5 คน ทั้งกล้องเล็กกล้องใหญ่ ดูเป็นเรื่องเป็นราวกว่าที่คาด ไม่ต่างกับการต้อนรับบุคคลสำคัญ

แต่คนทีแอบหลบกล้องกลับเป็นทีมงานถ่ายทำที่อยู่บนรถเช่นช่างภาพวีดีโอ และ Producer ที่ถ่ายภาพบรรยากาศบนรถ รวมทั้งผู้ประสานงาน  บอกว่ากลัวกล้องข้างล่างจับภาพได้ว่ามีการเตี้ยมกัน

เห็นหน้าดาราที่ว่า ก็ไม่รู้จักแกจริงๆ แต่แน่ๆก็คือเห็นคนญี่ปุ่นมารุมล้อมถ่ายภาพแกจนผิดสังเกต ถึงรู้ว่าเป็นดาราอาวุโสออกแนวตลกๆ ที่ยังอยู่ในวงการและยังเป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่นในขณะนี้

ก็เอาภาพเบื้องหน้าเบื้องหลังในการถ่ายทำสารคดีมาให้ชมเป็นบางส่วน ซึ่งคนญี่ปุ่นก็คงจะได้เห็นสารคดีชุดนี้ไปแล้ว 

การถ่ายทำก็แบ่งเป็นตอนๆ เช่นตอนแรกเป็นการต้อนรับและพูดจากับคนไทย(ผ่านล่าม)กันนิดหน่อย จากนั้นก็เป็นอิสระ อีกตอนหนึ่งก็ตอนที่ได้เวลานัดหมายซึ่งคนไทยหลายคนก็ซื้อของฝากกันมาคนละถุงสองถุง พิธีกรคนนี้ก็จะขอดูว่าซื้ออะไรกันบ้าง ปรากฏว่าเกือบทุกคนซื้อขนมโมจิรสชาเขียวที่มีชื่อของที่นี่ 

ซึ่งโมจิที่ร้านบนเขาฟูจินี้เป็นสินค้าที่ได้รับรางวัลในญี่ปุ่นและถูกปากคนไทย จึงเป็นที่มาของสินค้าที่คนไทยชอบเรียกว่า Best Seller สำหรับคนไทยที่ขึ้นมาเที่ยวเขาฟูจิกันเลย ถึงขนาดที่ทางร้านต้องจ้างคนญี่ปุ่นพูดไทยได้มาไว้ประจำตรงจุดวางสินค้า(ปัจจุบันมีป้ายต่างๆเป็นภาษาไทยแล้ว)

“ขนมโมจิ “ เป็นสินค้าโอท็อปที่ได้รับรางวัลจากนายกฯญี่ปุ่น หลายคนเคยทานขนมโมจิจากนครสวรคค์แล้วอาจไม่ชอบ แต่เชื่อเถอะหากได้ชิมโมจิที่นี่แล้วจะติดใจ ชนิดที่ซื้อไปฝากใครแล้วก็ไม่ผิดหวังแน่นอน

โมจิที่นี่มีขายเฉพาะบนเขาฟูจินี้เท่านั้น ก็ยังสงสัยว่า ช่วงฤดูที่ปิดการท่องเที่ยวบนเขานี้แล้ว จะหาซื้อได้ที่ไหน


ขนมโมจิรสชาเขียวใส้ถั่วแดง มีป้ายภาษาไทยบอกได้รับรางวัลจากนายกฯญี่ปุ่น
(ภาพจาก http://Jinnnytent.bloggang.com)



เนื้อย่าง(บนหิน)ภูเขาไฟ

สำหรับมื้อเที่ยงในวันนี้ก็ทานอาหารที่ร้านอาหารที่อยู่บริเวณเชิงเขาฟูจิ เป็นร้านแบบครอบครัว โดยปรับปรุงบ้านให้เป็นร้านอาหาร บรรยากาศดูร่มรื่น หลังบ้านมีแปลงผักสวนครัวแปลงใหญ่ และดินบริเวณนี้ดูเหมือนจะได้เปรียบกว่าที่อื่นเนื่องจากเป็นดินภูเขาไฟที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ

สำหรับตอนต่อไปจะพาไปเที่ยวหมู่บ้านน้ำใส  เป็นหมู่บ้านที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และชาวบ้านที่นี่ยังดำรงชีวิตเหมือนเช่นอดีต  มีสินค้าโอท็อปของท้องถิ่นที่มีชื่อมากมาย และหาซื้อได้เฉพาะที่หมู่บ้านนี้เพียงแห่งเดียว

ติดตามชมนะครับ



โฟโต้ออนทัวร์
28 พฤษภาคม 2558





Recommended by website photoontour.com

 
       
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)
ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]