Home   Outbound Tour   Langkawi Part2
 
 
 
 

 
 เกาะลังกาวีตอนที่ 2   พระอาทิตย์ขึ้นที่ Awana Hotel และตำนานพระนางเลือดขาว หรือพระนางมะสุหรี่ ที่ถูกประหารด้วยกริช แต่เลือดพุ่งออกมาเป็นสีขาว เป็นการ
พิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่านางไม่ได้เป็นชู้ตามคำร่ำลือที่เกิดจากความริษยา จากนั้นเกาะลังกาวีก็ต้องมนต์ดำไม่ให้มีความเจริญถึง 7 ชั่วโคตรตามคำสาป จนถึงปี อ่านต่อ
 
 
 
 
 
Outbound ท่องต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang :หลวงพระบาง
  M Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Ninh Binh : นิงบิ่งห์ เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
Asia Girls ภาพสาวเอเชีย
  Korean สาวเกาหล
  Japanese สาวญี่ปุ่น
  Chinese สาวจีน
  Indian สาวอินเดีย
  Philipines สาวฟิลิปปินส
  Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Myanmar สาวพม่า
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  Vietnamese สาวเวียดนาม
Photography ภาพถ่าย
  Portraits
  King Photos
  Wallpapers
  Baby & Child
  City Tour
  Photo Gallery
  Flowers
  Photo Around the World
 
 
   




Langkawi Island, Malaysia
เกาะลังกาวี มาเลเซีย ตอนที่ 2
(เดินทาง มกราคม.2550)


ลังกาวีเป็นเกาะในทะเลอันดามัน อยู่ห่างจากหมู่เกาะตะรุเตาของไทยเพียง 8 กม.  สมัยก่อนหมู่เกาะลังกาวีรวมถึงรัฐเคดะห์  และพื้นที่บางส่วนที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย เคยเป็นดินแดนของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย  หากดู แผนที่ประเทศไทยในสมัยนั้น ก็จะเห็นพื้นที่ครอบคลุมไปจนจรดแหลมมลายูทั้งหมด  หรือคิดง่ายๆว่าดินแดนของประเทศมาเลเซียในปัจจุบันเกือบทั้งหมดนี้เคยเป็นของไทยมาก่อน 

แต่หลังจากประเทศล่าอาณานิคมเข้ามาครอบครองในดินแดนทางแถบนี้  แผ่นดินไทยที่อยู่ทางใต้สุดก็ค่อยๆหดหายลงไปเรื่อยๆ


ดินแดนมลายู

หากเราได้ศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของภาคใต้  หรือสอบถามคนทางใต้ในปัจจุบันอาจได้ยินคำ “หัวเมืองมลายู “ ซึ่งประกอบด้วย เมืองไทรบุรี  กลันตัน  ตรังกานู  และเมืองปัตตานี (รวมจังหวัดยะลา นราธิวาส) ต่อมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 ไทยได้เสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่าเป็นครั้งที่ 2 หัวเมืองมลายูทั้ง 4 จึงตั้งตัวเป็นอิสระจากไทยมาตลอดสมัยกรุงธนบุรี

ต่อมาเมื่อพ.ศ. 2328 สมัยรัชกาลที่ 1 หรือยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์  พระองค์ส่งแม่ทัพให้ไปตีหัวเมืองปัตตานี พร้อมกับรวบรวมหัวเมืองทางภาคใต้ทั้ง 4 เข้ามาอยู่ในการปกครองของไทยอีกครั้งหนึ่ง โดยให้มีการปกครองแบบอิสระหรือเขตปกครองตนเอง แต่ต้องส่งเครื่องบรรณาการให้กับเมืองหลวง (กรุงเทพฯ)ในทุกๆ 3 ปี ไม่เช่นนั้นก็จะถือว่าแข็งข้อหรือเป็นกบฏ  

จากนั้นรัชกาลที่ 1 ทรงจัดให้มีระเบียบการปกครองแผ่นดินใหม่  โดยให้เมืองไทรบุรี และเมืองกลันตัน อยู่ในความควบคุมดูแลของเมืองสงขลา

ปัจจุบันเรื่องราวของ หัวเมืองมลายู หรือเมืองไทรบุรี  คนเก่าคนแก่ทางภาคใต้ยังสามารถเล่าความเป็นมาได้เป็นอย่างดี  โดยเฉพาะเมืองสงขลาในอดีตนั้นก็ต้องถือว่า  เป็นหัวเมืองสำคัญหรือเป็นหัวเมืองหลักทางภาคใต้  หลายๆเมืองที่อยู่ทางใต้รวมทั้งเมืองต่างๆที่อยู่ในดินแดนของมาเลเซียปัจจุบัน ก็ต้องขึ้นกับเมืองสงขลา

