Home      Outbound      Luang prabang  Part 1  
   Home
Home  :  Outbound  :  Luang prabang Part 1
 
เที่ยวลาวหลวงพระบางโดยสายการบิน Lao Central Airlines สายการบินแห่งแรกของคนลาว
Laos Tourism : Vientiane, Vang vieng, luang prabang
เที่ยวลาว  :  เวียงจันทน์ วังเวียง หลวงพระบาง มรดกโลก
เดินทาง : ธันวาคม 2555
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
ทัวร์ลาวตอนที่ 1
จากสุวรรณภูมิสู่เมืองเวียงจันทน์

 
   
 
       เที่ยวลาวตอนที่ 1 จากสุวรรณภูมิสู่เมืองเวียงจันทน์ ( 74 ภาพ)
Set 1 (6 Pics)
Set 2 (10 Pics)
Set 3 (9 Pics)
Set 4 (10 Pics)
Set 5 (6 Pics)
Set 6 (6 Pics)
Set 7 (8 Pics)
Set 8 (7 Pics)
Set 9 (6 Pics)
Set 10 (7 Pics)
 
 
 
   
 
เที่ยวลาวตอนที่ 1 จากสุวรรณภูมิสู่เมืองเวียงจันทน์
(เดินทาง ธันวาคม 2555)


ก่อนจะพาลัดฟ้าจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่เมืองเวียงจันทน์สปป.ลาวด้วยสายการบิน Lao Central Airlines  ก็ขอสรุปการประกาศผลการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. เมื่อคืนวันที่ 3 มีนาคม 2556 ผลมีดังนี้

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้  1,256,349 คะแนน (46.27%)
พล.ต.อ.พงศพัศ ได้ 1,077,899  คะแนน (39.69%)
ทิ้งห่างกัน 178,450 คะแนน
ยอดรวมผู้มาใช้สิทธิ 2,715,640 คน


เหตุที่นำเอาผลเลือกตั้งมาให้ดูกันก็เพื่อจะบอกว่าก่อนหน้านี้สำนักโพลต่างๆที่ออกมารายงานผลสำรวจคะแนนนิยมของคนกทม.ที่ให้คะแนน พล.ต.อ.พงศพัศ ชนะ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ มาตลอดชนิดม้วนเดียวจบ ความจริงก็ปรากฏออกมาแล้วว่าสอบตกหมดทุกสำนัก หรือหน้าแตกกันตามระเบียบ  แม้แต่ผลสำรวจที่สอบถามจากผู้กำลังเดินเข้าคูหาหรือออกมาจากคูหาเลือกตั้งหรือ Exit Poll ที่ถือว่าสดๆร้อนๆและน่าจะแม่นยำที่สุด ผลก็คือสอบตกทุกสำนักอีกเช่นเคย

หลายคนคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะขนาดหมอดูทั้งหลายรวมทั้งหมอเดาก็บอกว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ชนะ แต่ชนะแบบสูสีหรือชนิดหึดขึ้นคอ แต่ทำไมโพลจากสำนักทางวิชาการจึงทำนายกันผิดพลาด หรือว่าการทำผลสำรวจครั้งนี้มันไม่ได้มาตรฐานตามหลักวิชาการ ประเภทมือไม่ถึงขั้น

ลองมาดูผลสำรวจ ไม่ว่าจะเป็น Entry Poll (ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง) และ Exit Poll (ออกจากคูหา) ของแต่ละสำนักว่าเป็นอย่างไร

 1 เอแบคโพลล์ จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 
ร้อยละ 45.9 เลือก พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ร้อยละ 34.1 เลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร

2 สวนดุสิตโพล  
ร้อยละ 49.01 เลือก พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ร้อยละ 39.65 เลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร

 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ร้อยละ 40.02 เลือก พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ร้อยละ 38.54 เลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร

4 ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือ กรุงเทพโพลล์ 
ร้อยละ 44.14 เลือก พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ร้อยละ 41.07 เลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร

ส่วนผลเลือกตั้งผู้ว่า กทม. สรุปผลอย่างเป็นทางการปรากฏว่า

ร้อยละ 46.37 เลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร
ร้อยละ 39.69 เลือก พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ


สรุปว่าสำนักโพลดังๆที่แข่งกันสำรวจ และรายงานต่อสื่อมวลชนชนิดเรียงกันหน้าสลอน มีผลโพลออกมาแทบจะทุกวัน แต่ตอนนี้คงต้องกลับไปเลียแผลชนิดที่เหวอะหวะจนหมอไม่รับเย็บ  มันกลับตาละปัตรหรือกลับหัวกลับหางอย่างตรงกันข้าม ชนิดที่ไม่น่าให้อภัยกับความผิดพลาด

ก่อนหน้านี้สำนักโพลมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตก็ทำงามหน้าจน “มานิจ สุขสมจิตร” สื่อมวลชนอาวุโส อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 และนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ขอลาออกจากตำแหน่ง “นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต” เพราะทนเห็นพฤติกรรมของสวนดุสิตโพลในสังกัดของมหาวิทยาลัยไม่ไหว

ตามข่าวระบุทำนองว่าโพลราชราชภัฏรับใช้พรรคการเมือง  และยังมีส่วนได้ส่วนเสียกับรัฐบาลที่อาสาเป็นเจ้าภาพจัดเวทีสานเสวนาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 108 เวทีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์  มันหน้าเกลียดที่เอามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาเข้าไปยุ่งกับรัฐบาล

และนับตั้งแต่ปี 2547 -55 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต รับจ้างเป็นที่ปรึกษาวิจัยเชิงสำรวจ และรับจ้างทำโพล ให้แก่หน่วยงานภาครัฐทั้งสิ้น 21 แห่ง 42 ครั้ง วงเงินรวม 142 ล้าน ในจำนวนนี้เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 12 ครั้ง และการว่าจ้างในช่วงปี 2555 มีจำนวน 4 ครั้ง 35.1 ล้านบาท
(ที่มา : สำนักข่าวอิศรา)

หากใครไม่ได้อ่านข่าวข้างต้นก็อาจไม่ทราบที่มาที่ไปในการทำโพลของบางสำนักว่า กระทำโดยสุจริตและเป็นไปตามหลักวิชาการหรือไม่  หรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลังในทางการเมือง

สำหรับเบื้องหน้าเบื้องหลังอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ  แต่จะกล่าวถึงวิธีการสำรวจและผลที่ออกมาว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน 

คำตอบจากการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 ทุกคนคงจำกันได้ว่าโพลทุกสำนักต่างสรุปว่า การเลือกตั้งในพื้นที่ของกทม. พรรคปชป.แทบจะไม่ได้สส.แม้แต่เขตเดียว(หรือได้ไม่เกิน 5 คน) แต่ผลกลับตรงกันข้ามเพราะได้ส.ส.เกินครึ่ง

และการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ครั้งนี้ ผลก็ออกมาตรงกันข้ามอีกตามเคย 

คงไม่ต้องนำไปเปรียบเทียบการสำรวจการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาว่าแตกต่างกันแต่ไหน  เพราะประเทศเขาโดดเด่นและมีความเชื่อถือในเรื่องทำโพลมานานแล้ว เรียกว่าแทบไม่พลาด และผลคะแนนที่ออกมาก็แม่นราวกับตาเห็น

การทำโพลในบ้านเราตอนนี้หากเป็นการชกมวยก็จะน่า ระดับมวยวัด หรือยังไม่เป็นมวย คงต้องฝึกฝนกันอีกสักระยะก็น่าจะเข้าที่เข้าทางจนนำมาอวดอ้างกับประชาชนได้

หากสังเกตให้ดี กับกรณีที่เกิดความผิดพลาดก็มักอ้างว่าได้ทำตามหลักวิชาอย่างถูกต้อง เรียกว่าอ้างแบบเรื่อยเปื่อยไร้เหตุผล เพราะหากทำตามหลักวิชาแล้วผลออกมาแบบนี้ก็น่าจะเผาตำราทิ้ง...ดีไม๊

