Home
Home : Outbound : Langkawi Part 1

 
Langkawi Part 1  :  แวะนมัสการพระบรมธาตุไชยา ก่อนข้ามแดนไปทำบุญทอดกฐินที่วัดไทยในรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  ลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ตอนที่1
(เดินทาง ตค.57)


ภาพชุดท่องเที่ยวเกาะลังกาวีครั้งนี้เป็นการร่วมเดินทางไปกับคณะทำบุญทอดกฐินที่วัดไทยในรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย พร้อมกับพบปะกับชาวมาเลสยาม หรือคนไทยในมาเลเซีย ที่อดีตก็คือคนไทย แต่ต้องมาถูกแบ่งแยกดินแดนจากข้อพิพาทกับประเทศอังกฤษเมื่อปี 2451

ในยุคที่กลุ่มประเทศอินโดจีนถูกล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตก ทำให้ดินแดนภาคใต้ 4 หัวเมือง ต้องตกเป็นของอังกฤษ ซึ่งขณะนั้นอังกฤษได้ครอบครองแหลมมลายู หรือดินแดนของประเทศมาเลเซียรวมถึงเกาะสิงคโปร์ในปัจจุบัน

หลังจากมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2500 หัวเมืองทั้งสี่ซึ่งรวมถึงเกาะลังกาวีด้วย ก็ตกเป็นของมาเลเซียโดยปริยาย

การสูญเสียดินแดนหัวเมืองภาคใต้ของไทยเมื่อปี2451 นับเป็นการเสียดินแดนครั้งที่ 13 ให้กับชาติตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 5





10 มีนาคม 2451 ไทยต้องเสียหัวเมืองมลายูทั้ง 4 จำนวนพื้นที่ 80,000 ตร.กม. ให้กับอังกฤษ ซึ่งประกอบด้วย ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ซึ่งชาวไทยที่อาศัยอยู่ในหัวเมืองทั้งสี่นี้ส่วนใหญ่เป็นชาวมูสลิม และมีการปกครองแบบสูลต่าน

(อ่านรายละเอียดการเสียดินแดนของไทยทั้ง14ครั้ง)

นับจากที่ไทยต้องสียหัวเมืองทั้งสี่ทางภาคใต้ จนถึงปัจจุบัน(ปี58) นับเป็นเวลานานถึง 106 ปี ทำให้ชาวไทยที่ถูกแบ่งแยกออกไปกลายเป็นชาวมาเลเซีย  และถูกวัฒนธรรมท้องถิ่นของมาเลเซียกลืนความเป็นคนไทยจนหมดสิ้น แต่บางแห่งก็ยังรักษาความเป็นอัตลักษณ์ของไทยไว้อย่างเหนียวแน่น  เช่นชาวพุทธที่
"วัดไทยเจริญ" ในรัฐเคดาห์ ที่คณะจากเมืองไทยเดินทางไปทำบุญทอดกฐินเมื่อเดือนตุลาคมปี 57

บรรยากาศที่วัดไทยเจริญในวันนั้น สร้างความประทับใจให้กับคณะของเราเป็นอย่างมากที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เสมือนหนึ่งเป็นเครือญาติ  ขณะที่พวกเราลงจากรถก็ได้ยินเสียงกลองยาว เสียงฆ้อง จากฝีมือของเด็กวัยรุ่นในชุมชน ยิ่งสร้างความคึกคักถึงความเป็นไทยได้อย่างมาก

เมื่อเข้าไปภายในพระอุโบสถก็เห็นชาวบ้านที่เป็นคนไทยนั่งกันเต็มโบสถ์ ซึ่งมีทั้งผู้ฒ่าผู้แก่ รวมทั้งเด็กๆ ทำให้รู้สึกว่าวัดไทยเจริญ เป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณของคนไทยในมาเลเซียอย่างแท้จริง