สมัยที่เกาะลังกาวีอยู่ในการปกครองของไทย (ก่อนจะเสียให้กับอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 5) ก็มีตำนานเล่าขานในเรื่องราวของ พระนางมะสุหรี่ (Mahsuri) หรือพระนางเลือดขาว  ซึ่งเป็นมเหสีของสุลต่านที่ปกครองเมืองเคดะห์ (ประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน)

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2362 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 ในราชวงศ์จักรี หรือเมื่อ 193 ปีที่ผ่านมา

ตามตำนานเล่าว่า พระนางมะสูหรี่  หรือประไหมสุหรี่(แปลว่าราชินี) หญิงสาวชาวบ้านที่ความงดงาม ได้สมรสกับอนุชาขององค์สุลต่านแห่งรัฐเคดาร์ โดยมีสถานภาพเป็นมเหสีองค์รอง(เมียน้อย) ต่อมาได้เกิดสงครามที่รัฐปัตตานี  มีเหตุให้พระอนุชาขององค์สุลต่าน ซึ่งเป็นพระสวามีจะต้องจากบ้านจากเมืองเพื่อเดินทางไปช่วยรบ

ขณะเดียวกันก็เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากฝ่ายที่คิดร้ายกับพระนางมะสุหรี่ ซึ่งก็คือมเหสีเอก(เมียหลวง)โดยสร้างเรื่องว่า " นางมะสุหรี่มีชู้้ "

เมื่อองค์สุลต่านกลับมา ก็ไม่ได้สืบสาวราวเรื่องว่าเท็จจริงประการใด แต่กลับเชื่อการใส่ความของฝ่ายมเหสีเอก ที่มีความอิจฉาริษยาพระนางมะสุหรี่ และวางแผนสร้างเรื่องราวขึ้นมาเพื่อหาทางกำจัดนาง

องค์สุลต่านจึงตัดสินใจ ให้เพชฌฆาตประหารชีวิตพระนางด้วยกริช

แต่ก่อนเสียชีวิตพระนางอธิษฐานว่า หากนางไม่มีความผิดก็ขอให้โลหิตที่หลั่งออกมาเป็นสีขาวเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ พร้อมกับสาปแช่งขอให้เกาะลังกาวีไม่มีความเจริญไป 7 ชั่วโคตร

ปรากฏว่าคมกริชจากเพชฌฆาตไม่ระคายผิวนางแม้แต่น้อย  พระนางมะสุหรี่จึงบอกเพชฌฆาตให้กลับไปนำกริชพิเศษของต้นตระกูลจากบ้านของนางมาประหาร  ซึ่งขณะที่คมกริชจรดลงบนคอ ปรากฏว่าโลหิตสีขาวก็พวยพุ่งขึ้นข้างบน เป็นการพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ของนางตามที่อธิษฐานไว้  และจากคำสาปแช่งนี้ก็ทำให้เกาะลังกาวีตกอยู่ในความทุกข์เข็ญมานานถึง 7 ชั่วโคตร  อันเป็นที่มาของตำนานพระนางเลือดขาว

และจากเรื่องราวตามความเชื่อว่าเกาะลังกาวีจะต้องมีอันเป็นไป หรือไม่มีความเจริญถึง 7 ชั่วโคตร ซึ่งในช่วงเวลาเกือบ 200 ปี ก็ดูเหมือนว่าเกาะลังกาวีจะเป็นไปตามคำสาป รัฐบาลมาเลเชียจึงพยายามที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลังกาวีเป็นเกาะท่องเที่ยว และเป็นเขตปลอดภาษี แต่ดูจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นชาวมาเลเซียที่เดินทางมาพักผ่อนและซื้อสินค้าปลอดภาษี ส่วนนักเที่ยวจากต่างชาติกลุ่มหลักก็คือคนไทยที่เป็นอิสลามทางภาคใต้ สำหรับชาติยุโรปหรือพวกฝรั่งมังค่านั้นมีน้อยมากจนแทบจะนับหัวได้


พิพิธภัณฑ์พระนางมะสุหรี่สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะลังกาวี (สร้างขึ้นมาภายหลัง)

ในบริเวณพิพิธภันฑ์มีสุสานของนางมะสุหรี่ที่สร้างด้วยหินอ่อน พร้อมกับคำจารึกภาษามาเลเซียและภาษาอังกฤษ มีข้อความว่า . . .

