Home      Outbound      Luang prabang  Part8  
   Home
Home  :  Outbound  :  Luang prabang Part 8
 
เที่ยวลาวหลวงพระบางโดยสายการบิน Lao Central Airlines สายการบินแห่งแรกของคนลาว
Laos Tourism : Vientiane, Vang vieng, luang prabang
เที่ยวลาว  :  เวียงจันทน์ วังเวียง หลวงพระบาง มรดกโลก
เดินทาง : ธันวาคม 2555
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part8
ทัวร์ลาวตอนที่ 8
เที่ยวถ้ำติ่ง

 
   
 
       เที่ยวลาวตอนที่ 8 ล่องเรือแม่น้ำโขงชมถ้ำติ่ง (94 ภาพ)
 



เที่ยวลาวตอนที่ 8 ล่องโขงเที่ยวถ้ำติ่ง
(เดินทาง 7-10 ธันวาคม 2555)



ภาพท่องเที่ยวหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก ได้เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายแล้วละครับ  ก่อนกลับได้มีโอกาสล่องเรือแม่น้ำโขง ชมถ้ำติ่ง โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที

เรือโดยสารที่ให้บริการสร้างด้วยไม้ทั้งลำ มีที่นั่งเป็นเบาะอย่างดี มีห้องน้ำในตัว เรือวิ่งไปช้าๆ เสียงเครื่องยนต์เดินเงียบกว่าเรือหางยาวแบบบ้านเรา รวมทั้งมีความปลอดภัยกว่าด้วย

ระหว่างเดินทางได้เห็นวิถีของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำแห่งชีวิตของชาวลาว ประเภทในแม่น้ำมาปลา ในนามีข้าว ริมตลิ่งมีพืชผักปลอดสารพิษ ดูแล้วก็เป็นชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากนัก

แต่เนื่องจากหลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลกและเป็นเมืองท่องเที่ยว การดำเนินชีวิตจึงอาจมีเรื่องของการค้าการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง และเป็นโอกาสที่ทำให้ชาวหลวงพระบางมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

โอกาสของชาวหลวงพระบางทางด้านการท่องเที่ยวที่เห็นได้ชัดก็คือเรื่องที่พักหรือ"เฮือนพัก" ในภาษาลาว ที่มีอยู่มากมาย แต่ความสูงของอาคารจะต้องไม่เกิน 2 ชั้นตามข้อกำหนดของยูเนสโก

รูปแบบของเฮือนพักในตัวเมืองหลวงพระบาง คล้ายๆกับตึกแถวแบบโบราณ หรือแบบลาว ชั้นบนมีระเบียงให้ออกมารับลมชมวิว ส่วนภายในห้องพักก็จะตกแต่งแบบพื้นบ้าน บางแห่งก็ดูทันสมัย แต่ทุกห้องติดแอร์ชนิดที่ไม่ต้องกลัวร้อน

มาเที่ยวหลวงพระบางแล้วอย่าคิดว่าที่พักจะราคาถูกนะครับ อาจพูดได้ว่าแพงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำไป

หลวงพระบางเป็นเมืองที่สามารถมาเที่ยวได้ทั้งปี ไม่มีคำว่า Low หรือ High Season เหมือนเมืองท่องเที่ยวทั่วไป ที่พักแบบเกสต์เฮ้าส์มีทั่วหลวงพระบาง แม้ปัจจุบันจะมีโรงแรมระดับ 5 ดาว ค่าห้องพักต่อคืนราคาหลายหมื่นบาท เรียกว่ามีครบทุกประเภทในระดับราคาตั้งแต่ราคาถูกๆจนถึงแพงลิ่ว และที่มีราคาสูงลิบลิ่วส่วนใหญ่จะเป็นของนักลงทุนต่างชาติทั้งนั้น

