Home
Home : Outbound : Luangprabang56_part 4


 

Luang Prabang Part 5  : ตักบาตรข้าวเหนียวหลวงพระบาง วัดวิชุนราช ห้างดาวเรือง วิหารพระแก้ว วัดสีสะเกด สายการบินลาวแอร์ไลน์

 
 


                  

                  

                  
      
                

                

               
 
 

 
 
ชมการเดินทางสู่หลวงพระบางก่อนหน้านี้   :   เดือนธันวาคมปี 55  :   เดือนกรกฏาคมปี 51  
 



หลวงพระบาง ตอนที่5
ตักบาตรข้าวเหนียวหลวงพระบาง วัดวิชุนราช ห้างดาวเรือง วิหารพระแก้ว วัดสีสะเกด สายการบินลาวแอร์ไลน์
(เดินทาง มิย.56)


การเดินทางท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบาง มาถึงตอนที่ 5 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายแล้ว  ปกติการเดินทางแต่ละครั้งมักจะแบ่งเป็นหลายตอน อย่างน้อยๆก็ประมาณ 7-8 ตอน  แต่การทัวร์หลวงพระบางครั้งนี้ ในแต่ละตอนของชุดนี้อัดแน่นไปด้วยภาพค่อนข้างมาก จึงทำให้จำนวนตอนน้อยกว่าทุกครั้ง

หลวงพระบางครั้งนี้ก็นับเป็นครั้งที่ 3 ที่มีโอกาสมาเยือนในช่วงเวลาแตกต่างกัน ทำให้เห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละครั้งของการเดินทาง และไม่ว่าจะเคยมากี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องจากประเทศลาวเต็มไปด้วยป่าไม้และธรรมชาติบริสุทธิ์ ยังมีภูเขาสูงๆให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาทุกครั้งที่มาเยือน

หลวงพระบางอยู่ทางตอนเหนือของลาว หากเดินทางด้วยรถยนต์ก็จะใช้เวลาที่ยาวนาน ระหว่างทางจะมีแต่ป่าและภูเขาสูง ทำให้ความเจริญที่จะเข้าไปถึงเมืองหลวงพระบางจึงค่อยเป็นค่อยไป  แทบจะเรียกว่ามากี่ครั้งก็ดูจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก  แต่ที่เห็นได้ชัดก็คือมีโรงแรมใหม่ๆเกิดขึ้นหลายแห่ง

ส่วนเฮือนพักประเภทตึกแถวหรือเกสต์เฮาส์ ก็เกิดขึ้นมากมาย ตามปิมาณของนักท่องเที่ยวในแต่ละปีและตามที่ทราบมานั้นหลวงพระบาง
" ไม่มีคำว่า Low หรือ High Season " เหมือนที่อื่นๆ  คนที่ทำธุรกิจเรื่องที่พักบอกว่า  มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาตลอดทั้งปี

จะมีปัญหาก็ปี58 และ 59 นี้เท่านั้นเอง ที่เศรษฐกิจของโลกชลอตัว ทำให้มีผลกระทบบ้าง มีนักท่องเที่ยวน้อยลง  แต่ก็ยังดีที่มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามามากขึ้น  ทำให้สภาพโดยรวมไม่ค่อยมีปัญหามากนัก  

เหตุที่หลวงพระบางเปลี่ยนแปลงได้ช้ากว่าเมืองอื่นๆของลาว ก็เนื่องจากเป็นเมืองมรดกโลกที่ต้องปฎิบัติตามกฎของยูเนสโก เช่นการสร้างอาคารใหม่จะต้องให้มีรูปแบบเหมือนอาคารเก่า  ห้ามสร้างตึกสูงเกินกว่าที่กำกนด  ห้ามรถบัสหรือรถขนาดใหญ่เข้ามาวิ่งในเมือง  

เหตุนี้เองจึงทำให้หลวงพระบางยังคงรักษาสภาพเดิมๆไว้ได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่เป็นเสน่ห์หรือเป็นโอไลท์สำคัญของเมืองมรดกโลกนอกเหนือจากวัดวาอารามแบบศิลปะล้านช้างแล้วก็คือการ
"ตักบาตรข้าวเหนียว" ในตอนเช้ามึด  ที่จะเริ่มประมาณตี 5 ครึ่ง และภาพที่ถือว่าเป็นสัญญลักษณืของหลวงพระบางก็คือการตักบาตรข้าวเหนียว ที่มีพระสงฆ์ออกมาเดินบิณฑบาตมากกว่าเมืองพุทธใดๆในโลก