ที่ผ่านมาพอจะเข้าใจได้ว่าการสำรวจจะทำกันแบบลวกๆ ประเภทเอาเร็วเข้าว่าเพื่อหวังผลด้านชื่อเสียงของสำนักโพล เช่นผลสำรวจหรือตัวอย่างน้อยเกินไป หรือไปสอบถามผู้คนตามป้ายรถเมล์บ้าง ตามศูนย์การค้าบ้าง หรือตามร้านค้าริมถนนซึ่งถือว่ายังไม่ครอบคลุมและไม่ทั่วถึง


การเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ปี2556

วันพรุ่งนี้คิดว่าสื่อบ้านเราก็คงนำเสนอข่าวผลการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครปี2556 กันอย่างคึกโครม เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญของประเทศ  และเป็นแบบอย่างให้กับจังหวัดอื่นๆที่อนาคตอาจมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยตนเอง แทนการแต่งตั้งไปจากส่วนกลางตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน

การเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ครั้งนี้ จะว่าไปแล้วคนกรุงเทพไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกคนเก่งและคนดีตามที่ตนต้องการนัก เพราะแต่ละพรรคได้คัดสรรผู้สมัครกันแบบตามมีตามเกิดหรือแบบขอไปที ก่อนหน้านี้ทั้งพรรค ปชป.และพรรคเพื่อไทยก็มีปัญหาภายในด้วยกันทั้งนั้น คิดว่าทั้งสองพรรคคงไม่มีตัวเลือกอื่นอีกแล้ว 

พรรคปชป.มีความผิดสังเกตแต่แรกเมื่อ มรว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ให้ข่าวกับสื่อว่าตนเองจะลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่ากทม.อีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆที่ทางพรรคยังไม่มีมติออกมาว่าจะพิจารณาใคร เรียกว่าชิงตัดหน้ากับแบบดื้อๆ หรือกึ่งๆแกมบังคับให้พรรคต้องตัดสินใจเลือกตนเองเข้าชิงผู้ว่ากทม.

ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ต้องกล้ำกลืนส่งพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ลงแทน ซึ่งเป็นการตัดสินใจในนาทีสุดท้าย เพราะก่อนหน้านั้นก็เห็นเล็งๆว่าจะให้คุณหญิงสุดารัตน์  เกยุราพันธ์ ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่เจ้าตัวยังแบ่งรับแบ่งสู้  และยังตอบคำถามกับสื่ออย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก อาจเป็นช่วงที่คุณหญิงกำลังบำเพ็ญเพียร หรือบำเพ็ญตบะ ลดละเรื่องการเมืองไปชั่วคราว ขณะเดียวกันก็เห็นนุ่งขาวห่มขาวและเดินทางไปอินเดียอยู่บ่อยๆ  

สำหรับม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผลงาน 4 ปีที่ผ่านมาแทบมองไม่เห็นว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ใครถามก็บอกว่า “ไม่ชอบพูดแต่ชอบทำ” 

ยังแปลกใจเหมือนกันว่าแค่ตอบว่าได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่คนกทม.หรือมีผลงานอะไรบ้าง

มันพูดยากพูดเย็นอย่างนั้นหรือ

เออแล้วมีปากไว้ทำอะไร...หา

ความจริงพูดไม่เก่ง หรือพูดไม่เป็น ทางพรรคก็ไม่ควรส่งลงสมัครมาตั้งแต่แรก เพราะสอบตกเรื่องการสื่อสารที่ถือว่าเป็นหัวใจของคนทำงานด้านการบริหาร และก่อนหน้านี้ที่เคยเป็น รมช.กระทรวงการต่างประเทศ  ก็แสดงว่าพูดไม่เป็นและคงไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน

แต่ผลงานที่พอจะเป็นรูปธรรมบ้างก็คงเป็นเรื่องที่ทะเลาะกับรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี 2554 พูดไม่เก่งแต่ทะเลาะเก่งก็แปลกดีเหมือนกัน

ส่วนผลงานอื่นๆนั้นบอกตรงๆว่ามองไม่เห็นจริงๆ จะบอกว่าสร้างอุโมงค์ลอดกรุงเทพก็ไม่น่าจะใช่  เพราะตอนเกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่อุโมงค์ที่ว่าก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์  และยังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงใช้ประโยชน์ไม่ได้

ส่วนผลงานล่าสุดก็เรื่องความล่าช้าในการสร้างสนามกีฬาในร่มที่มีชื่อว่า “บางกอกอารีนา”  ซึ่งมีสนามฟุตซอลอยู่ภายในและตั้งใจให้ใช้เป็นสนามแข่งกีฬาฟุตซอลชิงแชมป์โลก  นี่ก็เป็นผลงานของผู้ว่ากทม.ที่มีชื่อว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร

แต่กรรมการจากฟีฟ่ามาตรวจสอบแล้วบอกยังไม่ได้มาตรฐานและไม่อนุมัติให้ใช้เป็นสนามแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลกครั้งที่ 7 สาเหตุที่ไม่ผ่านการพิจารณาจากฟีฟ่าเนื่องจาก “การก่อสร้างไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ฟีฟ่ากำหนด “ นี่ก็เป็นผลงานชิ้นโบว์ดำที่ขายขี้หน้าไปทั่วโลก และฟีฟ่าเกือบย้ายการแข่งขันไปยังประเทศอื่น ยังดีที่สนามกีฬาในร่มหัวหมากเข้ามาแก้ขัดได้ทัน

ส่วนผลงานอื่นๆที่เป็นรูปธรรมโดยไม่ต้องมาแถลงผลงานเพราะภาพมันฟ้องอยู่ทุกวัน เช่นเรื่องหาบเร่แผงลอยที่มีการขยายตัวมากขึ้นอย่างผิดสังเกตในสมัยที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร เป็นผู้ว่ากทม.

จากทางเท้าหรือริมทางที่เคยสวยงามและเดินสะดวก กลับถูกแม่ค้าแผงลอยยึดพื้นที่เป็นตลาดนัดขายของทุกวันโดยไม่มีวันหยุด แถมเทศกิจยังจัดสรรให้ร้านอาหารมาตั้งโต๊ะขายอาหารริมทางกันเฉยเลย เรียกว่าเทศกิจในสังกัด กทม.มีการแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างลงตัว

ทางเท้าหรือที่ว่างกลายเป็นพื้นที่หากินชนิดที่คนภายในเขารู้ดี จากร้านค้าที่ทำผิดเทศบัญญัติเช่นวางของล้ำที่สาธารณะ แต่จะกลายเป็นถูกกฏหมายเมื่อจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ มีคนบอกว่าพวกเจ้าหน้าที่นี้ตาไวมาก จะขับมอร์เตอร์ไซด์สำรวจตลอด ใครผิดเป็นต้องเข้าไปแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ พร้อมแจ้งว่าทำผิดกฏหมาย แต่พอเจรจาไปได้สักพักพร้อมตกลงว่าจะจ่ายให้เจ้าหน้าที่เป็นรายเดือน ทุกอย่างก็กลายเป็นถูกกฏมายทันที

ถามว่าเรื่องแบบนี้คนทั่วไปจะทราบหรือไม่ ตอบได้เลยว่าไม่ทราบ เพราะกฏหมายมันมีข้อปลีกย่อยมากมาย เช่นเอาป้ายสินค้าห้อยกับกิ่งไม้หน้าร้าน หรือห้อยโคมไฟไว้กับต้นไม้ริมทาง รวมทั้งตู้ไฟที่ลากมาตั้งในตอนกลางคืนและล้ำเข้ามาขวางทางเท้า ทั้งหมดนี้ผิดกฏหมายทั้งนั้นแต่เราก็เห็นกันทั่วบ้านทั่วเมือง