เมื่อมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น คนลาวในเมืองและชนกลุ่มน้อยหรือพวกชาวเขาเผ่าต่างๆก็มีโอกาสนำผลิตภัณฑ์มาขาย ร้านของที่ระลึกที่เป็นของพื้นเมือง วางขายทั่วไปตามริมถนน หรือในตลาดนัดตอนกลางคืนที่มีเสน่ห์ของเมืองหลวงพระบาง

หลวงพระบางไม่มีแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนเหมือนกับเมืองอื่นๆของลาว จะมีแต่ผับรำวงหรือ การเต้น "บัดสลบ" และตลาดนัดตอนกลางคืนเท่านั้น

ตลาดนัดตอนกลางคืน หรือ Night Market ที่ทอดยาวไปตามถนนหน้าวังของเจ้ามหาชีวิตในช่วงกลางคืน เป็นสิ่งที่น่าคิดพิจารณาว่า ทำไมหลวงพระบางจึงกำหนดกฏเกณฑ์ให้ขายแต่สินค้าพื้นเมืองได้ ซึ่งแตกต่างกับเมืองไทยอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ที่ไปทางไหนก็เจอแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับ รวมทั้งอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ เรียกว่าตลาดมั่ว หรือกาดมั่ว แต่ตลาดหลวงพระบางมีแต่สินค้าท้องถิ่นล้วนๆ ไม่มีสินค้าจอมปลอมเข้ามาขายอย่างเด็ดขาด

ตลาดน้ำแบบย้อนยุคในบ้านเราแรกๆก็ดูดี แต่ไม่นานก็กลายเป็นตลาดนัดขายเสื้อผ้า จนนักท่องเที่ยวบ่นเอียนไปตามๆกัน แต่หลวงพระบางมากี่ครั้งก็ยังมีภาพเดิมๆชนิดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

นี่ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศมีความประทับใจเมืองหลวงพระบาง และเป็นกรณีตัวอย่างให้นักธุรกิจที่คิดจะลงทุนทำตลาดเก่า หรือตลาดท้องถิ่นที่สะท้อนถึงความเป็นอดีตเข้ามาศึกษา

น้ำโขงเมืองหลวงพระบาง

แม่น้ำโขงคนลาวเรียกว่า "แม่น้ำของ" หรือ "น้ำของ" ดังนั้นจึงมีชื่อคำว่า "เชียงของ" อยู่หลายชื่อในภาษาลาวซึ่งรวมถึงชื่อในภาษาไทยด้วย เช่นอำเภอเชียงของ ในจังหวัดเชียงราย

แม่น้ำโขงในช่วงนี้ระดับน้ำค่อนข้างน้อยเนื่องจากเป็นฤดูหนาวในช่วงต้นเดือนธันวาคม(ปี55) ระหว่างนั่งเรือจึงเห็น "เกาะแก่ง" ที่อยู่กลางลำน้ำโขง รวมทั้ง"สันทราย" โผล่กลางน้ำอยู่หลายแห่ง 

ที่น่ากลัวคงหนีไม่พ้นแก่งหินที่มีให้เห็นเป็นระยะๆ คนขับเรือจึงต้องรู้ว่าร่องน้ำที่ปลอดภัยอยู่ตรงส่วนไหนของแม่น้ำ หากไม่ทราบก็อาจเสี่ยงกับการกระแทกโขดหินที่มองไม่เห็นหรือที่อยู่ใต้น้ำได้ 

ถ้ำติ่ง

"ถ้ำติ่ง"เป็นถ้ำขนาดเล็ก อยู่ติดกับหน้าผาที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขง ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปที่ทำด้วยไม้สูงไม่เกิน 1 ฟุต ตั้งเรียงรายนับเป็นพันๆองค์ บางองค์มีอายุหลายร้อยปี

สมัยก่อนชาวลาวจะนำพระพุทธรูปไม้มาบูชาที่ถ้ำติ่ง แต่ปัจจุบันเห็นมีพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ และพระพุทธรูปองค์เล็กแบบอื่นๆเข้ามาแทนที่มากขึ้น

