Home   Outbound Tour   Langkawi Part4
 
 
 
 

 
เกาะลังกาวีตอนที่ 4 พิพิธภัณฑ์ของ ดร.มหาเธร์ ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ระหว่างปี 2524-46 Langkawi Galeria Perdana Museum
 
 
 
 
 
Outbound ท่องต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang :หลวงพระบาง
  M Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Ninh Binh : นิงบิ่งห์ เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
Asia Girls ภาพสาวเอเชีย
  Korean สาวเกาหล
  Japanese สาวญี่ปุ่น
  Chinese สาวจีน
  Indian สาวอินเดีย
  Philipines สาวฟิลิปปินส
  Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Myanmar สาวพม่า
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  Vietnamese สาวเวียดนาม
Photography ภาพถ่าย
  Portraits
  King Photos
  Wallpapers
  Baby & Child
  City Tour
  Photo Gallery
  Flowers
  Photo Around the World
เกาะลังกาวี
langkawi Geo Park
เที่ยวลังกาวี
langkawi Geo Park
langkawi Geo Park
langkawi Geo Park
Malaysia cable car
langkawi tour
langkawi Geo Park
langkawi Geo Park
langkawi Geo Park
 
 
   




Langkawi Island, Malaysia เกาะลังกาวี มาเลเซีย ตอนที่ 4
พิพิธภัณฑ์ ของสะสม ดร.มหาธีร์  โมหะหมัด (Langkawi Galeria Perdana Museum )
(เดินทาง มกราคม.2550)


หลังจากทานข้าวกลางวันที่ภัตตาคารจีนแล้ว(อาหารมาเลฯทานยาก)ก็ออกเดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ของ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด (Dr. Mahatir Mohamad) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษของประเทศมาเลเซีย ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมายาวนานถึง 22 ปี หรือระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2524  ถึง  31 ตุลาคม พ.ศ. 2546  หากจะดูว่าช่วงระยะเวลานั้นเมืองไทยมีใครเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง  ก็พบว่าประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 10 คน  ไล่เรียงตามลำดับดังนี้

1 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ วันที่ 3 มีค. 23 - 4 สค. 31
2 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ วันที่ 4 สค. 31 - 23 กพ.34
3 นายอานันท์ ปันยารชุน วันที่ 2 มีค.35  - 7 เมย.35
4 พลเอกสุจินดา คราประยูร วันที่ 7 เมย.35 -24 พค.35
5 นายอานันท์ ปันยารชุน (สมัยที่ 2) วันที่ 10  มิย.35 - 22 กย.35
6 นายชวน หลีกภัย วันที่ 23 กย. 35 - 13 กค.38
7 นายบรรหาร ศิลปอาชา 13 กค. 38 - 25 พย.39
8 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ  25 พย.39 - 9 พย. 40
9 นายชวน หลีกภัย(สมัยที่ 2) วันที่ 9 พย. 40 - 9 กพ.44
10 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  9 กพ. 44 - 19 กย. 49

จะเห็นว่าประเทศมาเลเซียมีความมั่นคงทางการเมือง หรือการเมืองนิ่ง ส่วนประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีเป็นว่าเล่น  และยังมีการเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญๆชนิดเลือดตกยางออกอีกหลายครั้ง ได้แก่

ปี 2528  มีการก่อความไม่สงบโดย พ.อ.มนูญ รูปขจร ในสมัยพลเอก เปรมฯ เป็นนายกฯ
ปี 2534  พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ทำการปฏิวัติ ที่เรียกว่า รสช. ในสมัยพลเอกชาติชาย เป็นนายกฯ
ปี 2535  เหตุการณ์พฤษภาทมิฬขับไล่ พลเอกสุจินดา คราประยูร ให้ลาออกจากนายกรัฐมนตรี  โดยมีพลตรีจำลองศรีเมืองเป็นแกนนำ
ปี 2540  นายกฯ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ  ลาออกเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ “ต้มยำกุ้ง”


อ่านเนื้อหาข้างต้นอาจเห็นภาพไม่ชัดเจน ก็ให้มาดูภาพข้างล่างนี้ดีกว่า เห็นแล้วก็พูดไม่ออก คงได้แต่ก้มหน้ายอมรับความจริง



