Home   Outbound Tour   Langkawi Part3
 
 
 
 

 
 เกาะลังกาวีตอนที่ 3   นั่ง Cable car หรือกระเช้าลอยฟ้า ขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาสูงของเกาะลังกาวี ท่ามกลางลมหนาวที่พัดเย็นสบายตลอดเวลา
 
 
 
 
 
Outbound ท่องต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang :หลวงพระบาง
  M Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Ninh Binh : นิงบิ่งห์ เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
Asia Girls ภาพสาวเอเชีย
  Korean สาวเกาหล
  Japanese สาวญี่ปุ่น
  Chinese สาวจีน
  Indian สาวอินเดีย
  Philipines สาวฟิลิปปินส
  Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Myanmar สาวพม่า
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  Vietnamese สาวเวียดนาม
Photography ภาพถ่าย
  Portraits
  King Photos
  Wallpapers
  Baby & Child
  City Tour
  Photo Gallery
  Flowers
  Photo Around the World
เกาะลังกาวี
langkawi Geo Park
เที่ยวลังกาวี
langkawi Geo Park
langkawi Geo Park
langkawi Geo Park
Malaysia cable car
langkawi tour
langkawi Geo Park
langkawi Geo Park
langkawi Geo Park
 
 
   




Langkawi Island, Malaysia
เกาะลังกาวี มาเลเซีย ตอนที่ 3

(เดินทาง มกราคม.2550)



เที่ยวลังกาวีตอนที่ 3  จะพาไปขึ้นกระเช้าหรือที่นิยมเรียกกันว่าเคเบิ้ลคาร์ (Cable Car) ซึ่งอยู่ในเขต langkawi Geo Park หรือเขตอุทยานฯของลังกาวี  ประเทศมาเลเซีย

ในพื้นที่ของ Langkawi Geo Park ก็มีโรงแรมที่พักสไตล์รีสอร์ต  ร้านขายของที่ระลึกร้านอาหาร ภัตตาคาร  รวมทั้งร้านน้ำชากาแฟ  ให้นั่งชมวิวในมุมสวยๆของอุทยานฯ  เรียกว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่ถ้าจะมาเที่ยวที่นี้ให้ถูกเวลาก็ต้องเป็นเวลาแดดร่มลมตก  หรือช่วงค่ำไปถึงตอนกลางคืนที่จะเห็น แสง สี ได้อย่างชัดเจน บรรยากาศที่ว่านี้คงต้องมาพักค้างคืนกัน

มาเที่ยวในอุทยานฯตอนใกล้เที่ยงเช่นวันนี้ดูจะร้อนไปหน่อย อากาศที่นี่ก็ร้อนไม่ต่างกับภาคใต้ทางบ้านเรา  แม้พื้นที่ภายในอุทยานเป็นป่าเขา มีน้ำตก และต้นไม้ใหญ่  แต่ดูเหมือนจะสู้กับความร้อนของสภาพโดยทั่วไปไม่ค่อยไหว 

ไกด์บอกพวกเราว่า ได้โทรสอบถามล่วงหน้ากับทางอุทยานว่าเวลานี้เคเบิ้ลคาร์ยังเปิดทำการหรือไม่ ที่สอบถามก็เพราะว่าที่นี่เป็นภูเขาอยู่ติดทะเล มีลมพัดแรงเกือบตลอดเวลา  ซึ่งจะทำให้กระเช้าแกว่ง  หากเป็นลมเบาๆธรรมดาๆ ก็คงไม่มีปัญหา  แต่ถ้าลมแรงจนกระเช้าแกว่งมาก ก็จะงดชั่วคราว เพราะอาจเป็นอันตรายแก่นักท่องเที่ยว 

แต่วันนี้โชคดี  แดดจัดจ้าน โทรสอบถามแล้วว่าเคเบิ้ลคาร์เปิดทำการปกติ ทุกคนจึงโล่งอก  เพราะหากมาแล้วไม่ได้ขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาก็คงรู้สึกเซ็งไปบ้าง  เพราะการขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวบนเกาะลังกาวี

สถานีกระเช้าลอยฟ้ารวมทั้งตัวกระเช้า มีความรู้สึกว่ามีมาตรฐานดีที่เดียว  ทำให้รู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยว่าคงไม่หลุดร่วงกระแทกหน้าผา