บางสิ่งบางอย่างที่พบเห็นในวันนั้นต้องบอกว่าแทบจะหาไม่ได้ในเมืองไทย เช่นการหิ้วปิ่นโตอาหารมาทานอาหารที่วัด มีเด็กๆนั่งรวมอยู่กับพ่อแม่ รวมทั้งปู่ย่าตายาย  คนสูงอายุบางคนก็นำหมากพลูมาด้วย ซึ่งภาพเหล่านี้แทบจะหาไม่ได้ในเมืองไทยในปัจจุบัน

ที่น่าแปลกอีกอย่างก็คือ คนไทยทั้งหมู่บ้านต่างปิดบ้านและพากันมาที่วัดกันหมด  ภายในวัดก็ยังมีบรรยากาศของงานวัดที่ไม่ต่างกับเมืองไทย  หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำไปที่ไม่มีวัฒนธรรมของสังคมยุคใหม่เข้าไปเจือปนนัก  สิ่งที่พบเห็นจึงสะท้อนถึงความเป็นสังคมชาวพุทธอย่างแท้จริง  


เพื่อเป็นความรู้เรื่อง "ชาวมาเลสยาม" จึงขอนำข้อมูลจากวิกิพีเดียมาลงไว้ทางด้านล่างนี้



โฟโต้ออนทัวร์
24 กค.2558



มาเลเซียเชื้อสายไทย
(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย
Malaysian Siam (Orang Siam  -โอรังเซียม ในภาษามาเลเซีย)

ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย หรือชาวสยาม(นิยมเรียกในมาเลเซีย)เป็นชาวไทยถิ่นใต้ที่อาศัยอยู่พื้นที่แถบนี้มาช้านาน โดยการเข้ามาเรื่อยๆ พอนานเข้าก็กลายเป็นชนกลุ่มหนึ่งในรัฐไทรบุรี ปะลิส กลันตัน ทางตอนเหนือของรัฐเประ และมีจำนวนหนึ่งอาศัยในปีนัง โดยบางส่วนได้ผสมกลมกลืนกับชนพื้นเมืองแถบนี้ด้วย ภายหลังการยกดินแดนส่วนนี้แก่อังกฤษ ชาวไทยกลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งตกค้างในประเทศมาเลเซียจนถึงปัจจุบัน แต่ชาวไทยในประเทศมาเลเซียนี้ก็ยังรักษาประเพณีวัฒนธรรมของไทยในอดีตไว้ได้อย่างดี รวมถึงภาษา และศาสนาที่เป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกับชาวมลายูทั่วไป


ประวัติ

ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเชื้อสายเดียวกับชาวไทยในประเทศไทยโดยเชื่อกันว่าอพยพเข้าสู่ดินแดนมลายูตั้งแต่ 300-500 ปีมาแล้ว โดยเป็นช่วงที่ไทยล่าอาณานิคมไปยึดปาหัง ผู้ที่ติดตามกองทัพสยามจึงเข้าไปอยู่อย่างกระจัดกระจาย โดยในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยาตั้งเมืองชัยนครขึ้นใหม่

เมื่อไทยยกไปตีมะละการะหว่าง พ.ศ. 1998-2003  จึงเรียกว่าเมืองไชยบุรีและมีราษฎรทางหัวเมืองเหนืออพยพมาอยู่กันมาก จึงออกเสียงแบบสำเนียงเหนือเป็นไซบุรี ต่อมาปี พ.ศ. 2067 เมืองไชยบุรีได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอาเจะห์ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ประชากรจึงได้หันไปนับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมีคนที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากเช่นเดียวกัน  

ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองในราว พ.ศ. 2173 จึงได้เมืองไชยบุรีกลับมาตามเดิม ช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็ยังเขียนชื่อเป็นไซบุรีอยู่ ภายหลังจึงเขียนเป็น ไทรบุรี

ยุคล่าอาณานิคม

ในสมัยยุคล่าอาณานิคม เพื่อรักษาเอกราชชนชั้นปกครองไทยได้ยอมเซ็นสนธิสัญญายกไทรบุรี ปะลิส กลันตัน ตรังกานู เประตอนบนให้สหราชอาณาจักร ในวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451 หรือเมื่อ 100 ปีก่อน คิดเป็นพื้นที่ที่เสียในครั้งที่ 13 ประมาณ 52,100 ตารางกิโลเมตร

ปัจจุบันคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธมีอิสรภาพในการคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น มีโรงเรียนสอนภาษาไทยและพระพุทธศาสนา โดยประเทศไทยเสียดินแดนดังกล่าว แต่ชาวไทยในหัวเมืองมลายูทั้ง 4 เมือง ยังคงตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นั่นนับตั้งแต่อังกฤษยึดครองมาเลเซียจนกระทั่งมาเลเซียได้รับเอกราชจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในเกดะห์มี 11 เขต 27 หมู่บ้าน มีวัด 50 วัดมีชาวไทยไม่ต่ำกว่า 50,000 คน

ก่อนมาเลเซียได้รับเอกราช ชาวไทยมีหลักฐานแสดงสถานภาพความเป็นชนกลุ่มน้อย คือ

  • สูติบัตรแสดงความเป็นไทย เชื้อสายไทย
  • ทะเบียนสำมะโนครัว แสดงสัญชาติมาเลเซีย
  • บัตรประชาชน เริ่มทำตั้งแต่อายุ 12 ปี และทำใหม่อีกครั้ง เมื่ออายุ 18 ปี
  • หลังจากได้รับเอกราชแล้ว ชาวไทยมีหลักฐานการแสดงสถานภาพ ดังนี้
  • สูติบัตร แสดงว่าเป็นคนไทย เชื้อสายไทย
  • บัตรประชาชน แสดงสัญชาติมาเลเซีย

เดิมทีชาวไทยไม่มีสถานะเป็นภูมิบุตร โดยมีสิทธิ์ครองดินเป็นของตนเอง มีสิทธิ์ขายที่ดินให้แก่ผู้อื่นได้แต่ผู้ซื้อต้องเป็นชาวมลายู ชาวไทยด้วยกันไม่มีสิทธิ์ซื้อขายที่ดินไม่ว่าเป็นของชาวไทยหรือของชาวมาเลเซีย อีกประการหนึ่งเจ้าของที่ดินต้องเป็นเกษตรกรชาวไทยและมีบัตร Regence Patanian Orang Orang Siam

ทางการมาเลเซียจึงยอมรับว่าชาวไทยเป็นเกษตรกรเจ้าของที่ดินและไม่ประสงค์กลับเข้าไปอยู่ในประเทศไทย ส่วนชาวไทยบางส่วนก็ได้กลับประเทศไทยแล้วแต่หากมีกิจกรรมบางอย่างก็จะกลับมาและหลังจากนั้นก็จะกลับประเทศไทยตามเดิม โดยปัจจุบันชายมาเลเซียเชื้อสายไทยได้รับสถานะภูมิบุตรแล้ว

การกระจายตัวของชาวไทย

รัฐกลันตัน

ชุมชนชาวไทยในรัฐกลันตันมีมากในเขตตุมปัต โกตาบาห์รู ปาซีร์มัส ปาซีร์ปูเตะห์ บาเจาะ ตาเนาะแมเราะ และเบอสุต ซึ่งชาวไทยในรัฐกลันตันสามารถพูดภาษาเจ๊ะเหซึ่งเป็นภาษาถิ่นเดียวกับที่พูดในบางส่วนของจังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส โดยมีเพียงแม่น้ำโก-ลกที่ขีดเส้นแบ่งเขตระหว่างไทยและมาเลเซียเท่านั้น และชาวไทยกลุ่มนี้ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของไทยเอาไว้อยู่  

โดยในเมืองตุมปัตจะมีวัดไทยตั้งอยู่ไม่น้อย ได้แก่วัดพิกุลทองวราราม วัดมัชฌิมาราม และวัดโพธิวิหาร ชุมชนคนไทยที่พานพบชื่อหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังคงมีชื่อเป็นภาษาไทย และที่สำคัญภายในบ้านมักปรากฏพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ประดับ ในรัฐกลันตันมีมากกว่า ๑๕ หมู่บ้าน ยกตัวอย่างเช่น บ้านยุงเกา เป็นต้น