ภาพหนึ่งต่อสิบ
และผลลัพท์ก์คือไทยแพ้หลุดลุ่ย


งานนี้จะโทษใครก็ไม่ได้ คงต้องโทษตนเองนั้นแหละ มาเลเซียในอดีตก็ไม่ได้ดีเด่กว่าไทยนัก แถมด้อยกว่าด้วยซ้ำไป แต่มาวันนี้เขาไปไกลกว่าเราแล้ว และไปอย่างมั่นคง โดยมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเป็นฐานรองรับ ขณะเดียวกันก็กำลังก้าวไปสู่การเป็น
"ศูนย์กลางตลาดเงินของอาเซียน" โดยมีทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอีกด้วย

ในอดีตรัฐบาลมาเลเซียเคยส่งคณะเดินทางมาดูงานในเมืองไทย เพราะเห็นไทยเป็นต้นแบบ เช่นเรื่องระบบขนส่งมวลชน รถไฟลอยฟ้า แนวคิดเรื่องสกายวอล์ค หรือทางเดินลอยฟ้า(ที่เคยคิดสร้างจากหน้า รพ.รามาฯไปถึงอนุสาวรีย์ชัย) แต่วันนี้เราต้องไปดูงานประเทศมาเลเซียแทน แม้กระทั้งเรื่องการกำจัดขยะในระดับชุมชน และการรักษาสิ่งแวดล้อม ส่วนเรื่องสกายวอล์คปรากฏว่ากทม.โดนกระแสต่อต้าน จนต้องพับโครงการไว้ก่อน ส่วนมาเลเซียเข้าใจว่าในย่านชุมชนของ กรุงกัวลาลัมเปอร์ คงมีใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ดร.มหาธีร์  โมหะหมัด กับปัญหารุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ของไทย

เราคงจำกันได้ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้  ก่อตัวขึ้นในสมัยของนายกฯทักษิณ ชินวัตร  เริ่มจากการบุกปล้นคลังอาวุธของทหารโดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายพร้อมกับยึดได้อาวุธปืนไปจำนวนหลายร้อยกระบอก จากนั้นเหตุการณ์ได้ลุกลามบานปลายจนมาถึงทุกวันนี้ หลายคนคงจำได้กับคำพูดของอดีตนายกฯทักษิณที่กล่าวถึงผู้ร้ายปล้นปืนว่าเป็น “โจรกระจอก”

ช่วงแรกๆของเหตุการณ์รัฐบาลก็ยังสับสนว่าเป็นการกระทำของขบวนการใด  ที่แน่ๆก็คือได้พุ่งเป้าไปที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้  ซึ่งเป็นขบวนการเก่าแก่ดั่งเดิม แต่ก็เงียบหายไปหลังสิ้นสุดสงครามเย็น

กองทัพและรัฐบาลทักษิณยังมีความความหวาดระแวงว่ากลุ่มการเมืองของมาเลเซีย มีส่วนรู้เห็นหรือมีส่วนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และคิดว่ารัฐบาลมาเลเซียไม่จริงใจในการแก้ปีญหาร่วมกันมากนัก

เรื่องสองสัญชาติของคนไทยที่อาศัยตามรอยตะเข็บชายแดนไทย-มาเลเซีย เป็นปัญหาทีค้างคามานาน แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข  คนไทยมูสลิมเชื้อสายมลายูบางคนถือบัตรประชาชนทั้งของไทยและของมาเลเซีย สามารถเดินเข้าออกทั้งสองประเทศโดยไม่ผิดกฎหมาย  และยังมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้ทั้งสองประเทศ

กลุ่มบุคคลที่ว่านี้เคยข้ามไปรับจ้างกรีดยาง สมัยที่มาเลเซียปลูกยางมากเป็นอันดับ 1 ของโลก(ก่อนจะหันมาปลูกต้นปาล์มเหมือนในปัจจุบัน) และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งของบุคคลเหล่านี้ได้ตกเป็นเครื่องมือ หรือร่วมอยู่ในกลุ่มขบวนการต่างๆ เมื่อฝั่งไทยทำการปราบปรามก็จะหลบหนีเข้าไปประเทศมาเลเซีย กลายเป็นคนของประเทศมาเลเซีย  ฝ่ายรัฐบาลมาเลเซียจึงปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีคนไทยหลบหนีเข้าประเทศ