ความจริงก็ไม่อยากจะเขียนเรื่องผลงานของคนพรรคป.ช.ป.ให้มากนัก เพราะนับวันพรรคนี้มีแต่จะถดถอย ขณะเดียวกันคนในพรรคก็ยังเล่นการเมืองแบบน้ำเน่าชนิดที่ไม่เคยคิดเปลี่ยน มีหลายกรณีที่มักกล่าวหาว่าคนโน้นไม่มีความจงรักภักดี คนนี้หมิ่นเจ้า

พรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีทางเลือกอื่นจึงนำเรื่องเจ้าหรือเรื่องความจงรักภักดีมาหากินเพื่อหวังคะแนนนิยม หรือเกาะกระแสกับสถาบันฯ กลายเป็นพรรคที่ผูกขาดความจงรักภักดีถาบันกษัตริย์แต่พียงผู้เเดียว ส่วนคนอื่นและพรรคอื่นเลวหมด หรือพยายามที่จะพลักให้ฝ่ายตรงข้ามกับตนเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับเจ้าด้วย

พรรคประชาธิปัตย์แทนที่จะคิดแก้ไขปรับปรุงตนเอง กลับทำตัวน่ารังเกียจและน่าขยะแขยง หลายครั้งที่ชอบเที่ยวกระแซะรัฐบาล เช่นกรณีนายกฯยิ่งลักษณ์ เดินทางไปร่วมลงนามกับนายกฯมาเลเซียเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความตกลงร่วมมือแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

เรื่องดีๆที่มีโอกาสนำไปสู่ความสงบสุขของปัญหาภาคใต้หลังยืดเยื้อมานานหลายปี แทนที่คนในพรรคป.ช.ป.จะนิ่งเฉย แต่กลับเกว่งปากระรานตามสันดานเดิม ว่าการเดินทางไปมาเลเซียของนายกยิ่งลักษณ์เป็นเรื่องการเมืองตามข่าวพาดหัวของสื่อบางฉบับ

'อภิสิทธิ์' อัดนายกฯไปมาเลย์โยงการเมือง (สำนักข่าว INN) 

ปัญหาภาคใต้ที่แก้ไม่ตกกันมาหลายรัฐบาล คนไทยทุกคนต่างก็รอความหวังว่าเมื่อไหร่จะสงบเสียที  เมื่อนายกยิ่งลักษณ์กับนายกมาเลเซียร่วมมือกันแก้ปัญหา เชื่อว่าทุกคนคงยินดีและให้กำลังใจ อย่างน้อยๆคนระดับผู้นำทั้งสองประเทศมาเจรจาและลงนามในข้อตกลงก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในอนาคต แสดงว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ได้ละเลยในการแก้ปัญหา หรือหากใครจะอ้างว่าอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรมีส่วนอยู่เบื้องหลังก็คงไม่น่ารังเกียจอะไรมั้งเพราะเป็นเรื่องดีของประเทศ

หากปัญหาภาคใต้ยุติได้จริงตามที่อดีตนายกฯทักษิณทำงานอยู่เบื้องหลัง ก็น่าจะเป็นข่าวดี รัฐบาลจะได้ไม่ต้องทุ่มงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาถึงปีละหลายหมื่นล้านบาท และเงินก้อนนี้ก็รู้กันอยู่ว่าอิ่มหน่ำสำราญกันถ้วนหน้า

หรือว่าพรรคประชาธิปัตย์อิจฉา กลัวว่าปัญหาภาคใต้จะสงบได้จริง เพราะสมัยที่ตนเองเป็นรัฐบาลก็ไม่เคยคิดแก้ปัญหาให้เป็นเรื่องเป็นราว ตอนเป็นรัฐบาลใหม่ๆเห็นทำเป็นกระตือรือล้น เรียกคนโน้นมาพบ เรียกกลุ่มนี้มาประชุมใน ที่สุดก็ทำได้แค่นั้น ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย แถมยังเพิ่มงบประมาณเข้าไปอีก เรียกว่าอัดฉีดกันเต็มที่เพื่อเอาใจฝ่ายทหาร

หากจะเปรียบเทียบการเมืองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยโดยมีนส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ ก็พอจะมองเห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีแต่จะดีวันดีคืน ยิ่งนายกฯวางตัวนิ่ง ไม่ยุ่งกับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ตอบโต้ ไม่ทะเลาะ กลับยิ่งโดดเด่นและมีราศีขึ้นทุกวัน ต่างกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ดูเหมือนจะเมาหมัด เจอลูกนิ่งของนายกฯยิ่งลักษณ์กลับทำอะไรไม่ถูก แถมยังเล่นการเมืองแบบน้ำเน่า คอยแซะรัฐบาลด้วยโวหารเดิมๆ ทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบว่าอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์อาจกลายเป็นพรรคต่ำสิบหรือมี สส.ในสภาได้ไม่ถึง 10 ที่นั่ง

หลายคนคงจำเหตุการณ์ลูกพรรคปชป.ป่วนสภาเมื่อเดือน พค.55 กันได้ที่ น.ส. รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นไปลากเก้าอี้ประธานลงจากบัลลังก์ จนแทบจะตบตีกัน

ไม่พอวันรุ่งขึ้นบรรดาส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้โห่ฮาป่าพร้อมกับปาหนังสือเข้าใส่ประธานสภาอีกรอบหนึ่ง 

เรียกว่าเลวซ้ำสอง
หรือเลวอย่างไม่มีที่ติ




เขียนเรื่องการเมืองนานๆแล้วชักเบื่อ  สู้มาเที่ยวหลวงพระบางกันดีกว่า

การเดินทางไปหลวงพระบางคราวนี้นับเป็นครั้งที่สอง หลังจากมีโอกาสได้ไปเที่ยวครั้งแรกเมื่อปี 52 ซึ่งตรงกับวันเข้าพรรษา และเป็นช่วงหน้าฝน

ปีนั้นเดินทางออกจากกรุงเทพด้วยรถยนต์ขณะมีฝนตกพร่ำๆตลอดทั้งคืน เมื่อข้ามไปฝั่งลาวยิ่งเจอฝนหนักขึ้น  แถมช่วงที่เดินทางระหว่างวังเวียงสู่หลวงพระบางซึ่งเป็นเส้นทางที่ผ่านป่า-เขา กลับเจอน้ำป่าทะลักและดินถล่มชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นั่งรถไปก็ลุ้นในใจว่าทางข้างหน้าไปได้หรือไม่ หรือว่ามีน้ำป่าทะลักจนทางขาด  

แต่การเดินทางไปหลวงพระบางคราวนี้สบายหน่อย เพราะเดินทางโดยเครื่องบินของสายการบินลาว หรือ Lao Central Airlines  ซึ่งเป็นสายการบินแรกของเอกชนลาวที่หันมาทำธุรกิจด้านสายการบิน หลังประสบความสำเร็จในธุรกิจธนาคาร  

สายการบินลาวแอร์ฯ เปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2555

เจ้าของสายการบินรายนี้เป็นเศรษฐีอันดับ1 ของลาวและเป็นเจ้าของเดียวกับ “ธนาคารพงสะหวัน “ ซึ่งเป็นธนาคารของลาว แต่มีสาขาในประเทศไทย อยู่ที่อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ  

เมื่อคนลาวทำธุรกิจการบินเองและบริหารเอง ปัญหาก็อาจตามมาตามที่หลายๆคนประสบ เช่นระบบการจองตั๋วที่ไม่ได้เชื่อมระบบออนไลน์ และเว็บไซต์ของบริษัทก็พึ่งจัดทำ หรือยังไม่เรียบร้อยนัก  สอบถามไปก็อาจดูไม่ค่อยน่าไว้ใจว่าจะได้ขึ้นเครื่องหรือไม่

