Home
Home : Outbound : Luangprabang56_part 2


 

Luang Prabang Part 2  : เสน่ห์แห่งวังเวียง ที่หลายคนไหลไปกับธรรมชาติของขุนเขาและสายน้ำ ชมบรรยากาศสองข้างทางจากวังเวียงสู่หลวงพระบาง

 
 


                  

                  

                  

                 

                  

                  
 
 

 
 
ชมการเดินทางสู่หลวงพระบางก่อนหน้านี้   :   เดือนธันวาคมปี 55  :   เดือนกรกฏาคมปี 51  
 



หลวงพระบาง ตอนที่2
วังเวียง
(เดินทาง มิย.56)


ใครที่รู็จัก
"เมืองวังเวียง" ก็จะต้องรู็จัก "แม่น้ำซอง" ที่มีเสน่ห์และชวนให้หลงไหล

แม่น้ำซอง หรือ Nam Song River แม่น้ำสายเล็กๆที่ไหลมาจากป่าทางตอนเหนือซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของเขื่อนน้ำงึม และส่วนหนึ่งได้ไหลไปรวมกับแม่น้ำโขงทางฝั่งตรงกันข้ามกับจังหวัดหนองคาย

เมืองวังเวียงหากจะเทียบกับบ้านเราก็ไม่ต่างกับเป็นตำบลหนึ่งเท่านั้นเอง ยังไม่ใหญ่โตเทียบเท่ากับอำเภอ แต่เมืองเล็กๆแบบนี้กลับเต็มไปด้วยที่พักประเภทเกสต์เฮ้าส์ ที่ส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำซอง ส่วนประเภทโรงแรมที่คนลาวเรียกว่า
"เฮือนพัก" จะมีตั้งแต่ระดับ 2 ดาวไปจนถึง 4 ดาว บางโรงแรมมีคนต่างชาติเป็นเจ้าของ

วังเวียงมีอะไรน่าสนใจ และทำไมจึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว

คำตอบก็คงแล้วแต่บุคคลว่าจะมองเป็นแบบไหน บางคนก็ชอบความเป็นธรรมชาติและชนบท  มีป่ามีภูเขาสวย จนบางคนเปรียบว่าเป็น
“กุ้ยหลินลาว”
หรือบางคนก็อาจบอกว่าเป็นเมืองที่สงบเงียบ ผู้คนน่ารัก ตามท้องถนนไม่ค่อยมีรถรา ตอนเช้าๆจะเห็นพระออกมาบิณฑบาต ดูแล้วเป็นภาพที่เจริญหูเจริญตา และที่ขาดไม่ได้ก็คือ
“แม่น้ำซอง” ที่ถือว่าเป็นเสน่ห์ตัวจริงของเมืองวังเวียง

ลาวมีป่าไม้และภูเขาที่สวยงาม ภูเขาสูงที่สุดในลาวมีชื่อว่า
“ภูเบี้ย” สูง 2,819 เมตรส่วนดอยอินทนนท์ที่เชียงใหม่ในบ้านเราสูง 2,565 เมตร ต่างกัน 254 เมตร

ใครสงสัยว่ายอดดอยอินททนน์ในบ้านสูงกว่าประเทศใดในอินโดจีน ก็ต้องมาดูรายชื่อเขาที่สูงสุดของประเทศต่างๆในกลุ่มอาเซียนว่ามีที่ไหนบ้าง บางคนอาจสงสัยว่าบางประเทศจะมีภูเขาสูงขนาดนั้นเลยหรือ

หรืออย่างภูเขา Puncak Jaya ในอินโดนีเซียที่ทำให้นักสำรวจต่างชาติเคยตะลึงกับธารน้ำแข็ง ทั้งๆทีประเทศอินโดนีเซียอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตรหรือเขตร้อน


