ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น : โตเกียว ฟูจิ เมืองอิซาวา มหาวิทยาลัยโตเกียว ฯลฯ
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
Part 9
Part 10
Japan Tour Part 8 : จากหมู่บ้านน้ำใส สู่กรุงโตเกียว ชมหอคอยโตเกียวและวัดอาซากุสะ


                           


                           


                           


                           




  Japan Tour Part 8 (Sensoji Temple)
ภาพท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ 8
วัดอาซากุสะ หอคอยโตเกียว
(เดินทาง สิงหาคม 2556)



ทริปญี่ปุ่นตอนที่ 8 นี้ เป็นการเดินทางจาก “หมู่บ้านน้ำใส โอชิโนะ ฮักไก” สู่กรุงโตเกียว ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมงครึ่ง 

ระหว่างเดินทางมีโอกาสเห็นสภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกรและชาวนาของญี่ปุ่นว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าบ้านเรือนที่เห็นผ่านสายตาไปนั้นน่าอยู่น่าอาศัยมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะท้องทุ่งกำลังแตกใบเขียวสวย ไม่ต่างกับชนบททั่วไปในหลายๆประเทศ

เห็นหมู่บ้านในชนบทของญี่ปุ่นแล้วกลับมามองบ้านเรา ดูช่างต่างกันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

บางคนเห็นแล้วก็อยากไปเป็นชาวนาในญีุ่ป่น แต่อย่าลืมว่าชาวนาหรือเกษตรกรในญี่ปุ่นไม่ได้เป็นกันง่ายๆ ต้องขออนุญาตจากทางการ ระบุขนาดพื้นที่ปลูก ชนิดพืชที่ปลูก ทั้งนี้ก็เนื่องจากรัฐบาลจะได้บริหารจัดการน้ำให้อย่างถูกต้อง ต้องจัดระบบชลประทานเข้าพื้นที่ปลูกของเรา รวมไปถึงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่นถนนหนทาง ไฟฟ้า ฯลฯ

ไม่ง่ายเลยทีเดียว นึกจะปลูกโน่นปลูกนี่แบบบ้านเราคงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นระบบต่างๆก็จะะรวนไปหมด

ไม่พอ ชาวนา ชาวสวน ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับรัฐด้วย

นี่เค้าไปถึงขั้นนี้กันแล้ว ส่วนบ้านเราก็ว่ากันไปตามมีตามเกิด อาศัยน้ำจากฟ้าจากสวรรค์ ฝนไม่ตกก็เดือดร้อน จะให้รัฐช่วยเหลือทุกอย่างคงลำบาก เนื่องจากเกษตรกรในบ้านเรามีประมาณร้อยละ 60 ของประชากรทั้งประเทศ แต่ในญี่ปุ่นมีเพียงร้อยละ 5

ดังนั้นภาระในการดูแลเกษตรกรของญี่ปุ่นจึงไม่มีปัญหามากนัก สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง

บ้านไม่มีรั้ว ถนนในหมู่บ้านราดยางราบเรียบ ป้ายจราจรในหมู่บ้านก็ชัดเจน หมู่บ้านก็น่าอยู่น่าอาศัยมาก  และเป็นแบบนี้ทั่วทั้งประเทศ  เหมือนเป็นชนบทในความฝันที่มีแต่ความสงบสุข ผู้คนเป็นมิตร ไว้ใจซึ่งกันและกัน

คนไทยที่มาเที่ยวญี่ปุ่นได้เห็นแล้วก็อิจฉา อยากให้บ้านเราเป็นแบบนี้บ้าง แต่กว่าญี่ปุ่นจะมาถึงขั้นนี้ คงฝ่าฟันมาเยอะ โดยเฉพาะความรู้ของเกษตรกร ที่รู้โทษพิษภัยของยาฆ่าแมลง เป็นสิ่งที่เค้าเข้าใจและมีจิตสำนึกต่อความปลอดภัย "พืชผักและผลไม้ในญี่ปุ่นจึงปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ "

แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เกษตรกรไทยคงใช้เวลาอีกยาวไกล กว่าความสำนึกนี้จะเข้ามาอยู่ในจิตใจ และเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปกับคำกล่าวที่ว่า
"คนปลูกไม่กินพืชที่ตนเองปลูก" เพราะรู้ว่า กินแล้ว ตายเร็ว ไปเร็ว แน่นอน

ไร่กะหล่ำปลีที่ภูทับเบิกน่าจะเป็นตัวอย่างว่า ใช้สารเคมีกันทั้งภูเขา ยามฝนตกสารเคมีจากยาฆ่าแมลงก็ไหลลงสู่ห้วยหนองคลองบึง กระทบกับระบบนิเวศน์ เดือดร้อนทั้งกุ้งหอยปูปลา รวมทั้งชาวบ้านชาวช่องที่อยู่ตอนล่าง


เข้าสู่กรุงโตเกียว

เรามาถึงโตเกียวตอนเย็นๆ  ลงจากทางด่วนก็เข้าสู่ถนนปกติ ตึกรามบ้านช่องในย่านนี้น่าจะเป็นโซนที่อยู่อาศัย ตึกสูงๆมีไม่มากนัก  เห็นสภาพบ้านเรือนก็ไม่ต่างกับเมืองไทย จะต่างกันก็ตรงที่คนญี่ปุ่นรักษาความสะอาด  มีวินัย ความสกปรกเลอะเทอะไม่มีให้เห็น

จุดแรกที่เราแวะก็คือ "หอคอยโตเกียว หรือ Tokyo Sky Tree " ที่มีความสูง 634 เมตร เป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลก  หากนึกภาพไม่ออกว่าสูงแค่ไหน ก็ลองเทียบกับตึกใบหยก 2 ในบ้านเราที่สูง 328 เมตร  ดังนั้น Tokyo Sky Tree จึงมีความสูงเกือบๆสองเท่าของตึกใบหยก

หอคอยโตเกียวถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศญี่ปุ่น  และไม่ว่าจะอยู่จุดไหนของกรุงโตเกียวก็สามารถมองเห็นได้(หากไม่มีตึกอื่นมาบัง)

หอคอยโตเกียวสร้างด้วยโครงเหล็ก มองในระยะไกลๆแล้วดูแข็งแรง ทนทานต่อแรงสะเทือนของแผ่นดินไหว แม้กระทั่งเมื่อปี 54 ที่เกิดแผ่นดินไหวถึง 8.9 แมกนิจูด ก็สอบผ่านมาได้อย่างสบายๆ

หลังชมหอคอยโตเกียวก็เดินทางมาที่ “วัดอาซากุสะ หรือวัดเซ็นโซ ” (Sensoji Temple) เป็นวัดที่สำคัญของกรุงโตเกียว ชาวญี่ปุ่นถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์  

นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวกรุงโตเกียวจะรู้จักวัด "อาซากุสะ" เป็นอย่่างดี ชนิดที่ใครมากรุงโตเกียวแล้วก็ต้องมาเที่ยววัดนี้

วัดอาซากุสะเป็นวัดเก่าแก่ ประดิษฐาน "เจ้าแม่กวนอิม" ที่มีความสูงเพียงแค่ 5 นิ้ว เรียกว่าเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้จากจุดที่อนุญาตให้ยืนชม

ประวัติของเจ้าแม่กวนอิมทองคำนั้น กล่าวกันว่าติดอวนมากับเรือของชาวประมง  จากนั้นก็นำมาตั้งในศาลเจ้าหลังเล็กๆ  แต่มีการเปลี่ยนแปลงและซ่อมบำรุงมาหลายยุคหลายสมัย  รวมทั้งผ่านการทิ้งระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (คศ.1943) จนปัจจุบันกลายเป็นศาลเจ้าหลังใหญ่

สมัยก่อนคนญี่ปุ่นเดินทางมากราบไหว้ขอพรแล้วสำเร็จสมหวัง จึงกลายเป็นความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ และตามธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นแล้ว หากจะมากราบไหว้ขอพรก็ต้องแต่งกายในชุดกิโมโน หรือชุดประจำชาติของญี่ปุ่น