ดร.มหาเธร์ เคยเสนอมายังรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ว่ายินดีที่จะช่วยเหลือไทยในการแก้ปัญหาภาคใต้ที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติ แต่อดีตนายกฯทักษิณปฏิเสธ อ้างว่าเป็นปัญหาภายในของไทย ที่หนักกว่านั้นก็คือ มหาเธร์เคยแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อมาเลเซียว่า
"ไทยควรให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองตนเอง หรือเขตปกครองพิเศษโดยคนท้องถิ่น" รื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับนายกฯทักษิณเป็นอันมาก

เรื่องเขตปกครองตนเองนี้ไม่ได้อยู่ในความคิดของรัฐบาลไทย และเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ส่วนใดของประเทศมีการปกครองกันเอง  หากเป็นเช่นนั้นเท่ากับว่าจะเปิดโอกาสให้ขบวนการต่างๆเขามามีบทบาทแบ่งแยกดินแดนได้ง่ายขึ้น

เป็นทราบกันดีว่านายกฯทักษิณ(ในเวลานั้น)ไม่ชอบหน้าดร.มหาเธร์ เป็นอันมาก และยังเข้าใจว่ามาเลเซียให้การสนับสนุนโจรก่อการร้าย โดยมีเป้าหมายต้องการจะแบ่งแยกดินแดน 


ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด  

ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด  เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของมาเลเซีย ผู้มีบทบาทอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ  แนวคิดหรือนโยบายแบบก้าวหน้า ที่มองอนาคตไปถึง 20 ปีหรือ 30 ปี  ประสบความสำเร็จเกือบทุกด้าน เช่นการสร้าง "เมืองใหม่ปุตราจายา" โดยย้ายสถานที่ราชการและสภาผู้แทนราษฎรจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ให้มาอยู่รวมกันในเมืองใหม่ที่มีการวางผังเมืองไว้อย่างสวยงาม  เช่นมีสถานที่ราชการ อาคารรัฐสภา มีคอนโดที่อยู่อาศัยของข้าราชการที่จุได้หลายหมื่นคน  ภายในเมืองใหม่มีสวนสาธารณะและทะเลสาบ  มีศูนย์การค้ารวมทั้งสถานบันเทิง  มีมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย รวมทั้งยังมีสิ่งอื่นๆที่จะตามมาอีกมากมายในอนาคต



นอกจากนี้ในสมัยของมหาเธร์มีการสร้างตึกแฝดสูงที่สุดในโลก หรือตึกปิโตรนาส(Petronas Towers) ที่มีรูปทรงคล้ายฝักข้าวโพด 2 ฝักคู่กัน  ปัจจุบันตึกแฝดคู่นี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาเลเซียไปเรียบร้อยแล้ว

แต่สิ่งที่ชาวมาเลเซียชื่นชอบมากก็คือการลงทุนร่วมกับเกาหลี "ผลิตรถยนต์โปรตอนให้เป็นรถประจำชาติ" ทำให้ประชาชนระดับล่างมีโอกาสเป็นเจ้าของรถยนต์ราคาถูก หากใครมีโอกาสไปเที่ยวมาเลเซียก็อาจเห็นรถยีห้อโปรตอนวิ่งกันเต็มบ้านเต็มเมือง ส่วนรถของญี่ปุ่น เช่นโตโยต้าหรือฮอนด้านั้นมีน้อยมาก

ในช่วงที่ดร.มหาเธร์บริหารประเทศนั้นถือว่ามีส่วนผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากที่เคยเป็นรองไทยมาตลอดก็มาแซงหน้าไทยในช่วงของรัฐบาล ดร.มหาเธร์ ผู้นี้

สิ่งที่ทำให้นายกฯมาเลเซียผู้นี้เป็นขวัญใจของชาวมาเลเซียก็คือ
"การไม่ทุจริตคอรัปชั่น และเป็นผู้ที่มีหัวก้าวหน้า "

แต่ที่โดดเด่นเห็นจะเป็นเรื่องของการไม่ยอมก้มหัวให้กับชาติตะวันตก โดยเฉพาะการวิจารณ์นโยบายของสหรัฐและการตอบโต้คำพูดของผู้นำสหรัฐอย่างรุนแรง ชนิดที่ไม่มีคำว่าเกรงใจแม้แต่น้อย

ในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเงินของเอเชียเมื่อปี 2540 หรือที่ฝรั่งตั้งชื่อว่า
“วิกฤติต้มยำกุ้ง” มาเลเซียก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ แต่นายกฯมหาเธร์ ประกาศไม่ยอมขอรับความช่วยเหลือจาก "กองทุนไอเอ็มเอฟ" เหมือนกับไทย  มหาเธร์ต้องการพึ่งตนเองหรือแก้ปัญหาด้วยตนเองแบบวิถีเอเชีย โดยยึดเอาญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นแบบอย่าง

ดร.มหาเธร์เป็นคนหัวดื้อในสายตาของชาติตะวันตก เคยวิจารณ์ผู้นำประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหรือ นายจอร์จ บุช อย่างไม่ไว้หน้าในวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540  เคยวิวาทะกับนายลีกวนยูอดีตนายกฯประเทศสิงคโปร์จนแทบจะตัดขาดญาติมิตร  หรือการไม่อนุญาตให้เครื่องบินขับไล่ของสิงคโปร์บินผ่านน่านฟ้ามาเลเซีย เพื่อมาร่วมซ้อมรบกับกองทัพอากาศไทยที่จังหวัดอุดรธานี รวมทั้งเคยตำหนิรัฐบาลสิงคโปร์ว่าเห็นแก่ตัว ที่ยอมให้อดีตนายกฯทักษิณเดินทางเข้าประเทศหลังการปฏิวัติเมื่อปี 2549

แม้ว่าดร.มหาเธร์จะไม่ชอบหน้านายลีกวนยูอดีตผู้นำสิงคโปร์ แต่หลายเรื่องที่มาเลเซียนำต้นแบบมาจากสิงคโปร์ เช่นเรื่องการรักษาความสะอาด และการปลูกต้นไม้รวมทั้งการรักษาสภาพแวดล้อม แทบจะเรียกว่าลอกแบบมาจากสิงคโปร์ทั้งนั้น

สิงคโปร์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สะอาดเป็นอันดับ 1 ของโลก และยังร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิด แต่ที่ก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆจนหลายประเทศต้องเดินทางมาศึกษาดูงานก็คือการจัดภูมิทัศน์ของเมืองให้สวยงามน่าอยู่  หากเราไปเที่ยวสิงคโปร์ก็จะเห็นว่าการดูแลรักษาต้นไม้ของเมืองนี้ว่าทำได้ดีเกินคาด  เพียงแค่การตัดกิ่งก้านก็ยังต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลปะควบคู่กัน ใครเห็นก็อดทึ่งไม่ได้ว่ามีความละเอียดละออกันถึงเพียงนี้   

คงไม่ใช่การตัดต้นไม้เหมือนกับที่เราเห็นในเมืองหลวงของบ้านของเรา แต่ที่สิงคโปร์แทบจะเรียกว่ามีคู่มือปฏิบัติงาน ว่าต้นไม้แต่ละชนิดมีวิธีแต่งกิ่งอย่างไร  เช่นการรักษาระยะห่างของกิ่งก้านที่แผ่ปกคลุมจากต้นหนึ่งไปสู่อีกต้นหนึ่ง รวมทั้งการกำหนดระยะห่างของกิ่งไม้ที่ยื่นล้ำออกมาในพื้นที่ถนนว่าต้องมีระยะแค่ไหน ต้องรักษาแนวอย่างไร และยังต้องคำนึงทางเท้าที่เชื่อมต่อระหว่างถนน การสร้างความร่มรื่น ร่มเงา ความสวยงาม และความปลอดภัยของผู้เดินทางเท้า เรียกว่ามองครบทุกด้านทุกมิติกันเลยทีเดียว