ผิดกับบางแห่งเช่นที่เมืองคุณหมิง ที่นั่นมีกระเช้าแบบโครงเหล็กล้วนๆ  ไม่มีอะไรปกปิด และไม่ได้ไม่ทำเป็นห้องกระจกเหมือนทั่วๆไป  เวลาจะขึ้นก็นั่งห้อยขา เรียกว่าสัมผัสสายลม และความเย็นของสภาพอากาศ รวมทั้งแสงแดดกันแบบเต็มๆ 

ข้อดีของกระเช้าแบบนี้คือน้ำหนักเบา ไม่ทำให้ลวดสลิงรับน้ำหนักมาก แต่ข้อเสียก็คือบางคนอาจรู้สึกเสียวไส้ จนพาลไม่ยอมขึ้น  ซึ่งก็มีไม่น้อยที่ยอมจะเดินเล่นอยู่ข้างล่าง

คิดว่าปัจจุบันกระเช้าลอยฟ้าของจีนในหลายๆแห่งน่าจะพัฒนาในทางที่ดีขึ้น  มีความปลอดภัยกว่าแต่ก่อน  รวมทั้งมีห้องกระจกกันลมกันฝน 




แต่ไม่นานนี้เห็นมีข่าวดังว่อนเน็ตเรื่องกระเช้าลอยฟ้าในประเทศจีน 

กับภาพกับคลิปหนุ่มสาวจีนคู่หนึ่งกำลังเล่นเถิดเทิงกันในกระเช้าของสถานท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในเมืองเหอหนาน จนทางการต้องขึ้นป้ายประกาศ  “ห้ามมีเพศสัมพันธ์กันในกระเช้าลอยฟ้า“  


 กระเช้าลอยฟ้าขาลงที่เมืองเหอหนาน นักท่องเที่ยวคู่หนึ่งกำลังเล่นเถิดเทิงกันอย่างถึงพริกถึงขิง โดยไม่แคร์สายตานักท่องเที่ยว
ทางฝั่งตรงกันข้ามที่นั่งกระเช้าสวนทางกัน

อ่านข่าวที่แรกงุนงงเหมือนกันว่าคนจีนใน พ.ศ.นี้เค้าทำอะไรกันแผลงๆชนิดไม่อายฟ้าดิน และไม่อายเทพยดาอารักษ์ป่า คนเรามันจะอดกลั้นอารมณ์กันไม่ไหวถึงขนาดนั้นเลยหรือ  หรือว่าทั้งคู่อยากได้รสชาติใหม่ๆของชีวิต ขณะกำลังเหาะเหินเดินอากาศ

จะว่าไปแล้วเรื่องพิเรนทร์ๆแบบนี้ในบ้านเราก็เคยมีข่าวเมื่อหลายปีก่อน ในเส้นทางต่างจังหวัด

เป็นอุบัติเหตุรถเก๋งชนต้นไม้ข้างทางแล้วไถลตกถนน  เมื่อตำรวจได้รับแจ้งจากพลเมืองดีที่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์  จึงรีบรุดไปที่เกิดเหตุโดยด่วนจี๋  แต่พอไปถึงก็เห็นภาพหญิงชายคู่หนึ่งกำลังรีบเร่งใส่เสื้อผ้าในขณะที่บางส่วนยังเปล่าเปลือย พร้อมกับค่อยๆตะเกียกตะกายออกจากรถ   ตำรวจจึงแปลกใจว่ารถชนต้นไม้ครั้งนี้มันรุนแรงมากจนถึงขนาดเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเลยหรือ

เมื่อตำรวจพาไปโรงพักเพื่อสอบปากคำ ทั้งคู่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดใดๆ  อีกอย่างหนึ่งก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนัก ตำรวจจึงทำได้แค่ลงบันทึกประจำวันเพื่อเป็นหลักฐาน  จากนั้นทั้งคู่ก็ลาจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หลังจากนั้นตำรวจจึงประมวลเหตุการณ์ทั้งหมด  พร้อมกับฟันธงว่าหนุ่มสาวคู่นี้กำลังเล่นเถิดเทิงขณะขับรถเป็นแน่  โดยฝ่ายชายเป็นคนขับส่วนฝ่ายหญิงคงนั่งตักผู้ชาย  แต่พอใกล้จะถึงสวรรค์ชั้น 7  จึงปล่อยมืออกจากพวงพวงมาลัยโดยไม่รู้ตัว  รถจึงเสียหลักพุ่งชนต้นไม้  เมื่อตำรวจมาถึง(คงมาเร็วมาก) จึงเห็นสภาพแบบคาดไม่ถึง ว่าทั้งคู่กำลังใส่เสื้อผ้า และดูจะไม่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์