แรกเริ่มก็น่าจะมาจากเจ้ามหาชีวิต(กษัตริย์ลาว)ที่นำพระพุทธรูปมาสักการะกับเจ้าป่าเจ้าเขาที่ชาวลาวพื้นบ้านสมัยก่อนยังนับถือผี และยังเสด็จมาสรงน้ำในวันสงกรานต์จนกลายเป็นประเพณี ต่อมาก็มีพระสงฆ์องค์เจ้าเข้ามาทำพิธีกรรมทางพุทธศาสนา พร้อมกับสร้าง "วัดปากอู" ที่หมู่บ้านปากอู อยู่ตรงกันข้ามกับถ้ำติ่ง หรือคนละฝั่งแม่น้ำ เป็นการวางรากฐานให้ชาวบ้านแถบนี้หันมานับถือพุทธและเลิกการนับถือผีแบบดั่งเดิม

ไม่นานถ้ำติ่งก็กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

จนเป็นธรรมเนียมให้บรรดาข้าราชการที่ย้ายมาประจำเมืองหลวงพระบาง ได้นำพระพุทธรูปไม้มาบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล และเพื่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน  

ปัจจุบันได้มีชาวลาวนำพระพุทธรูปมาตั้งบูชาที่ถ้ำติ่งในเทศกาลต่างๆจนกลายเป็นประเพณี เช่นเทศกาลวันสงกรานต์

พอนานเข้าในถ้ำติ่งจึงมีพระพุทธรูปสะสมไว้เป็นจำนวนหลายพันองค์ จนกลายเป็นของแปลกและเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวทางน้ำของเมืองหลวงพระบาง

ในระหว่างทางเราแวะ "หมู่บ้านช่างไห" ที่ชาวบ้านมีอาชีพต้มเหล้าแบบดั่งเดิม ไม่ต่างกับเป็นสินค้าโอท๊อปของหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวที่นั่งเรือผ่านมา หากมีเวลาก็จะแวะชิมเหล้าและซื้อเหล้าพื้นบ้านที่บรรจุในขวดเล็กๆเป็นของฝาก

เหล้าที่ผ่านการต้ม-กลั่น ของหมู่บ้านช่างไห หากเป็นเมืองไทยจะเรียกว่า "เหล้าเถื่อน" หรือเหล้าที่ไม่มีการเสียภาษี(สุรา) สำหรับเมืองไทยหากจะต้มเหล้าแบบนี้คงทำไม่ได้เพราะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่เมืองลาวการต้มเหล้า กลั่นเหล้ากินกันเอง น่าจะทำได้

เหล้าที่นี่ทำจากข้าวเหนียวหมัก โดยมีหัวเชื่อเช่นเดียวกับแป้งข้าวหมาก ซึ่งขบวนการต้มเหล้าพื้นบ้านก็ไม่ต่างกับกับการทำข้าวหมาก เพียงแต่การทำเหล้าต้องหมักข้าวนานกว่า เมื่อหมักได้ที่ก็จะกรองข้าวออกจนเหลือแต่น้ำ แล้วนำไปต้มด้วยอุณภูมิที่พอเหมาะ ก็จะได้น้ำเหล้าหรือแอลกอฮอร์

การทำเหล้าประเภทนี้นอกจากจะใช้ข้าวเหนียวแล้ว ยังใช้ข้าวชนิดอื่นเช่นข้าวเหนียวแดง เหล้าก็จะมีสีไปตามวัตถุดิบนั้นๆ

คนขายเหล้าบอกว่าเหล้าจากที่นี่มีทั้งขวดเล็กสำหรับเป็นของฝากและขวดใหญ่สำหรับคอเหล้า สามารถนำขึ้นเครื่องได้โดยไม่มีปัญหากับการตรวจคนเข้า-ออกเมือง(ตม.) แกบอกว่านักท่องเที่ยวญี่ปุ่นชอบมาก และจะซื้อกันคนละหลายๆขวด อาจเป็นไปได้ว่าคนญี่ปุ่นชอบเหล้าลาวมากกว่าสาเกที่เป็นเหล้าประจำชาติของญี่ปุ่น