รายชื่อภูเขาสูงของแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียน

1.Hkakabo razi (ข่ากาโบราซี) พม่า 5,881 เมตร
2.Puncak Jaya อินโนีเซีย  4,884 เมตร
3.Kinabaru (คินาบารู) มาเลเซีย  4095 เมตร
4.Phansiphan (ฟานซิปัน) เวียดนาม 3143 เมตร
5.Mount Apo (เขาอาโปร์) ฟิลิปปินส์  2,954 เมตร
6.Phu Bia  (ภูเบี้ย)  สปป.ลาว 2817 เมตร
7.Inthanon (อินทนนท์) ไทย 2565 เมตร
8.Bukit Pagon บรูไน  1,850  เมตร
9.3Phnom Aural(พนมอาออรัล) กัมพูชา 1,810 เมตร
10.Bukit Timah  ประเทศ สิงคโปร์   163



สำหรับประเทศลาวก็ต้องถือว่ามีพื้นที่ป่าดิบชื้น เป็นต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำโขง บางครั้งเราอาจได้ยินว่าเป็น
"ป่าอเมซอนของเอเชีย"

ลาวยังมีพื้นที่เป็นป่าดงดิบที่ยังไม่ได้สำรวจอีกมากมาย แม่แต่เขาภูเบี้ยที่สูงที่สุดก็เดินทางเข้าไปยาก และยังไม่พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เขาภูเบี้ยนอกจากเป็นยอดเขาที่สูงในลาว แล้วก็ยังปรากฏหลักฐานว่าเคยมีหิมะตกเมื่อปี 2440

การเดินทางมาเที่ยวลาวครั้งนี้ อยู่ในช่วงฤดูฝนเดือนมิถุนายน(56) แม่น้ำซองมีปริมาณน้ำค่อนข้างมากและไหลเชี่ยว เชื่อว่าจากนี้ไประดับน้ำจะสูงขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นน้ำหลาก หรืออาจมีน้ำป่าทะลักจนท่วมถนนที่มุ่งหน้าสู่หลวงพระบางเหมือนกับที่เคยประสบมาเมื่อเดือนกรกฏาคมปี51

เมื่อคืนเราพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่อยู่นอกเมืองราว 3-4 กม. คืนนั้นมาถึงก็มึดแล้วจึงมองไม่เห็นอะไร  แต่พอตอนเช้าก็รู้ว่าอยู่ห่างจากภูเขาไม่มากนัก และอยู่ติดแม่น้ำซอง ทัศนีย์ภาพของที่นี่จึงสวยงามทีเดียว

หลังทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยก็ต้องวกเข้าตัวเมืองเวียง เพื่อชมแม่น้ำซองและสำรวจโรงแรมแถวนั้น  จึงมีโอกาสถ่ายภาพแม่น้ำซองจากระเบียงห้องพักของโรงแรม

ส่วนสะพานไม้ข้ามแม่น้ำซองที่อยู่ใกล้กันโดนน้ำซัดจนพังไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อถึงหน้าแล้งชาวบ้านก็จะจะสร้างกันใหม่ เพื่อให้ผู้คนทั้งสองฝั่งไปมาหาสู่กันได้

ใครมาเที่ยววังเวียงในฤดูแล้งหรือฤดูหนาวก็จะเห็นสะพานไม้ แต่ถ้ามาในหน้าฝนก็จะเห็นแต่น้ำล้นตลิ่งเช่นในทริปนี้

ราว 10 โมง เราออกจากวังเวียงเพื่อเดินทางสู่เมืองหลวงพระบาง หากเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปก็ถือว่าออกสายมากทีเดียว ส่วนใหญ่แล้วจะออกเดินทางไม่เกิน 9.00 น.