กรณีคนจีนเล่นบทรักกันในกระเช้าที่เมืองเหอหนาน กับอุบัติเหตุในเมืองไทยขณะกำลังเริงรัก  เดาเอาว่าคงคิดเหมือนๆกัน ที่ต้องการความแปลกใหม่ ประเภทตื่นเต้นเร้าใจกว่าการกระทำแบบเดิมๆ 

เหตุการณ์ที่เมืองเหอหนานนั้น  มีคนถ่ายคลิปนี้แล้วโหลดลง YouTube  ต่อมาก็สร้างความฮือฮาให้กับเมืองจีนและเมืองไทย โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ออนไลน์ในไทย ที่นำข่าวและคลิปนี้มาเผยแพร่ บางฉบับก็ดูจะเหมือนจะให้ความสนใจกับเรื่องราวทำนองนี้เป็นพิเศษชนิดที่ไม่มีคำว่าตกข่าว 

กลับจากเมืองจีนก็มานั่งกระเช้าที่ลังกาวีกันต่อ

น่าแปลกที่อากาศข้างล่างค่อนข้างร้อน แต่เมื่อนั่งกระเช้าขึ้นไปบนเขา  กลับรู้สึกเย็นทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้น  ยิ่งสูงก็ยิ่งมีลมเย็นมาปะทะ คล้ายกับมีลมหนาวพัดผ่านบนภูเขา  ขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงอากาศอันสดชื่นบริสุทธิ์ จนทางการมาเลเซียต้องสงวนอากาศบริสุทธิ์ไว้ให้นักท่องเที่ยว พร้อมกับมีป้ายเตือนห้ามสูบบุหรี่

คนไทยเห็นป้ายคำเตือนนี้อาจรู้สึกเฉยๆ และคิดว่าใครจะสูบหรือไม่สูบบุหรี่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร  ลมก็พัดแรง กลิ่นบุหรี่คงไม่ได้รบกวนนัก แต่ถ้าคิดให้ดีๆแล้วคนมาเลเซียเค้าก้าวข้ามเราไปอีกระดับหนึ่ง ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้คน  บ้านเรายังมาไม่ถึงขั้นนี้  อาจคิดว่าการห้ามสูบบุหรี่ข้างบนเขาจะเป็นการจำกัดสิทธิ์ของผู้คนก็เป็นได้  เรียกว่าเข้าไจกันคนละด้านคนละมุม

ใครมาเที่ยวลังกาวีก็อยากแนะนำว่ามาถึงข้างบนนี้แล้วไม่ผิดหวังแน่  อากาศข้างบนนี้เย็นสบายชนิดที่แตกต่างกับข้างล่างอย่างสิ้นเชิง  อยู่ไปนานๆก็ไม่อยากลงไปพบกับอากาศร้อนอบอ้าวที่อยู่ข้างล่าง  "คำว่ายิ่งสูงก็ยิ่งหนาวมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ "


การสร้างกระเช้าลอยฟ้า ทำลายป่าไม้จริงหรือไม่

ก่อนจะเดินทางมานั่งกระเช้าที่นี่ ก็อยากเห็นการสร้างกระเช้าลอยฟ้าบนเกาะลังกาวีว่าจะมีการตัดต้นไม้ หรือทำลายทรัพยากรณ์ป่าไม้ไปมากน้อยแค่ไหน  อย่างมากก็คงตัดต้นไม้บริเวณที่เป็นร่องแนวให้กระเช้าผ่าน 