รัฐเกดะห์และปะลิส

ชุมชนชาวไทยพุทธในรัฐเกดะห์นั้นมีกระจายทั่วไปในรัฐทั้ง 7 อำเภอ มีหมู่บ้านคนไทยอยู่ 53 หมู่บ้าน มีวัด 34 วัด มีสำนักสงฆ์อยู่ 8 สำนัก และมีคนไทยอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 30,000 คน คนเชื้อสายไทยที่นี่ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำนา ทำสวนยางพารา และเพาะปลูกพืชผัก และต่างพูดภาษาไทยถิ่นใต้

เด็กส่วนใหญ่จะเรียนภาษาไทยที่วัด โดยจะมีพระภิกษุ หรืออาสาสมัครชาวไทยเป็นครูสอนให้อ่านออกเขียนได้ โดยจะมีองค์กรและกลุ่มคนไทยที่พยายามฟื้นฟูและอนุรักษ์การเรียนการสอนภาษาไทยขึ้นในวัดไทย เพื่อให้เรียนรู้และเข้าในหลักธรรมในพระพุทธศาสนา

โดยปัจจุบันพบว่ามีเด็กหนุ่มสาวสนใจเรียนรู้และสอบธรรมศึกษากันอย่างแพร่หลาย ชุมชนของชาวไทยในไทรบุรีได้แก่ บ้านลำป่า บ้านหนุน บ้านทุ่งควาย (ปาดังเกอเบา) บ้านปลายละไม (ติติอาการ์) บ้านไม้สน อำเภอเปินดัง บ้านลาแหล บ้านคลองใหม่ อำเภอกุบังปาสู บ้านประดู่ บ้านนาข่า บ้านลำดิน อำเภอปาดังเตอรัป บ้านจันทร์หอม บ้านกาไหล อำเภอเซะ บ้านคลองช้าง บ้านสระหลวง อำเภอกัวลามูดา บ้านวัด บ้านน่านทาล บ้านทุ่งสยาม (บางกัง) อำเภอบาลิง

นอกจากนี้ยังมีหมู่ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในรัฐปะลิส ซึ่งในรัฐปะลิสเองก็มีวัด และการสอนศาสนา และภาษาไทยแก่เด็กๆ หมู่บ้านที่สำคัญ ได้แก่ บ้านควนมูสัง บ้านยาหวี บ้านตาน้ำ บ้านควนขนุน เป็นต้น
รัฐเประ
รัฐเประ มีหมู่บ้านของคนไทยอยู่ 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านตาเซ๊ะ บ้านน้ำไทร บ้านปลง และบ้านควนสู โดยหมู่บ้านเหล่านี้ตั้งอยู่ในตำบลเปอร์กาลันฮูลู อำเภอฮูลูเประ รัฐเประ

ทั้ง 4 หมู่บ้านมีคนไทยอาศัยอยู่ 349 ครัวเรือน รวมประชากร 2,080 คน คิดเป็นร้อยละ 95ประชาชนกลุ่มนี้อาศัยตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย จนถึงทวด ในที่นี้จะห่างจากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพียงแค่ 14 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ส่วนใหญ่พูดภาษาไทยถิ่นใต้ และประกอบอาชีพสวนยางพารา มีกลุ่มทำนาข้าว และยังมีคนไทยบางส่วนรับราชการก็มี

คนไทยในเประกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มีพื้นเพทางจังหวัดสงขลาถึงร้อยละ 90 นอกนั้นเป็นกลุ่มที่มาจากจังหวัดพัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวไทยที่นี่มีศูนย์จิตใจอยู่ที่วัดอินทราวาส ที่ตาเซ๊ะ ที่นี่ยังมีการจัดประเพณีของไทยอย่าง ประเพณีสงกรานต์ที่จัดกันเป็นระยะเวลามากกว่า 30 ปีแล้ว โดยในงานยังมีการประกวดนางนพมาศ มีการรำมโนราห์ และยังมีการแสดงกลองยาวอีกด้วย คนเชื้อสายไทยที่นี่ยังใช้นามสกุลไทย และเมื่อมีวันหยุดยาวก็จะข้ามมาหาญาติในฝั่งไทย