ความจริงเหล้าพื้นบ้านของประเทศไนแถบเอเชียจะมีความใกล้เคียงกัน เพียงแต่ใช้วัตถุดิบแตกต่างกัน หรือตามที่หาได้ในท้องถิ่น คนลาวกับคนไทยทางภาคเหนือและอีสานใช้ข้าวเหนียวทำเหล้า พวกชาวเขาตามดอยอาจใช้ข้าวโพด บางแห่งอาจใช้รำข้าวหรือผลไม้ ส่วนดีกรีของเหล้าก็แล้วแต่มาตรฐานของคนทำ ซึ่งไม่เท่ากัน เหล้าบางครั้งก็ขุ่น บางครั้งก็ใส หรือที่เรียกว่าว่า "ใสเหมือนตาตั๊กแตน" ซึ่งเหล้าประเภทนี้ใช้ปราบเซียนมานักต่อนักแล้ว

เช่นที่หมู่บ้านชาวเขาบ้านเข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ชาวเขากับเซียนเหล้าจากในเมืองนั่งดวดเหล้าที่ทำจากข้าวโพด แรกๆก็คุยกันโขมงโฉงเฉง แต่ตอนที่เซียนเหล้าจากในเมืองขอตัวลุกไปฉี่ ปรากฏว่าพอยืนขึ้นก็ล้มตึงอยู่ข้างวงเหล้า สร้างความขบขันแก่ผู้ที่นั่งร่วมวง

จึงมีคำพูดที่ว่า "อย่าดูถูกเหล้าข้าวโพดของชาวเขา เพราะดีกรีร้อนแรงชนิดจุดไฟติด ดึ่มแล้วอาจล้มจนหัวฟาดพื้น"

โปรแกรมแวะหมู่บ้านช่างไห บางคณะทัวร์อาจไม่มีในรายการ เนื่องจากเห็นว่าเสียเวลาและคิดว่าเรื่องสุรายาเมาคงไม่น่าสนใจนัก  แต่ถ้าใครมีโอกาสแวะก็จะได้เห็นขบวนการต้มเหล้าแบบพื้นบ้านที่ไม่มีอะไรซับซ้อน อีกอย่างหนึ่งที่หมู่บ้านแห่งนี้ยังมีสินค้าพวกผ้าไหม ผ้าทอลาวจำหน่ายด้วย   

เรากลับมาถึงหลวงพระบางในตอนเที่ยงๆ จากนั้นก็แวะทานข้าวในภัตตาคารแห่งหนึ่งที่คนไทยรู้จักกันดี(น่าจะร้านปากห้วยมีไช) โดยเฉพาะหากมากับคณะทัวร์ ก็อาจได้แวะร้านนี้กันทุกคน 

อาหารที่ร้านนี้ถือว่าได้มาตรฐาน สามารถรองรับทัวร์ที่เป็นหมู่คณะได้อย่างสบาย เมนูอาหารก็ถูกปากคนไทย ที่จำได้ก็มีไส้กรอกทอดแบบอีสานบ้านเรา  แต่ของลาวรสชาติจะไม่เปรี้ยว ที่เป็นเมนูเด็ดก็ได้แก่สลัดผักน้ำ ไกด์บอกว่าหาทานได้เฉพาะเมืองหลวงพระบาง ส่วนเมนูลาวแท้ๆ ได้แก่ "ส้มตำลาว"ที่มีรสชาติดีทีเดียว ไม่จัดจ้านนัก

ทานเสร็จได้ไปแวะวัดพระบาท (ภาษาลาวเขียนว่าพะบาท) เป็นวัดที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขง ที่นี่มีพระนอนองค์ใหญ่และใหญ่ที่สุดในหลวงพระบาง