MAHSURI BINTI PANDAK MAYAH
MAHSURI A VICTIM OF TREACHERY AND JEALOUSY WAS SENTENCED TO DEATH IN 1235 HIJRAH OR 1819 A.D. AS SHE DIED SHE LAID A CURSE ON THE ISLAND "THERE SHALL BE NO PEACE AND PROSPERITY ON THIS ISLAND FOR A PEROID OF SEVEN GENERATIONS''  


แปลความได้ว่า . . .

มะสุหรี่ผู้รับเคราะห์กรรมจากการทรยศหักหลัง และความอิจฉาริษยาจนถูกตัดสินให้นางถึงแก่ความตายลง เมื่อศักราช (อิสลาม) 1235 หรือ คริสต์ศักราช 1819 (พ.ศ. 2362) นางสิ้นชีวิตลงพร้อมกับคำสาปแช่งที่แห่งนี้ว่า ''จะไม่เกิดสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองบนเกาะแห่งนี้ เป็นเวลา 7 ชั่วอายุคน'' 

และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา "เกาะลังกาวี" ก็เงียบเหงา ผู้คนอยู่กันอย่างไม่มีความสุข เพราะมนตราแห่งการสาปแช่งของพระนางมะสุหรี่ มาตั้งแต่ พ.ศ.2362  เป็นเวลา 181 ปี ตกอยู่ในอำนาจของคำสาปที่มืดดำเฉกเช่นชายหาดที่มีสีดำ นับว่าเกาะแห่งนี้ถูกอำนาจแห่งความบริสุทธิ์นั้นสาปแช่งให้จมอยู่กับความตกต่ำ เป็นอาถรรพ์ครอบคลุมมาถึง 7 ชั่วอายุคน อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เกาะลังกาวีกำลังจะผ่านพ้นช่วงแห่งความมืดมิด เพราะได้ผ่านพ้นมาแล้ว 6 ชั่วอายุคน และก้าวเข้าสู่คนรุ่นที่ 7 ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นผู้มาแก้คำสาป เพื่อทำให้เกาะลังกาวีหลุดพ้นจากอำนาจลึกลับ

ทั้งนี้หนังสือพิมพ์หลายๆ สำนักของมาเลเซีย และรัฐบาลมาเลเซีย ต่างพากันออกตามหาผู้สืบทอดเชื้อสายของพระนางมะสุหรี่ จนมาพบว่าทายาทรุ่นที่ 7 ได้อาศัยอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ซึ่งก็คือ นางสาวศิรินทรา ยายี  มีหลักฐานมากมายที่แสดงถึงความเป็นทายาทผู้ถอนคำสาป ไม่ว่าจะเป็นกริซประจำตระกูล รูปภาพ และบรรพบุรุษชื่อ "วันฮาเกม" ทางรัฐบาลจึงเชิญพระนางทายาทรุ่นที่ 7 กลับสู่เกาะลังกาวี เพื่อถอนคำสาป จากเด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตตามปกติ แต่เมื่อเธอได้ไปยืนอยู่บนแผ่นดินเกาะลังกาวี เธอกลับกลายเป็นเจ้าหญิงน้อยๆ ไปในทันที

"ศิรินทรา ยายี" หรือ "เมย์" เกิดเมื่อวันที่ 8 เดือน 8 (สิงหาคม) พ.ศ. 2528 ที่โรงพยาบาลวชิระ จังหวัดภูเก็ต (น่าแปลกที่วันนั้นไม่มีเด็กคนไหนถือกำเนิดเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับเธอเลย แถมท้องฟ้าที่ใสกระจ่างกลับมืดดำ และฝนก็เทกระหน่ำลงมานานถึง 1 เดือน)

ศิรินทรา ยายี เป็นบุตรสาวของนายสุวรรณ ยายี และนางสุนี ยายี มีน้องชาย 1 คน ปัจจุบัน ศิรินทรา ยายี กำลังศึกษาในระดับชั้นปีที่ 2 ของคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะมีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็นแอร์โฮสเตส หลังจากที่ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ทุนของเอกชนในประเทศมาเลเซีย ให้ศึกษาในมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติ มาเลเซีย อยู่ 2 ปี แต่มีปัญหาเรื่องทุนจึงต้องกลับมาเรียนต่อในไทย