เกาะลังกาวี

คนไทยบนเกาะลังกาวี เป็นคนไทยที่อพยพจากจังหวัดสตูล ซึ่งเป็นชาวไทยมุสลิมจากอำเภอละงู ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง บางคนทำทำนา และการเกษตรอื่นๆ ชุมชนของชาวไทยกลุ่มนี่ส่วนมากอยู่ที่เขตกัวห์ (Kuah) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ ส่วนมากตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อ่าวตะโละเอวา (Taluk Ewa) อ่าวปันไตปาซีร์ฮิตัม (Pamtai Pasir Hitam) และแหลมตันหยงรู (Tangung Rhu)

บริเวณนี้ชาวไทยยังนิยมพูดภาษาไทยกันอยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างที่ท่านเจ้าคุณพระยาศราภัยพิพัฒ และพวกเคยพบชาวบ้านคนหนึ่งพูดภาษาไทย เพราะมีบรรพบุรุษเป็นคนไทย นอกจากคนกลุ่มนี้แล้ว ยังมีชาวไทยที่อพยพไปทีหลังอย่างกลุ่มผู้ที่เข้ามาประกอบอาชีพในลังกาวีซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อย

นอกจากนี้ยังมีชุมชนชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศมาเลเซีย อย่างในรัฐปีนัง (เกาะหมากในอดีต) ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดไชยมังคลาราม มีคนเชื้อสายไทยในอำเภอเบอสุต (Besut) ในรัฐตรังกานู

ในอดีตรัฐปะหังก็มีประวัติว่ามีชาวไทยมาเป็นเจ้าเมืองด้วยในอดีต มีคนเชื้อสายไทยบ้างในรัฐสลังงอห์ และในเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งทุกชุมชนก็จะมีวัดไทยปรากฏอยู่และเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวพุทธ นอกจากกลุ่มชาวไทยพุทธแล้ว ยังมีกลุ่มชาวไทยมุสลิมอีกกลุ่มที่เรียกว่า ซัมซัม (Samsam) ซึ่งมีเชื้อสายไทยแต่นับถือศาสนาอิสลาม



วัฒนธรรม

ชาวไทยที่อาศัยในประเทศมาเลเซียส่วนใหญ่จะนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบเดียวกับไทย แม้ว่าในวัดไทยบางแห่งจะมีเทพเจ้าจีนที่ผู้มีศรัทธาชาวจีนมาประดิษฐานไว้ก็ตาม แต่คนไทยที่ไทรบุรีจะเชื่อในเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ และอำนาจไสยศาสตร์เร้นลับ ผสมผสานกับความเชื่อทางพุทธศาสนา และฮินดูสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของคนไทย

จากการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อและพิธีกรรมของคนที่ที่ในไทรบุรี พบว่าชาวมาเลเซียที่เป็นชนกลุ่มใหญ่มักเกรงกลัวชาวไทยซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย เพราะคิดว่าชาวไทยมีคาถาอาคม สามารถดลบันดาลสิ่งต่างๆได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เช่นมีพิธีกรรมรับ-ส่งเทวดา (เทียมดา) พิธีกรรมในงานศพ ดนตรีกาหลอ พิธีกรรมโนราโรงครูเป็นต้น

ในช่วงเดือนเมษายนของทุกๆปีคนไทยในมาเลเซียเหล่านี้ จะนัดหมายกันพาลูกหลานที่มีอายุครบบวชมาบวชเป็นพระภิกษุที่วัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ซึ่งแต่ละปีจะมีมาบวชกันหลายสิบรูป และมีญาติพี่น้องยกขบวนกันมาร่วมงาน มาแสวงบุญนมัสการพระมหาธาตุกัน 10-20 คันรถบัส นับพันๆ คน


สนใจอ่านต่อ



 



 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