แต่ปรากฏว่ากระเช้าที่นี่ใช้เสาเหล็กขนาดใหญ่และมีความสูงค่อนข้างมาก  ขณะนั่งกระเช้าก็มีความรู้สึกว่าลอยอยู่เหนือยอดไม้ราว 5-10 เมตร ไม่มีคำว่าแตะ หรือเลียดยอดไม้เลยแม้แต่น้อย และเสาสูงที่ว่าก็มีแค่ 2 ต้นเท่านั้นเอง (ย้ำอีกที่ว่าแค่ 2 ต้น) จากนั้นก็มีสถานีหัวท้าย

เมื่อกระเช้าลอยผ่านเสาสูง  ก็พยายามจะมองลงไปตรงโคนเสาว่าจะมีการตัดต้นไม้รอบๆโคนเสาหรือไม่  ก็เปล่าครับ  ข้างล่างตรงบริเวณโคนเสาจะเห็นต้นไม้ขึ้นหนาแน่นจนไม่เห็นโคนเสาเหล็กด้วยซ้ำไป 

จะบอกว่าการสร้างกระเช้าลอยฟ้าไม่มีการตัดต้นไม้สักต้นคงเป็นไปไม่ได้  แต่ที่สังเกตดูก็เห็นว่าไม่ได้ทำลายระบบนิเวศน์อะไรเลย และเมื่อขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้ว  ก็ยังมีทางเดินเหนือยอดไม้ที่เรียกว่า Tree Top Walk เพื่อให้ไปชมวิวด้านอื่นๆด้วย  ซึ่งบางประเทศก็นิยมสร้างสะพานทางเดินลอยฟ้าแบบนี้เหมือนกัน  ทำให้มีโอกาสใกล้ชิดป่าไม้ในพื้นที่ที่อาจเป็นอันตรายหากเดินบนพื้นดิน  เค้าจึงสร้างทางเดินลอยฟ้าไว้ให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติได้มากที่สุด รวมทั้งยังได้เห็นความยิ่งใหญ่ของป่าไม้ด้วย 


 สะพานลอยฟ้าชมป่า Tree Top Canopy Walk จากประเทศต่างๆรวมทั้งในเกาะบอเนียวประเทศอินโดนีเซีย

ในเกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย  มีเส้นทางเล็กที่ยกระดับไว้สูงมากเรียกว่า Tree top Canopy Walk
ซึ่งเกาะนี้ก็เป็นป่าดิบชื้นที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ไม่แพ้ป่าอเมซอนในประเทศบราซิล ป่าบอเนียวคนไทยอาจไม่คุ้นเคยนัก แต่ถ้าเป็นนักเดินป่าที่ชื่นชอบธรรมชาติของป่าดิบอย่างแท้จริงก็คงจะรู้จัก และภายในป่าบอเนียวก็มีเรื่องราวแปลกๆมากมาย ทั้งชนเผ่าที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญ รวมไปทั้งต้นไม้ และสัตว์ป่าต่างๆที่หายาก
(http://www.borneonaturetours.com/www/brl_canopywalk.aspx)

เรื่องการสร้างกระเช้าลอยฟ้าจึงพอจะบอกกล่าวได้ว่า  ไม่ได้ทำลายระบบนิเวศน์ฯ และไม่มีการตัดไม้ทำลายป่าแต่อย่างใด  หลายประเทศจึงนิยมสร้างจนดูเป็นเป็นเรื่องธรรมดา และไม่เคยได้ยินข่าวว่าคนในพื้นที่ออกมาต่อต้านเหมือนบ้านเรา

เท่าที่สดับฟังจากเวทีพิจารณ์ที่พูดถึงกระเช้าลอยฟ้า  รู้สึกว่าน้อยคนที่จะรู้และเข้าใจในเรื่องนี้  ปัญหาที่ว่าเมื่อสร้างแล้วจะทำลายป่าไม้หรือไม่  กลับไม่ค่อยมีผู้รู้มาอธิบายพร้อมกับนำภาพยนตร์  หรือภาพถ่ายมาแสดงให้เห็นว่าประเทศไหนๆเค้าก็ไม่มีปัญหากัน  และทุกครั้งตั้งวงเสวนาก็มักถูกแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์หรือ NGO ที่แห่กันมาประท้วง จนไม่มีใครกล้าเดินหน้าโครงการต่อ ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น