ลองตรวจสอบวันเวลาที่กดชัตเตอร์ถ่ายภาพแรกที่พระบิณฑบาตก็เป็นเวลา 05.40 น.  แสดงว่าเช้ามาก ใครจะตื่นสายก็อาจจะไม่ทันพระ  เนื่องจากช่วงเวลาตักบาตรใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง

ทุกคนจึงต้องตื่นกันแต่เช้าเพื่อให้ทันการตักบาตร

" ทุกเช้าจะมีพระสงฆ์จำนวน 200 รูปมาเดินบิณฑบาต " ถึงพระจะมากแต่ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่อืดอาดยืดยาด

คนลาว
" ควักข้าวเหนียว" หรือ "จ๊กข้าวเหนียว" ใส่บาตรค่อนข้างเร็ว เนื่องจากทำกันทุกวันจึงมีความชำนาญ  ส่วนพระก็จะเดินค่อนข้างเร็ว  เรียกว่าทั้งพระและคนลาวจะรู้จังหวะได้อย่างพอเหมาะพอดี แม้จะเป็นคนเฒ่าคนแก่ก็ไม่มีปัญหา ทุกคนทำกันด้วยความชำนาญ 

จะมีปัญหาก็เฉพาะคนไทยที่ทำไม่ค่อยทันเหมือนคนลาว 

การตักบาตรข้าวเหนียวที่หลวงพระบางเป็นประเพณีที่สืบกันมาช้านาน  จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่มีภาพเผยแพร่ไปทั่วโลก  ใครมาเที่ยวหลวงพระบางหากไม่ใส่บาตร ก็เหมือนกับยังมาไม่ถึง  

ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ  จะมีบางคนเท่านั้นที่ร่วมใส่บาตรด้วย  ทั้งนี้ก็น่าจะมาจากกฎทางศาสนาที่ไม่ให้ไปร่วมในพิธีกรรมของศาสนาอื่น  เพราะจะให้เกิดความไขว้เขว ไม่มั่นคงในศาสนาของตน

อาจมีคนสังสัยว่าพระตามวัดต่างๆในหลวงพระบางจะต้องมารวมกันที่นี่เพียงจุดเดียวหรือไม่  ก็ต้อบว่าคงไม่ไช่  หากใครตื่นแต่เช้าก็อาจพบว่ามีชาวลาวนั่งรอพระกันตามหน้าบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง และพระก็ออกบิณฑบาตรเป็นชุดๆตั้งแต่ยังฟ้ามึด  เผลอๆอาจไม่ได้ดูลายมือเหมือนพระไทยที่ต้องเห็นลายมือจึงจะออกจากวัดได้

สำหรับการเดินทางคราวนี้ใช้บริการสายการบินลางแอร์ไลน์  สายการบินประจำชาติลาว  ตอนขามาก็ออกจากสนามบินสุววรรณภูมิแล้วมาลงที่
" กรุงเวียงจันทน์ " จากนั้นก็นั่งรถต่อไปที่เมือง " วังเวียง " พักที่นั่น 1 คืน พอเช้าก็นั่งรถกเดินทางมาที่หลวงพระบาง  บนเส้นทางที่ค้อนข้างจะเป็นชนบท และต้องผ่านภูเขาสูง

จากวังเวียงต้องนั่งรถกันค่อนวันกว่าจะมาถึงหลวงพระบาง ราว 4 โมงเย็น  และพักหลวงพระบาง 2 คืน จึงเดินทางกลับประเทศไทยโดยทางเครื่องบินโดยไม่ต้องวกกลับทางเดิม

การเดินทางขากลับเป็นการเดินทางโดยเครื่องบิน 2 ต่อ  คือบินจากหลวงพระบางมาลงที่สนามบินวัดไต กรุงเวียงจันทน์  และจากเวียงจันทน์ไปลงที่สุวรรณภูมิ

