Home   Outbound Tour   Langkawi Part6
 
 
 
 

 
เกาะลังกาวีตอนที่ 6 Under Water World และ ภาพร้านค้าดิวตี้ฟรีในสนามบินสุวรรณภูมิ
 
 
 
 
 
Outbound ท่องต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang :หลวงพระบาง
  M Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Ninh Binh : นิงบิ่งห์ เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
Asia Girls ภาพสาวเอเชีย
  Korean สาวเกาหล
  Japanese สาวญี่ปุ่น
  Chinese สาวจีน
  Indian สาวอินเดีย
  Philipines สาวฟิลิปปินส
  Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Myanmar สาวพม่า
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  Vietnamese สาวเวียดนาม
Photography ภาพถ่าย
  Portraits
  King Photos
  Wallpapers
  Baby & Child
  City Tour
  Photo Gallery
  Flowers
  Photo Around the World
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
เกาะลังกาวี
 
 
   




Langkawi Island, Malaysia เกาะลังกาวี มาเลเซีย ตอนที่ 6
Under Water World และร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินสุววรรณภูมิ
(เดินทาง มกราคม.2550)



ทริปลังกาวีได้เดินทางมาถึงตอนที่ 6 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายแล้วครับ มาเที่ยวเกาะลังกาวีคราวนี้เป็นการเดินทางเมื่อเดือนมกราคมปี 2550 ถึงวันนี้(ปี2556)ก็นับเป็นเวลาถึง 6 ปีเต็ม 

หากย้อนอดีตไปเมื่อต้นปี 50 ประเทศไทยขณะนั้นยังอยู่ในช่วงรัฐบาลปฏิวัติ หรือรัฐบาลรักษาการณ์ โดยมีพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี จะเรียกว่าเป็นนายกพระราชทานคงน่าจะใช่ เพราะพลเอกสุรยุทธ์ฯในขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นองคมนตรีหรือเป็นที่ปรึกษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การปฏิวัติโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หรือฉายาว่าบิ๊กบังเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ตามที่เคยให้สัมภาษณ์สื่อบอกว่าไม่มีการเตรียมการกันนานนัก(แต่อาจถูกกดดันจากรัฐบาลทักษิณมาเป็นเวลานาน) กลุ่มผู้ก่อการปฏิวัติที่มีชื่อว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ชื่อย่อ
คมช. ได้ปรึกษาหารือในหมู่นายทหารเพียงไม่กี่คน ในจำนวนนั้นก็อาจมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีรวมอยู่ด้วย(ตามที่ลือกันให้แซด)

พลเอกเปรมฯหรือป๋าเปรมจะเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 หรือไม่ อาจหาคำตอบได้ไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากสื่อมวลชนในบ้านเรายังรักษาวัฒนธรรมแบบไทยๆคือเกรงใจ คงไม่กล้าตีแผ่กันมากนัก ผิดกับสื่อต่างชาติที่ตามล่าหาความจริงชนิดที่ไม่ต่างกับสายลับ อีกอย่างหนึ่งตำแหน่งประธานองคมนตรีก็มีความใกล้ชิดกับในหลวง จึงต้องระมัดระวังในการเสนอข่าวประเภทที่พูดไม่ได้

แต่นายพลคนเสื้อแดงที่มีความใกล้ชิดกับนายทหารระดับสูงระบุว่า มีองคมนตรีร่วมประชุมหารือเพื่อล้มรัฐบาลทักษิณกันที่บ้านสุขุมวิทและในกรมทหารย่านบางเขน 

เรื่องนี้ต่อไปคงไม่ต่างกับคลื่นซัดฝั่ง ไม่นานก็จะลืมๆกันไป แต่ที่แน่ๆก็คือนายกรัฐมนตรีของคณะปฏิวัติ หรือ คมช.หวยดันไปออกที่องคมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งอดีตเคยเป็นนายทหารคนสนิทของป๋าเปรม

ใครจะปฏิเสธว่าไม่ใช่นายกพระราชทาน หรือเบื้องสูงจะไม่เกี่ยวข้องก็คงตอบลำบาก เพราะหากจะไม่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริงแล้ว  องคมนตรีคงไม่รับอาสามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง หรือในช่วงที่คนไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

หากองคมนตรีทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้ดี อย่างมากก็แค่เสมอตัว  แต่ถ้าทำหน้าที่ไม่ดีหรือบกพร่อง เสียงซุบซิบนินทาก็จะไปกระทบต่อเบื้องสูง  ประชาชนอาจเสียความรู้สึก และยังอาจสร้างข้อกังขาที่ว่า “ ทำไมสถาบันจึงมายุ่งกับการเมือง “ 

เมื่อหวยนายกฯมาออกที่องคมนตรี ปัญหาตามมาก็คือ คนอื่นที่เหมาะสมกว่านี้ไม่มีแล้วหรือ  หรือว่าพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์จะตอบรับการทาบทามจากคมช. กันโดยง่ายดาย

คำตอบคงไม่ตอบรับกันแบบง่ายๆ ความจริงแล้วท่านอาจปฏิเสธด้วยซ้ำไป  

สังเกตได้จากขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนทั่วไปมีความรู้สึกว่าท่านไม่ค่อยจะเต็มใจจะเป็นนายกฯเท่าใดนัก บางครั้งยังพูดทำนองนั่งนับวันนับคืนว่าเมื่อไหร่จะหมดหน้าที่นี้เสียที  หรือว่าการอาสามาทำหน้าที่ครั้งนี้ ถูกขอร้อง หรือมีใบสั่งจากใครเป็นกรณีพิเศษ

คงจำกันได้ว่ารัฐบาลชั่วคราวหลังทำการปฏิวัติ หรือรัฐบาลในชุดของพลเอกสุรยุทธ์ฯนั้น ประชาชนรู้สึกผิดหวังค่อนข้างมาก  ปัญหาที่คาราซังมาจากรัฐบาลทักษิณฯ กลับไม่ได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงหรือจัดการให้เด็ดขาด อุตส่าห์ปฏิวัติจนชาวโลกเขาประนามมามากมาย แต่กลับไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  ประชาชนจึงชักเริ่มเหม็นขี้หน้ารัฐบาลชุดนี้ขึ้นทุกวันๆ และยังสงสัยว่า นี่หรือพระเอกขี่ม้าขาว

แม้แต่สื่อมวลชนก็ยังไม่ค่อยยอมรับการทำงานของรัฐบาลชุดที่ 56 แถมยังตั้งฉายาว่า รัฐบาลขิงแก่ หรือรัฐบาลเกียร์ว่าง ความหมายก็คือเป็นรัฐบาลของคนแก่คนมีอายุ ไม่ค่อยเดินหน้าหรือกล้าตัดสินใจอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน เรียกว่าอยู่ไปเรื่อยๆแบบวันๆ

ส่วนหัวหน้าคณะปฏิวัติหรือพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผบ.ทบ ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรร่วมกับรัฐบาลชุดปฏิวัติ ดูเหมือนจะทำอะไรไม่ค่อยถูก ป้ำๆเป๋อๆแบบคนไม่เป็นมวย เรียกว่าไม่ถูกใจแฟนเพลงที่สะใจกับการปฏิวัติแม้แต่น้อย 

รัฐบาลในช่วงนั้นแทบไม่ได้แตะปัญหาชายแดนภาคใต้ และไม่ได้คิดแก้ปัญหาอย่างจริงจัง พอฝ่ายผู้ก่อการร้ายภาคใต้หยุดยิงไปสักพัก นายกฯพลเอก สุรยุทธ์  ได้ให้สัมภาษณ์แกมดีใจจนออกหน้าว่า “ เรามาถูกทางแล้ว “  แต่อีกไม่นานก็เกิดเรื่องขึ้นอีก บรรดาครูและทหารถูกฆ่าตายไม่เว้นแต่ละวัน

ตกลงที่บอกว่า เรามาถูกทาง จริงๆแล้วรัฐบาลเดินมาผิดทางหรือเปล่า หรือว่าคิดผิดที่อาสามาเป็นนายกฯ