ประเทศไทยมีหลายแห่งที่เหมาะสำหรับการสร้าง ไม่ว่าจะเป็นภูกระดึง  ดอยอินทนนท์  หรือที่อื่นๆ หากสร้างแล้วก็คิดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ขึ้นไปชมวิวได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะที่ดอยอินทนนท์ก็จะลดจำนวนยานพาหนะลงได้เป็นอันมาก ขณะเดียวกันก็ช่วยลดอุบัติเหตุอันเกิดจากผู้ขับรถที่ขาดประสบการณ์

บ้านเรารู้สึกว่าจะคิดมากไปหน่อย  หรือคิดแต่ผลเสียมากกว่าผลดี 

ซึ่งความจริงมันไม่ได้กระทบการเดินทางท่องเที่ยวแบบเดิมๆ เพราะกระเช้าลอยฟ้าเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งเท่านั้นเอง บางประเทศเค้ามีทางเลือกหลายแบบ ตัวอย่างเช่นดอยอินทนนท์ อาจมีทางรถยนต์(ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน) มีกระเช้าลอยฟ้า ขณะเดียวกันก็ยังทางคนเดินสำหรับผู้ที่อยากจะมันส์เพื่อออกกำลังกาย

บ้านเราดูหลายคนจะกลัวเกินเหตุ โดยเฉพาะเรื่องระบบนิเวศที่กังวลกันนัก
แต่ปัญหารถติดกันวินาศสันตโรบนดอยอินทนนท์ ในวันที่แห่ไปดูแม่คะนิ้งในช่วงฤดูหนาว จนทำให้อากาศเป็นพิษจากควันที่มาจากท่อไอเสียรถ เรื่องแบบนี้กลับไม่มีคนคิดว่าเป็นการทำลายสภาพแวดล้อม

ในต่างประเทศเค้าก็ไม่ถือว่าการสร้างกระเช้าเป็นเรื่องใหญ่โตจนถึงขนาดต้องสำรวจความคิดเห็น  เพราะมันไม่ต่างกับการสร้างถนนหนทาง  ที่มีแต่จะทำให้การเดินทางสะดวก แต่บ้านเราเอะอะอะไรก็ต้องจัดให้มีประชาพิจารณ์  คนค้านก็ค้านกันแหลกชนิดที่ไม่ยอมรับเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่ง  เหมือนกับว่าตั้งธงค้านอยู่แล้ว ครั้นจะเห็นด้วยในภายหลังก็กลัวจะเสียหน้า  

บางครั้งแค่การประชุมรับฟังความคิดเห็นก็ชูป้ายประท้วงเพื่อสร้างแรงกดดัน  แบบนี้เรียกว่าผิดฝาผิดฝั่ง  มันไม่ใช่ขบวนการรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ  กลายเป็นว่ากฎหมายการทำประชาพิจารณ์เป็นสิ่งที่ย้อนมาทิ่มตนเอง และเป็นเครื่องถ่วงความเจริญของประเทศ

หลายปีก่อนในรายการขอคิดด้วยคนของ อาจารย์ ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง  ได้นำนักวิชาการ  และผู้นำชุมชนมาเปิดเวทีประชาพิจารณ์เรื่องการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเดินทางไกล   เพราะต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันกว่าจะไปถึง  เมื่อขึ้นไปแล้วก็ต้องพักค้างคืนตามเต้นท์ของอุทยาน เพราะไม่สามารถเดินกลับได้ในวันเดียวกัน  ยิ่งในช่วงเทศกาลก็จะมีนักท่องเที่ยวแห่ไปเที่ยวกันหลายหมื่นคนในแต่ละวัน ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ  เช่นห้องน้ำห้องส้วมก็ไม่พอให้บริการ หน้าห้องส้วมมีคนยืนรอคิวถึง 20 - 30 คน รวมไปถึงการควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ไม่ทั่วถึง มีขยะเกลื่อนอุทยาน

ในวันนั้นวงเสวนาของอาจารย์เจิมศักดิ์ดำเนินไปด้วยดี  โดยใช้หอประชุมแห่งหนึ่งในจังหวัดเลยเป็นสถานที่ประชุมเสวนา ถ้าจำไม่ผิดสมัยนั้นน่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศอาทิตย์ละครั้ง และเป็นรายการที่เรตติ้งสูงเลยทีเดียว