จากวังเวียงสู่หลวงพระบางมีระยะทางราว 210 กม. แต่ใช้เวลาเดินทางราว 7 ชั่วโมง นับว่านานทีเดียว ที่ล่าช้าก็เนื่องจากเป็นเส้นทางบนภูเขา วกไปวนมาจนดูน่าเวียนหัว

ระหว่างทางเราจะเห็นหมู่บ้านชนเผ่าหลายกลุ่มเช่น ลาวลุ่ม ลาวสูง ลาวเทิง ลาวม้ง ไทลื้อ ทุกวันนี้ก็ยังใช้ชีวิตแบบดั่งเดิม เช่นการแบกตระกร้าทรงสูงไว้ด้านหลัง ในตะกร้าก็มีท่อนฝืนเพื่อใช้ทำเชื้อเพลิง บางครั้งเห็นพืชผักที่เก็บมาจากไร่ เช่นหน่อไม้ ข้าวโพด กะหล่ำปลี

ชีวิตของชาวลาวในชนบท ยังออกไปทำงานอยู่กับไร่กับนา บางคนก็ไปหาปลาจับสัตว์น้ำเพื่อนำมาเป็นอาหาร ชีวิตยังพูกพันธ์กับธรรมชาติ และอาศัยป่าไม้ รวมทั้งแม่น้ำลำคลองเป็นแหล่งอาหาร

วิถีชีวิตแบบนี้ไม่ต่างกับเมืองไทยในอดีต ซึ่งปัจจุบันแทบหาไม่ได้แล้ว  ดังนั้นการมาเที่ยวประเทศลาวก็เหมือนกับการเที่ยวเมืองไทยที่ย้อนอดีตไปราว 50-60 ปี ระหว่างทางเห็นความสดและความเขียวขจีของธรรมชาติ ทำให้การเดินทางไม่รู้สึกน่าเบื่อทั้งๆที่ใช้เวลานานพอสมควร

ตอนเที่ยงเราทานอาหารที่ร้าน "ภูคูณเพียงฟ้า "ที่ถือว่าเป็นจุดแวะพักที่สวยที่สุดบนเส้นทางสายนี้  

ความจริงก็เป็นร้านเดิมที่เคยมานั่งทานแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้วหรือปี 55 แต่คราวนี้ภาพที่ปรากฏเหมือนเป็นหนังคนละม้วนทั้งๆที่เป็นเวลาตอนเที่ยงๆเช่นเดียวกัน และระยะเวลาห่างกันเพียงแค่ 6 เดือน มาคราวนี้เห็นความสวยงามของ
“ภูพระเจ้า” ้ได้อย่างชัดเจน ไม่ขมุกขมัวเหมือนครั้งก่อน



ร้านอาหารที่ว่านี้มีอยู่ร้านเดียวที่เป็นหน้าเป็นตา สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้คราวละมากๆ  มีคนบอกว่าเจ้าของเป็นชาวม้ง แต่การบริหารจัดการของร้านทำได้ดีทีเดียว พอไปถึงก็เสริฟทันที แถมอาหารดูสะอาดและรสชาติดี

เมนูอาหารในปี55 กับปี 56 เรียกว่าเหมือนกันไม่มีผิด แต่รสชาติก็ยังอร่อยเหมือนเดิม

ทุกคนติดใจกับน้ำพริกแม้ว มีผักต้มเช่นยอดฟักแม้วเป็นเครื่องเคียง อร่อยจนต้องถามสูตรว่าทำอย่างไร
 
คำตอบที่ได้รับก็ทำกันแบบง่ายๆ เอาปลาพื้นบ้านมาต้มแล้วแกะเอาแต่เนื้อ นำมาโขลกกับพริกขี้หนูสด ใส่หอมเผากระเทียมเผา แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา หรืออาจเติมผงชูรสเข้าไปอีกหน่อย

เมื่อมาทำที่บ้านก็ต้องปรับเปลี่ยนบ้างตามสถานการณ์ โดยใช้ปลาดุกย่างแทน ส่วนรสชาติและความอร่อยพอๆกัน


“ เมนูนี้ไม่ผิดหวังนะครับ  ติดใจทุกคน รับรองว่าทานกันจนพุงบานเลยหละ ”


โฟโต้ออนทัวร์
28 ตุลาคม 2558




ชมภาพการเดินทาง
เดินทาง กค.51
เดินทาง ธค.55
เดินทาง มิย.56



 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