ยิ่งนายกรัฐมนตรีมีภาพลักษณ์เป็นคนดี เป็นคนซื่อสัตย์ แถมมีตำแหน่งองคมนตรีเป็นหลักประกัน แต่พอมาเจอข้อหายึดครองที่ป่าสงวนบนเขายายเที่ยง ในจังหวัดนครราชสีมา พลเอกสุรยุทธ์กลับพูดจาอะไรไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำนัก ในที่สุดก็ต้องคืนเอกสารสิทธิ์ให้เป็นของรัฐตามเดิม 

เรื่องนี้เขาบอกว่า พลเอกสุรยุทธ์ผิดเต็มประตูตามที่อัยการชี้ว่า "ทำผิดแต่ไม่มีเจตนา"

งานนี้ต้องถือว่าอัยการช่วยกันสุดฤทธิ์สุดเดช และหากทำผิดก็ต้องฟ้องศาล อัยการไม่มีหน้าที่จะพิจารณาว่าใครมีเจตนาหรือไม่มีเจตนา ศาลเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสิน

ก็เพราะอัยการเป็นเสียแบบนี้ชาวบ้านถึงรุมด่าว่าสองมาตรฐาน ในทางตรงกันข้ามหากเป็นตาสีตาสาที่เจอข้อหาแบบเดียวกันคงติดคุกติดตารางไปเรียบร้อยแล้ว คงไม่เอาคำว่าเจตนาหรือไม่เจตนามาพิจารณาให้เสียเวลาหรอก ต่อไปหากกรมป่าไม้และกรมอุทยานนำเรื่องการบุกรุกที่ป่ามาพิจารณาเรื่องเจตนาด้วย ป่านนี้คงไม่ต้องมาฟ้องใครให้เมื่อยตุ้ม จับแล้วปล่อยเพราะไม่มีเจตนา ง่ายดีจะตาย

ข่าวที่เกี่ยวข้องกับคดีเขายายเที่ยง

อ่านข่าวจากไทยรัฐออนไลน์ : อัยการไม่สั่งฟ้อง ขาดเจตนา รุกเขายายเที่ยง
อ่านข่าวกรุงเทพธุรกิจ :
อัยการไม่ฟ้อง'สุรยุทธ์'ครองที่เขายายเที่ยงระบุไม่มีเจตนา
บทความจากเว็บไซต์โลกสีเขียว : “ เขายายเที่ยง ” ปมร้อนที่ดินทำกินในเขตป่า
บทความจากไทยอีนิวส์ : กรณีสุรยุทธ์ ณ เขายายเที่ยง ตอกย้ำสองมาตรฐานในสังคมไทย

เป็นไงครับท่าน เมืองไทยยังมีเรื่องราวทำนองนี้อีกมาก คนจะมียศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่ง จะมีหน้ามีตาในวงสังคมชั้นสูงระดับไหนก็ตาม
ก็หนีไม่พ้นคำว่า กิเลส หรืออยากมีอยากได้ด้วยกันทั้งนั้น ตกลงคำว่าจริยธรรมในสังคมไทยนี่มันสูงส่ง หรือสูงจนสุดเอื้อม เพราะขนาดคนระดับองคมนตรียังเป็นเสียแบบนี้

เรื่องนี้นสะท้อนให้เห็นว่าคนใหญ่ๆโตๆในบ้านเรายังมีนิสัยสันดานไม่ต่างกับอดีตนายกทักษิณฯที่โกงชาติกินเมือง

พาท่องเที่ยวเกาะลังกาวีแต่ดันมาเขียนเรื่องการเมืองหลังปฏิวัติ  ความจริงก็เป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะคราวที่ไปเที่ยวลังกาวีเมื่อต้นปี50 นั้น ประเทศไทยพึ่งจะทำการปฏิวัติกันมาหมาดๆหรือผ่านไปแค่ 4 เดือนเท่านั้นเอง เรียกว่ากลิ่นอายจากการปฏิวัติยังไม่จางหายไปเท่าใดนัก นักท่องเที่ยวที่มาด้วยกันจึงต้องระวัดระวังคำพูดคำจา เพราะไม่แน่ใจว่าจะพูดคุยเรื่องการเมืองกันได้หรือไม่ และไม่รู้ว่าใครสนับสนุนฝ่ายไหน 