ดร.มหาเธร์ เป็นนายกรัฐมนตรีมาเป็นเวลานานถึง 22 ปี  ถ้าจะถามคนมาเลเซียว่ารู้สึกอย่างไร ก็คงได้รับคำตอบว่าคนมาเลเซียรู้สึกชื่นชอบ บางคนบอกว่าประเทศมาเลเซียเป็นหนี้บุญคุณมหาเธร์ที่มีส่วนสร้างประเทศให้เจริญรุดหน้ามาจนถึงทุกวันนี้  ขณะเดียวกันนโยบายของมหาเธร์ที่วางแผนล่วงหน้าไปหลายสิบปี  รัฐบาลชุดต่อๆมาจากพรรคเดียวกันก็มีการสานต่อจนเป็นผลสำเร็จ  ตัวอย่างเช่นโครงการเมืองใหม่ ปุตราจายา  เป็นโครงการระดับชาติที่ได้รับการยอมรับของคนทั้งประเทศ  เป็นความหวังของคนมาเลเซียรุ่นใหม่ที่ต้องการมาทำงานในเมืองใหม่ที่มีความพร้อมสรรพและทันสมัยในทุกๆด้าน 

ปุตราจายาเป็นโครงการระยะยาว แบ่งโครงการออกเป็น 4 ช่วง จนถึงวันนี้คิดว่าโครงการน่าจะอยู่ในช่วงที่ 2-3



ใครไปเที่ยวกรุงกัวลาลัมเปอร์คงมีโอกาสไปเที่ยวเมืองใหม่ปุตราจายาที่ดูแล้วมีความสง่างาม อาคารรัฐสภาสูงเด่นเป็นสง่า มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม ห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปในอาคารโดยเด็ดขาด มีกฏห้ามการใช้โทรศัพท์มือถือในอาคาร แม้แต่ สส.หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรก็ไม่เว้น ต่างกับบ้านเราที่ 2-3 วันนี้มานี้ มีรถแท๊กซี่คันหนึ่งขับรถเข้าไปถึงอาคารรัฐสภา พร้อมติดป้ายประท้วงที่หน้ากระจกรถ จนสร้างความแปลกใจว่าผ่านประตูเข้ามาได้อย่างไรทั้งๆที่เป็นรถแท๊กซี่หรือรถสาธารณะ

หรือภาพการถ่ายทอดการประชุมสภาผู้แทนไทยที่มีการออกอากาศ ก็เห็นผู้แทนใช้โทรศัพท์มือถือ แม้กระทั่งการถ่ายคลิปของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพระทึกใจของ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ขณะรุมเข้าทำร้ายประธานสภา การยื้อแย่งเก้าอี้ประธานสภาของ สส.หญิง รวมทั้งการขว้างปาหนังสือในวันถัดมา


ห็นภาพที่ว่านี้แล้วก็บอกได้เลยว่า ระบบรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาไทยหละหลวมมาก รวมทั้งการใช้โทรศัพท์มือถือในห้องประชุมสภาน่าจะเป็นสิ่งต้องห้าม เมื่อมาเห็นตึกรัฐสภาของมาเลเซียแล้วย้อนกลับมามองรัฐสภาไทยแล้วมันช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน

พิพิธภัณฑ์ของ ดร.มหาเธร์

พิพิธภัณฑ์ของดร.มหาเธร์ ที่เกาะลังกาวี  เป็นสิ่งพิสูจน์ถึงการเป็นบุคคลตัวอย่างที่สร้างพิพิธภัณฑ์ไว้เพื่อเก็บรักษาทรัพย์สมบัติของตนและของภริยาที่ได้รับขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบให้สมบัติของสาธารณะ

ของเหล่านี้ได้รับจากบุคคลหรือบริษัทห้างร้าน รวมทั้งได้รับจากผู้นำของประเทศต่างๆที่ได้ไปเยือน ทั้งหมดแล้วมีจำนวนหลายพันชิ้น มีทั้งของชิ้นเล็กๆไปจนถึงของใหญ่ๆเช่นรถยนต์ที่มีราคาแพง 

เหตุที่มหาเธร์มอบให้เป็นสมบัติสาธารณะด้วยเหตุผลที่ว่า
“สิ่งของทั้งหมดนี้ได้มอบให้กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ไม่ใช่เป็นการมอบให้กับ ดร.มหาเธร์ หรือภริยา  ดังนั้นของทั้งหมดจึงเป็นของประชาชน และเป็นสมบัติของประเทศ “

นี่คือปณิธานของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถือว่าเป็นขวัญใจของประชาชน ขณะเดียวกันก็ได้รับตำแหน่ง “รัฐบุรุษของประเทศ” อีกด้วย