การตั้งวงเสวนาวันนั้นมีผู้อภิปรายกันอย่างกว้างขว้าง ทั้งจากกลุ่มอนุรักษ์(NGO) และกลุ่มอื่นๆ  ซึ่งส่วนใหญ่จะออกความเห็นไปในทำนองเดียวกัน  คือไม่เห็นด้วยที่จะให้สร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง

อาจารย์เจิมศักดิ์  ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการก็ดูจะกระหยิ่มยิ้มย่องที่หลายฝ่ายไม่เห็นด้วย  ซึ่งอาจมีผลทำให้นักการเมืองยุติความคิดที่ต้องการสร้าง โดยมองว่าการสร้างกระเช้าเป็นการหาคะแนนนิยมให้กับนักการเมืองที่มีความพยายามพลักดันโครงการ

ตอนท้ายของรายการ  อาจารย์เจิมศักดิ์ ต้องการทราบว่าชาวบ้านที่มานั่งฟังจนล้นห้องประชุม จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการสร้างกระเช้า ซึ่งอาจารย์ฯ คงคิดว่าชาวบ้านที่มานั่งฟังเป็นจำนวนมาก น่าจะมีความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกันกับผู้อภิปราย

ปรากฏว่าตรงกันข้ามครับ  ชาวบ้านยกมือสนับสนุนให้สร้างกระเช้าเกือบทั้งห้อง เรียกว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว 

มติของชาวบ้านยกมือสนับสนุนหรือว่าพลังเสียงนิ่งๆนี้ เป็นการพลิกความคาดหมายของผู้ร่วมอภิปรายทุกคน  โดยเฉพาะกับอาจารย์เจิมศักดิ์ที่ดูจะผิดหวังเป็นอย่างมาก ไม่ต่างกับโดนชาวบ้านฉีกหน้า หรือหน้าแตกเหวอะหวะชนิดที่หมอไม่รับเย็บแผลให้

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและจำได้อย่างแม่นยำของรายการโทรทัศน์ในสมัยที่ อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ยังมีชื่อเสียงโด่งดัง ก่อนที่จะโดนการเมืองเล่นงานในยุครัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปะอาชา ไปจนถึงรัฐบาลทักษิณ จนต้องเขียนหนังสือเรื่องรู้ทันทักษิณฯ

จะบอกว่าชาวบ้านก็คือตาสีตาสาที่ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการทำลายป่าไม้คงไม่ได้ และบ่อยครั้งที่ชาวบ้านไม่ได้มีความคิดเห็นสอดคล้องกับนักวิชาการทั้งหลาย พลังเสียงเงียบจากชาวบ้านในวันนั้น ถือว่าคิดถูกต้องแล้วที่ให้การสนับสนุนการสร้างกระเช้าลอยฟ้า  เพราะจะนำความเจริญมาให้ การท่องเที่ยวก็จะได้คึกคัก  ชาวบ้านก็จะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม    

สรุปว่าการสร้างกระเช้าลอยฟ้าไม่มีปัญหา และไม่ได้เป็นการตัดไม้ทำลายป่าเหมือนกับที่หลายๆคนคิด  ในทางตรงกับกลับเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี หากเรามัวแต่คิดมากระแวงมาก การท่องเที่ยวในรูปแบบอื่นๆมันก็เกิดยาก คงต้องรอให้คนรุ่นปัจจุบันล้มหายตายจากไปก่อน ถึงเวลานั้นกระเช้าลอยฟ้า หรือ Cable Car ก็อาจมีโอกาสแจ้งเกิดก็เป็นได้





โฟโต้ออนทัวร์
14 พฤษภาคม 2555
 




ข้อมูลเกาะลังกาวี เปรียบเทียบกับเกาะสมุย และเกาะภูเก็ต (ข้อมูลปี 2554)

Langkawi
Area • City 478.5 km2
Population 64,792

Phuket
Area City 543.0 km2
Population 348,504

Samui
Area 228.7 km2
Population 55,000



 
แผนที่เกาะลังกาวี (คลิกที่ภาพ)
แผนที่ประเทศมาเลเซีย (คลิกที่ภาพ)


  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