วันแรกที่มาเที่ยวจึงแทบไม่มีใครพูดเรื่องการบ้านการเมืองนัก ทั้งๆที่เมืองไทยกำลังเข้มข้น แต่วันต่อมาเริ่มรู้จักกันมากยิ่งขึ้นว่าถือหางฝ่ายไหน
คราวนี้ละเม้าท์กันไม่หยุด

ที่เม้าท์กันจนมันส์หยด ล้วนเป็นเรื่องการขุดรากถอนโคนธุรกิจในเครือข่ายของอดีตนายกฯทักษิณ ที่โกงกินบ้านเมืองอย่างชนิดที่สุดจะพรรณนาหรือหาที่เปรียบมิได้  หากปี 49 ไม่มีการปฏิวัติ ประเทศไทยคงจะย่อยยับมากกว่านี้  เพราะอำนาจทางการเมืองของอดีตนายกฯทักษิณมีอยู่ล้นฟ้า หรือเท่ากับว่าประเทศไทยตกเป็นสมบัติของตระกูลทักษิณชินวัตรไปเรียบร้อยแล้ว

สรุปว่าเรื่องที่นักท่องเที่ยวไทยพูดคุยกันในช่วงที่ไปเที่ยวลังกาวี มักจะเป็นเรื่องที่ลากใส้ความเลวร้ายของระบอบทักษิณทั้งนั้น

มันช่างต่างกับประเทศมาเลเซียราวฟ้ากับดินที่แทบไม่มีเรื่องโกงกินหรือเรื่องทุจริตเหมือนเมืองไทย โดยเฉพาะกับ ดร.มหาเธร์ โมหะหมัด อดีตนายกฯมาเลเซีย ที่พัฒนาประเทศจนก้าวลำหน้าประเทศไทย แถมยังเป็นบุคลต้นแบบให้กับเยาวชนมาเลเซีย

สิ่งที่สะท้อนถึงจิตใจของอดีตผู้นำมาเลเซียคนนี้ก็คือ ได้ออกทุนสร้างพิพิธภัณฑ์เป็นอาคารถาวรหลังใหญ่ขึ้นที่เกาะลังกาวี เพื่อใช้แสดงสมบัติและของมีค่าที่ได้รับจากผู้นำประเทศต่างๆ รวมทั้งได้รับจากนักธุรกิจ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตลอดระยะเวลาถึง 22 ปี หรือตั้งแต่ปี 2524 – 2542  เพราะถือว่าบรรดาของขวัญที่ได้รับมาขณะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นสมบัติของประเทศ ไม่ไช่สมบัติของตน
และตั้งแต่ปี2524 จนถึงปี2542 มาเลเซียมีนายกฯเพียงแค่คนเดียว แต่เมืองไทยต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 10 คน

แบบนี้เขาเรียกว่าการเมืองของมาเลเซียค่อนข้างนิ่งและมีเสถียรภาพมาก ต่างกับไทยที่เหมือนตกอยู่ในช่วงแก่งแย่งอำนาจจนเกิดสงครามกลางเมือง  ต้องรบราฆ่าฟันไม่ต่างกับหนังประวัติศาสตร์ของจีน

เมื่อการเมืองนิ่ง ธุรกิจการค้าย่อมคึกคักและมีลู่ทางที่แจ่มใส ต่างชาติจึงมีความเชื่อมั่นและพร้อมจะมาลงทุน

สำหรับความสงบนิ่งทางการเมืองในเมืองไทยยังต้องรออีกระยะหนึ่ง เวลานี้คนไทยรบกันบ้างหรือตีหัวกันบ้าง ถือว่าเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านประเทศ  เรายังมีขวากหนามอีกหลายเรื่องที่ยังต้องรอพิสูจน์การเปลี่ยนแปลง เช่นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่คนไทยต้องหวงแหน และไม่ยอมให้ใครมาทำลายกันง่ายๆ