จากหลวงพระบางนั่งเครื่องมาลงที่เวียงจันทน์ในตอนบ่ายและยังมีเวลาอีกราว 4-5 ชั่วโมงก่อนได้เวลาเช็คอินในตอนหัวค่ำ

ระหว่างที่รอคอยก็ได้ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าของลาวมีชื่อว่า
“ห้างดาวเรือง”  แต่ห้างนี่แปลกกว่าบ้านเรา คือจะปิดห้างในเวลา 17.00 น. หรือ 5 โมงเย็น  จึงมีเวลาเดินไม่ทั่วห้าง  ช่วงเวลาที่ไปถึงนั้นผู้คนก็เริ่มโหรงเหรงแล้วเนื่องจากใกล้เวลาปิดห้าง

ปัจจุบัน (สค.59) กรุงเวียงจันทน์มีห้างใหญ่ที่ได้มาตรฐานไม่แพ้ไทยเกิดขึ้นแล้วมีชื่อว่า
 “เวียงจันทน์ เซ็นเตอร์” (Vientiane Center)  เปิดให้บริการเมื่อเดือน มีค.58 ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันของนักธุรกิจด้านอสังหามริมทรัพย์จากจีนและสิงคโปร์

  
เวียงจันทน์ เซ็นเตอร์ เปิดให้บริการ มีนาคม 2558


ช่วงที่รอขึ้นเครื่องก็พอจะมีเวลาไปเที่ยว
" หอพระแก้ว " และ " วัดสีสะเกด " ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม และทั้งสองแห่งนี้ก็เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย-ลาว ที่คนไทยควรรับรู้

“หอพระแก้ว”  สถานที่เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต(จากประเทศไทย) ซึ่งปัจจุบันคงเหลือไว้เพียงแค่แท่นประดิษฐาน  ไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งพระคู่บ้านคู่เมืองของไทย เคยเป็นของลาวมาก่อน และได้ประดิษฐานอยู่ที่นี่ระหว่างปี พ.ศ.2108- 2322 นับเป็นเวลา 214 ปี หรือตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์

ปี พ.ศ.2322 พระเจ้ากรุงธนบุรี  ทรงมอบหมายเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกแม่ทัพเอก  ยกทัพมาตีเวียงจันทน์ ซึ่งสมัยนั้นเรียกเวียงจันทน์ว่า
“กรุงศรีสัตนาคนหุต”  พร้อมกับอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับไปกรุงธนบุรีด้วย

อาจมีคนสงสัยว่า มาตีบ้านเมืองเค้าจนแตกพ่ายแล้วทำไมจึงต้องเอาพระคู่บ้านคู่เมืองเค้ากลับไปด้วย ก็ต้องบอกว่าเป็นธรรมเนียมของศึกสงครามในประวัติศาตร์ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ชาติไหน เมื่อรบชนะศัตรูแล้วก็ต้องเอาของมีค่าเช่นแก้วแหวน เงินทอง พระพุทธรูป กลับประเทศตนด้วย แถมบางยุคบางสมัยก็กวาดต้อนเอาผู้คนของข้าศึก ช้างม้า วัวควาย กลับไปด้วย จะว่าไปแล้วก็คือการปล้นประเทศของข้าศึกดีๆนี่เอง

สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับหอพระแก้วก็คือ
“วัดสีสะเกด“  วัดนี้เกี่ยวข้องกับการทำศึกสงครามของไทยอีกครั้งหนึ่งซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 ของไทย

วัดนี้เคยเป็นที่ตั้งของกองทัพสยามที่ยกมาตีเวียงจันทน์ ในสมัย
"เจ้าอนุวงศ์" กษัตริย์นครเวียงจันทน์ในสมัยนั้น  ในเวลานั้นลาวแบ่งเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ลาวเวียงจันทน์  ลาวหลวงพระบาง และ ลาวจำปาสัก แต่ละฝ่ายก็เป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน

การที่ลาวเวียงจันทน์ของเจ้าอนุวงค์ยกมาตีไทยเพื่อกู้ชาติโดยคิดแข็งข้อกับไทย  แต่ลาวจำปาสักและลาวหลวงพระบางก็ไม่เล่นด้วย  เพราะรู้ว่าสู้ไปก็คงแพ้ และก็แพ้จริงๆเสียด้วย