ได้คุยกับไกด์ว่าพิพิธภัณฑ์นี้น่าจะตั้งอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์หรือเมืองหลวง ก็ได้คำตอบว่าดร.มหาเธร์ เป็นชาวเมืองจากรัฐเคดาห์  ซึ่งรวมถึงเกาะลังกาวีนี้ด้วย เท่ากับว่าสร้างพิพิธภัณฑ์ไว้ที่บ้านเกิดของตนเอง

พิพิธภัณฑ์ของสะสม ของ ดร.มหาเธร์  เป็นอาคารหลังใหญ่ 3 ชั้น  มองจากภายนอกก็ไม่ต่างกับอาคารทั่วๆไป  แต่เมื่อเข้าไปข้างในแล้วกลายเป็นบรรยากาศแบบโลกอาหรับ โดยเฉพาะส่วนกลางของอาคารที่เป็นรูปวงกลม มีบันใดวนจากชั้นบนลงไปจนถึงชั้นล่าง หลังคาอาคารตรงบริเวณนี้ใช้กระจกที่มีลวดลาย ทำให้เห็นแสงสีของกระจกแผ่นเล็กๆได้อย่างวิจิตร

สิ่งของที่จัดแสดงมีมากมายจนดูไม่ครบถ้วน  ที่จำได้ติดตาก็มีแผ่นหนังแกะสลักหรือแผ่นหนังตะลุงในบ้านเรา  แต่ลวดลายวิจิตรตระการตาจนต้องบอกว่า  ไม่เคยเห็นที่ไหนจะมีลวดลายละเอียดเท่านี้มาก่อน  ถัดมาก็เป็นเครื่องรางหรือกริช(มีดสั้นพกติดเอว) ซึ่งเป็นเครื่องรางของคนมาเลเซีย กริชนี้มีโชว์ไว้หลายตู้  แต่ละเล่มก็มีลวดลายและการออกแบบที่สวยงามแตกต่างกัน บางเล่มมีปลอกหุ้มคล้ายทำมาจากงาช้าง


หนังแกะสลักที่พิพิธภัณฑ์ ดร.มหาเธร์ มีลวดลายที่ละเอียดและอ่อนช้อยสวยงามมาก

ประเภทเครื่องแก้วคริสตัลและภาชนะเคลือบที่ดูแล้วก็น่าจะมีราคาแพง  ของประเภทนี้ก็มีมากจนลายตาไปหมด อ่านป้ายกำกับแล้วส่วนใหญ่เป็นของที่ระลึกจากประเทศต่างๆ บางชิ้นได้รับจากพระราชินีจากอังกฤษ


ส่วนของขวัญที่ได้รับจากชาติตะวันออกกลางน่าจะเป็นของที่มีภาษาอาหรับเขียนกำกับไว้ เช่นแผ่นโลหะสลักด้วยภาษาอาหรับขนาดใหญ่ อาจเป็นคำสดุดีหรือคำอวยพรที่เป็นมงคลเช่นเดียวกับของขวัญจากประเทศจีน และญี่ปุ่น

ที่น่าแปลกเห็นจะไม่พ้
" รถแข่งฟอร์มูลาวัน " ของชิ้นใหญ่นี้ก็เล่นเอางง ว่าได้มาอย่างไร จะบอกว่า ดร.มหาเธร์เคยเป็นนักแข่งรถสูตร 1 ก็คงไม่ใช่

มาถึงบางอ้อก็ตรงที่ไกด์บอกว่าได้รับมอบจากเจ้าของสนามแข่งรถของมาเลเซียมีชื่อว่า
"เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต " ซึ่งเป็นสนามแข่งรถฟอร์มูล่าวัน(F1) ระดับโลก จุผู้ชมได้ถึง 80,000 คน และสนามเซปังแห่งนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะการสนับสนุนของดร.มหาเธร์

ใครอยากชมการแข่งขันกีฬาแข่งรถ F1 ที่ตื่นเต้นเร้าใจ สามารถไปชมได้ที่ประเทศมาเลเซียใกล้ๆบ้านเราแค่นี้เอง บัตรเข้าชมราคา 4,000 บาท (สี่พันบาท) จะได้สะใจกับการแผดเสียงคำรามของรถแข่งระดับโลก สำหรับค่าชมการแข่งมอเตอร์ไซด์บัตรเข้าชมก็จะประมาณ 2,000 บาท