หันไปดูบ้านอื่นเมืองอื่นรู้สึกว่าเค้าสงบกันหมดแล้ว  พม่าก็ดีวันดีคืนและกำลังจะเป็นประเทศประชาธิปไตยแบบเต็มใบในไม่ช้า ส่วนเขมรหรือกับพูชา รัฐบาลฮุนเซนเอาอยู่แน่  แม้แต่สถาบันกษัตริย์ของเขมร ฮุนเซนก็เอาอยู่อย่างไม่ยากเย็นนัก จะเรียกว่าปั้นมากับมือก็น่าจะไม่ผิด แถมยังมีกษัตริย์เป็นเครื่องมือที่จะเสนอขอพระราชอภัยโทษให้ใครก็ได้ดั่งใจนึก ไม่มีหน่วยงานใด และไม่มีกฏเกณฑ์ใดที่ต้องตราไว้เป็นระเบียบอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งหมดอยู่ที่นายกฯฮุนเซนแต่เพียงผู้เดียว จะเสนอขอพระราชทานอภัยโทษให้กับใคร ก็แล้วแต่อารมณ์

เรียกว่าฮุนเซนฉลาดที่มีการสถาปนาระบอบกษัตริย์ขึ้นมาหลังจากล้มหายไปจากแผ่นดินเขมรมาเป็นเวลานาน หรือหายไปตั้งแต่เขมรปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์  ตอนนั้นเหล่าบรรดาราชวงศ์เก่าๆเผ่นหนีไปต่างประเทศคนละทิศละทาง จีนบ้าง ฝรั่งเศสบ้าง เพราะกลัวคอมมิวนิสต์จับไปเป็นเฉลยเหมือนกับประเทศคอมมิวนิสต์ลาว ที่จับเอากษัตริย์ลาวหรือเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาไปจากหอคำหรือพระราชวังหลวงพระบาง แล้วให้ไปอยู่ในค่ายกักกัน จนกระทั่งสิ้นพระชนม์อยู่ที่นั่น

สำหรับประเทศเขมรคิดว่ายังจะสงบไปอีกนาน เนื่องจากนายกฯฮุนเซนรวบอำนาจไว้ทั้งหมด  ทั้งตำรวจ ทหาร และธุรกิจใหญ่ๆโตๆเช่นบ่อนพนันในปอยเปต รวมทั้งธุรกิจโทรศัพท์มือถือและธุรกิจพลังงาน เรียกว่ากุมอำนาจไว้แบบเบ็ดเสร็จ และเมื่อวันสองวันมานี้มีข่าวว่าจะให้ นาย ฮุน มณี ลูกชายคนเล็กมาเล่นการเมือง หลังจากนายฮุน มาเนต ลูกชายคนโต ซึ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ารับราชการทหารเมื่อปี 2542

พอผ่านไป 13 ปี นายทหารหนุ่มที่มีบิดาเป็นนายกฯคนนี้ ได้ก้าวขึ้นตำแหน่งรอง ผบทบ.แห่งกองทัพกัมพูชา ในตำแหน่ง พล.ต.ฮุน มาเนต ด้วยวัยเพียง 33 ปี และนายพลคนนี้แหละที่คุมทหารเขมรให้ยิงปืนใหญ่ถล่มไทยในกรณีพิพาทพื้นที่ทับซ้อนบนเขาพระวิหาร เขตจังหวัดศรีษะเกษ 

ทริปลังกาวีดำเนินมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว  ตอนนี้ก็ได้เวลาขึ้นเครื่องเพื่อกลับเมืองไทย 
และตอนท้ายของภาพชุดนี้ได้นำเอาภาพในบริเวณร้านค้าปลอดภาษีของสนามบินสุวรรณภูมิมาให้ดูกันว่าหน้าตาเป็นอย่างไร  ในส่วนนี้ผู้ที่จะเข้ามาได้จะต้องเป็นผู้โดยสารขาออกหรือผู้ที่เตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศเท่านั้น  คนภายนอกไม่มีสิทธิ์เข้ามาภายในนี้ได้  ในภาพจะเห็นว่าก่อนที่ผู้โดยสารจะไปขึ้นเครื่องตาม Gate ที่ระบุในตั๋ว จะต้องเดินผ่านร้านค้าปลอดภาษีไปในระยะทางที่ยาวไกลหลายร้อยเมตร  เรียกว่ามีร้านค้าล่อตาล่อใจไปตลอดทาง