นี่คือเรื่องราวของพระนางเลือดขาวที่เอามาจากเว็บต่างๆที่กล่าวถึงตำนานเก่าแก่ที่มีมายาวนานร่วม 200 ปี  ส่วนปัจจุบันเรื่องราวจะเปลี่ยนไปหรือจะจริงแค่ไหน  ก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคล

แต่ที่แน่ๆ  เรื่องราวปรัมปรานี้  ทางการมาเลเซียก็หยิบเอามาให้เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวบนเกาะลังกาวีไปเรียบร้อยแล้ว  โดยสร้างพิพิธภัณฑ์ของพระนางมะสุหรี่ไว้ใหญ่โต  เพื่อรวมรวมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคนั้น  พร้อมกับจำลองสิ่งต่างๆให้ดูสมจริงมากยิ่งขึ้น 

ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์มีภาพขนาดใหญ่ของพระนางมะสุหรี่  หรือภาพนางเอกจากภาพยนตร์ “เรื่องพระนางเลือดขาว “ โดยได้นำมาขยายเป็นภาพขนาดใหญ่  ทำเอาคนไทยไม่น้อยต่างเข้าใจผิดคิดว่าสุภาพสตรีที่เห็นในโปสเตอร์นั้นคือพระนางมะสุหรี่ตามตำนาน

เรื่องราวของนางมะสุหรี่อาจเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ ที่็นำมาขยายความ และเล่าต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่น  ่ไม่ต่างกับเรื่องราวของนางสุพรรณกัลยาของไทย ที่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เสียใหญ่โต

รัฐบาลมาเลเซียเขาฉลาดที่หยิบเอาเรื่องราวนี้มาทำให้เหมือนเป็นเรื่องจริงมากยิ่งขึ้น มีห้องฉายวีดีทัศน์เพื่อเล่าประวัติความเป็นมาให้ดูน่าเชื่อถือ ซึ่งความจริงแล้วทั้งหมดที่เห็นนั้นเป็นการจำลองขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบ้าน และหลุมฝั่งศพนางมะสุหรี่ ต่อไปก็อาจจะมีอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกก็เป็นได้

ความจริงเมืองไทยก็มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมาย จริงบ้าง เท็จบ้าง ปนๆกันไป  แต่ถ้าเรามองให้เป็นจุดขายเพื่อประโยชน์สำหรับการท่องเที่ยวก็น่าสนใจไม่น้อย  เพราะประเทศไหนๆเขาก็ทำกัน และโกยเงินจากนักท่องเที่ยวไปไม่ไช่น้อย

สำหรับภาพถ่ายในพิพิธภัณฑ์พระนางมะสุหรี่ อาจมีให้ชมมามากนัก  เนื่องจากเกิดการผิดพลาดโดยเผลอเอาเมมโมรี่การ์ดที่ถ่ายแล้ว ไปฟอร์แมตเพื่อจะได้ถ่ายใหม่  ทำให้ภาพจำนวนหลายร้อยต้องถูกลบทิ้งอย่างน่าเสียดาย หรือว่าความผิดพลาดนี้ อาจเป็นอาธรรม์จากพระนางเลือดขาวก็เป็นไปได้ (พูดแล้วขนลุก)

ภาพในชุดนี้ส่วนใหญ่ถ่ายบริเวณหน้าโรงแรม Awana Langkawi ในยามเช้า  อาจดูเงียบเหงาไปหน่อย  เพราะมาเลเซียมีประชากรแค่ประมาณ 27 ล้านคน (ปี 50)  และบนเกาะแห่งนี้ก็มีประมาณ 65,000 คนเท่านั้น

สำหรับตอนต่อไปจะพาขึ้นกระเช้าลอยฟ้าหรือ Cable car  ขึ้นสู่ยอดเขาเพื่อรับกับอากาศบริสุทธ์ของเกาะลังกาวี  เคเบิลคาร์ที่ลังกาวีจะเป็นอย่างไร  และการสร้างเคเบิลคาร์จะทำลายป่า หรือทำลายธรรมชาติแค่ไหน ต้องรอชมในตอนที่ 3 ครับ




โฟโต้ออนทัวร์
20 มีนาคม 2555




ข้อมูลเกาะลังกาวี เปรียบเทียบกับเกาะสมุย และเกาะภูเก็ต (ข้อมูลปี 2554)

Langkawi
Area • City 478.5 km2
Population 64,792

Phuket
Area City 543.0 km2
Population 348,504

Samui
Area 228.7 km2
Population 55,000



 
แผนที่เกาะลังกาวี (คลิกที่ภาพ)
แผนที่ประเทศมาเลเซีย (คลิกที่ภาพ)


  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