ชุดกิโมโนง่ายต่อการสวมใส่ มีหลากหลายราคา ขึ้นอยู่กับชนิดผ้า ทุกคนสามารถหาซื้อได้ ผิดกับชุดแบบไทยๆที่ดูจะยุ่งยากกว่า ต้องมีนั่นมีนี่ เช่นเครื่องประดับของสตรี เข็มขัด รองเท้า กระเป๋า

ไปเที่ยวเมืองต่างๆแล้วผู้หญิงแต่ชุดกิโมโนก็อย่าคิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นทุกคน  เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งมีชุดกิโมโนพร้อมรองเท้าสานให้เช่า  แต่ถ้ามาที่วัดอาซากุสะ แล้วเห็นสาวๆแต่งกิโมโน ก็ต้องบอกว่า “เป็นสาวญี่ปุ่นร้อยเปอร์เซ็นต์”

วัดอาซากุสะตั้งอยู่ในย่านการค้าเก่าแก่  แต่พอมาถึงสมัยนี้ก็เปลี่ยนเป็นย่านร้านขายขนม ขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว  ของที่วางจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นสินค้า Hand Made ของญี่ปุ่นล้วนๆ ไม่มีสินค้าจากชาติอื่นมาวางขายให้นักท่องเที่ยวเข้าใจผิด

จะว่าไปแล้วสินค้าโอท็อปในบ้านเรา ดูจะมั่วซั่วมากเลยจริงๆ งานโอท็อปที่ไหนๆ ก็หนีไม่พ้นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ที่เป็นสินค้าโรงงาน จะควานหาสินค้าท้องถิ่นดูจะหายากเต็มทน

ขนมญี่ปุ่นที่วางขายมีทั้งแบบบรรจุกล่องที่ทำจากที่อื่นแล้วนำมาขายที่นี่ และยังมีแบบทำกันสดๆ  คล้ายโรงงานขนมขนาดย่อม  เดินผ่านร้านก็อาจหอมกลิ่น  ชวนให้ซื้อ ชวนให้ชิม

มาแล้วก็ต้องลอง แต่ลองแล้ว คนไทยอาจบอกว่าไม่ค่อยอร่อย หรือไม่ถูกปากนัก  แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าหากจะซื้อทานแล้วละก้อก็ต้องยืนทานที่ร้านนั้นๆ  ห้ามเดินไปกินไปแบบบ้านเราเด็ดขาด  "คนญี่ปุ่นเค้าถือว่าไม่มีมารยาท"  ทานเสร็จหากไม่มีถังขยะ ก็ยื่นให้เจ้าของร้านจัดการทิ้งลงถัง   

จุดเด่นสำคัญของวัดนี้ได้แก่เจดีย์ 5 ชั้น สีแดง  สร้างด้วยไม้ล้วนๆ เป็นการเข้าไม้แบบเข้าสลัก โดยไม่ใช้ตาปูแม้แต่ตัวเดียว  และในค่ำคืนนี้ก็ต้องบอกว่าเจดีย์ 5 ชั้น รวมทั้งอาคารอื่นๆภายในวัดสวยงามมาก  มองไปอาคารหลังไหนก็มีแต่สีแดง 

อีกจุดหนึ่งก็คือโคมไฟที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น  สูง 5.5 เมตร ใหญ่โตแค่ไหนก็ดูจากภาพในชุดนี้ได้เลย

ญี่ปุ่นมีวัดอาซากุสะที่ดูเป็นหน้าเป็นตา  ส่วนบ้านเราก็มีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วที่เป็นหน้าเป็นตาเช่นกัน  แต่วัดพระแก้วนั้นก็เป็นทั้งวัดและเป็นวังไปในตัว  จึงมีความยิ่งใหญ่อลังการกว่าวัดอาซากุสะชนิดเทียบกันไม่ได้  

เราออกจากวัดก็มึดค่ำพอดี  ผู้คนเริ่มบางตา ร้านค้าทะยอยปิดประตูปิดหน้าต่าง  พนักงานเริ่มเก็บกวาด และปิดไฟ

พบกันในตอนต่อไปนะครับ




โฟโต้ออนทัวร์
9 ธันวาคม 2558





Recommended by website photoontour.com

.
       
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)
ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]