ส่วนพวกอาหารการกินเห็นแล้วก็ต้องบอกว่าแพงแน่ๆ  เพราะไม่เกี่ยวกับสินค้าปลอดภาษ ที่แพงเนื่องจากค่าเช่าสถานที่  ใครจะลองอุดหนุนก็คงไม่เป็นไร ไหนๆก็ไหนๆ  อยากลองสักตั้งว่าเป็นอย่างไร 

สนนราคาเช่นก๋วยเตี๋ยวหรือ Noodle พวกเส้นๆตกชาวละ 150 บาท  กาแฟร้อนๆกลิ่นหอมๆ แก้วละ 120 ขึ้นไป ข้าวราดกับสัก 2 อย่างก็ราว 200 บาท ทาน 2 คนพร้อมน้ำดึ่มจ่าย 500 บาท อิ่มพอดีเลย

แต่ถ้าใครมาสนามบินแล้วอยากทานข้าวในราคาประหยัดก็ต้องไปที่ชั้นล่าง(น่าจะชั้น 3 )ชั้นนี้มีหลายร้านให้เลือก เช่นร้าน S&P หรือร้านโนเนมที่ราคาถูกกว่า ยิ่งเป็นช่วงเช้าๆก็อาจมีอาหารบรรจุกล่องโฟมเช่นผัดกระเพรา+ไข่ดาว ข้าวผัด ข้าวราดกับอื่นๆ พวกขนมไทยๆ ขนมจีบ ซาลาเปาร้อนๆแบบร้านเซเว่นก็มีขายในราคาปกติ ชอบของถูกของแพงก็เลือกกันเอาเอง 

ทุกวันนี้การเดินทางมายังสนามบินสุวรรณภูมิค่อนข้างสะดวก หลังจากที่รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิ้ง (Airport Rail Link)เปิดการเดินรถ ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าแท็กซี่ที่แพงๆเนื่องจากสนามบินอยู่ไกลมาก

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ มีจุดเริ่มต้นที่สถานี BTS พญาไท ปลายทางสถานีสนามบินสุวรรณภูมิ ระหว่างทางจะมีสถานีย่อยตามจุดต่างๆ  หากต้องการมาแบบด่วนๆโดยรถไม่จอดตามสถานีรายทางก็ต้องเสียค่าโดยสาร 90 บาท แต่ปัญหาคือรถด่วนมาช้า หรือนานๆจะโผล่มาสักคัน สู้ไปแบบปกติดีกว่า จอดทุกสถานีแต่เสียเวลาต่างกันไม่มากนัก แถมค่าโดยสารก็ถูกว่าครึ่งหรือ 45 บาทเท่านั้นเอง

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ มีข้อเสียตรงที่หยุดเดินรถในเวลาเที่ยงคืน บางครั้งกลับมาถึงเมืองไทยก่อนเที่ยงคืน แต่กว่าจะเสร็จขั้นตอนต่างๆก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว จึงต้องใช้บริการแท็กซี่ตามปกติ พอเดินลงมาชั้นล่างสุดเห็นคนรอรถแล้วอาจลมจับ 

ราวร้อยกว่าคนที่กำลังรอใช้บริการ จึงต้องเข้าคิวรอเนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่น กว่าจะได้ขึ้นรถก็ต้องใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง  

จบทริปลังกาวีครับ

โฟโต้ออนทัวร์
23 กุมพาพันธ์ 2556



ข้อมูลเกาะลังกาวี เปรียบเทียบกับเกาะสมุย และเกาะภูเก็ต (ข้อมูลปี 2554)

Langkawi
Area • City 478.5 km2
Population 64,792

Phuket
Area City 543.0 km2
Population 348,504

Samui
Area 228.7 km2
Population 55,000



 
แผนที่เกาะลังกาวี (คลิกที่ภาพ)
แผนที่ประเทศมาเลเซีย (คลิกที่ภาพ)


  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