เจ้าอนุวงค์จากนครเวียงจันทน์ยกทัพข้ามโขงไล่ตีเมืองต่างๆทางภาคอีสาน  จนกระทั่งยกทัพจนมาถึงเมืองสระบุรี  จึงถูกกองทัพสยามไล่ตีจนทัพลาวพ่ายแพ้หนีข้ามโขงกลับประเทศคน

ไทยจึงรวมรวมกำลังเข้าตีถึงเวียงจันทน์พร้อมกับเผาวัดและเผาเมืองเวียงจันทน์จนพินาศ เป็นการแก้แค้น  คงเหลือแต่วัดสีสะเกดซึ่งเป็นที่มั่นของกองทัพสยาม เหตุที่ไม่ถูกเผาก็เนื่องจากทหารไทยใช้เป็นที่หลับที่นอน เหมือนได้เคยอาศัย วัดนี้จึงรอดจากการถูกเผามาได้

สงครามลาว-สยาม ในตอนนั้น ทำให้เวียงจันทน์กลายเป็นเมืองร้าง เนื่องจากไทยได้กวาดต้อนชาวลาวข้ามมาฝั่งไทยจนเกือบหมดประเทศ  ที่เล็ดลอดไปบ้างก็หนีเข้าป่าไป

ส่วนเจ้าอนุวงค์ได้หนีไปเวียดนาม  แต่ต่อมาก็ถูกตามจับมาได้และนำมากักขังไว้ที่
ทุ่งพระเมรุ(ท้องสนามหลวง) ต่อมาได้สวรรคต จากการถูกทรมานอย่างโหดเหี้ยมของฝ่ายสยาม เช่น ถูกตรึงประจาน และ ให้อดข้าวอดน้ำ

ประวัติศาสตร์เรื่องเจ้าอนุวงศ์ ราชวงค์ล้านช้างของลาว  มีความเกี่ยวข้องกับสยามประเทศค่อนข้างมาก  ซึ่งประวัติศาสตร์ทั้งของลาวกับของไทยมีการบันทึกได้เกือบจะตรงกัน

ยกเว้นแต่ประวัติ
“คุณหญิงโม”  วีรสตรีไทยที่เคยต่อสู้กับฝ่ายลาว ณ “ทุ่งสัมฤทธิ์ “ เมื่อ พ.ศ.2369 นั้น  ปรากฎว่าไม่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์ทั้งของลาวและของไทย

นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนแสดงความเห็นว่า  เรื่องราวของคุณหญิงโมที่แสดงวีรกรรมอันกล้าหาญชาญชัยที่ทุ่งสัมฤทธิ์นั้น น่าจะเป็นการเขียนบันทึกขึ้นมาภายหลังมากกว่า
"ซึ่งไม่มีตัวตนที่แท้จริง"

ใครสนใจเรื่องนี้ก็หาอ่านได้จาก
วิกิพีเดีย  ซึ่งอาจทราบความจริงได้อย่างหนึ่งว่า  เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อตามๆกันมานั้นอาจไม่ไช่เรื่องจริงเสมอไปทั้งหมด  การบอกต่อหรือเล่าสืบต่อกันมา  อาจมีการเสริมแต่งจนห่างความจริงออกไปทุกขณะ

หรือแม้แต่
ราชธานีแห่งแรกของไทย ที่มีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย ตามที่เคยร่ำเรียนกันมานั้น  จนถึงขณะนี้ก็เริ่มปรากฏชัดแล้วว่า มันไม่ไช่  มันคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงชนิดที่ต้องแก้ตำราและต้องสอนประวัติศาสตร์ไทยกันใหม่ เหมือนเริ่มนับหนึ่งกันใหม่

หรือแม้แต่
" ่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ " ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้สร้างกรุงสุโขทัย  ทำไปทำมาชักไม่ไช่เสียแล้ว กลายเป็น “พ่อขุนศรีนาวนำถม”


แล้วอาณาจักรไทยเริ่มมาแต่เมื่อใด


สนใจเรื่องนี้ติดตามอ่านได้ที่นี่  <คลิก>





โฟโต้ออนทัวร์
30 สิงหาคม 2559




ชมภาพการเดินทาง
เดินทาง กค.51
เดินทาง ธค.55
เดินทาง มิย.56



 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