สรุปว่าเป็นสายการบินใหม่ แบบซิงๆชนิดแกะกล่อง แอร์โฮสเตสก็เป็นสาวลาวใหม่สดที่พึ่งได้รับการฝึกฝนอบรมมาจากบริษัทการบินไทย รวมทั้งสจ๊วตก็ถูกส่งมาฝึกที่เมืองไทยเช่นกัน  สายการบินลาวเซ็นทรัลแอร์ จึงบอกได้ว่าเป็นลูกผสมไทยกับลาว บนเครื่องก็จะมีแอร์โฮสเตสต์ที่เป็นสาวลาวและสาวไทยทำงานร่วมกัน

ส่วนที่หวั่นกันมากก็คือนักบินหรือกัปตันว่าเป็นคนลาวหรือไม่ ตอบได้เลยว่าเป็นนักบินไทยล้วนๆ จึงไม่ต้องกังวลว่าเป็นนักบิน(ลาว)มือใหม่หัดขับ  แถมบนเครื่องในเที่ยวบินเช่าเหมาลำก็ยังได้รับบริการอาหารว่างชนิดที่หาไม่ได้ในสายการบินโลว์คอส เช่นแอร์เอเชีย

สำหรับเครื่องบินเป็นโบอิ้ง 737-400 สภาพค่อนข้างใหม่ เบาะที่นั่งกว้างขวางไม่รู้สึกอึดอัดเมื่อนั่งนานๆ ต่างกับสายการบินแอร์เอเชียที่เป็นปัญหาสำหรับคนร่างใหญ่  หรือแข้งขายาวๆ

สำหรับทริปนี้ถือเป็นเที่ยวบินช่วงแนะนำสายการบิน หรือช่วงปฐมฤกษ์ และเป็นไฟท์ประเภทเช่าเหมาลำ และมีเส้นทางการบินและการเดินทางดังนี้

ขาไป- บินจากสนามบินสุวรรณภูมิไปลงที่เวียงจันทน์ จากนั้นนั่งรถบัสจากเวียงจันท์สู่วังเวียง พักวังเวียง 1 คืนแล้วเดินทางต่อไปยังหลวงพระบาง พักหลวงพระบาง 2 คืน

ขากลับ- บินจากหลวงพระบางมาลงที่เวียงจันทน์ ผู้โดยสารลงจากเครื่องเพื่อผ่านพิธีการของด่านตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)จากนั้นขึ้นเครื่องแล้วบินต่อไปยังสุวรรณภูมิ

การเดินทางครั้งนี้ไปกับบริษัททัวร์จึงไม่ทราบราคาค่าตั๋วเครื่องบินที่แท้จริง แต่ถ้าจะไปเที่ยวด้วยตนเองค่าตั๋วเครื่องไป-กลับน่าจะอยู่ที่ 3,800 บาท แต่ช่วงนี้เป็นโปรโมชั่นและเป็นการเดินทางแบบเช่าเหมาลำ ราคาจึงถูกกว่าสายการบินอื่นค่อนข้างมาก

สนใจเดินทางไปเที่ยวหลวงพระบางกับสายการบินลาว ติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานของสายการบิน ซึ่งตั้งอยู่ในอาคาร Central World หรือสำนักงานธนาคารพงสะหวัน หรือติดต่อเว็บไซต์  http://www.flylaocentral.com (เว็บยังไม่เรียบร้อย)  และที่นี่

สำหรับทัวร์ลาว-หลวงพระบางในตอนต่อไปจะเป็นบรรยากาศของเมืองวังเวียงที่หลายคนตั้งฉายาว่า “ กุ้ยหลินลาว “ ส่วนจะเหมือนหรือคล้ายเมืองกุ้ยหลินในเมืองจีนแค่ไหน  ก็ต้องติดตามในตอนต่อไปครับ



โฟโต้ออนทัวร์
3 มีนาคม 2556








 
 
     
 
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls     World Photos     Site Update    Contac Us