ตอนเย็นราว 4 โมงเย็นก็เดินทางกลับโดยสายการบิน ลาวเซ็นทรัลแอร์ไลน์ (Lao Central Airlines) ซึ่งเป็นสายการบินของเอกชนรายแรกของลาว แต่แอร์โฮสเตสมีทั้งสาวไทยและสาวลาว

การเดินทางกลับต้องนั่งเครื่องจากหลวงพระบางมาลงที่สนามบิน วัดไต(Wat Tai Airport) เมืองเวียงจันทน์ จากนั้นก็ต้องลงจากเครื่องแล้วเข้าอาคารเพื่อตรวจพาสปอร์ตและผ่านตม.ลาว สำหรับการออกนอกประเทศ  

พอได้เวลาก็นั่งเครื่องลำเดิมบินกลับสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ดูๆแล้วก็เหมือนกับต้องเสียเวลาย้อนไปย้อนมา  หลายคนสงสัยว่าทำไมไม่บินตรงจากหลวงพระบางสู่สุวรรณภูมิ หรือบินทอดเดียว

เรื่องนี้เข้าใจว่าสนามบินหลวงพระบางเป็นสนามบินภายในประเทศ ยังไม่ได้เป็นสนามบินนานาชาติ การบินออกนอกประเทศ(ลาว) จึงต้องมาตั้งหลักที่สนามบินวัดไต ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติของลาว 

ในอนาคตหากมีการยกระดับสนามบินหลวงพระบางให้เป็นสนามบินนานาชาติแล้วก็คิดว่าน่าจะสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหลายต่อหลายทอดเหมือนปัจจุบัน ซึ่งทำให้เสียเวลาไปราว 2-3 ชั่วโมง

สำหรับสนามบินเมืองหลวงพระบาง ปัจจุบันน่าจะเปิดใช้ที่ทำการแห่งใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว แต่มาเที่ยวนี้ยังใช้อาคารหลังเดิมที่มีความคับแคบ และดูจะแปลกๆสำหรับนักท่องเที่ยวคนไทย 

การบริการภายในสนามบินเมืองหลวงพระบางยังไม่มีระบบนัก การรักษาความปลอดภัยไม่ค่อยเข้มงวด ใครมีโอกาสใช้บริการของสนามบินหลวงพระบางก็อย่าได้แปลกใจ ประเทศเล็กๆก็มักจะเป็นเช่นนี้

เช่นเดียวกับที่เคยใช้บริการของ สนามบินนานาชาติ ตัน เซิน เณิ๊ต(Tan Son Nhat Airport) เมืองโฮจิมินห์ซิตี้  ประเทศเวียดนาม เมื่อต้นปี 56

ตอนขากลับจากเที่ยวเมืองดาลัด และจะขึ้นเครื่องจากโฮจิมินห์กลับเมืองไทย ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตม.(หญิง) แกทำงานไปพร้อมกับพูดโทรศัพท์มือถือ ระหว่างที่โทรก็หัวร่อต่อกระซิก โดยไม่ได้เหลียวมองผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าว่า จะมีหน้าตาตรงกับพาสปอร์ตหรือไม่ หลายคนอาจจะงงว่า เป็นไปได้หรือ ก็ต้องตอบว่าเป็นไปได้และเจอมากับตัว

สำหรับ ตม.เมืองไทยคิดว่าไม่น่าจะมีเรื่องแบบนี้ และคงห้ามเจ้าหน้าที่ใช้โทรศัพท์ขณะปฏิบัติงาน

จบทริปหลวงพระบางเมืองมรดกโลกเพียงแค่นี้นะครับ


โฟโต้ออนทัวร์
18 สิงหาคม 2557
   



 


 

     
 
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)
ต้องการ save ภาพ
Contact Us : [email protected]

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls     World Photos     Site Update    Contac Us