ถามไกด์ว่าเป็นรถ F1 ของมหาเธร์นี้ เป็นรถจริงหรือรถจำลองกันแน่  ไกด์ก็บอกว่าไม่ทราบเหมือนกัน ถึงไม่บอกก็คงเป็นที่รู้ๆกันว่า รถประเภทนี้เป็นงานวิจัยด้านวิศวกรรมเครื่องยนต์ของค่ายรถต่างๆ คงไม่ทำขึ้นมาเพื่อขาย หรือเพื่อมอบเป็นของขวัญให้ใคร หากเป็นรถที่มีเครื่องยนต์และสามารถวิ่งได้ในสนามแข่ง ก็คงตกคันละหลายร้อยล้านบาท หากมอบให้แล้วมาจอดนิ่งๆแบบนี้ก็คงไม่เกิดคุณค่าแน่นอน

สรุปว่า รถฟอร์มูล่าวันคันนั้น เป็นรถจำลอง..ชัวร์

เราเดินชมจนครบทั้ง 3 ชั้น ก็ได้เวลาอันควร ก่อนออกมาจากพิพิธภัณฑ์ก็มีความรู้สึกลึกๆว่า มาเลเซียมีสายสัมพันธ์กับประเทศมูสลิมทางตะวันออกกลางกันอย่างแน่นแฟ้น ผลงานของ ดร.มหาเธร์ นอกจากจะได้รับความชื่นชมจากคนมาเลเซียแล้ว ก็ยังเป็นที่ชื่นชอบแก่บรรดาชาติอาหรับทั้งหลาย จนได้รับของที่ระลึก สายสะพาย และเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์มากมาย รวมทั้งจากราชวงศ์อังกฤษด้วย

นับว่าดร.มหาเธร์ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ทำให้ประเทศมาเลเซียมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ประชาชนอยู่ดีกินดี มีสวัสดิการสังคมที่มั่นคง

ผิดกับเมืองไทย ที่คนไทยพูดกันอยู่เสมอว่า
"เมืองไทยน่าอยู่" และอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข มีพระสยามเทวาธิราชช่วยคุ้มครองป้องภัย แต่ข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ หรือว่าคนไทยพูดเพื่อปลอบใจตนเอง ทั้งๆที่เป็นความขมขื่นในเรื่องการเมืองการปกครอง จนถึงวันนี้บ้านเมืองก็ยังไม่สงบร่มเย็น เรายังมีโจทย์ในเรื่องความปรองดอง เรายังมีภาพเงาของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ยังตามหลอกหลอน

และคนไทย ณ วันนี้ ก็ยังแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ว่าจะเอาเจ้า หรือไม่เอาเจ้าอีกต่อไป

การออกมาจากประเทศไทยเพื่อท่องเที่ยวไปในบ้านเมืองอื่น เมื่อมองกลับไปในประเทศก็จะเห็นภาพต่างๆชัดเจน รู้จักเขามากขึ้น และรู้ว่าบ้านอื่นเมืองอื่นเค้าสงบสุข ไม่มีเรื่องวุ่นวาย ประชาชนมีความสุข โดยเฉพาะประเทศมาเลเซียที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าอยู่เบื้องหลังการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ของไทย แต่เมื่อเห็นประชาชนอยู่ดีกินดี มีฐานะ มีสวัสดิการที่ดี จึงมองไม่เห็นว่ามาเลเซียจะอยู่เบื้องหลังได้อย่างไร

เที่ยวลังกาวียังไม่จบ แต่จะเป็นที่ไหนนั้นก็ติดตามได้ในตอนที่ 4 ครับ




โฟโต้ออนทัวร์
26 สิงหาคม 2555  




ข้อมูลเกาะลังกาวี เปรียบเทียบกับเกาะสมุย และเกาะภูเก็ต (ข้อมูลปี 2554)

Langkawi
Area • City 478.5 km2
Population 64,792

Phuket
Area City 543.0 km2
Population 348,504

Samui
Area 228.7 km2
Population 55,000



 
แผนที่เกาะลังกาวี (คลิกที่ภาพ)
แผนที่ประเทศมาเลเซีย (คลิกที่ภาพ)


  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